สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 147 เกิดมาเพื่อต่อสู้
มีซิวเจ่อผู้หนึ่งทดลองใช้กระบี่บินจู่โจมใส่จันทร์เสี้ยวที่แขวนค้างอยู่กลางฟั้า
คาดไม่ถึง พฤติกรรมนี้คล้ายไปกระตุ้นโทสะของกลุ่มวงแหวนแสงที่ดูไม่เป็น
อันตรายเหล่านั้นเข้า! วงแหวนแสงวงหนึ่งพลันตกลงมาบนร่างมัน สวมครอบจากทาง
ศีรษะ จากนั้นหดตัวรัดแน่น ไม่มีใครคาดคิดว่าวงแหวนที่เพียงแค่แตะเบาๆ ก็ระเบิด
กระจายนี้ จะทรงพลังถึงเพียงนี้!
ภายใต้ห่วงแสงบีบรัดอย่างรุนแรง เซียนกระบี่ผู้นั้นกรีดร้องโหยหวน ตาเหลือกค้าง
ล้มฟาดลงกับพื้น
ขณะที่ทุกผู้คนตะลึงลาน ทันใดนั้นโซ่สีทองคำดำฉกวูบลงมาจากฟั้า คล้องร่างซิว
เจ่อผู้นั้นอย่างแม่นยำ
“หมดสติ นับเป็นพ่ายแพ้ ตัดสิทธิ์ออกจากการประลอง“
สุ้มเสียงเย็นชาดังขึ้นในหูทุกผู้คน แล้วเงียบหายไป
ทุกคนทราบว่ามีผู้ตัดสินซ่อนตัวอยู่ในเงามืด คอยปั้องกันไม่ให้เกิดอันตรายถึงชีวิต
เหล่าผู้ตัดสินที่ถูกเชื้อเชิญมาในรอบสุดท้ายนี้ล้วนเป็นยอดคนด่านจินตัน เห็นได้ชัดว่า
ไม่ใช่ธรรมดาทั่วไป พวกมันสามารถเข้าออกค่ายกลได้อย่างง่ายดายดุจมาท่องชม
ทิวทัศน์ ในขณะที่เหล่าผู้เข้าประลองถูกกักขังไว้ภายในค่ายกล
นอกจากตกตะลึง พวกมันยังอดไม่ได้ให้บังเกิดแรงปรารถนาอย่างแรงกล้า ในแง่
ของพลังบำเพ็ญเพียร ด่านหนิงม่ายกับด่านจินตันเพียงห่างกันแค่ด่านเดียว แต่ด้านพลัง
อำนาจกลับห่างชั้นกันอย่างกว้างใหญ่ไพศาล!
สำหรับซิวเจ่อด่านหนิงม่ายเหล่านี้ บรรลุด่านจินตันคือความฝันของพวกมัน แต่ทุก
คนทราบดีว่าเรื่องนี้ยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด ชนชั้นหนิงม่ายอาจเรียกได้ว่าเป็นกระดูก
สันหลังของอาณาจักรนภาจันทร์ มีเพียงบรรลุด่านจินตันจึงจะเรียกได้ว่าปรมาจารย์ ทุก
ปี มีผู้คนนับไม่ถ้วนติดค้างอยู่ที่ประตูนี้ แต่ไม่มีผู้ใดท้อถอย หากพวกมันสามารถข้าม
ประตูนี้ไปได้ จะกลายเป็นปลาหลีฮื้อกระโดดข้ามประตูมังกร ทะยานขึ้นสู่สวรรค์ชั้นฟั้า
หลังจากนั้นอายุขัยยืนยาว ไม่ว่าผู้ใดก็อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปเรื่อยๆ
แต่เวลานี้ พวกมันได้แต่อิจฉาเลื่อมใสเท่านั้น ทุกคนยังเยาว์วัย แม้ว่าจะมีพรสวรรค์
เด่นล้ำเป็นพิเศษ แต่มรรคาบำเพ็ญเพียรยังตื้นเขินนัก ในบรรดาซิวเจ่อทั้งหนึ่งร้อยคนใน
รอบสุดท้ายนี้ มีเพียงไม่กี่คนที่บรรลุด่านหนิงม่ายขั้นกลาง และไม่มีแม้แต่คนเดียวที่
เป็นหนิงม่ายขั้นสุดท้าย ยิ่งด่านฝึกตนสูงขึ้น การรุดหน้าก็ยิ่งยากขึ้น คิดบรรลุด่านจินตัน
ก่อนอายุห้าสิบปี นับว่ายากเย็นดุจปีนปั่ายขึ้นสวรรค์
จั่วม่อก็ได้ยินวาจาของผู้ตัดสินเช่นกัน แต่สำหรับมันไม่ได้มีความนับถือชื่นชม
เหมือนผู้อื่น มันเกือบจะเริ่มก่นด่าเสียด้วยซ้ำ! ผู้ตัดสินนี้จู่ๆ ก็กล่าวออกมาด้วยสุ้มเสียง
เย็นชา โดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า มันสะดุ้งผวาจนมือสั่น แทบทำให้ค่ายกลย่อยที่
กำลังก่อตั้งต้องพังพินาศเสียแล้ว
โชคยังดีที่มันรีบปรับพลังปราณภายใน รักษาความมั่นคงไว้ได้ทันท่วงที
ทุกสิ่งทุกอย่างในค่ายกลตกอยู่ภายใต้จิตสำนึกของมัน ซิวเจ่อผู้นั้นถูกโจมตี จั่วม่อ
ย่อมทราบกระจ่าง
ฮี่ฮี่ นี่เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น!
แต่มือของมันไม่ได้ชะลอลงเลย มันไม่ได้อยู่ในจุดที่จะมัวมาคิดฟุั้งซ่านได้
ยังคงเหลืออีกหกค่ายกลย่อย ก็จะก่อตั้งค่ายกลวงแหวนฟั้าสำเนียงจันทร์เจ็ดสิบ
สองค่ายกลย่อยเสร็จสมบูรณ์!
เมื่อเจ็ดสิบสองค่ายกลย่อยเสร็จสิ้น ไม่ใช่แค่เพียงค่ายกลจะมีพลังมากขึ้นหลายเท่า
เท่านั้น แต่ยังมีอีกหนึ่งคุณลักษณะที่ทำให้มันสนใจมาก นั่นคือการควบคุมค่ายกลด้วย
ตัวเอง มันเคยควบคุมค่ายกลมาบ้าง แต่นั่นเป็นเพียงค่ายกลเรียบง่าย ไม่เคยควบคุมค่าย
กลที่ใหญ่โตซับซ้อนถึงเพียงนี้มาก่อน ค่ายกลที่มีคนควบคุมคอยขับเคลื่อน กับค่ายกลที่
ไม่มีคนควบคุม พลานุภาพแตกต่างกันราวฟั้ากับดิน
ที่สำคัญคือ หากมันสามารถควบคุมค่ายกลใหญ่โตเช่นนี้ จะเป็นประสบการณ์ที่น่า
หฤหรรษ์ถึงเพียงไหน!
ภายในค่ายกล ยอดฝีมือเหล่านี้ล้วนไม่ได้โง่งม แต่ละคนมีการคำนวณของตนเอง
ซู่ผนึกพลังปราณของนาง พลังสนามแม่เหล็กก่อตัวเป็นชั้นเปลือกแม่เหล็ก ห่อหุ้ม
รอบกายเพื่อปกปั้องตัวนาง หลัวหลีเฝั้ารอเหยื่อของมันอีกครั้ง แม้ว่าเขตแดนสุญตาของ
มันจะถูกค่ายกลมหึมากดดันจนอาณาเขตเล็กลง แต่มันยังคงสงบนิ่งไม่ไหวติง ขณะที่ใน
ใจครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว เพื่อหาวิธีขยายเขตแดนสุญตาให้กว้างออกไปภายในค่ายกลนี้
หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีคู่นี้ใช้แผนตั้งรับและรอโอกาสตีโต้ คนหนึ่งเคลื่อนไหว อีกคนสงบ
นิ่ง
ซู่ในใจร้อนรนยิ่ง พุ่งทะยานไปในค่ายกลอย่างกระสับกระส่าย บุรุษโสโครกนั้นที่แท้
ซ่อนตัวอยู่ที่ใด?
ส่วนฉางเหิงยังคงเดินทอดน่องผ่านค่ายกลอย่างอยากรู้อยากเห็น เช่นเดียวกันกับ
บุรุษหน้าเหลือง
กุ่ยฟงท่าร่างของมันยากติดตามที่สุด เดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่ ลี้ลับสุดคาดเดา
มีเพียงหนานเหมินหยางที่ยังคงกู่คำรามกึกก้อง กระบี่ยักษ์ฟาดฟันเร็วขึ้น เร็วขึ้น
เรื่อยๆ จู่โจมใส่วงแหวนแสงเหล่านั้นอย่างไม่คิดรามือ ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้มัน ดูลักษณะ
อันดุร้าย รวมกับสีหน้าท่าทีบ้าคลั่งของมัน ไม่ว่าผู้ใดเผลอเข้าไปใกล้ เกรงว่าไม่แคล้วถูก
กระบี่ยอดบุรุษของมันสับฟัน เช่นเดียวกันกับวงแหวนแสงเหล่านั้น
หวีปั๋ายประหนึ่งสายลมดุดันกระโชกแรง ใบหน้าดำคล้ำ ไล่ล่าค้นหาหนานเหมินห
ยางไปทั่วค่ายกล
กล่าวไปก็แปลกประหลาดนัก ค่ายกลขบวนนี้กินพื้นที่เพียงสิบกว่าหมู่ แต่เหล่ายอด
ฝีมือที่ติดอยู่ในค่ายกลกลับต้องเผชิญกับดินแดนรกร้างกว้างใหญ่ พวกมันบางครั้งพบ
พานบุคคลอื่น แต่ส่วนใหญ่แล้วคล้ายติดอยู่ในค่ายกลเพียงผู้เดียวลำพัง
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับซิวเจ่อที่โดดเดี่ยวเดียวดายเหล่านี้แล้ว เหล่าซิวเจ่อที่
เผชิญหน้ากันภายในค่ายกล ระเบิดการต่อสู้อย่างดุเดือดน่าดูชมยิ่ง
กลางเวหา เหนือค่ายกลขบวนมหึมา ผู้ตัดสินสองคนสนทนาอย่างเฉื่อยชา บางครั้ง
คราวก็เหลือบตามองลงไปยังค่ายกล ผู้หนึ่งสวมใส่ชุดนักพรตสีเขียว บนศีรษะโพกผ้า
มันเรียกว่าอู่หลิงซ่านเหริน อีกผู้หนึ่งโอ่อ่าน่าเกรงขาม สวมใส่เกราะปราณ นามของมัน
คือเว่ยเฟย หนึ่งในยอดฝีมือที่รู้จักกันดีในอาณาจักรนภาจันทร์
(อู่หลิงซ่านเหริน – นักพรตห้าเนินเขา เว่ยเฟย – เหินบินแซ่เว่ย)
“จั่วม่อผู้นี้ถูกกับรสนิยมข้าเสียจริง สิ่งที่มันวางแผนไว้เป็นเจ็ดสิบสองค่ายกลย่อย
ประเสริฐ ใจเด็ดไม่เบา” อู่หลิงซ่านเหรินกล่าวพลางหัวร่อ “วิธีก่อตั้งค่ายกลแม้ยังหยาบ
อยู่มาก แต่สำหรับเด็กน้อยด่านจู้จี มีความสำเร็จถึงขั้นนี้ ข้าอดชื่นชมไม่ได้จริงๆ”
“ฮ่าฮ่า!” ได้ยินเช่นนี้ เว่ยเฟยกล่าวกระเซ้าเย้าแหย่ “น่าเสียดายที่เผยเหยียนหราน
กับพวกจะไม่ยอมยกศิษย์ผู้นี้ให้แก่เจ้า อ๊า น่าเสียดายจริงๆ หากมันสามารถติดตามร่ำ
เรียนวิชาจากเจ้าสักสองปีสามปี ทางด้านวิชาค่ายกล เกรงว่าไม่มีผู้ใดในศิษย์รุ่นหลัง
สามารถประชันขันแข่งกับมันได้”
อู่หลิงซ่านเหรินผู้นี้เป็นหนึ่งในเซียนกระบี่ที่หาได้ยาก เพราะมันเป็นเซียนกระบี่ที่มี
ฝีมือทางค่ายกล นี่เป็นเหตุผลที่เว่ยเฟยเย้าแหย่มันเช่นนี้
อู่หลิงซ่านเหรินสั่นศีรษะ “ศิษย์ยอดอัจฉริยะเช่นนี้ ทางสำนักของมันมีหรือจะไม่
ประคบประหงมมันเฉกเช่นสมบัติ?” ระหว่างถ้อยวาจา แฝงเร้นความเศร้าสลดอย่างลึก
ล้ำ มันปรารถนารับศิษย์ที่เหมาะสมมานานแล้ว แต่ไม่เคยพบพานคนที่ต้องตาแม้แต่ครั้ง
เดียว เหล่าศิษย์ที่มันรับไว้ในตอนนี้ พวกมันทุ่มเทฝึกปรือกระบี่อย่างหนักหน่วง ทว่าไม่มี
ผู้ใดสนใจวิชาค่ายกล อู่หลิงซ่านเหรินภาคภูมิใจในทักษะวิชาค่ายกลของมันที่สุด แต่
เวลานี้กลับไม่มีผู้สืบทอด จะไม่ให้มันวิตกกังวลได้อย่างไร?
หากสำนักกระบี่สุญตายินยอมให้จั่วม่อเข้าสู่สำนักของมันจริงๆ อู่หลิงซ่านเหรินเต็ม
ใจจ่ายราคาด้วยสิ่งใดก็ได้ แต่มันก็ทราบดีว่าเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ แม้แต่สำนักทั่วไปยังไม่
เห็นพ้อง อย่าว่าแต่สำนักกระบี่สุญตาที่มีเปั้าหมายเพื่อฟืนฟูความรุ่งโรจน์ในอดีต!
กระบี่มังกรน้ำแข็งอาจไม่เป็นที่รู้จักนักในหมู่ซิวเจ่อสามัญในอาณาจักรนภาจันทร์
แต่สำหรับชนชั้นจินตันเช่นมัน ชื่อเสียงของกระบี่มังกรน้ำแข็งกึกก้องกังวานอย่างชัดเจน
“ฮ่าฮ่า ซ่านเหรินไม่ต้องกังวลไป จั่วม่อผู้นี้ย่อมไม่เข้าสู่สำนักอื่น แต่เกรงว่าตลอดทั้ง
สำนักกระบี่สุญตา ไม่ว่าเบื้องสูงเบื้องต่ำ จะต้องปวดเศียรเวียนเกล้ากับมันอย่าง
แน่นอน!””
ถ้อยคำของเว่ยเฟยนี้ช่างแม่นยำดุจตาเห็น!
เผยเหยียนหรานรู้สึกปวดศีรษะอย่างหนักหน่วง ยามนี้สถานการณ์มาถึงขั้นนี้ มัน
ไม่ได้คิดถึงเรื่องพ่ายแพ้หรือชัยชนะอีก ในความเห็นของมัน ผลแพ้ชนะไม่ได้สำคัญอันใด
อีกแล้ว แต่ปัญหาหลักคือมันจะฝึกอบรมจั่วม่ออย่างไร?
หลังจากศึกคราวนี้ ชื่อเสียงของจั่วม่อในด้านค่ายกลจะสูงล้ำเทียมฟั้าอย่างไม่ต้อง
สงสัย
ในสายตาของพวกมัน จั่วม่อเดิมทีก็เป็นเด็กเจ้าปัญหา ยากที่จะรับมืออยู่แล้ว
แต่เวลานี้ ลูกศิษย์เจ้าปัญหานี้กำลังจะกลายเป็นมีชื่อเสียงโด่งดัง! พอนึกถึงว่าสำนัก
จะมีศิษย์ยอดอัจฉริยะที่ทั้งมีชื่อเสียง ทั้งร่ำรวยจิงสือ ทั้งยังมากปัญหา เผยเหยียนหราน
รู้สึกราวกับว่ามันเป็นหนูที่กำลังลากเต่า ไม่ทราบว่าจะกระทำเช่นไรดี!
มันยังไม่ล่วงรู้ว่าจั่วม่อเวลานี้กลับมายากจนข้นแค้นอีกแล้ว จั่วม่อในคราวก่อนชนะ
พนันครั้งใหญ่ ทำกำไรจิงสือจำนวนมหาศาล แต่กระทั่งเจ้าสำนักเช่นเผยเหยียนหรานยัง
ไม่เคยคาดฝัน ว่าจั่วม่อจะเสียสติใช้จ่ายจิงสือหมดสิ้นในรวดเดียว!
จั่วม่อหัวใจกระดอนขึ้น ขบวนค่ายกลตกอยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาล มันนึกไม่ถึง
ว่าหนานเหมินหยางจะคลุ้มคลั่งถึงเพียงนี้ หนึ่งกระบี่ฟาดฟัน ตามด้วยอีกหนึ่งกระบี่
ในทันที ฟาดฟันออกมาไม่หยุดยั้ง ทุกกระบี่ยิ่งทวีความดุร้ายรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ
เกอเคยมีความแค้นกับเจ้าหรือไร?
จั่วม่อเดือดดาลเป็นที่สุด หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ค่ายกลวงแหวนฟั้าสำเนียงจันทร์
จะถูกทำลายอย่างรวดเร็ว ภายใต้เรี่ยวแรงดุร้ายอันบ้าคลั่งของเจ้าคนปั่าเถื่อนผู้นี้!
มันทราบดีว่าไม่อาจเอาแต่ก่อตั้งค่ายกลย่อยได้อีกต่อไป หากค่ายกลใหญ่พังทลาย
ก่อตั้งค่ายกลย่อยต่อไปยังจะมีความหมายใด
ภายในค่ายกลวงแหวนฟั้าสำเนียงจันทร์ หนานเหมินหยางคล้ายยิ่งฟาดฟัน ยิ่งเมา
มัน ลืมตัวลืมตนไปแล้วจริงๆ! อึดใจเดียวฟาดฟันเจ็ดแปดกระบี่ติดต่อกัน แต่ดูคล้ายไม่
ส่งผลกระทบใดๆ ต่อค่ายกล
ความคิดของมันเรียบง่ายเป็นที่สุด หากมันยังไม่สามารถทำลายเจ้าสิ่งนี้ได้ นั่นก็เป็น
เพราะว่ามันยังไม่ได้ใช้กำลังมากพอ
หนานเหมินหยางบ้าคลั่งไปอย่างสมบูรณ์!
แสงสีทองบนร่างมันสว่างวาบ ภายใต้แสงสีทองเข้มหนา แม้แต่กระบี่เล่มยักษ์ยัง
คล้ายถูกห่อหุ้มไว้ด้วยชั้นทองคำที่มีอยู่จริง ผมเผ้าของมันตั้งชัน ดูไม่ผิดอันใดกับราชสีห์
พิโรธตัวหนึ่ง
ดวงตาของมันกลายเป็นสีทอง จ้องเขม็งไปยังกลุ่มวงแหวนแสงเหนือท้องฟั้า
คล้ายรู้สึกได้ถึงอันตรายจากหนานเหมินหยาง วงแหวนแสงที่เดิมว่ายเวียนอย่าง
อิสระเสรี พลันเริ่มมารวมตัวกันรอบๆ ตำแหน่งของหนานเหมินหยาง
พลังสภาวะที่หนานเหมินหยางปลดปล่อยออกมาเข้มแข็งแกร่งกร้าวเกินไป ไม่ต่าง
อันใดกับดวงอาทิตย์กลางราตรี
หวีปั๋ายพอพบเห็นแสงสว่างนั้น ใบหน้ายิ่งเขียวคล้ำกว่าเดิม ดวงตาคู่นั้นสาด
ประกายด้วยแสงเย็นเยียบ มันบิดกายอย่างไม่ลังเล เปลี่ยนทิศทาง บินตรงไปยังทิศทาง
ของหนานเหมินหยาง!
สัมผัสถึงความคิดต่อสู้กับพลังสภาวะอันแกร่งกร้าวจากหนานเหมินหยาง ทุกผู้คน
ล้วนทราบว่ากระบี่ต่อไปของมัน จะต้องสะท้านฟั้าสะเทือนดินอย่างแน่นอน!
“โอ้ จะทำลายค่ายกลแล้วหรือ?” จงหมิงเอี้ยนชักเบื่อที่จะคิด มันตวัดกิ่งเหมยใน
มือ บางทีมันสมควรเสาะหาคู่มือสักคนจะดีกว่า
สมควรหาผู้ใด? ฉางเหิงผู้นั้นดูท่าแข็งแกร่งไม่เลว…
ไม่ใช่แค่จงหมิงเอี้ยนที่มีความคิดเช่นนี้ พลังสภาวะของหนานเหมินหยางคราวนี้น่า
อัศจรรย์ใจอย่างแท้จริง กระทั่งบุคคลเอื่อยเฉื่อยอย่างฉางเหิงยังอดหวั่นไหวใจไม่ได้
ซู่สีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง
จบสิ้นแล้ว!
กระบี่ถัดไปของหนานเหมินหยาง กระทั่งนางยังไม่กล้าเผชิญตรงๆ!
ไม่ใช่แค่นาง แต่ซิวเจ่อทุกคนที่อยู่ภายในค่ายกล เกรงว่าไม่มีผู้ใดกล้าอยู่ต่อหน้า
กระบี่นี้ของหนานเหมินหยาง!
แต่หากจั่วม่อพ่ายแพ้ แล้วกระบี่บินของนางเล่า…
ค่ายกลกำลังจะถูกทลาย…
ในใจนางเต็มไปด้วยความอับจนหนทาง!
ในเวลานี้เอง เหตุเปลี่ยนแปลงพลันอุบัติขึ้นอย่างกะทันหัน
โฮ่ว!
เสียงคำรามอันดุดันที่สามารถประชันกับหนานเหมินหยาง ทันใดนั้นดังกึกก้องไปทั้ง
ค่ายกล มนุษย์ทองคำร่างมหึมาผู้มีรูปโฉมพร่าเลือน พุ่งลงมาจากฟั้า ทิ้งกายลงอย่าง
หนักหน่วงเบื้องหน้าหนานเหมินหยาง
ทหารยันต์!
หนานเหมินหยางช้อนตาสีทองขึ้นมอง แสยะยิ้ม ดุร้ายหมายขวัญอย่างบอกไม่ถูก!
มันคลุ้มคลั่งบ้าระห่ำอย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าผู้ใดอาจหาญปรากฏกายขึ้นด้านหน้ามัน จะถูก
ฉีกออกเป็นชิ้นๆ ในบัดดล!
“ตาย!”
ภายใต้เสียงคำรามสนั่นไหว หนานเหมินหยางดวงตาพิโรธถลึงกว้าง แสงสีทองทั้ง
ร่างเจิดจ้าขึ้นเป็นลำดับ กุมกระบี่ยักษ์ด้วยสองมือ ตวัดฟันใส่ทหารยันต์อย่างดุดัน!
ทหารยันต์รู้สึกถึงเจตนาต่อสู้และการคุกคามรุนแรงจากหนานเหมินหยาง บน
ใบหน้าอันพร่าเลือน เผยดวงตาสาดประกายคู่หนึ่ง
เป็นดวงตาที่เต็มไปด้วยความไม่แยแสและแรงกดดันคู่หนึ่ง!
บนเกราะของทหารยันต์ เห็นลวดลายอักขระยันต์คล้ายไส้เดือนนับไม่ถ้วนสว่างวาบ
ขาซ้ายหยาบหนาสืบเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว กระทืบลงอย่างหนักหน่วง พื้นดินสะเทือน
เลื่อนลั่น ขาขวากวาดมาข้างหลังโดยไร้สุ้มเสียง บิดเอว หมัดซ้ายยกตั้งขวางกลางอก
ขณะที่หมัดขวาง้างไปด้านหลัง ประหนึ่งลูกธนูขึ้นสาย พร้อมจะยิงออกไปได้ทุกขณะจิต
เผชิญหน้ากับปราณกระบี่สีทอง มันปลดปล่อยสภาวะหมัดออกมารวดเดียว
“เกิดมาเพื่อต่อสู้!”
สุ้มเสียงลึกซึ้งทรงอำนาจตวาดก้อง ประหนึ่งสายฟั้าคำรนผ่านหมู่เมฆ
หมัดแสงสีทองที่แข็งราวกับมีตัวตนต่อยออกไป ราวกับค้อนยักษ์อันหนักหน่วง ต่อย
ใส่กระบี่ยักษ์อย่างหักโหม!
ปราณกระบี่ทองคำปะทะหมัดแสงทองคำ!