สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 154 สำเนียงพิฆาตระฆังจันทรา
วงแหวนแสงนับพันสั่นกังวานอย่างพร้อมเพรียง สะท้อนแว่วอยู่ในหูของทุกผู้คน
กระจ่างใสไพเราะอย่างบอกไม่ถูก หวานเสนาะจับใจ แต่สีหน้าของห้าคนในค่ายกล
แปรเปลี่ยนอย่างกะทันหัน แม้กระทั่งฉางเหิงผู้สงบเงียบอยู่เป็นนิจ ยังม่านตาหดแคบลง
ตามสัญชาตญาณ มันเลื่อนมือไปยังจุดกึ่งกลางกระดูกไหปลาร้า ดึงกระบี่แมงมุมโลหิต
ออกมาอย่างไม่ลังเล
ฉางเหิงเหลือบมองคนอื่นๆ ในค่ายกล ทุกผู้คนทำท่าราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรู
ตัวฉกาจ แม้แต่คนหน้าเหลืองที่เคยสำแดงฝีมือเหนือล้ำสยบมันก่อนหน้านี้ ยังถูกกดดัน
จนหน้าสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง ตั้งขวานสัมฤทธิ์สองคมขวางไว้ตรงอก
เพียงแค่เสียงกังวานใสเสนาะเจาะผ่านเข้าไปในหู พลังปราณในร่างของพวกมันก็
สั่นสะเทือน สมาธิจิตใจสั่นไหวโอนเอนเป็นระลอก!
เสียงระฆังจากวงแหวนแสงเหล่านี้ร้ายกาจทรงพลังยิ่ง ทั้งห้าคนในใจตื่นตระหนก
ขึ้นมาทันที
กระทั่งผู้ที่โง่เขลาที่สุดยังล่วงรู้ เวลานี้ค่ายกลขบวนใหญ่ตรงหน้าพวกมัน แตกต่าง
จากกาลก่อนเป็นคนละเรื่อง จันทร์เต็มดวงเรืองรองอยู่กลางนภา เปล่งรัศมีทรงกลดดุจ
วงล้อ เส้นใยแสงจันทร์สีเงินยวงประหนึ่งเรือนผมนุ่มสลวยไร้พลังอำนาจ ถักร้อยวง
แหวนแสงนับพันรวมกันเป็นพวงระฆังลม ดุจดั่งมีดรุณีน้อยแขวนไว้ที่ชายคาหอห้อง
งดงามตระการตาราวกับภาพวาด แต่กับภูมิทัศน์อันไร้ที่ติเช่นนี้ ห้าคนในค่ายกลกลับ
ไม่ได้อยู่ในอารมณ์จะชื่นชม ในสายตาของพวกมัน ขบวนค่ายกลมหาประลัยนี้เต็มไป
ด้วยเจตนาสังหารอันล้นเหลือ!
หลังผ้าตาข่ายแพรดำ ซู่ไม่อาจรักษาความเยือกเย็นของนางไว้ได้อีก ใบหน้าเต็มไป
ด้วยความแตกตื่นสุดระงับ
ค่ายกลเช่นนี้ ปรากฏการณ์เช่นนี้ เป็นสิ่งที่ซิวเจ่อด่านจู้จีสามารถกระทำได้จริงๆ?
ภาพลักษณ์ของผีดิบซอมซ่อ ละโมบและกินข้าวต้มในใจนาง แตกสลายลงอย่าง
สิ้นเชิง เบื้องหลังใบหน้าทึ่มทื่อไร้อารมณ์ ดูคล้ายจะมีเงายาวเหยียดซ่อนไว้ ลึกล้ำสุด
หยั่งคาด! เป็นนางเอง ที่ด่วนตัดสินมันผิดพลาดมาตั้งแต่ต้นใช่หรือไม่?
เห็นวงแหวนแสงนับพันดุจระฆังลมห้อยระลงมาจากจันทรา พวกมันส่ายไหวเบาๆ
แกว่งไกวอย่างสง่างามและอ่อนโยน
สายตาติดตรึงอยู่กับเส้นใยจันทรากับพวงวงแหวนแสงที่อยู่เบื้องหน้า ดวงตาของซู่
เหมือนถูกดึงดูดไว้อย่างแน่นเหนียว ไม่มีปัญญาละสายตาจากไป ยามเมื่อพวงระฆังลม
สั่นไหวเบาๆ เจตนาสังหารเล็กละเอียดก็ค่อยๆ แผ่ซ่านออกมา ค่อยๆ ยึดครองพื้นที่ว่าง
ทุกตารางนิ้วในค่ายกลอย่างเงียบเชียบ
ซู่ปากคอแห้งผาก
นางนึกแปลกใจมาโดยตลอด จั่วม่อไฉนไม่ส่งนกกระเรียนกระดาษมาหานาง บัดนี้
นางเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว มันไม่เคยต้องการความช่วยเหลือจากนางแม้แต่น้อย!
อย่างไรก็ตามในขณะนี้ ร่างกายนางเขม็งเกลียว ไม่กล้าหย่อนมือแม้แต่ชั่วขณะ
ดวงตายังไม่สามารถเคลื่อนออกไปได้ เคล็ดวิชากระบี่ที่นางฝึกปรือจัดอยู่ในหมวดหมู่
พลังแม่เหล็ก ปราณสนามแม่เหล็กมีฝีมือทางด้านตรวจจับอย่างสูง เจตนาสังหารเศษ
เสี้ยวเล็กๆ เหล่านี้ดูคล้ายไม่เป็นภัยคุกคาม แต่ในความเป็นจริง พวกมันสามารถรวมตัว
กันได้ทุกขณะจิต จากนั้นเข่นฆ่าเข้ามาพร้อมกัน…
แต่สิ่งที่ทำให้นางระวังปั้องกันอย่างแท้จริง ทั้งยังตึงเครียดมากขึ้นกว่าเดิม เนื่อง
เพราะนางก็เป็นเปั้าหมายของพวกมันด้วย!
เหตุใด…
ไฉนนับนางเป็นศัตรูด้วย? ซู่ไม่อาจเข้าใจ แต่ก็ไม่มีเวลาให้นางคิด นางได้แต่
เตรียมพร้อมรับมือเท่านั้น ทั้งยังสังหรณ์ใจอย่างรุนแรง ว่าเมื่อขบวนค่ายกลใหญ่สำแดง
พลังออกมาจริงๆ เกรงว่าจะไม่ง่ายดายอย่างที่ใครๆ คิด…
อู่หลิงซ่านเหรินกับเว่ยเฟยมีสีหน้าหนักหน่วง
เว่ยเฟยจ้องมองลงไป พลางถามอย่างเคร่งเครียด “ซ่านเหริน ท่านรู้จักค่ายกลนี้
หรือไม่?”
อู่หลิงซ่านเหรินสั่นศีรษะ “ไม่ แต่ค่ายกลนี้สมควรเป็นระดับสี่ เพียงแต่ที่ค่ายกลมีพ
ลานุภาพถึงขั้นนี้ ต้องเป็นเพราะยุทธภัณฑ์เชื่อมวิญญาณที่มันเพิ่งได้รับอันนั้นแน่” มัน
จ้องเขม็งอย่างกังวลสนใจที่ค่ายกลด้านล่าง ดวงตาไม่คลาดคลาไปอีก
มันต้องยอมรับว่าประเมินผิดพลาดไป ก่อนหน้ามันเพียงรู้สึกว่าจั่วม่อแม้มีพรสวรรค์
อยู่บ้าง แต่ความสามารถเชิงค่ายกลยังจัดอยู่ในระดับปกติ ทว่าเมื่อมองจากเวลานี้ ค่าย
กลที่เด็กผู้นี้ก่อตั้งขึ้นมา ไกลเกินกว่าขอบเขตพลังฝีมือของมันไปแล้ว
หากเพียงเท่านั้น อู่หลิงซ่านเหรินก็แค่แปลกใจอยู่บ้างเท่านั้น แต่เจ้าเด็กผู้นี้กลับให้
กำเนิดยุทธภัณฑ์เชื่อมวิญญาณออกมากลางการต่อสู้ นี่ต่างหากที่น่าแตกตื่นสะท้านใจ
อย่างแท้จริง!
ช่างเป็นคนที่มีโชควาสนาเสียจริง!
กระทั่งมันเองยังอดอิจฉาริษยาไม่ได้ ตัวมันมีพลังบำเพ็ญเพียรลึกล้ำกว่าจั่วม่อหลาย
ต่อหลายเท่า แต่ไม่มียุทธภัณฑ์เชื่อมวิญญาณแม้แต่ชิ้นเดียว
ไม่ใช่แค่มันผู้เดียวที่จ้องมองยุทธภัณฑ์เชื่อมวิญญาณของจั่วม่อตาเขียวปัด เว่ยเฟยก็
ยังทอดถอนอย่างขมขื่นให้กับความอยุติธรรมของสวรรค์ อย่างไรก็ตาม พวกมันทราบดี
ว่ายุทธภัณฑ์เชื่อมวิญญาณ ไม่ใช่สิ่งที่เพียงร้องขอก็ครอบครองได้ อิจฉาไปก็ไร้ประโยชน์
ทั้งคู่ยังเป็นชนชั้นจินตัน ความเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวของจิตใจที่ผ่านการขัดเกลามา ย่อมไม่ใช่
จะถูกวัตถุนอกกายสั่นคลอนได้อย่างง่ายดาย
ทั้งสองคนกลับเป็นปกติอย่างรวดเร็ว
“มันคิดทำอะไร?” เว่ยเฟยขมวดคิ้ว พลางแค่นเสียงอย่างเย็นชา “คิดต่อสู้กับห้าคน
ในคราวเดียว? พอครอบครองยุทธภัณฑ์เชื่อมวิญญาณชิ้นหนึ่ง ก็ไม่ทราบว่าตัวเองมี
น้ำหนักเท่าใดแล้ว?”
อู่หลิงซ่านเหรินไม่กล่าววาจา หลังจากประเมินผิดพลาดหลายหน มันรู้สึกว่ายิ่ง
กล่าวน้อยลงเท่าใดก็ยิ่งดีเท่านั้น มิหนำซ้ำมองจากสภาวะอันหนักหน่วงของค่ายกล
ด้านล่าง เกรงว่านี่ไม่ใช่จั่วม่อแค่บ้าบิ่นไม่ประมาณตนแล้ว สิ่งที่มันไม่สามารถมองเห็นได้
ชัดเจน คือจั่วม่อในเวลานี้อยู่ในสภาวะอันพิสดารเช่นไรกันแน่
ภายในค่ายกล จั่วม่อยังคงรักษาท่วงท่าแปลกประหลาดเอาไว้ ดวงตาว่างเปล่า
อากาศรอบกายมันคล้ายหนักข้น ไม่เคลื่อนไหว ไม่เกิดกระแส หากเพ่งมองอย่างถี่
ถ้วน จะพบว่าวงแหวนแสงที่เข้าไปใกล้จั่วม่อ คล้ายถูกแรงที่มองไม่เห็นบางอย่างดีด
กระเด็นออกมา
ดูเหมือนว่าสภาพผิดปกตินี้ เริ่มต้นขึ้นในช่วงเวลาที่จั่วม่อตกอยู่ในสภาวะแปลก
ประหลาดนี้พอดี
อู่หลิงซ่านเหรินไม่มีความมั่นใจใดๆ แม้แต่น้อย
เจดีย์ห้าสีล่องลอยเงียบๆ อยู่เหนือบ่อน้ำ ปลายยอดเจดีย์ที่แหลมคมดุจกระบี่มีจุด
แสงดาวกระพริบประกายอยู่ตลอดเวลา ติดต่อสั่งการกับพระจันทร์เต็มดวงบนท้องฟั้า
ดวงจันทร์พลันสลัวลง แล้วเปล่งแสงสว่างวาบ
ติง ติง ติง ติง!
ทันใดนั้น เหล่าวงแหวนแสงในเส้นใยแสงจันทร์ก็เริ่มสั่นไหว เสียงระฆังกังวานเบาๆ
เช่นกระแสน้ำขึ้นลง ระลอกคลื่นกวาดกระจายออกไปเป็นวง
ห้าคนในค่ายกลตัวแข็งทื่อ หัวใจเย็นเฉียบ ถึงตอนนี้พวกมันไม่สนใจจะต่อสู้กันอีก
แล้ว เนื่องเพราะพวกมันพลันตระหนักอย่างตื่นตะลึงว่า จั่วม่อดูเหมือนไม่คิดจะให้ผู้ใด
หนีรอดออกจากค่ายกลแม้แต่คนเดียว!
“ชิ! เคราะห์ร้ายเสียจริง!” หลัวหลีรู้สึกอับจนปัญญา เจ้าบ้าจั่วม่อคลั่งไปอีกแล้ว!
รีบบังคับกระบี่บินลอยเคียงข้างกาย พร้อมจู่โจมเต็มกำลัง
มันแม้กล่าวเช่นนั้น แต่แสงในดวงตายิ่งมายิ่งสาดประกาย ความมุ่งหวังพลุ่งพล่าน
อยู่ในใจ หลังจากประมือกันในคราวนั้นก็นานพอดูแล้ว มันมักมีความคิดจะต่อสู้กับจั่วม่
ออยู่เสมอ แต่ยังไม่เคยประสบโอกาส
เวลานี้โอกาสที่รอคอยมาเยือนถึงที่ ความปรารถนาต่อสู้ก็ลุกโชนอยู่ในใจ
ในความเห็นของหลัวหลี ทั้งจั่วม่อทั้งเหวยเสิ้งล้วนเป็นยอดอัจฉริยะของสำนัก ศิษย์
พี่เหวยเสิ้งประหนึ่งยอดเขาสูงชันที่ไม่อาจหยั่งวัด เผชิญหน้ากับศิษย์พี่ ผู้คนได้แต่สิ้นหวัง
เท่านั้น แต่จั่วม่อแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง หากผู้คนเห็นสภาพปกติของมัน มักจะ
เผลอประมาทและดูถูกมันอยู่ร่ำไป แต่หากผู้คนได้เผชิญกับโฉมหน้าที่แท้จริงของมัน มัน
อาจไม่ชนะท่าน แต่รับรองว่ามันจะทำให้ท่านต้องแตกตื่นตระหนกและจ่ายค่าตอบแทน
อย่างสาสม
กุ่ยฟงก็ค้นพบเจตนาสังหารอันเข้มข้นภายในค่ายกลเช่นกัน มันไม่ได้ใช้ท่าร่างเงาผี
หลบเร้นเพื่อซ่อนตัวเฉกเช่นทุกครั้ง ตลอดทั้งค่ายกลอยู่ภายใต้การควบคุมของอีกฝั่าย
พลังของท่าร่างเงาผีหลบเร้นแทบจะไร้ประโยชน์ กุ่ยฟงสีหน้าหนักอึ้ง กระบี่กระดูกขาว
ปรากฏไฟผีสองดวงลุกโพลง สีเขียวเรืองรอง ใบกระบี่ครางกระหึ่มประดุจเสียงกระซิบ
ร่ำไห้ของภูตผี
จั่วม่อยังคงอยู่ในสภาวะอัศจรรย์พันลึก
สภาวะนี้ช่างบันดาลให้ผู้คนดื่มด่ำมึนเมาเสียจริง ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นไป
ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนชัดเจนแจ่มแจ้ง
มันยืนเงียบๆ อยู่ที่นั่น ราวกับเป็นผู้ชมดูอยู่ข้างกระดาน เฝั้าดูทุกสิ่งทุกอย่างที่
เกิดขึ้นตรงหน้า เจดีย์ห้าสีซึ่งมีความคิดเชื่อมโยงกับมัน กำลังเฝั้าอยู่ใจกลางค่ายกล
ขบวนใหญ่ ทำการควบคุมขับเคลื่อนค่ายกลวงแหวนฟั้าสำเนียงจันทร์ทั้งหมด!
ทุกรายละเอียดภายในค่ายกลวงแหวนฟั้าสำเนียงจันทร์ไหลผ่านเข้ามาในจิตใจมัน
มันไม่อาจมองเห็นด้วยตา แต่รู้สึกได้อย่างชัดเจน
เป็นเจดีย์ห้าสีส่งผ่านความรู้สึกเหล่านี้มาให้แก่มัน
แรกเริ่มเดิมที จั่วม่อเพียงตั้งใจก่อตั้งค่ายกลวงแหวนฟั้าสำเนียงจันทร์เจ็ดสิบสอง
ค่ายกลย่อยให้แล้วเสร็จ และทดลองขับเคลื่อนเพื่อเรียนรู้ประสบการณ์บางอย่างเท่านั้น
รวมถึงเพื่อทำความเข้าใจกับส่วนที่ซับซ้อนของค่ายกลวงแหวนฟั้าสำเนียงจันทร์ให้มาก
เข้าไว้
เวลานี้ ทุกรายละเอียดของค่ายกลวงแหวนฟั้าสำเนียงจันทร์ ล้วนมากองอยู่ตรงหน้า
มันแล้ว เกินกว่าที่มันตั้งใจเอาไว้เสียอีก
เพราะเหตุนี้เอง จั่วม่อตัดสินใจที่จะทดลองพลังของค่ายกลวงแหวนฟั้าสำเนียง
จันทร์ แบบเต็มกำลัง!
ยังจะมีโอกาสดีที่คล้ายสวรรค์ประทานเช่นนี้อีกหรือ?
ทันทีที่ความคิดบังเกิดขึ้นในใจ เจดีย์ห้าสีก็ระเบิดพลังของค่ายขบวนใหญ่ออกมา!
เสียงระฆังละเอียดอ่อนเหมือนคลื่นน้ำพลันหายวับไป ขบวนค่ายกลมหึมาจมลงสู่
ความเงียบงันเสมือนตายอย่างเฉียบพลัน ความเงียบที่ราวกับลมหายใจขาดห้วง
ประหนึ่งก้อนหินใหญ่กดทับอยู่บนอก
ห้าคนในค่ายกลร่างกายเกร็งแน่นถึงขีดสุด พวกมันทราบว่าความเงียบอันหนัก
หน่วงดุจลมหายใจขาดห้วงนี้ เป็นบทโหมโรงที่จะนำไปสู่การเปิดฉากเข่นฆ่าของค่ายกล
จันทร์เต็มดวงจู่ๆ ก็สว่างวาบ เปล่งแสงสุกใสที่สุดและแรงกล้าที่สุดโดยไม่ออมรั้ง ใน
ชั่วพริบตา จันทร์เต็มดวงก็สุกสกาวประดุจดวงจันทร์หยก เริ่มลุกไหม้อย่างกะทันหัน
รัศมีแสงอันแรงกล้าทำให้ดูราวกับลูกไฟดวงโต!
ติง!
วงแหวนแสงวงที่อยู่ใกล้กับจันทร์เต็มดวงที่สุดเปล่งเสียงกังวานใสออกมา!
สุ้มเสียงหวานแว่วนี้ประกาศเปิดฉากกระบวนท่าสังหาร ดูคล้ายมีพลังบางประการ
ไหลผ่านลงมาตามเส้นใยจันทรา เช่นเดียวกันกับถ่ายทอดพลัง ทีละวงทีละวง วงแหวน
แสงทยอยเปล่งเสียงกังวานติดต่อกันตามลำดับ
ติง ติง ติง…
เสียงระฆังหวานเสนาะเริ่มบรรเลงจากแช่มช้าไปสู่รวดเร็ว จากเนิบนาบเป็นเร่งร้อน
กังวานถี่ระรัวประดุจคลื่นน้ำถาโถมขึ้นอย่างฉับพลัน!
มองจากฟากฟั้า กลุ่มวงแหวนแสงที่แขวนห้อยลงมาจากดวงจันทร์บนเส้นใยแสง
จันทรา คล้ายคลึงการผลักแท่งหินที่ตั้งเรียงไว้ให้ล้มทับติดต่อกันไปเรื่อยๆ วงแหวนแสง
ก็สั่นสะเทือนไล่ลงมาเป็นลำดับ!
แรงสั่นสะเทือนของวงแหวนแสงวงแรกอ่อนเบาที่สุด เสียงระฆังกังวานก็แผ่วเบา
ที่สุด
วงแหวนแสงวงที่สองสั่นสะเทือนแรงขึ้นอีกสักหน่อย สุ้มเสียงก็ดังขึ้นเล็กน้อย
วงแหวนแสงวงที่สามสั่นสะเทือนรุนแรงขึ้นไปอีก สุ้มเสียงก็ยิ่งดังกังวาน!
ยามอธิบายอาจยาวนาน แต่อันที่จริงน้ำตกแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้รวดเร็วถึงที่สุด
ภายในชั่วกะพริบตาเดียว พลังประหลาดนั้นก็ส่งผ่านวงแหวนแสงนับพันๆ ในรวดเดียว
ไล่ลงไปจนสุดปลายเส้นใยแสงจันทร์ เข้าสู่วงแหวนแสงวงสุดท้าย!
วงแหวนแสงวงสุดท้ายบนเส้นใยแสงจันทร์แต่ละเส้น สว่างวาบขึ้นในเวลาเดียวกัน
ทันทีที่พลังงานแล่นผ่านจากวงแหวนแสงรองสุดท้ายไปสู่วงสุดท้าย พายุเสียงระฆังจาก
วงแหวนแสงนับพันก็ไต่ขึ้นไปถึงจุดสูงสุด!
คลื่นเสียงสังหารสะท้านฟั้ากวาดวาบ โถมทับเป็นชั้นๆ ดุจไม่มีที่สิ้นสุด!
บูม!
ห้าคนในค่ายกลรู้สึกสายตาพร่าเลือน ทุกสิ่งทุกอย่างบิดเบี้ยวแปรเปลี่ยนไปอย่าง
กะทันหัน พื้นใต้ฝั่าเท้าสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แทบจะคว่ำพวกมันลงกับพื้น
สีหน้าของพวกมันแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง!
ซู่ขวางกระบี่รัศมีดำไว้ตรงทรวงอก มือขวากำด้ามกระบี่ มือซ้ายยื่นเข้าหากระบี่ กึ่ง
แตะกึ่งกดใบกระบี่ไว้อย่างนุ่มนวล เสียงตวาดดังสดใส “ปกปั้อง!”
มีตัวนางเป็นจุดศูนย์กลาง พลังสนามแม่เหล็กอันน่าสะพรึงกลัวก็ระเบิดออกไปรอบ
ด้าน!
หลัวหลีไม่ได้จับด้ามกระบี่ ปล่อยให้ลอยนิ่งอยู่เบื้องหน้ามัน มือขวาแผ่กาง หงายฝั่า
มือเปิดออก สุ้มเสียงเลื่อนลอยดุจอากาศธาตุ อ้างว้างว่างเปล่า “หว่อหลี!”
เจตจำนงกระบี่ไร้ตัวตน คลับคล้ายเงารางเลือนของสตรีผู้หนึ่ง เต้นรำเบาๆ เคียง
ข้างกายมัน
กระบี่แมงมุมโลหิตของฉางเหิงแปรเปลี่ยนเป็นแมงมุมโลหิตขนาดยักษ์ ปั้องกันมัน
จากด้านหน้า แสงสีเลือดในร่างแมงมุมโลหิตสว่างเจิดจ้าถึงที่สุด ราวกับว่าเพิ่งขึ้นมาจาก
บ่อเลือด! แมงมุมโลหิตขู่คำรามอย่างดุร้าย พร้อมจะโถมทะยานไปเบื้องหน้า!
ในเวลาเดียวกัน เกราะหนักสัมฤทธิ์ปรากฏขึ้นบนร่างบุรุษหน้าเหลือง ชุดเกราะอัน
หนาหนักปกคลุมร่างมันตั้งแต่หัวจรดเท้า เผยเฉพาะดวงตาเท่านั้น มือกระชับขวาน
สัมฤทธิ์สองคมอย่างสงบ เอวตั้ง หลังตรง ตวาดดังกึกก้อง “ทำลาย!”
เด็กน้อยอายุราวหกเจ็ดขวบปรากฏขวางอยู่ตรงหน้ากุ่ยฟง มันอ้วนท้วนสมบูรณ์
ผิวหนังบางจนแทบปริ สวมเอี๊ยมสีแดง แต่ดวงตาเขียวเรืองรองน่าขนพองสยองเกล้า! กุ่
ยฟงขู่คำราม “ไป!”
ท่าไม้ตายของกุ่ยฟง ราชันผีน้อย!
ยอดฝีมือทั้งห้าทุ่มเทใช้ท่าไม้ตายสุดกำลังออกมาโดยพร้อมเพรียง พวกมันสามารถ
รู้สึกถึงภัยคุกคามที่รุนแรงอย่างไม่น่าเชื่อ!
ค่ายกลวงแหวนฟั้าสำเนียงจันทร์จู่ๆ ก็สำแดงฤทธิ์โดยไม่มีวี่แววล่วงหน้า ทันทีที่เริ่ม
เปิดฉาก ก็ปลดปล่อยท่าไม้ตายอันร้ายกาจสุดยอดออกมา!
ภายในขบวนค่ายกล กระถางหลอมกลั่นหัวราชสีห์ทองแดงที่จั่วม่อใช้ก่อตั้งค่ายกล
ไฟหลี แหลกสลายกลายเป็นฝุั่น เล็บเหล็กเปลี่ยนเป็นฝุั่น แผ่นปั้ายหยกกลายเป็นฝุั่น พืช
หญ้าเปลี่ยนเป็นฝุั่น พื้นดินกลับกลายเป็นฝุั่น …
บ่อน้ำพื้นที่ครึ่งหมู่ ทันใดนั้นเปลี่ยนเป็นละอองน้ำละเอียดยิบนับไม่ถ้วน!
นี่คือบทเพลงโหมโรงของกระบวนท่าสังหารที่แข็งแกร่งที่สุด ของค่ายกลวงแหวนฟั้า
สำเนียงจันทร์เจ็ดสิบสองค่ายกลย่อย
สำเนียงพิฆาตระฆังจันทรา!