สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 180 มหาหัตถ์พันใบ
วิชาที่จั่วม่อเริ่มฝึกปรือก่อนเป็นมหาหัตถ์พันใบ
ช่วงครึ่งหลังของบทแรกของมหาหัตถ์พันใบ เริ่มอธิบายถึงวิธีก่อกำเนิดมหาหัตถ์พัน
ใบ อสูรฟั้าโบราณผู้นี้เป็นสุดยอดอัจฉริยะอย่างแท้จริง มันหยิบยืมกระบวนการ
เจริญเติบโตของพืชมาใช้ ทำให้วิชาของมันสมบูรณ์
มหาหัตถ์พันใบขั้นแรกเป็นการรวบรวมจิตสำนึกที่กระจัดกระจาย นี่ไม่ใช่ปัญหา
สำหรับจั่วม่อ เรื่องเพียงเท่านี้มันสามารถทำได้อย่างง่ายดายดุจพลิกฝั่ามือ
ขั้นถัดไปคือหลอมสร้างจิตสำนึกที่จดจ่อรวมตัวให้เป็น ‘เมล็ดพันธุ์’ ขั้นตอนนี้สำคัญ
ยิ่ง หากผู้ใดไม่สามารถก่อกำเนิด ‘เมล็ดพันธุ์’ ย่อมไม่อาจฝึกปรือมหาหัตถ์พันใบ
ขั้นตอนการหลอมสร้าง ‘เมล็ดพันธุ์’ ดูคล้ายสลับซับซ้อนยิ่ง แต่เมื่อจั่วม่ออ่านจน
จบ กลับรู้สึกแปลกพิกลอยู่บ้าง
นี่คือวิธีการหลอมกลั่นโอสถด้วยน้ำชัดๆ!
เม็ดยาชุ่มชื้นที่อยู่ในม้วนหยกของผู้อาวุโสเว่ยหนาน สำหรับจั่วม่อแล้วไม่เคยใช้ทำ
กำไรจิงสือสักครั้ง แต่ก็ช่วยให้มันศึกษาวิธีการหลอมกลั่นด้วยน้ำ กระบวนการก่อกำเนิด
เม็ดยาจากครรภ์โอสถอันมหัศจรรย์ ทิ้งความประทับใจให้แก่จั่วม่ออย่างลึกล้ำ ดังนั้น
เมื่อเห็นกระบวนการก่อเกิด ‘เมล็ดพันธุ์’ จึงรู้สึกคุ้นเคยขึ้นมาทันที
มันไม่ทราบว่าอสูรฟั้าโบราณผู้นั้นล่วงรู้วิธีหลอมกลั่นโอสถด้วยน้ำหรือไม่ แต่เมื่อ
สามารถคิดค้นวิชาอันลี้ลับมหัศจรรย์ชุดนี้ได้ ทั้งยังสามารถหลอมรวมวิธีหลอมกลั่นด้วย
น้ำเข้ากับพลังแห่งจิตสำนึก ยอดคนเผ่าอสูรท่านนี้ ทำให้มันอดครั่นคร้ามระคนคลั่งไคล้
ไม่ได้
พอคิดถึงเรื่องนี้ มันก็เบ้ปาก
ผูเยามักอวดโอ่ว่าตนเป็นอสูรฟั้า แต่ในเมื่อล้วนเป็นอสูรฟั้าเช่นเดียวกัน ไฉน
แตกต่างกันอย่างใหญ่หลวงถึงเพียงนี้? ผูเยาแม้เคยนำวิชาหลายประเภทออกมา แต่ไม่
เห็นเคยบอกเลยสักครั้ง ว่าวิชาใดเป็นวิชาที่มันคิดค้นขึ้นเองบ้าง ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น
จั่วม่อไม่คิดว่าผูเยามีพฤติกรรมอันสูงส่งดังเช่นที่อสูรฟั้าผู้หนึ่งพึงมี จั่วม่อถึงกับกังขาเป็น
อย่างยิ่งว่าตัวตนอสูรฟั้าของผูเยานั้น เป็นการคุยโวอวดอ้างไปเองเท่านั้น
เมื่อล่วงรู้วิธีการหลอมกลั่นด้วยน้ำอยู่แล้ว จั่วม่อไม่ได้ประสบปัญหาในการหลอม
สร้าง ‘เมล็ดพันธุ์’
ไม่กี่ชั่วยามให้หลัง ‘เมล็ดพันธุ์’ ก็ถือกำเนิดขึ้น
‘เมล็ดพันธุ์’ ที่จั่วม่อรวบรวมพลังจิตสำนึกทั้งมวลหลอมสร้างขึ้นมา มีขนาดเท่า
เมล็ดถั่วเหลือง บัดเดี๋ยวขยายตัว บัดเดี๋ยวหดรั้ง ราวกับกำลังหายใจเป็นจังหวะ
ส่วนที่ยากที่สุดก็ไม่เป็นอุปสรรคอันใดต่อจั่วม่อ ตราบเท่าที่มันยืนหยัดฝึกปรือวิชา
ชุดนี้ทุกวัน สิบวันให้หลัง ‘เมล็ดพันธุ์’ จะงอกเงยออกมา
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากใช้จิตสำนึกทั้งมวลหลอมสร้างเป็น ‘เมล็ดพันธุ์’ เป็นเหตุให้
จิตสำนึกของมันหายไป เรื่องนี้ทำให้จั่วม่อผู้พึ่งพาการใช้พลังจิตสำนึกอยู่ตลอดเวลา ต้อง
อึดอัดขัดข้องไม่น้อย
ไม่มีพลังจิตสำนึก จั่วม่อก็ไม่สามารถหลอมกลั่นโอสถ ไม่สามารถหลอมสร้าง
ยุทธภัณฑ์ แต่สิ่งที่ทำให้มันอกสั่นขวัญแขวน คือการที่มันไม่มีปัญญาบังคับใช้ค่ายกลวง
แหวนฟั้าสำเนียงจันทร์อีกด้วย!
บัดซบ!
ไฉนมันกระทำผิดพลาดอย่างร้ายแรงเช่นนี้ ดูเหมือนว่าในช่วงเวลาหลายวันมานี้
เป็นมันหยิ่งผยองมากเกินไปเสียแล้ว
สิบวันต่อจากนี้ โปรดอย่าได้มีผู้ใดมาเยือนได้หรือไม่?
เพื่อไม่ให้เหล่าศิษย์น้องต้องหวาดหวั่นขวัญผวาไปด้วย ฉากหน้ามันแสร้งทำเหมือน
ปกติ
กงซุนชานำกองวัตถุดิบส่งมายังจั่วม่อ ล้วนเป็นสิ่งที่ได้มาจากร่างของจระเข้หนาม
น้ำเงินที่ถูกจั่วม่อฆ่าตาย สิ่งที่ดึงดูดความสนใจมากที่สุดในหมู่สิ่งของเหล่านี้ เป็นแผ่น
หนังทั้งตัวของจระเข้หนามครามกับแท่งหนามสีครามเจ็ดอัน แผ่นหนังครบถ้วนสมบูรณ์
ไม่มีขาดส่วนใด ยากที่จะพบเห็นหนังจระเข้หนามครามที่สมบูรณ์แบบเช่นนี้ แผ่นหนัง
ของจระเข้หนามครามเป็นวัตถุดิบในการหลอมสร้างเกราะปราณที่ดีเยี่ยม ตาม
ท้องตลาดมีราคาสูงไม่เบา
แต่สิ่งที่จั่วม่อชื่นชอบมากที่สุดกลับเป็นแท่งหนามทั้งเจ็ด
แท่งหนามสีครามเจ็ดอันนี้เป็นวัตถุดิบหายากธาตุน้ำ ทั้งยังมาจากจระเข้หนามคราม
ตัวเดียวกัน เหมาะสำหรับหลอมสร้างกระบี่บินเป็นที่สุด
เจตจำนงกระบี่ทั้งห้าของจั่วม่อ จำเป็นต้องใช้กระบี่บินที่มีคุณสมบัติแตกต่างกันห้า
เล่ม ต้องการรวบรวมให้ครบทั้งห้าเล่ม อาจพบได้แต่คาดหวังไม่ได้
มันตกลงใจหลอมสร้างแท่งหนามสีครามทั้งเจ็ดเป็นกระบี่บินชุดหนึ่ง เหมาะสำหรับ
การใช้งานชั่วคราว ก่อนจะรวบรวมวัตถุดิบห้าประเภทได้ครบ
แต่พอนึกขึ้นได้ว่าจิตสำนึกของมันทั้งหมดถูกใช้ไปกับการหล่อเลี้ยง ‘เมล็ดพันธุ์’
จั่วม่อได้แต่ฝืนยิ้มขมขื่น
สิบวันให้หลัง อยู่รอดปลอดภัยมาได้นับว่าโชคดีไม่น้อย
จั่วม่อมุ่งเน้นอยู่กับการปฏิบัติตามเคล็ดวิชามหาหัตถ์พันใบ ใช้ถ้อยคำอาคมคอย
กระตุ้นการงอกของ ‘เมล็ดพันธุ์’ หลังจากสิบวันของการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ยาม
นี้ ‘เมล็ดพันธุ์’ มีขนาดเท่าไข่นกพิราบ ส่องแสงแวววาว เปลือกบางดุจกระเบื้องเคลือบ
ชั้นเลิศ มองเห็นต้นกล้าที่งอกเงยอยู่ภายในได้อย่างชัดเจน
ทันใดนั้น จั่วม่อตระหนักถึงการสั่นไหวของจิตสำนึกภายใต้เปลือกไข่ เปลือก
ชั้นนอกของ ‘เมล็ดพันธุ์’ ปริแตกออก เปลือกชั้นนอกนี้ประกอบขึ้นจากจิตสำนึก เป็น
ธรรมดาที่แม้จะปริแตกออกก็ย่อมไม่ก่อให้เกิดเสียงอันใด แต่สำหรับจั่วม่อ เสียงนี้ดังดุจ
สายฟั้าคะนองก้อง
มันสะท้านขึ้นทั้งร่างดั่งถูกสายฟั้าฟาดใส่ หัวใจเต้นกระหน่ำเป็นกลอง
หน่ออ่อนอันละมุนละไมพลันผุดออกมาจากรอยแตกของเปลือก เป็นต้นอ่อนที่มี
ใบไม้เพียงหนึ่งใบเท่านั้น
ใบของต้นอ่อนมีขนาดเล็กมาก ประกอบด้วยนิ้วทั้งห้า รูปลักษณ์คล้ายคลึงกับมือ
ของมนุษย์
ภาพสรรพสิ่งรอบข้างดุจสายน้ำถาโถมเข้ามาพร้อมกัน กระจ่างชัดยิ่ง ความรู้สึกที่
ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในกำมือของมันอีกครั้ง ทำให้จั่วม่อรู้สึกมั่นคงปลอดภัยขึ้นมาทันที
จิตสำนึก!
โดยไม่รู้สึกตัวมาก่อน จั่วม่อค้นพบด้วยความตื่นตะลึง การพึ่งพาพลังจิตสำนึกของ
มันได้ก้าวไปถึงระดับที่น่าตระหนกถึงเพียงนี้ จิตสำนึกดูเหมือนอ่อนแอกว่ากาลก่อน แต่
ตราบเท่าที่มันยังมีพลังจิตสำนึก ก็สามารถขับเคลื่อนค่ายกลวงแหวนฟั้าสำเนียงจันทร์
ใช้การปั้องกันขั้นพื้นฐานรับรองความปลอดภัยได้ในระดับหนึ่ง
ค่อยๆ สงบใจลงในที่สุด จั่วม่อเริ่มศึกษาจิตสำนึกที่แปรเปลี่ยนไปอย่างสมบูรณ์
จิตสำนึกทั้งหมดของมันแปรสภาพเป็นต้นอ่อนเล็กๆ ใบไม้ดุจหัตถ์เล็กจ้อยข้างหนึ่ง
กลมปั้อมนุ่มละมุนดั่งมือมือทารกน้อย แม้จะมีเพียงหนึ่งใบ แต่จั่วม่อในใจปิติยินดีเป็น
อย่างยิ่ง
พอความคิดบังเกิด ใบไม้ก็กระเพื่อม นิ้วมือทั้งห้าบนใบไม้ขยับไปมา จั่วม่อค้นพบ
เคล็ดลับในการควบคุมบังคับนิ้วใบไม้อย่างรวดเร็ว นิ้วทั้งห้าบนใบไม้กลายเป็นยิ่งปราด
เปรียวว่องไวมากขึ้น จั่วม่อกระทั่งสามารถควบคุมนิ้วใบไม้ทั้งห้าให้กระทำมุทรา ร่ายเวท
วิชาได้ทุกชนิด หัตถ์ใบไม้เคลื่อนไหวโดยไร้เสียง จากจุดนี้เห็นได้ว่าพลังจิตสำนึกกับพลัง
ปราณแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
อย่างไรก็ตาม เมื่อมันผนึกท่ามุทราด้วยหัตถ์ใบไม้ ความคล่องแคล่วปราดเปรียว
ถึงกับเหนือกว่าดรรชนีจริงๆ ของมันเสียอีก จั่วม่อสามารถควบคุมหัตถ์ใบไม้ กระทำ
มุทราที่ยากลำบากจนแทบจะเป็นไปไม่ได้สำเร็จอย่างไม่ยากเย็น ซึ่งหากใช้มือตัวเอง
กระทำท่วงท่าเช่นนี้ ย่อมไม่สามารถทำได้อย่างแน่นอน
ห้าดรรชนีบนหัตถ์ใบไม้ยังสามารถยืดออกและเปลี่ยนรูปร่างได้ดั่งใจปรารถนา
จั่วม่ออัศจรรย์ใจมาก
จั่วม่อเล่นกับหัตถ์ใบไม้อย่างเพลิดเพลิน จนกระทั่งจิตใจเริ่มเหนื่อยล้า ขณะที่หยุด
มือ มันสังเกตเห็นจุดที่เคยละเลยมาก่อน การควบคุมหัตถ์ใบไม้ที่เคยยากลำบาก เริ่ม
กลับกลายเป็นง่ายดายกว่าเดิมมาก ที่ผ่านมามันไม่กล้าแม้แต่จะคิดถึงการเปลี่ยนแปลงที่
ละเอียดอ่อนเช่นนี้
อาณาเขตจิตสำนึกของมันเล็กแคบลงกว่ากาลก่อน ทีแรกมันคิดว่าพลังจิตสำนึกของ
มันอ่อนแอลง แต่เมื่อได้ศึกษาเรียนรู้หัตถ์ใบไม้ ก็พลันเข้าใจกระจ่าง ที่แท้ในช่วงเวลานี้
ส่วนรากของหัตถ์ใบไม้ยังคงอยู่ภายใน ‘เมล็ดพันธุ์’
นี่หมายความว่าพลังจิตสำนึกส่วนใหญ่ของมัน ยังคงอยู่ภายใน ‘เมล็ดพันธุ์’ ขนาด
เท่าไข่นกพิราบนี้ ปริมาณจิตสำนึกที่แปรเปลี่ยนเป็นต้นอ่อนเป็นเพียงส่วนเสี้ยวเล็กน้อย
เท่านั้น หากจิตสำนึกทั้งหมดภายใน ‘เมล็ดพันธุ์’ เปลี่ยนเป็นหัตถ์ใบไม้ จิตสำนึกของมัน
จะกลับคืนมาสู่ระดับเดียวกับกาลก่อน ในเวลานั้นเปลือก ‘เมล็ดพันธุ์’ ที่แตกสลายจะ
เป็นเหมือนดิน หน่ออ่อนจะดูดซับสารอาหารจากมันและเติบโตงอกงามขึ้น
ในช่วงเวลาหนึ่งวัน ต้นอ่อนหัตถ์ใบไม้เติบโตขึ้นเล็กน้อย
ยามใดที่จิตสำนึกทั้งหมดของจั่วม่อแปรสภาพเป็นหัตถ์ใบไม้เสร็จสิ้น ความเร็วใน
การเจริญเติบโตของหัตถ์ใบไม้ จะเพิ่มขึ้นตามความเร็วการเติบโตของจิตสำนึกของมัน
อย่างไรก็ตาม จั่วม่อได้คาดคะเนประโยชน์ที่มหาหัตถ์พันใบให้แก่มัน แม้ว่าอาณา
เขตของจิตสำนึกจะแคบลงมาก แต่ความชัดเจนกระจ่างแจ้งภายในอาณาเขตที่ปกคลุม
ด้วยจิตสำนึก ดีขึ้นกว่าเดิมมาก
ประโยชน์ข้อนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการหลอมกลั่นโอสถและการหลอมสร้าง
ยุทธภัณฑ์
ในหมู่ประโยชน์เหล่านี้ ความสามารถในการควบคุมไฟของจั่วม่อยกระดับขึ้นมาอีก
ขั้นหนึ่ง ถึงกับบังเกิดความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะหลอมสร้างกระบี่บินเสียเดี๋ยวนี้ แต่
ยังคงอดใจเอาไว้ พลังจิตสำนึกของมันยังไม่ได้ฟืนคืนมาถึงระดับสุดยอด
หัตถ์ใบไม้เจริญเติบโตไม่เร็วนัก แต่มั่นคงสม่ำเสมอ จั่วม่อก็ไม่รีบไม่ร้อน มันยังมี
เรื่องราวอีกมากมายที่ต้องกระทำ
อย่างเช่นการเริ่มฝึกปรือสามกระบวนท่าแรกของหัตถ์พันใบน้อย
จั่วม่อได้ร่ำเรียนสามกระบวนท่าแรกครบถ้วนอย่างรวดเร็ว การที่ผูเยาสั่งสอนมัน
ด้วยตัวเองนับว่ามีประโยชน์อยู่เล็กน้อย สามกระบวนท่าแรกนี้ไม่ว่าประณีตหรือทรง
พลัง มันล้วนไม่กล้าย่อหย่อน คร่ำเคร่งฝึกปรืออย่างไม่ย่อท้อ มันต้องการฝึกไปจนถึงขั้น
ปล่อยออกรั้งเข้าได้ตามใจปรารถนา
อย่างไรก็ตาม สำหรับมัน จะกล่าวถึงระดับชั้นนั้น นับว่ายังเร็วเกินไปมาก
สิ่งที่แปลกประหลาดอยู่บ้าง คือแสงที่ปลายดรรชนีของมันยามขีดวาดตัวอักษรกลับ
เป็นสีขาวจางๆ แทนที่จะเป็นสีแดงดุจเลือดเหมือนของผูเยา แต่เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนท่า
ผลลัพธ์ก็ไม่แตกต่างกัน ผูเยาไม่สามารถหาสาเหตุของเรื่องนี้ได้ จั่วม่อเห็นว่าไม่มี
ผลกระทบต่อการร่ายเวทวิชา จึงโยนปัญหานี้ทิ้งไปด้านข้าง
เวลานี้จั่วม่อยังไม่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างหัตถ์พันใบน้อยกับหัตถ์ใบไม้ที่เพิ่งงอก
ออกมา
รัตติกาลย่างกราย แสงจันทร์นวลใยทอทาบลงมา ดุจสายน้ำหลั่งริน
ร่างสีทองอยู่ที่ริมทะเลสาบสีดำ สองเท้าเปลือยเปล่า สองขาแยกออกเล็กน้อย ยืน
อยู่เพียงลำพัง
จั่วม่อโคจรวัชรสูตรน้อย เส้นใยเล็กละเอียดของปราณพิภพแทรกซอนผ่านสองเท้า
เข้าสู่ร่างกาย ปราณพิภพเหล่านี้เรียวบางเหมือนเส้นด้าย เย็นเฉียบอยู่บ้าง กระจัด
กระจายไปยังเลือดเนื้อกระดูกทั่วร่าง มันรู้สึกสุขสบายอย่างบอกไม่ถูก เมื่อสายใยปราณ
พิภพเข้ามาในร่างกาย กล้ามเนื้อของมันก็แข็งแกร่งทนทานขึ้น ร่างกายของจั่วม่อ เป็น
เหมือนแผ่นดินโลกที่เงียบสงบและมีชีวิตชีวา
มันลืมตาขึ้น เพ่งมองไปยังฝั่ามือของตน มองเห็นรอยสักรูปภูเขาอันเลือนรางทอ
แสงจางๆ
เฮ้อ มันอดโคลงศีรษะไม่ได้ เมื่อผูเยาสูบปราณพิภพจากร่างกายมัน รอยสักรูปยอด
เขานี้จะเลือนหายไปอีก
ทุกวันมันต้องผ่านเหตุการณ์เช่นนี้รอบหนึ่ง เป็นธรรมดาที่จะสังเกตเห็นกฏเกณฑ์
บางอย่าง รอยสักรูปยอดเขาบนฝั่ามือสมควรเป็นสัญลักษณ์ของร่างภูผา ยิ่งร่างกายมัน
แข็งแกร่งขึ้น ปราณพิภพในร่างกายก็จะยิ่งอุดมสมบูรณ์มากขึ้น รอยสักจะกลายเป็น
ชัดเจนกว่าเดิม ทุกครั้งที่ดูดซับปราณพิภพแล้วเสร็จ จะเป็นเวลาที่รอยสักชัดเจนที่สุด
ทันใดนั้น ภายในร่างกายมันพลันปรากฏแรงดึงดูดอันแรงกล้าขุมหนึ่ง ปราณพิภพที่
เพิ่งจะแผ่ซ่านไปทั่วร่างราวกับฝูงปลาที่ถูกดึงดูดด้วยเหยื่อล่อ พุ่งพรวดออกมาจาก
กล้ามเนื้อทุกมัดและกระดูกทุกชิ้นของจั่วม่อ
จั่วม่อดวงตาทอแววเจ็บปวด
ไม่จำเป็นต้องให้มันควบคุม ร่างกายของมันก็ต่อต้านตามสัญชาตญาณ ต้านทาน
การไหลเวียนของปราณพิภพ ปรารถนาจะฉุดรั้งปราณพิภพเหล่านี้เอาไว้ แต่แรงดึงดูด
นั้นรุนแรงเกินไป ปราณพิภพยังคงไหลบ่าไปยังบ่อน้ำวนนั่นไม่ขาดสาย
ปราณพิภพทุกหยาดหยดในร่าง ถูกผูเยากวาดเอาไปสิ้น
ความอ่อนแอถาโถมเข้ามา แต่จั่วม่อไม่อาจหมดสติลงไปได้ เพราะความเจ็บปวดอัน
รุนแรง ตลอดทั้งร่างคล้ายถูกทิ่มแทงด้วยเข็มนับไม่ถ้วน กล้ามเนื้อทุกมัด กระดูกทุกชิ้น
ล้วนเจ็บปวดสุดทานทน
จั่วม่อเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น
ดูดซับปราณพิภพ แล้วถูกผูเยาสูบไป ในกระบวนการทั้งหมดนี้ ร่างกายของจั่วม่อ
ราวกับคนผู้หนึ่งหลังจากผ่านการต่อสู้อย่างยากลำบาก เพิ่งได้รับสมบัติมาครอบครอง
แต่ทันใดนั้นก็ถูกปล้นไปจนหมดสิ้น ต้องปั้องกันตามสัญชาตญาณและพยายามจะแย่งชิง
กลับมา แต่เนื่องจากศัตรูร้ายกาจเกินไป ระหว่างการต่อสู้แย่งชิง ร่างกายของมันก็ได้รับ
บาดเจ็บ
คิดว่ามันจะต้องทนรับการบาดเจ็บเช่นนี้ทุกวัน ความเจ็บปวดที่ได้รับเป็นที่คาด
คำนวณได้
นี่เป็นการทรมานกันชัดๆ!
เจ้าปั้ายหินที่น่าตาย! ทุกวี่วัน จั่วม่อขบกรามข่มกลั้นความเจ็บปวด ทนทุกข์ทรมาน
ไปพลาง ก่นด่าสาปแช่งซ้ำๆ ซากๆ ไปพลาง เจ้าปั้ายหินบัดซบ!
ระยะนี้ ตราบเท่าที่มีเวลาว่าง มันมักจะแล่นเข้าไปยังทะเลแห่งจิตสำนึก
ผลที่ได้ก็คือ นับตั้งแต่ประโยคนั้นปรากฏขึ้นในคราวก่อน ปั้ายหินสุสานก็ไม่มีการ
เคลื่อนไหวใดๆ อีกเลย
เพราะเชื่อฟังประโยคนั้น จั่วม่อผู้เชื่อมั่นในหลุมฝังศพอย่างสุดจิตสุดใจ ในที่สุดค่อย
บังเกิดปฏิกิริยาตอบสนอง บัดนี้เดือดดาลยิ่ง ข้าไว้ใจคนผิด!
ไม่ถูกต้อง ข้าไว้ใจปั้ายหินผิด!