สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 184 ตั๊กแตนกับนกขมิ้น
(ตั๊กแตนกับนกขมิ้น : มาจากสำนวน ตั๊กแตนจับจักจั่น นกขมิ้นตามอยู่ด้านหลัง สื่อ
ความหมายถึงรอชุบมือเปิบ)
โดยไม่เอ่ยคำใด จั่วม่อเรียกธงสุญตาออกมาทันที ธงเล็กๆ พอปรากฏ ก็ขยายพรวด
ในพริบตา จั่วม่อคว้าด้ามธงที่กลางอากาศ กระแทกใส่พื้นอย่างดุดันคราหนึ่ง พลังกดดัน
กวาดวูบออกเป็นวงกว้าง
ด้ามธงโลหะดำกับผืนธงสีหมึก คำ ‘สุญตา’ ดุจเขียนด้วยกระบี่ พร้อมจะทะยาน
ออกจากผืนธงได้ทุกเมื่อ!
ขณะที่ธงสุญตาเผยตัว เจตจำนงกระบี่ก็กระเพื่อมออกมาเป็นระลอก ราวกับหัตถ์
ยักษ์ล่องหนก่อกวนบ่อน้ำอันเงียบสงบจนปันปั่วน อากาศรอบข้างเย็นเยียบเสียดกระดูก
คลื่นใต้น้ำเชี่ยวกรากอยู่ใต้พื้นผิว
จั่วม่อเห็นซิวเจ่อกลุ่มนั้นใกล้เข้ามาทุกขณะ สองมือเริ่มผนึกมุทรา ร่ายเวทวิชาทุก
ชนิดอย่างเร่งร้อน
ธงสุญตาที่ตระหง่านง้ำเหนือศีรษะพลันสาดแสงเจิดจรัส ปราณกระบี่หลากสีสัน
และมากมายนับไม่ถ้วนพุ่งทะยานออกมาจากผืนธง ประดุจฝูงปลาหลากสีแหวกว่าย
วนเวียนอยู่รอบกายจั่วม่อ
อาศัยปราณกระบี่เหล่านี้เป็นเกราะปั้องกัน ความมั่นใจในใจจั่วม่อก็เพิ่มพูนขึ้น
ธงสุญตาเป็นสัญลักษณ์ของสำนักที่ปรมาจารย์จินตันหลายคนร่วมมือกันหลอมสร้าง
ขึ้น ภายในผนึกไว้ด้วยปราณกระบี่อันหลากหลายของเหล่ายอดคนด่านจินตัน ด้วย
ระดับพลังบำเพ็ญเพียรอันจำกัดของจั่วม่อย่อมไม่อาจใช้พลังอำนาจของธงสุญตาได้
เต็มที่ แต่อาศัยปราณกระบี่ของยอดคนด่านจินตันเหล่านี้ ต่อให้อีกฝั่ายเป็นชนชั้นหนิง
ม่าย ก็ยังคงเป็นอันตรายอย่างยิ่ง
โชคยังดี ที่ในกลุ่มคนเหล่านั้นไม่มียอดฝีมือด่านจินตัน!
จั่วม่อจ้องมองกลุ่มซิวเจ่อที่ประชิดใกล้เข้ามา อดประสาทเสียเล็กน้อยไม่ได้ นี่เป็น
ครั้งแรกที่มันต้องรับมือผู้คนจำนวนมากเพียงลำพัง อีกฝั่ายเห็นได้ชัดว่าไม่ได้มาด้วย
เจตนาดี
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะตึงเครียดประสาทเสีย แต่ในใจไม่ได้ลนลานแม้แต่น้อย จิตใจ
กระจ่างแจ้งอย่างพิสดาร ขอเพียงอีกฝั่ายมีทีท่าว่าจะลงมือ มันจะเปิดฉากโจมตีสุดกำลัง
ดุจสายฟั้าโหมฟาดอย่างไม่ลังเล!
ธงสุญตาแผ่พุ่งพลังสภาวะสยบฟั้าดิน เหล่าผู้มาพลันหยุดชะงักค้างกลางอากาศ
กลายเป็นเผชิญหน้าแต่ไกล
จางห่าวมองไปยังธงดำ สีหน้าลังเลใจ
โจวหานใบหน้าบิดเบี้ยว ในดวงตาข้างเดียวเต็มไปด้วยความคียดแค้นชิงชังอย่างลึก
ล้ำ สองมือกำแน่นจนกระดูกแทบแตก
เว่ยหยงหน้าซีดเผือด ร่างผอมบางดุจลำไม้ไผ่สั่นเทา คนอื่นๆ พอเห็นธงอันสยบ
ขวัญผืนนั้น พวกมันคล้ายพบเห็นผีสาง ใบหน้าทอแววประหวั่นพรั่นพรึงอย่างลึกล้ำ ร่าง
สั่นระริก ผวาถอยหลังไปอย่างไม่อาจควบคุมตัวเอง
ชั่วขณะนั้น ขบวนทัพเจ็ดสิบกว่าคนตกอยู่ในความเงียบสงัดอันแปลกประหลาด
“พี่ใหญ่! น้องชายผู้นี้ติดตามท่านมาสิบกว่าปี ท่านย่อมล่วงรู้นิสัยใจคอของข้าดี
น้องชายผู้นี้ไม่ต้องการฉุดลากทุกคนลงมาด้วย แค้นมีเปั้า หนี้มีเจ้าหนี้ หนี้แค้นของข้า
ข้าจะชำระสะสางด้วยตัวเอง พี่ใหญ่ขออย่าได้ห้ามปรามข้า!” โจวหานสุ้มเสียงแหบพร่า
ดุจดังแว่วมาจากขุมนรกเก้าชั้น ทุกคนพอฟังล้วนสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง เว่ยหยง
ที่ขี้ขลาดตาขาวถึงกับหน้าซีดขาวดุจกระดาษ
เมื่อไม่นานมานี้ กองโจรลมดำบังเอิญพบพานสำนักกระบี่สุญตา ทั้งยังเป็นกลุ่มที่นำ
โดยเหวยเสิ้ง พวกมันถูกจู่โจมแตกพ่ายในพริบตา ประสบความสูญเสียอย่างหนัก ดวงตา
ข้างหนึ่งกับขาอีกข้างหนึ่งของโจวหาน เป็นเครื่องสังเวยต่อกระบี่อันร้ายกาจของเหวย
เสิ้งเอง
เคล็ดกระบี่สุญตาของเหวยเสิ้งมีความสำเร็จอยู่บ้าง เจตจำนงกระบี่ของมันจู่โจมเข้า
ไปในร่าง ไม่ว่าโจวหานจะพยายามใช้โอสถปราณขนานใด ก็ไม่สามารถรักษาได้ ความ
เคียดแค้นชิงชังที่มีต่อสำนักกระบี่สุญตาจึงฝังแน่นอยู่ในกระดูก มันเฝั้าครุ่นคิดหาหนทาง
แก้แค้น แต่คิดเท่าใดก็มีทางเดียวที่เป็นไปได้ คือต้องพบพานศิษย์สำนักกระบี่สุญตาที่อยู่
เพียงลำพัง จะได้เข่นฆ่าระบายแค้นที่อัดแน่นอยู่ในอกบ้าง
โจวหานคิดไม่ถึงว่าจะพบพานศิษย์ของสำนักกระบี่สุญตาเข้าจริงๆ!
จ้องมองไปยังธงยักษ์ จางห่าวไม่ได้กล่าวคำใด ธงยักษ์ผืนนี้เป็นของวิเศษอันเด่นล้ำ
มันย่อมสามารถมองเห็นข้อนี้ได้ ศิษย์ที่ครอบครองของวิเศษเช่นนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่า
เป็นศิษย์เอกผู้หนึ่งของสำนักกระบี่สุญตา หากวันนี้มันสังหารศิษย์ของสำนักกระบี่สุญตา
ผู้นี้จริงๆ สำนักกระบี่สุญตาจะไม่มีวันยอมเลิกรา
ก่อนหน้านี้แทบจะถูกสำนักกระบี่สุญตาฆ่าทิ้ง จางห่าวไหนเลยจะไม่เดือดดาลคั่ง
แค้น? แต่มันเป็นคนล่วงรู้สถานการณ์ อาศัยความแข็งแกร่งของกองโจรลมดำ คิด
เสาะหาสำนักกระบี่สุญตาเพื่อแก้แค้น นั่นเท่ากับแส่หาที่ตายด้วยตัวเอง ในสายตาของ
สำนักกระบี่สุญตา กองโจรลมดำไม่ได้เป็นตัวอะไรเลย ตราบใดที่ไม่ไปตอแยพวกมัน
สำนักกระบี่สุญตาจะไม่จดจำกลุ่มโจรเล็กๆ เช่นนี้
แต่หากปล่อยให้โจวหานไปแก้แค้นเพียงลำพัง พี่น้องอื่นๆ จะคิดอย่างไรเล่า? โจ
วหานยังเป็นหนึ่งในพี่น้องที่อยู่ร่วมกันมานานที่สุด เป็นหนึ่งในสมาชิกรุ่นแรกของ
กองโจรลมดำ ติดตามมันเข่นฆ่าไปทั่วสารทิศมาสิบกว่าปี กระทำความดีความชอบ
มากมายนับไม่ถ้วน หากมันเพิกเฉยชืดชา รังแต่จะทำให้พี่น้องคนอื่นๆ เหน็บหนาวใจ
เท่านั้น
และหากหัวใจผู้คนเริ่นสั่นคลอนแล้วละก็ จากนั้นกองโจรลมดำก็รอวันล่มสลายได้
เลย
ไหนจะเรื่องเขตแดนลับ…
ในใจมันเขตแดนลับยังมีน้ำหนักมากกว่า ตาชั่งในใจจางห่าวโอนเอียงในบัดดล
ที่นี่อยู่ริมขอบแม่น้ำอาณาจักร หากมันสังหารทุกคนบนเกาะให้สิ้นซาก แล้ว
หลบหนีไปให้ไกลจากอาณาจักรนภาจันทร์ ไม่ว่าสำนักกระบี่สุญตาจะร้ายกาจสักแค่ไหน
ก็ไม่มีปัญญาทำอะไรได้ ตราบเท่าที่พี่น้องเหล่านี้อยู่ด้วยกัน พวกมันไปอาละวาดยังที่ใดก็
ได้ทั้งนั้น
มันไม่เคยคิดสักนิดว่าพวกมันจะพ่ายแพ้ นี่ก็ผ่านมาสักระยะหนึ่งแล้ว คนผู้เดียวที่
ออกมาเป็นเพียงซิวเจ่อด่านจู้จีเท่านั้น
ไม่ว่าสำนักกระบี่สุญตาจะร้ายกาจปานใด แต่หากพวกมันทั้งกลุ่มไม่มีปัญญาสังหาร
ชนชั้นจู้จีคนเดียว เช่นนั้นพวกมันสมควรกลับไปดื่มนมมารดาแล้ว
น่าเสียดายก็แต่ธงใหญ่ผืนนี้…
มันย่อมตระหนักถึงความวิเศษอัศจรรย์ของธงสุญตาผืนนี้ แต่ต่อให้มันขวัญกล้า
บังอาจกว่านี้ ยังไม่กล้าหยิบฉวยธงใหญ่ผืนนี้ติดตัวไปด้วย สัญลักษณ์ของสำนักมักจะมี
รอยประทับวิญญาณอันพิเศษเฉพาะอยู่ในตัว หากครอบครองไว้เท่ากับบอกต่อผู้อื่นว่า
พวกมันอยู่ที่ใด สำนักกระบี่สุญตาเพียงส่งจินตันมาคนหนึ่ง ก็เพียงพอจะกลบฝังพวกมัน
ได้ทั้งกลุ่ม
จางห่าวสูดลมหายใจลึก ดวงตาสาดประกายดุร้ายหมายขวัญ กล่าวอย่างชิงชัง
รังเกียจ “เจ้าว่าอะไร? กองโจรของพวกเราเผชิญลมฝนมาด้วยกันตั้งเท่าไร พวกเราล้วน
เป็นครอบครัวมารดามัน! สำนักกระบี่สุญตาอาจร้ายกาจ! เราอาจฆ่าพวกมันไม่ได้! แต่
พวกเราไม่สามารถทำตัวอ่อนแอ! คราวก่อนพวกเราถูกหยามอัปยศถึงเพียงนั้น หาก
กระทั่งทารกน้อยผู้เดียวยังไม่มีปัญญาจัดการ จะเอาหน้ามารดามันไปไว้ที่ใด!”
จางห่าวกวาดตามองเหล่าสมุน เห็นหลายคนมีสีหน้าละอายใจ ใช่ สำนักกระบี่สุญ
ตาร้ายกาจจริงดังว่า แต่หากกระทั่งศิษย์ผู้เดียวพวกมันยังต้องหลบเลี่ยง หากข่าวแพร่
สะพัดออกไป เกรงว่าศักดิ์ศรีหน้าตาของกองโจรลมดำคงไม่มีหลงเหลืออีกแล้ว!
จางห่าวสุ้มเสียงอ่อนลงเล็กน้อย “เบิกตาดู! ที่นี่ที่ใด? ที่นี่คือริมขอบแม่น้ำ
อาณาจักร! ขอเพียงข้ามผ่านแม่น้ำอาณาจักรไป จะเป็นอาณาจักรขุนเขาน้อย! สำนัก
กระบี่สุญตาย่อมแข็งแกร่ง! แล้วเป็นไร? พวกมันสามารถวิ่งข้ามมาอาละวาดใน
อาณาจักรขุนเขาน้อยได้ตามอำเภอใจหรือ? ฮ่าฮ่า หากพวกมันกล้ามาจริงๆ แมวตัวไหน
จะเสนอหน้าออกไป พวกเราไม่รู้จักหลบซ่อนตัวหรือ? พวกมันยังจะหาเราได้ที่ใด?”
ฟังเช่นนี้ ทุกคนล้วนผงกศีรษะอย่างพร้อมเพรียง
จางห่าวฉวยโอกาสราดน้ำมันลงในกองไฟ เต็มไปด้วยความฮึกเหิม “เขตแดนลับ! พี่
น้อง! เมื่อเราจับเด็กน้อยทั้งสามนั้นได้ เราก็จะร่ำรวย! ด้วยจิงสือในมือ ยังมีที่ใดที่เราไป
หาความสุขไม่ได้? ไม่ว่าจะไปที่ใดพวกเราก็เป็นต้าเหยีย!”
ด้วยถ้อยคำอันเร่าร้อนนี้ จางห่าวปลุกเร้าความปรารถนาในการต่อสู้ของทุกคน
ขึ้นมา ดวงตาของพวกมันทอแววดุเดือดโหดเหี้ยม รังสีอำมหิตพลุ่งพล่าน ปรารถนาเร่ง
รุดลงไปยังเกาะแมกไม้รกร้างในบัดดล!
รู้สึกถึงเจตนาสังหารที่ยิ่งมายิ่งหนักหน่วง จั่วม่อรู้สึกว่าการต่อสู้ครั้งใหญ่คงไม่อาจ
หลีกเลี่ยงได้แล้ว ทั้งยังไม่คิดจะหลีกเลี่ยง มันไม่ทราบว่าคนกลุ่มนี้มีที่มาอย่างไร แต่เห็น
อีกฝั่ายไม่ครั่นคร้ามต่อธงสุญตา ก็ทราบว่านี่ไม่ใช่ชนชั้นธรรมดาสามัญ
หนึ่งต่อเจ็ดสิบ มันย่อมทราบกระจ่างว่าโอกาสได้ชัยน้อยนิดเพียงใด
แต่ในมหาสมุทรไร้ขอบเขตไม่มีที่ใดให้พวกมันหลบหนีไปได้ เหล่าศิษย์น้องล้วนเป็น
ซิวเจ่อสายการผลิต หากละทิ้งพวกมัน พวกมันก็มีชะตากรรมเดียวเท่านั้น
มันขจัดความคิดฟุั้งซ่านทั้งหมดไป แหงนหน้ามองกลุ่มซิวเจ่อที่เต็มไปด้วยเจตนา
สังหารบนท้องนภา ในใจฮึกหาญทะยานฟั้า!
ไม่ใช่แค่ต่อสู้เท่านั้นเองหรือ! ไสหัวเข้ามาเถอะ!
เกอจะเลาะฟันพวกเจ้าจนกว่าจะเลือดท่วมปาก!
มันรู้สึกโลหิตในกายเดือดพล่าน ความปรารถนาในการต่อสู้พลุ่งขึ้นอัดอก
ชั่วขณะที่จั่วม่อกำลังจะขับเคลื่อนขบวนค่ายกลวงแหวนฟั้าสำเนียงจันทร์ ทันใดนั้น
ต้องอุทานอย่างประหลาดใจ
ค่ายกลวงแหวนฟั้าสำเนียงจันทร์ มัน…
เหล่าศิษย์สำนักกระบี่สุญตารวมตัวกันอยู่ทางหนึ่ง ทุกคนหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด คน
ผู้เดียวที่ยังสงบเยือกเย็นอยู่บ้างคือกงซุนชา กระทั่งฉุนอวี๋เฉิงยังหน้าเผือดสีเล็กน้อย
“คนเหล่านี้มาจากที่ใด? พวกมันกล้าตอแยสำนักกระบี่สุญตาเรา! หรือไม่กลัวสำนัก
จะไล่ล่าสังหารพวกมัน?” ฉุนอวี๋เฉิงสุ้มเสียงสั่นพร่า
กงซุนชาแค่นเสียง “คนกลุ่มนี้แน่นอนว่าย่อมเป็นกองโจร แต่ข้าไม่รู้ว่าเป็นกลุ่มใด
ไล่ล่า? พวกมันจะไล่ล่าอย่างไร? หากคนเหล่านี้หลบหนีไปยังอาณาจักรขุนเขาน้อย
สำนักก็ไม่มีปัญญาทำอันใดได้”
“พวกเราจะทำอย่างไรดี … พวกเราจะทำอย่างไรดี…” ฉูนอวี๋เฉิงว้าวุ่นใจยิ่ง
กงซุนชายักไหล่ แบฝั่ามือขาวสะอาดทั้งสองข้าง “ล้วนขึ้นอยู่กับศิษย์พี่แล้ว”
“แต่ศิษย์พี่จั่วแค่คนเดียว…”
“ไม่มีทางอื่น ยอมรับชะตากรรมของเจ้าเสียเถอะ”
ห่างจากเกาะแมกไม้รกร้างออกไปสิบกว่าลี้ ท่ามกลางเมฆขาว คนกลุ่มหนึ่งก็เฝั้า
มองไปยังเกาะแมกไม้รกร้างเช่นกัน
“ฮ่า คราวนี้ก็มีเรื่องสนุกสนานให้ชมดูแล้ว พวกเจ้าคิดว่าผู้ใดจะได้ชัย?” บุรุษหน้า
เหลืองกล่าว
ข้างกายมัน ด้านหนึ่งเป็นซิวเจ่อชุดดำผู้หนึ่ง ร่างกายผอมแห้งดุจท่อนฟืนแห้ง
ดวงตามืดมน คนผู้นี้คือกุ่ยฟงจากงานประลองชุมนุมวิจารณ์กระบี่นั่นเอง ส่วนอีกด้าน
ใบหน้าเฉยเมย ผมสั้นแข็งดุจเส้นลวด ย่อมเป็นฉางเหิงเจ้าของแหวนทองแดงที่กลาง
กระดูกไหปลาร้า
ส่วนคนอื่นๆ คล้ายหวาดเกรงคนทั้งสามไม่น้อย พาตัวอยู่ห่างออกไปเล็กน้อยตาม
สัญชาตญาณ
กุ่ยฟงดวงตาเรืองแสงสีเขียวน่าขนลุกกว่าเดิม ระดับพลังบำเพ็ญเพียรก็ลึกล้ำกว่า
กาลก่อนไม่รู้ว่าเท่าใด สุ้มเสียงแหบแห้งตอบว่า “มันยังไม่ได้เข้าสู่ด่านหนิงม่าย”
ประโยคนี้ย่อมหมายถึงจั่วม่อ ในวาจาบ่งบอกความนัยอย่างชัดเจน
ชายหน้าเหลืองผู้นี้มีที่มาอย่างไร กุ่ยฟงไม่มีเบาะแสแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่มันทราบ
คือคนผู้นี้เรียกตัวเองว่าฟูั่ฟง (เกาะติดยอดเขา – ฟงคำนี้แปลว่ายอดเขา คนละคำกับฟง
ของกุ่ยฟงที่แปลว่าลม)
กุ่ยฟงฝึกปรือเคล็ดกระบี่ภูตพรายน้อย ลี้ลับคลุมเครือเป็นที่สุด แม้ว่ามันมีพรสวรรค์
โดดเด่น ทว่าเคล็ดกระบี่ภูตพรายน้อยนี้ไม่ได้สมบูรณ์ตั้งแต่แรกเริ่ม หวังจะรุดหน้าไป
เรื่อยๆ สำหรับมันแล้วลำบากยากเข็ญยิ่ง ในเวลานั้นเอง ฟูั่ฟงมอบเคล็ดวิชาให้แก่มัน
วิชาหนึ่ง เรียกว่า ‘ตะปูต้องสาปเก้าภูตพราย’ เคล็ดวิชาที่มันไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเล่ม
นี้ ทำให้มันตัดสินใจเข้าร่วมกับฟูั่ฟงโดยไม่ลังเลแม้แต่แวบเดียว
แต่เมื่อมันเห็นฉางเหิงอยู่ในกลุ่มด้วย อดตกตะลึงอยู่บ้างไม่ได้ มันคาดเดาได้ว่าฉาง
เหิงสมควรตกอยู่ภายใต้สถานการณ์เดียวกันกับมัน เพียงแต่ไม่ทราบว่าเคล็ดวิชาที่ฟูั่ฟง
ใช้ดึงดูดใจฉางเหิงเป็นวิชาอันใด
ส่วนเหล่าซิวเจ่อด่านจู้จีเหล่านี้ มันไม่ได้ให้ความสนใจแม้แต่น้อย อันที่จริงยังรู้สึกว่า
คนเหล่านี้ล้วนใช้การไม่ได้ หากเทียบกับมันกับฉางเหิง ชนชั้นจู้จีสามสิบหกคนนี้ก็ไร้
ประโยชน์จริงๆ ปัญหาที่กระทั่งพวกมันทั้งสามยังแก้ไขไม่ได้ เพิ่มสามสิบหกจู้จีเหล่านี้
เข้ามายังจะช่วยอะไรได้? พวกมันไม่เพียงไม่มีส่วนช่วยแก้ปัญหา แต่ยังจะถ่วงแข้งถ่วงขา
เสียมากกว่า
อย่างไรก็ตาม คนเหล่านี้เป็นฟูั่ฟงรวบรวมมาด้วยตัวเองทั้งสามสิบหกคน ย่อมไม่ใช่
ธุระกงการอะไรของมันที่จะไปเสนอแนะให้ผิดใจกันเสียเปล่าๆ
“แล้วเจ้าเล่า มีความเห็นอย่างไร?” ฟูั่ฟงหันไปถามฉางเหิง
ฉางเหิงกล่าวเสียงเรียบ “จั่วม่อชนะ”
“ฮะ เจ้าเชื่อมั่นในตัวมันถึงเพียงนี้ทีเดียว” ฟูั่ฟงหัวร่ออย่างไม่คาดฝัน
ฟูั่ฟงผู้นี้รูปโฉมไม่โดดเด่น สามัญธรรมดาจนไม่อาจธรรมดามากไปกว่านี้อีก แต่
ท่วงท่าสุขุมเยือกเย็นของมัน ไม่ว่าจะยกมือวางเท้า ล้วนแฝงพลังสภาวะสยบขวัญผู้คน
ประการหนึ่ง
กุ่ยฟงพอฟังคำตอบของฉางเหิง ในใจไม่เห็นด้วย นี่ไม่ใช่งานประลองชุมนุมวิจารณ์
กระบี่ จางห่าวกับกองโจรลมดำของมันล้วนร้ายกาจน่าสะพรึงกลัวเป็นที่สุด นี่เป็น
สงครามเดิมพันชีวิต อาศัยซิวเจ่อด่านจู้จีผู้หนึ่ง ไม่ต้องกล่าวถึงชัยชนะ แค่สามารถ
ต้านทานกองโจรลมดำได้ไม่กี่ชั่วยาม ก็เพียงพอให้ภาคภูมิใจไปชั่วชีวิตแล้ว
แต่วาจาประดานี้ย่อมไม่กล่าวออกจากปาก มันยังคงระมัดระวังฉางเหิงอยู่
ตลอดเวลา ไม่มีความจำเป็นต้องบาดหมางกันด้วยเรื่องเล็กน้อยอันหาสาระมิได้เช่นนี้
ช่วงเวลาที่ผ่านมา ความแข็งแกร่งของมันอาจเพิ่มสูงขึ้น แต่เกรงว่าการรุดหน้าของฉาง
เหิงก็หาได้น้อยไปกว่ามันไม่
ฟูั่ฟงไม่ได้ถกหัวข้อนี้ต่อ มันจ้องมองทั้งสองฝั่ายที่เผชิญหน้ากันแต่ไกล สุ้มเสียงสงบ
ราบเรียบ “ไม่ว่าฝั่ายใดจะได้ชัย เราจำเป็นต้องได้รับรายละเอียดที่แน่นอนของเขตแดน
ลับจากจางห่าวกับพวกของมัน”
พลังอำนาจในน้ำเสียงมิอาจต้านทาน ทุกผู้คนหัวใจหนาวสะท้านวูบหนึ่ง