สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 183 กองโจรลมดำ
จั่วม่อก้มตัว สองมือเท้าหัวเข่า ปล่อยให้เหงื่อไหลลงไปตามคาง หยดลงบนพื้นดิน
ทรวงอกกระเพื่อมขึ้นลงไม่หยุดคล้ายเครื่องสูบลม ลมหายใจเร่งร้อน ถี่กระชั้น ไม่เหลือ
เรี่ยวแรงกระทั่งจะกล่าววาจา
มันยังคงต้องการแย้มยิ้ม ปรารถนาจะหัวร่อให้ดังสนั่นลั่นโลก
สมองที่ชาด้านจากความเจ็บปวดค่อยๆ ฟืนคืนเล็กน้อย ความปิติยินดีในใจบรรเทา
อาการอ่อนล้าของร่างกาย สิ่งที่มันเห็นในยามที่ ‘เฝั้าดู’ ทำให้มันแทบไม่อยากเชื่อ
สายตา
ปราณพิภพเดิมทีแผ่กระจายไปทั่วร่างกาย สุดท้ายแทรกซึมลึกเข้าไปในเลือดเนื้อ
ของมัน เมื่อผูเยาลงมือสูบดึงออกไป เส้นใยปราณพิภพเหล่านี้ประหนึ่งพายุฝนเข็มเล็ก
ละเอียด ทะลวงผ่านเลือดเนื้อของมันอีกรอบ
กล่าวอีกอย่างก็คือ จั่วม่อแม้ไม่อาจเก็บกักปราณพิภพเอาไว้ได้ แต่เลือดเนื้อร่างกาย
ทุกส่วนของมันจะผ่านการอาบปราณพิภพสองครั้งสองหนในคราวเดียว ทั้งครั้งแรกที่
ปราณพิภพแทรกซึมเข้ามาและครั้งที่สองที่ถูกผูเยาสูบออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การ
สูบดึงออกไปอย่างร้ายกาจไร้เมตตาของผูเยา กลับทำให้เลือดเนื้อถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง
ยิ่งกว่าครั้งที่จั่วม่อดูดซับปราณพิภพเข้ามาเสียอีก
แม้ว่าจั่วม่อยังไม่มีปัญญารักษาปราณพิภพไว้กับตัว แต่ร่างกายเลือดเนื้อของมันจะ
ถูกกลั่นเกลาอย่างต่อเนื่องดุจโลหะชิ้นหนึ่ง ปราณพิภพยังเปียมล้นไปด้วยคุณสมบัติหล่อ
เลี้ยงบำรุง สามารถซ่อมแซมรักษาความเสียหายในร่างกายของจั่วม่อที่ได้รับตลอด
กระบวนการ
ตราบเท่าที่มันสามารถอดทนได้… ร่างกายที่ผ่านการกลั่นเกลาหลายครั้งหลายหน
เช่นนี้ ไยมิใช่กำลังเสริมสร้างสังขาร?
มันไม่ทราบว่าปั้ายหินสุสานบอกให้มันตอบตกลงกับผูเยาเพราะเหตุนี้หรือไม่ ไม่ว่า
จะอย่างไร มันก็ต้องการให้ผูเยาลงมือมากกว่านี้อีกสักสองสามรอบ ในความเห็นของมัน
นี่ที่แท้เป็นวิธีฝึกปรืออันยอดเยี่ยม แม้ว่าอันที่จริงจะต้องพึ่งพาโชควาสนาก็ตาม วิธี
ฝึกปรือสังขารอันพิสดารเช่นนี้ ต่อให้มันล่วงรู้กลไกการทำงานทั้งหมด แต่หากไม่มีผูเยา
จั่วม่อก็ไม่มีหนทางใดที่จะดึงปราณพิภพออกจากร่างกายได้
จั่วม่อพยายามระงับความแตกตื่นยินดีในใจ แสร้งเป็นอ่อนล้าสิ้นเรี่ยวแรง ทำตน
ประหนึ่งถุงทรายเก่าๆ ล้มคว่ำฟาดพื้นดุจโคลนเหลวกองหนึ่ง
ต้องไม่สะกิดความสนใจของผูเยา
จั่วม่อเข้าใจผูเยาอย่างทะลุปรุโปร่ง หากมันทุกข์ทรมาน เจ้าเหรินเยานี้จะตื่นเต้นสุข
สม และยินดีกระทำซ้ำๆ อีกหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม หากผูเยาเห็นว่ามันถูกทรมานแล้ว
ยังเบิกบานใจ เรื่องดีงามนี้จะต้องสิ้นสุดลงอย่างแน่นอน!
เหนือมหาสมุทรอันกว้างไพศาล ซิวเจ่อกลุ่มใหญ่กำลังบินอย่างเร่งร้อน เห็นแสง
หลากสีพาดผ่านท้องนภา
“พี่ใหญ่ เจ้าสามคนนั้นจะต้องข้ามไปยังอาณาจักรขุนเขาน้อยอย่างแน่นอน พวกเรา
สมควรไล่ตามไปหรือไม่?” ผู้กล่าววาจาทั้งสูงทั้งผอม ชุดนักพรตสีเหลืองอ่อนดุจเศษผ้า
ที่แขวนอยู่บนร่าง คล้ายสามารถปลิวไปตามลมได้ทุกเมื่อ มันเรียกว่าเว่ยหยง จัดอยู่
ลำดับสามในผู้คนกลุ่มนี้
“ตาม! ไฉนไม่ตาม?” บุรุษร่างใหญ่ที่ด้านหน้าสุด ถลึงตาโปนโตดุจกระดิ่งของมัน
เว่ยหยงอดไม่ได้ต้องผงะถอยหลังไปหนึ่งช่วงตัว บุรุษร่างใหญ่ที่เบื้องหน้าเรียกว่าจางห่าว
อารมณ์วู่วามปานเปลวเพลิง ศีรษะล้านเลี่ยน ดวงตาดุร้ายอำมหิต
“ไม่ใช่แค่อาณาจักรขุนเขาน้อย ต่อให้พวกมันหลบหนีไปสุดขอบโลก ข้าก็จะไม่
ปล่อยให้พวกมันหลุดรอดไปได้!” บุรุษร่างใหญ่ดวงตาสาดประกายเหี้ยมโหด “กล้าเล่น
กับบิดา บิดาจะถลกหนังพวกมัน!”
“ใช่ใช่ใช่” เว่ยหยงรีบผงกศีรษะระรัว
“ฮี่ฮี่ เด็กน้อยทั้งสามมีวาสนายิ่ง ถึงกับค้นพบเขตแดนลับแห่งหนึ่ง ดูจากท่าทีของ
พวกมัน สมควรเก็บเกี่ยวได้เป็นกอบเป็นกำ” บุรุษขาพิการตาเดียวหัวร่อเย็นเยียบ มัน
เรียกว่าโจวหาน ในกลุ่มนี้จัดอยู่ลำดับสอง
“มีวาสนา? เป็นวาสนาของพวกเราต่างหาก!” จางห่าวดวงตาทอแววละโมบ ส่ง
เสียงตะโกน “พี่น้องทั้งหลาย หากพวกเราต้องการร่ำรวย ก็ต้องลงทุนลงแรงให้มากกว่า
นี้! เขตแดนลับ! ฮ่า เขตแดนลับอันอุดมสมบูรณ์! เสร็จสิ้นงานนี้ ทุกคนสามารถปลด
เกษียณได้! พวกเจ้าทั้งหลายจะว่าอย่างไร!”
“ฆ่าพวกมัน!”
“พี่ใหญ่ อย่าห่วงเลย เนื้อส่งมาถึงปาก ผู้ใดจะปล่อยให้หลุดรอดไปได้เล่า!”
“ฆ่า ฆ่า ฆ่า!”
ความมั่งคั่งร่ำรวยสามารถสั่นคลอนจิตใจผู้คน สำหรับกองโจรอย่างพวกมัน ที่มีชีวิต
ด้วยการปล้นฆ่าฉกชิง ไม่มีสิ่งใดสามารถทำให้หวั่นไหวใจได้มากไปกว่านี้อีกแล้ว ทั้งหมด
เต็มไปด้วยเจตนาสังหารล้นปรี่ ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกลคล้ายบรรเทาลงไป
มาก
โจวหานเหลือบมองเหล่าต้าอย่างนับถือเลื่อมใส พี่ใหญ่อาจดูหยาบกระด้างมุทะลุ
แต่เพียงกล่าววาจาไม่กี่คำ ก็ปลุกเร้าความคิดต่อสู้ในใจทุกคนขึ้นมา ช่างมีฝีมือพิเศษ
จริงๆ!
(เหล่าต้า – พี่ใหญ่, หัวหน้าใหญ่)
เขตแดนลับ!
เพียงแค่ถ้อยคำสั้นๆ เท่านี้ แต่หากข่าวแพร่สะพัดออกไป สามารถก่อเกิดมรสุม
เลือดในอาณาจักรนภาจันทร์ โจวหานอดชื่นชมโชควาสนาของสามคนที่ค้นพบเขตแดน
ลับไม่ได้ กลุ่มโจรของพวกมันสะดุดเข้ากับร่องรอยเบาะแสบางอย่างโดยบังเอิญ แต่ยังคง
ชักช้าไปก้าวหนึ่ง เมื่อพวกมันรีบรุดไปถึง สิ่งของดีๆ ทั้งหมดในเขตแดนลับถูกกวาดไป
จนเกลี้ยงเกลา
ในความเป็นจริง แม้จะไม่มีสมบัติเหล่านั้น แต่คุณค่าของเขตแดนลับก็พิเศษยิ่ง แต่
สำหรับจางห่าวกับพวกกลับไม่มีมูลค่าใดๆ เนื่องเพราะพวกมันเป็นกองโจรที่ไปมาดุจ
สายลม หากพวกมันหยั่งรากอยู่กับที่ ในไม่ช้าศัตรูจะเข่นฆ่ามาถึงหน้าประตู
ทุกผู้คนเข้าใจเรื่องนี้ดี ดังนั้นพวกมันไล่ล่ามายังทิศทางของคนทั้งสามอย่างไม่ลังเล
กองโจรกลุ่มนี้มีประมาณเจ็ดสิบคน ไม่นับว่าเป็นกลุ่มใหญ่ แต่พลังต่อสู้เข้ม
แข็งแกร่งกร้าว พวกมันเรียกตัวเองว่า ‘ลมดำ’ ดังนั้นผู้คนขนามนามพวกมันเป็น
‘กองโจรลมดำ’ แต่ละคนอยู่ในด่านจู้จีเป็นอย่างน้อย มีห้าคนอยู่ในด่านหนิงม่าย สมาชิก
คนสุดท้ายที่เข้าร่วมกลุ่มก็ตั้งแต่เมื่อสามปีก่อน ดังนั้นพวกมันรู้ใจ เข้าขากันเป็นที่สุด
รวมกับเรื่องที่ว่าพวกมันมีคนน้อย แต่ละคนประสบการณ์โชกโชน ไปมาไร้ร่องรอย ยอด
ฝีมือมากมายแม้คิดกำจัดพวกมัน ยังต้องอับจนปัญญา
จางเหล่าต้าดูภายนอกหยาบกระด้างวู่วาม แต่อันที่จริงขวัญกล้าใจละเอียดอ่อน
รอบคอบระมัดระวัง ดังนั้นพวกมันมีชีวิตที่สุขสบายไม่น้อย
สองปีมานี้ สถานการณ์โดยรวมกลายเป็นง่อนแง่นอันตรายมากขึ้นทุกขณะ ชีวิตของ
พวกมันจึงยิ่งดีงามกว่าเดิม บรรดาสำนักใหญ่หันไปยุ่งวุ่นวายอยู่กับการรวบรวมกำลัง
เพื่อเอาตัวรอด ไหนเลยจะมีเวลามามัวใส่ใจพวกมัน
ไม่ใช่แค่เพียงกองโจรลมดำเท่านั้น อาณาจักรนภาจันทร์ในปัจจุบันไม่เหลือเค้าความ
สงบสุขเช่นในอดีตอีกต่อไป การต่อสู้เข่นฆ่าปล้นชิงเกิดขึ้นทุกหัวระแหง ยังบ่อยครั้งกว่า
ช่วงสามปีที่ผ่านมารวมกันเสียอีก สถานการณ์วุ่นวายนี้บ่งบอกถึงอนาคตที่จะโกลาหล
อลหม่านมากยิ่งขึ้น ยากที่จะเห็นซิวเจ่อกล้าเดินทางสัญจรเพียงลำพังผู้เดียว
ปฏิกิริยาตอบสนองโดยตรงในท้องตลาด ก็คืออัตราจ้างวานเซียนกระบี่เพิ่มสูงขึ้นถึง
ขั้นน่าตระหนก ในขณะเดียวกัน ราคาจ้างวานของซิวเจ่อสายการผลิตทุกประเภทลด
ต่ำลงเรื่อยๆ หลายคนประสบชะตากรรมไม่มีงานทำ สถานการณ์แปลกประหลาด
เกิดขึ้นในท้องตลาด ราคาของวัตถุดิบทุกชนิดสูงล้ำเทียมฟั้า แต่ท้องทุ่งปราณที่ก่อนหน้า
นี้ไม่เคยว่างเว้นจากพืชพรรณธัญญาหาร กลับกลายเป็นรกร้างว่างเปล่า
ทุกผู้คนล้วนหวั่นวิตกต่อโชคชะตา
พวกมันกำลังเฝั้ารอ เฝั้ารอให้สำนักใหญ่เช่นสำนักกระบี่สุญตาเสร็จสิ้นการรวบรวม
อำนาจของพวกมัน และเข้าสู่สภาวะมั่นคงเข้มแข็งเสียที
กองโจรลมดำฉวยโอกาสจากช่วงความสับสนวุ่นวายดังกล่าว เสริมสร้างความ
แข็งแรงเป็นการใหญ่ อุกอาจถึงขั้นทำการค้ารายใหญ่ติดต่อกันหลายครั้ง เวลานี้ทุกคน
ในกลุ่มมั่งคั่งบริบูรณ์ แต่ความโลภของผู้คนไม่เคยสิ้นสุด เมื่อพวกมันเปลี่ยนยุทธภัณฑ์
เวททั้งชุด พลังอำนาจของกองโจรลมดำก็เพิ่มสูงขึ้นหลายเท่า ทำให้พวกมันมีกำลังมาก
พอที่จะลงมือต่อซิวเจ่อชั้นสูงที่ทรงพลังขึ้นกว่าเดิม แม้กระทั่งขุมกำลังท้องถิ่นขนาดเล็ก
บางส่วน พวกมันยังอาจหาญโจมตีมาแล้ว
แต่กระทั่งขุมพลังขนาดเล็กที่มั่งคั่งเหล่านั้น ยังไม่สามารถยกขึ้นเปรียบกับเขตแดน
ลับ!
“พี่ใหญ่ พวกมันหยุดที่เกาะเล็กๆ ข้างหน้า” หนึ่งในฝูงโจรชี้ไปยังเกาะที่เห็นอยู่ไม่
ไกล ในกลุ่มคนเหล่านี้ มันมีฝีมือทางติดตามร่องรอยมากที่สุด
“ไปดู” จางเหล่าต้าสั่งการอย่างไม่ลังเล
กลุ่มคนเร่งความเร็วบินตรงเข้าหาเกาะ
ฉุนอวี๋เฉิงชี้ไปยังตัวอ่อนหนอนผีเสื้อที่อยู่ในบ่อฟูมฟักสัตว์ร้าย สีหน้าเต็มไปด้วย
ความภาคภูมิใจและคาดหวัง “ศิษย์พี่ นี่เป็นตัวอ่อนชุดแรก”
มันไม่ชมชอบความขัดแย้งและการต่อสู้ เปั้าหมายหลักของมันคือประสบ
ความสำเร็จบางประการในด้านเพาะเลี้ยงสัตว์ร้าย นับตั้งแต่วันนั้น มันก็หมกมุ่นอยู่กับ
บ่อฟูมฟักสัตว์ร้ายตลอดเวลา ทุ่มเทสมาธิจิตใจให้กับการค้นคว้าประสิทธิภาพของบ่อฟูม
ฟักสัตว์ร้าย ใจความในม้วนหยกไม่สมบูรณ์ มีหลายส่วนที่ยากจะทำความเข้าใจ แต่
ฉุนอวี๋เฉิงไม่เคยย่อท้อ มันเต็มไปด้วยความมุ่งมาดปรารถนาอย่างแรงกล้าต่อการศึกษา
ค้นคว้า
ผู้คนที่ถือกำเนิดจากชั้นรากหญ้า มักจะใส่ใจให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับโอกาสดีๆ ที่
พวกมันได้รับ
ยิ่งยากจะทำความเข้าใจมากเท่าใด ฉุนอวี๋เฉิงก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นเท่านั้น เนื่องเพราะ
นั่นหมายความว่าสิ่งนี้ยิ่งลึกซึ้งขึ้นเป็นทวีคูณ
ซิวเจ่อชั้นต่ำยินดีแลกสิ่งใดก็ได้เพื่อศึกษาร่ำเรียนทักษะวิชาที่ลึกซึ้ง แม้กระทั่งชีวิต
ของพวกมัน เนื่องเพราะพวกมันเดิมทีก็ไม่มีสิ่งใดอยู่แล้ว
ฉุนอวี๋เฉิงพอเริ่มศึกษาก็ลืมกินลืมนอน อย่างที่คาดไว้ มันค้นพบบางอย่าง ตัวอ่อน
หนอนผีเสื้อชุดนี้มีเพียงหกตัว จนถึงขณะนี้ นี่เป็นชุดแรกที่ประสบความสำเร็จที่สุด ไม่
ต้องสงสัยเลยว่าฉุนอวี๋เฉิงตื่นเต้นยินดีมากเพียงใด แทบอดใจรอแสดงผลงานให้ศิษย์พี่
ชมดูไม่ไหวแล้ว
“พ่อแม่พันธุ์คืออะไร?” จั่วม่อถามพลางจ้องมองไปยังตัวอ่อนทั้งหกในบ่อสัตว์ร้าย
ตัวอ่อนหนอนผีเสื้อมีขนาดประมาณนิ้วก้อย หน้าตายับย่นยู่ยี่ สีเทาอมขาว ไม่มีสิ่ง
ใดดึงดูดสายตา จั่วม่อผิดหวังอยู่บ้าง ตัวอ่อนเหล่านี้ดูสามัญธรรมดาเกินไป ไม่มีร่องรอย
ของคุณภาพแม้แต่น้อย อย่างไรก็ตาม มันทราบดีว่าบ่อฟูมฟักสัตว์ร้ายลึกซึ้งยากจะ
เข้าใจ ศิษย์น้องฉุนอวี๋เฉิงเป็นเพียงซิวเจ่อด่านจู้จี แน่นอนว่าต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่าจะ
บรรลุผลลัพธ์ที่ดี
เรื่องนี้ไม่สามารถรีบร้อนได้
ฉุนอวี๋เฉิงไม่ได้ตระหนักถึงความผิดหวังของจั่วม่อแม้แต่น้อย มันกล่าวอย่าง
กระตือรือร้น “ข้าใช้ผีเสื้อปราณสามชนิดเป็นแม่พันธุ์ ผีเสื้อพิษตงฝู ผีเสื้อนัยน์ตาน้ำเงิน
และผีเสื้อลายพิรุณ!”
จั่วม่อดวงตาว่างเปล่า มึนงง “ผีเสื้อปราณเหล่านี้มันตัวอะไร?”
ฉุนอวี๋เฉิงไม่กล้าหัวร่อท่าทางของศิษย์พี่ รีบอธิบาย “ผีเสื้อพิษตงฝู เป็นผีเสื้อพิษ
ชนิดหนึ่งที่พบเห็นได้ทั่วไป มีถิ่นกำเนิดอยู่ในตงฝูเรา เป็นผีเสื้อปราณระดับสอง สามารถ
ปล่อยผงพิษจำนวนหนึ่ง จัดเป็นผีเสื้อปราณธรรมดาสามัญเท่านั้น ส่วนผีเสื้อนัยน์ตาน้ำ
เงินกับผีเสื้อลายพิรุณเป็นระดับสามทั้งคู่ ผีเสื้อนัยย์ตาน้ำเงินเกิดมาพร้อมดวงตาสีน้ำเงิน
คู่หนึ่ง สามารถมองผ่านภาพลวงตาตั้งแต่ระดับสามลงมา ผีเสื้อลายพิรุณเป็นผีเสื้อปราณ
ธาตุน้ำ มีฝีมือทางเวทวิชาธาตุน้ำ ผีเสื้อลายพิรุณระดับสูงที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบเห็น
สามารถใช้เวทวิชาธาตุน้ำได้สามชนิด แต่ตัวที่ข้าใช้เป็นแม่พันธุ์เป็นเพียงผีเสื้อระดับ
ธรรมดา ใช้เวทวิชาธาตุน้ำได้ชนิดเดียวเท่านั้น”
“อ้อ ฟังดูซับซ้อนยิ่ง” จั่วม่ออ้าปากค้าง ผงกศีรษะรัวๆ
“ใช่แล้ว ทั้งลึกล้ำและกว้างขวางมาก!” ฉุนอวี๋เฉิงทอดถอน
ผีเสื้อปราณสามชนิดที่ว่ามา จั่วม่อไม่เคยได้ยินมาก่อน เหล่าผีเสื้อปราณที่ฉุนอวี๋เฉิง
เคยอรรถาธิบายต่อมันอยู่ครึ่งค่อนวัน มันล้วนหลงลืมไปหมดสิ้น จดจำไม่ได้แม้แต่ชนิด
เดียว มันอดชื่นชมตัวเองไม่ได้ การตัดสินใจโยนบ่อฟูมฟักสัตว์ร้ายไปให้ศิษย์น้องฉุนอวี๋
เฉิงนับเป็นความปราดเปรื่องอย่างยิ่งจริงๆ หากเป็นมันลงมือเอง เกรงว่าจะปวดเศียร
เวียนเกล้าจนตาย
คิดได้เช่นนี้ ความผิดหวังต่อหน้าตาอัปลักษณ์และอ่อนด้อยของตัวอ่อนผีเสื้อ ก็หาย
วับไปทันที
มันแย้มยิ้มให้ฉุนอวี๋เฉิง “อย่าใจร้อน เราสามารถค่อยๆ ไป บางทีอาจสามารถผลิต
สินค้าชั้นยอดจำนวนหนึ่ง จากนั้นก็ร่ำรวยในพริบตา!”
ฉุนอวี๋เฉิงทราบดีว่าศิษย์พี่ปลอบโยนมัน โอกาสที่สินค้าชั้นยอดจะปรากฏขึ้นมีต่ำ
มาก มันศึกษาค้นคว้ามานานหลายปี แต่สามารถผลิตสินค้าที่เกือบถือได้ว่าแตะขอบของ
ชั้นยอดได้เพียงสองตัว และสัตว์ปราณกึ่งชั้นยอดสองตัวนี้เอง ที่ช่วยให้มันได้รับปั้ายหยก
“ไม่ต้องวิตก ศิษย์พี่ หากเป็นเมื่อก่อนอวี๋เฉิงอาจไม่กล้ารับปาก” ฉุนอวี๋เฉิงกล่าว
อย่างจริงจัง “แต่ด้วยบ่อฟูมฟักสัตว์ร้ายกับศาสตร์วิชาอันลึกซึ้งนี้ อวี๋เฉิงจะต้องมีข่าวดี
ให้แก่ศิษย์พี่อย่างแน่นอน!”
จั่วม่อเห็นว่าบรรยากาศเคร่งเครียดเกินไป กำลังจะกล่าวอะไรสักสองสองสามคำ
เพื่อผ่อนคลายบรรยากาศ ทันใดนั้นพลันขมวดคิ้ว เงยหน้าขึ้น จับจ้องไปยังท้องฟั้าใน
ตำแหน่งห่างไกล
ไกลออกไปที่เส้นขอบฟั้า เห็นกลุ่มคนเป็นจุดดำๆ บินตรงมายังเกาะแมกไม้รกร้าง
ด้วยระดับความเร็วอันน่าตระหนก
จั่วม่อม่านตาหดแคบลง
นับตั้งแต่ที่จิตสำนึกของมันแปรสภาพเป็นหัตถ์ใบไม้ ความรู้สึกของมันเฉียบไวถึง
ที่สุด สามารถสัมผัสถึงความดุร้ายกระหายเลือดที่ใกล้เข้ามาได้อย่างชัดเจน
และสัมผัสได้ถึงเจตนาสังหารหนาหนักประดุจพายุเมฆดำ กับพลังสภาวะอันหนัก
หน่วงจนหายใจไม่ออก ที่โถมซัดเข้าหามัน!