สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 200 ขาย
ยิ่งเดินลึกเข้าไปในช่องทางเดิน ความตกตะลึงในหัวใจหงหยางยิ่งทวีขึ้นทุกขณะ
แม่น้ำอาณาจักรเป็นเส้นทางเดียวที่นำไปยังอาณาจักรขุนเขาน้อย มันเคยข้ามไปมา
หลายครั้งหลายหนจนคร้านจะนับอีก มันจดจำได้แม่นยำว่าเกาะแมกไม้รกร้างเป็นอาณา
เขตของสำนักกระบี่หัวใจทะเลสาบ บนเกาะมีศิษย์ไม่กี่คนคอยเฝั้าดูแล มันมีการคบหา
สมาคมกับศิษย์สำนักกระบี่หัวใจทะเลสาบเหล่านี้ ทุกครั้งที่เดินทางผ่านมา จะมีของ
กำนัลเล็กน้อยติดไม้ติดมือมามอบให้พวกมันเพื่อรักษาสายสัมพันธ์เอาไว้
มันยังจำได้ว่าศิษย์สำนักกระบี่หัวใจทะเลสาบเหล่านั้นไม่เคยสนใจในการพัฒนา
เกาะแมกไม้รกร้าง ไม่ว่าจะนานเท่าไร เกาะแมกไม้รกร้างก็ยังคงรกร้างว่างเปล่าอยู่เสมอ
แต่…เกาะแมกไม้รกร้างกลายเป็นเช่นนี้ไปตั้งแต่เมื่อใดกัน?
ผ่านเข้ามาในช่องทางเดินขนาดใหญ่ สิ่งที่มันพบเห็นตลอดทางคือการปั้องกันอัน
แน่นหนาอย่างน่าตระหนก เห็นอาคมหวงห้ามสุดร้ายกาจอัดแน่นอยู่เต็มพื้นที่ ถึงขนาด
ที่ว่าหากพวกมันเผลอก้าวเท้าออกไปจากช่องทางเดินแม้แต่ก้าวเดียว เกรงว่าพวกมัน
อาจถูกฆ่าตายในทันทีโดยไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัวด้วยพลังของค่ายกล คลื่นเสียงอันลี้ลับที่บัด
เดี๋ยวปรากฏขึ้น บัดเดี๋ยวเลือนหายไป สะท้อนเข้าไปในโสตประสาทของทุกคน ราวกับ
เจตนาสังหารอันไร้รูปลักษณ์เฝั้าติดตามพวกมันตลอดเวลา ทั้งกลุ่มก้าวเดินไปประดุจมี
กระบี่แหลมคมจ่อจี้อยู่กลางหลัง ร่างกายของพวกมันเย็นเฉียบ เหงื่อเย็นท่วมแผ่นหลัง
เส้นขนลุกชี้ชัน แม้แต่หัวหน้าผู้คุ้มกันยังหน้าเผือดขาว เห็นได้ชัดว่าหวาดระแวงยิ่ง
ค่ายกลใหญ่โตมโหฬารถึงเพียงนี้ ย่อมไม่อาจสร้างขึ้นได้ในวันเดียว
หงหยางในใจยิ่งตื่นตะลึงมากขึ้นทุกขณะ นี่ใช่เป็นฝีมือของสำนักกระบี่หัวใจ
ทะเลสาบหรือไม่? อันที่จริงในความเห็นของพ่อค้าเฉกเช่นหงหยาง มันรู้สึกว่าเวลานี้การ
จัดตั้งพื้นที่จำกัดบนเกาะแห่งนี้ เป็นการค้าที่กำไรงามยิ่ง
มันตกลงใจเฝั้าสังเกตการณ์ไปก่อน หนึ่งร้อยชิ้นจิงสือระดับสามต่อหนึ่งคน สำหรับ
มันเป็นเพียงจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น แต่ในมุมมองของอีกฝั่าย นี่เป็นการบังคับเก็บค่า
ผ่านทางอย่างดื้อด้านบ้าบิ่น เรื่องนี้ดูไม่คล้ายสิ่งที่สำนักใหญ่เช่นสำนักกระบี่หัวใจ
ทะเลสาบจะกระทำได้
สิ่งที่มันกังวลมากที่สุด คือเกรงว่าอีกฝั่ายจะมีความต้องการมากเกินไป โชคดีที่คราว
นี้มันแทบจะนำยอดฝีมือของหอการค้ามาทั้งหมด ในหมู่สิบผู้คุ้มกัน สามคนอยู่ในด่านห
นิงม่าย ที่เหลืออยู่ในจุดสูงสุดของด่านจู้จี
อย่างที่คาดไว้ เมื่อโลกตกอยู่ในความสับสนวุ่นวาย ไม่ว่าเรื่องอันใดก็เกิดขึ้นได้ หงห
ยางทอดถอนใจ
ผู้ที่ออกมาต้อนรับพวกมัน เป็นบุรุษหนุ่มอ่อนเยาว์ที่หล่อเหลาสะโอดสะองกับสาม
องครักษ์เกราะทอง
บุรุษหนุ่มมีรอยยิ้มเป็นมิตรอยู่บนใบหน้าตลอดเวลา ระดับพลังบำเพ็ญเพียรของมัน
ไม่สูงนัก เพียงแค่ด่านจู้จีเท่านั้น
สายตาของหงหยางแลเลยไปยังสามองครักษ์เกราะทองด้านหลังบุรุษหนุ่ม พริบตา
นั้นกลายเป็นตะลึงลาน ไม่ใช่แค่มันเท่านั้น กระทั่งหัวหน้าผู้คุ้มกันกับผู้คุ้มกันด่านหนิง
ม่ายอีกสองคนก็สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นปันยาก
สามองครักษ์นั้นห่อหุ้มทั้งร่างด้วยชุดเกราะทองคำ เปิดเผยเพียงดวงตาอันพิสดาร
สายตาของคนทั้งสามทั้งเฉยเมยทั้งเย็นเยียบ ปราศจากร่องรอยของอารมณ์ความรู้สึก
โดยสิ้นเชิง เจตนาสังหารของพวกมันเข้มข้นจนแทบจะมีรูปร่าง แต่ละคนถือกระบี่ที่
ใหญ่โตเกินจริงไว้ในมือ คล้ายปรารถนาจะขู่ขวัญผู้คนให้ถึงที่สุด
คนทั้งสามนี้มาจากที่ใด?
หัวหน้าผู้คุ้มกันหัวใจหล่นลงไปกองกับพื้น บรรยากาศดุร้ายกระหายเลือดที่สาม
องครักษ์เกราะทองเปิดเผยออกมา ยังเหนือล้ำยิ่งกว่ากองโจรที่มันเคยพบพานเสียอีก!
คนทั้งสามทำให้มันหัวใจสั่นสะท้าน สังหรณ์ถึงอันตรายร้ายแรงลั่นกริ่งอยู่ในหัว มันรู้ดีว่า
นี่หมายความว่ากระไร ย่อมหมายความว่าพลังบำเพ็ญเพียรของคนทั้งสามล้วนเหนือล้ำ
กว่ามัน!
หงหยางในใจยิ่งตื่นตะลึงกว่าเดิม ระหว่างมันกับสามองครักษ์เกราะทอง ช่องว่าง
ของระดับพลังบำเพ็ญเพียรยังกว้างใหญ่ยิ่งกว่าหัวหน้าผู้คุ้มกันเสียอีก ดังนั้นความรู้สึกที่
มันได้รับจึงรุนแรงกว่ามาก หนิงม่าย! ทั้งสามคนนี้ล้วนอยู่ในด่านหนิงม่าย! แทบจะใน
ทันทีทันใด มันก็สามารถตัดสินได้ว่า ขุมกำลังเบื้องหลังของอีกฝั่ายไม่ใช่ธรรมดาสามัญ
ควรทราบว่าในอาณาจักรนภาจันทร์ ชนชั้นหนิงม่ายเป็นซิวเจ่อที่ทรงพลังที่สุดที่
สามารถว่าจ้างได้ ถึงกระนั้นคิดว่าจ้างพวกมันสักคนยังยากลำบากยิ่ง สามหนิงม่ายใต้
บังคับบัญชาของมันในตอนนี้เป็นผู้คนที่ทางหอการค้าจัดส่งมาให้ ลำพังตัวมันเอง เคย
ทดลองพยายามว่าจ้างชนชั้นหนิงม่ายหลายครั้งหลายหนแล้ว แต่ไม่เคยประสบ
ความสำเร็จสักครั้ง
สายตามันจ้องมองสามองครักษ์เกราะทองเขม็ง
กระบี่บินที่สามองครักษ์เกราะทองถืออยู่ในมือ เกราะปราณทองคำที่ห่อหุ้มทั้งร่าง
ของพวกมัน ล้วนแล้วแต่ไม่ใช่สินค้าธรรมดาทั่วไป!
“ราคาอุดหนุนของพวกท่าน หนึ่งคนหนึ่งร้อยชิ้นจิงสือระดับสาม” บุรุษหนุ่มเตือน
ความจำ สุ้มเสียงของมันไม่ห้าวใหญ่ ฟังดูสดชื่นแจ่มใสเหมือนสายลมฤดูใบไม้ผลิ
หงหยางค่อยได้สติ รีบหยิบจิงสือที่มันตระเตรียมเอาไว้ ออกมายื่นส่งให้ พลางถาม
อย่างยิ้มแย้มว่า “ไม่ทราบน้องชายท่านนี้มีคำเรียกหาว่ากระไร?”
“ท่านอาสามารถเรียกข้าว่ากงซุนชา” กงซุนชาตอบยิ้มๆ มือก็รับจิงสืออย่างรวดเร็ว
ในใจลอบคำนวณรายได้ของวันนี้ รอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งกว้างขวางกว่าเดิม
“อ้อ ที่แท้เป็นน้องชายกงซุน เสียคารวะแล้ว!” หงหยางประสานมือคำนับ แสร้งทำ
เป็นประหลาดใจ “ไม่ทราบน้องชายเป็นคนของสำนักใด? ข้าเคยเดินทางผ่านเกาะแมก
ไม้รกร้างหลายครั้งหลายหน ไม่เคยเห็นเกาะมั่งคั่งรุ่งเรืองถึงเพียงนี้มาก่อน สำนักของ
เจ้าช่างมีฝีมืออย่างแท้จริง!”
กงซุนชาแย้มยิ้มอ่อนโยน “พวกเราเป็นเพียงเซียนสัญจร ไม่มีสำนัก ไม่สังกัดค่าย
พรรค เป็นที่น่าหัวร่อของท่านอาแล้ว”
เซียนสัญจร? หงหยางแทบกระอักเลือด ล้อกันเล่นหรือไร? เซียนสัญจรของ
อาณาจักรนภาจันทร์จะร้ายกาจถึงเพียงนี้ได้อย่างไรเล่า!
กงซุนชาชี้ไปยังบ้านน้อยที่เห็นอยู่เรียงราย “ท่านสามารถหาที่พักผ่อนได้ตามใจ
ชอบ รับรองว่าไม่มีผู้ใดรบกวน หากท่านต้องการสิ่งของจำเป็น ไปทางนั้นไม่ไกลจะเป็น
ร้านค้า แน่นอนว่าสินค้าจะมีราคาแพงกว่าทั่วไปเล็กน้อย ท่านสามารถพักผ่อนและจาก
ไปได้ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม หากต้องการเข้ามาอีกครั้ง ท่านจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียม
อีกครั้ง”
กล่าวจบคำ กงซุนชาก็จากไป มันเป็นบุคคลที่ยุ่งวุ่นวายมากที่สุดบนเกาะแล้ว
กระมัง
เห็นอีกฝั่ายไม่ได้มีทีท่าว่าจะละโมบ ทำการเรียกร้องสิ่งใดมากไปกว่านี้ หงหยางใน
ที่สุดค่อยโล่งใจ มันกำลังโยกย้ายยุทธภัณฑ์เวทจำนวนมากมายอย่างน่าตระหนก ย่อม
ต้องประสาทเสียเป็นธรรมดา ทุกทิศทุกทางดูน่าหวาดระแวงไปเสียหมด
พวกมันเดินไปตามทิศทางที่กงซุนชาชี้บอก ตรงเข้าหากลุ่มที่พำนักชั่วคราว
บ้านเหล่านี้เรียบง่ายยิ่ง แต่ละหลังก่อสร้างจากก้อนหินธรรมดา ไม่มีการตกแต่งใดๆ
เรื่องความสะดวกสบายไม่ต้องเอ่ยถึง อย่างไรก็ตาม บ้านจำนวนมากล้วนถูกจับจองไป
แล้ว พวกมันเดินเลือกหาอยู่สักครู่ หงหยางจู่ๆ ก็หยุดลงอย่างกะทันหัน ร้องทักทายว่า
“นั่นไม่ใช่หลงเจินซ่านเหรินหรอกหรือ?”
ซิวเจ่อวัยกลางคนที่กำลังดื่มชาอยู่ในลานบ้านพอฟังก็เงยหน้าขึ้น ใบหน้าทอแวว
แตกตื่นยินดี “หงจ่างกุ้ย!”มันรีบลุกขึ้นประสานมือทักทาย “รีบมา รีบมา นึกไม่ถึงว่าจะ
พบพานหงจ่างกุ้ย*ที่นี่ โชคดี โชคดีจริงๆ!”
(หงจ่างกุ้ย – เจ้าของร้านแซ่หง)
หงหยางส่งสัญญาณให้เหล่าผู้คุมกันเฝั้าระวังอยู่ด้านนอก ตัวมันเดินเข้าไปพร้อม
หัวหน้าผู้คุ้มกัน มันแย้มยิ้มพลางกล่าว “อันความสงบเยือกเย็นของซ่านเหรินนี้ ผู้น้องไม่
มีปัญญาเรียนรู้ได้สักที”
“ฮ่าฮ่า! พี่หงช่างเจรจาเสมอ มามามา นั่งนั่งนั่ง!” หลงเจินซ่านเหรินกล่าวปนหัวร่อ
หงหยางก็ไม่เกรงอกเกรงใจ นั่งลงด้านตรงข้ามกับหลงเจินซ่านเหริน หลงเจินซ่านเห
รินเป็นหนึ่งในสหายเก่าแก่ของมัน พวกมันรู้จักมักคุ้นกันตั้งแต่ก่อนที่มันจะกลายเป็น
ผู้ดูแลร้านค้า และหลังจากนั้นก็ยังคงติดต่อกันเป็นประจำ หลงเจินซ่านเหรินเป็นบุคคล
ที่อุทิศตนเพื่อมรรคาแห่งการบำเพ็ญเพียร ตั้งแต่สิบปีก่อนก็ทะลวงฝั่าเข้าไปยังด่านหนิง
ม่ายขั้นสอง ระดับพลังบำเพ็ญเพียรของมันในปัจจุบันไม่ทราบชัด
หงหยางลดเสียงลง “ซ่านเหรินทราบประวัติความเป็นมาของประมุขเกาะหรือไม่?”
“ฮ่าฮ่า ท่านพี่ถามเช่นนี้ แสดงว่าเพิ่งเข้ามาในเกาะ” หลงเจินซ่านเหรินคล้าย
คาดหวังว่าหงหยางจะมีคำถามเช่นนี้อยู่แล้ว รีบบอกเล่าอย่างยิ้มแย้มว่า “ท่านพี่ย่อม
ต้องไม่คุ้นเคยกับประมุขเกาะอย่างแน่นอน เกาะนี้เดิมทีอยู่ในมือของสำนักกระบี่หัวใจ
ทะเลสาบ จากนั้นเปลี่ยนมือมาเป็นของสำนักกระบี่สุญตา พวกมันส่งศิษย์เอกผู้หนึ่งมา
เฝั้าระวังอยู่ที่เกาะนี้ มันคือจั่วม่อ”
“สำนักกระบี่สุญตาไม่ใช่ว่าโยกย้ายไปยังอาณาจักรคลื่นเรืองรองแล้วหรอกหรือ?”
หงหยางอดถามไม่ได้
“ฮ่าฮ่า จั่วม่อไม่ได้อยู่ในสำนักในตอนนั้น ดังนั้นมันกลายเป็นประมุขเกาะแห่งนี้”
หลงเจินซ่านเหรินแถลงไข
หงหยางอึ้งงันไปวูบหนึ่ง จากนั้นกล่าวละล่ำละลัก “เป็นไปไม่ได้! สำนักกระบี่สุญตา
จะหักใจละทิ้งศิษย์เอกของพวกมันได้อย่างไร? ไม่ต้องพูดถึงว่านี่ยังเป็นจั่วม่อ!” กระทั่ง
หัวหน้าผู้คุ้มกันเบื้องหลังมันยังมีสีหน้าเต็มไปด้วยความไม่เชื่อถือ ศิษย์ยอดอัจฉริยะเช่น
จั่วม่อ ไม่มีสำนักใดจะละทิ้งมันได้โดยง่ายดาย
“ข้าก็ไม่เข้าใจว่าภายในสำนักของพวกมันที่แท้เกิดอะไรขึ้น แต่ประมุขของเกาะนี้
เป็นจั่วม่ออย่างไม่ต้องสงสัย” หลงเจินซ่านเหรินทันใดนั้นคล้ายฉุกคิดถึงบางสิ่งบางอย่าง
รีบกล่าวสืบต่อ “จะว่าไป ท่านพี่นับว่ามาได้ถูกเวลายิ่งนัก!”
“โอ้ เพราะเหตุใด?” หงหยางยังคงไม่ฟืนตัวจากความตื่นตกใจก่อนหน้านี้ เพียงถาม
ออกมาตามสัญชาตญาณ
“จั่วม่อผู้นี้นับเป็นยอดอัจฉริยะอย่างแท้จริง ก่อนนี้ก็หลอมกลั่นเม็ดยาอีกาทองคำที่
ทำให้ผู้คนประหลาดใจ มายามนี้ไม่ทราบว่าทำได้อย่างไร มันถึงกับสร้างไฟอีกาทองคำ
ออกมาแล้ว!” หลงเจินซ่านเหรินทอดถอนชมเชย
“ไฟอีกาทองคำ!” หงหยางสะท้านขึ้นทั้งร่าง “ไฟอีกาทองคำระดับสี่นั่นน่ะหรือ?”
“ถูกต้อง เป็นไฟอีกาทองคำนั่นเอง!” หลงเจินซ่านเหรินกล่าวปนหัวร่อ “ดังนั้นข้า
จึงบอกว่าท่านพี่ช่างมาได้ถูกเวลาจริงๆ ข่าวนี้ยังไม่แพร่กระจายออกไป มิเช่นนั้น เกรง
ว่าผู้คนนับไม่ถ้วนคงแห่กันมาถึงที่นี่แล้ว”
“ไฟอีกาทองคำ ระดับสี่…” หงหยางพึมพำปานละเมอ
หลงเจินซ่านเหรินยกถ้วยชาขึ้นจิบ เล่าว่า “ข้าพบพานฟูั่ฟงระหว่างทาง จึงได้ฟัง
ข่าวนี้มาจากมัน น่าเสียดายที่ข้าไม่มีปัญญาซื้อหาไฟอีกาทองคำได้ ท่านพี่อาจจะยังไม่
ทราบ ก่อนหน้านี้กองโจรลมดำบุกโจมตีเกาะแห่งนี้ แต่พวกมันล้วนตกตายภายใต้เงื้อม
มือจั่วม่อทั้งสิ้น!”
มันสั่นศีรษะ สีหน้าเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก “ตอนที่ข้าได้ฟังเรื่องนี้ ข้าถึงกับยืน
ตะลึงโง่งมอยู่กับที่ ทั้งหมดถูกฆ่าตาย! พินาศสิ้น! พวกมันยังเป็นกองโจรลมดำที่ร้ายกาจ
นั่น! หากสำนักกระบี่สุญตาได้ยินเรื่องนี้ พวกมันจะต้องสำนึกเสียใจจนลำไส้เป็นสีเขียว
ฮ่าฮ่า! บุรุษหนุ่มด่านจู้จีที่สามารถสังหารกองโจรลมดำได้ทั้งกองทัพ ฮ่าฮ่า ชีวิตของพวก
เราที่ผ่านมาช่างใช้ไปอย่างสูญเปล่าเสียจริง!”
“อ้อ เมื่อไม่กี่วันมานี้ มันยังฝั่าไปยังด่านหนิงม่ายสำเร็จ อัจฉริยะเช่นนี้ ชั่วชีวิตข้าไม่
เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน!”
หงหยางดุจดั่งถูกสายฟั้าฟาดใส่ สมองลั่นอึงอล หลงเจินซ่านเหรินมอบข้อมูลให้แก่
มันมากเกินไป มันต้องการเวลาที่จะย่อยสลายข้อมูล พวกมันสนทนากันต่ออีกครู่หนึ่ง
ก่อนที่มันจะอำลาจากมา มันจำเป็นต้องใช้เวลาแยกแยะข่าวสารทั้งหมดนี้เสียก่อน
วันต่อมา หงหยางไปพบกงซุนชา
“ฟังว่าที่เกาะนี้ขายไฟอีกาทองคำ ข้าต้องการซื้อ”
กงซุนชาไม่กล่าวอันใด เพียงนำหงหยางไปพบจั่วม่อ
เมื่อหงหยางได้พบหน้าจั่วม่อ ในที่สุดหินหนักในใจมันค่อยร่วงหล่นลงมาอย่าง
สิ้นเชิง จั่วม่อสามารถเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่มีชื่อเสียงกระเดื่องดังที่สุด
ในอาณาจักรนภาจันทร์ มันมีฝีมือในการหลอมกลั่นโอสถ ชื่อเสียงทางการค้าก็ดีงามมา
โดยตลอด
ได้ฟังเรื่องไฟอีกาทองคำ หงหยางไม่สามารถนั่งนิ่งเฉยทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ได้ ไฟอีกา
ทองคำระดับสี่ไม่ใช่สิ่งที่มันจะสามารถซื้อหาได้ตามใจปรารถนา เมื่อมีโอกาสที่จะซื้อ มัน
ไหนเลยจะไม่หวั่นไหวใจ หากมันสามารถซื้อไฟอีกาทองคำได้จริงๆ นับเป็นความดี
ความชอบอันใหญ่หลวง เมื่อกลับไปถึงหอการค้า สถานะของมันจะทะยานขึ้นฟั้าในทันที
ยิ่งไปกว่านั้น หงหยางผู้ชาญฉลาดยังมีแผนการอื่นอีกด้วย นอกจากเรื่องของไฟอีกา
ทองคำแล้ว มันยังคาดคำนวณว่าจั่วม่อผู้นี้สมควรมั่งคั่งร่ำรวยมหาศาล ผู้ที่มีกำลังซื้อ
อุดมสมบูรณ์เช่นนี้ นับเป็นลูกค้าชั้นยอดที่คนทำการค้าเช่นมันชื่นชอบเป็นที่สุด
“เจ้าต้องการซื้อไฟอีกาทองคำ?” จั่วม่อเพ่งมองหงหยาง มันอารมณ์ดียิ่ง ในที่สุดก็มี
ผู้มาหาซื้อไฟอีกาทองคำเสียที!
“ใช่แล้ว!” หงหยางกล่าว “ไม่ทราบว่าสามารถให้ข้าชมดูไฟอีกาทองคำของจริงได้
หรือไม่?”
ความรอบคอบระมัดระวังของอีกฝั่ายไม่ได้ทำให้จั่วม่อไม่พอใจแต่อย่างใด ตรงกัน
ข้าม นี่กลับแสดงให้เห็นว่าอีกฝั่ายสนใจจะซื้อจริงๆ มันนำกล่องประณีตออกมา เปิดฝา
แล้วผลักไปตรงหน้าของหงหยาง
เห็นเปลวไฟสีทองบริสุทธิ์สะบัดพลิ้วอยู่ในกล่อง พลังสภาวะสุดหยางสุดแกร่งกร้าว
แผ่กระจายออกมาเต็มห้อง
หงหยางตื่นเต้นอยู่บ้าง
ไฟอีกาทองคำ! อย่างที่คาดไว้ เป็นไฟอีกาทองคำของแท้! ซ้ำยังบริสุทธิ์เป็นอย่างยิ่ง
สะกดกลั้นความตื่นเต้นในใจ หงหยางถามว่า “ไม่ทราบจั่วเซียนเซิงคิดซื้อขาย
อย่างไร? หากเป็นราคาตามท้องตลาดในปัจจุบัน ไฟอีกาทองคำคุณภาพระดับนี้ ราคา
อยู่ที่ประมาณสองร้อยชิ้นจิงสือระดับสี่”
ราคาของหงหยางเป็นราคาที่ยุติธรรมยิ่ง อย่างไรก็ตาม จั่วม่อฟังความหมายที่ซ่อน
อยู่ในวาจาของหงหยางออก มันทำเป็นคล้อยตาม แล้วถามว่า “เช่นนั้นหงจ่างกุ้ยมี
ข้อเสนออย่างไร?”
หงหยางทราบว่าต่อไปเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดแล้ว ทั้งยังจะเป็นการทดสอบฝีมือ
การขายของมัน ราวกับว่ามันหวนกลับไปยังคืนวันที่เป็นเด็กฝึกงานในร้านค้า กระทั่งมัน
ยังคงตื่นเต้นอยู่บ้าง
หงหยางกล่าว “เวลานี้ข้าไม่มีจิงสือติดตัวมามากนัก แต่มีสิ่งของที่น่าสนใจหลาย
อย่าง บางทีจั่วเซียนเซิงอาจจะสนใจ”
“สิ่งของที่น่าสนใจ?” จั่วม่อมีปฏิกิริยาทันที มันไม่ทันคิดว่าจะตกเป็นเปั้าหมายของ
การเสนอขาย
อย่างไรก็ตาม มันตัดสินใจที่จะชมดูสิ่งที่อีกฝั่ายจะนำออกมาเสียก่อน