สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 199 ปั้ายบงการสัตว์ร้าย
เมื่อจั่วม่อรีบรุดมาถึงบ่อฟูมฟักสัตว์ร้าย กลับพบเห็นฉุนอวี๋เฉิงที่กำลังคึกคักจนหน้า
แดงก่ำ ทำเอาหยุดชะงักกึก
“ไหนเจ้าว่ามันหมดสติ?” จั่วม่อหันกลับไปมองกงซุนชาที่กำลังตะลึงงัน
“ก็มันเห็นได้ชัดว่า…”
ฉุนอวี๋เฉิงพอเห็นจั่วม่อก็ตื่นเต้นมากกว่าเดิม รีบพุ่งตรงเข้ามาหา “ศิษย์พี่ ศิษย์พี่!
สำเร็จแล้ว! เราทำสำเร็จแล้ว!”
จั่วม่อเหมือนพระพุทธสูงสองจั้ง มิอาจคลำศีษะท่าน* ต้องถามอย่างมึนงงว่า
“สำเร็จ? อะไรสำเร็จ?”
(*อุปมาว่าไม่รู้ ไม่เข้าใจว่าเป็นมาอย่างไรหรือเกิดอะไรขึ้น เหมือนจับต้นชนปลายไม่
ถูก)
“ผีเสื้อปราณ!” ฉุนอวี๋เฉิงแบมือ เห็นปั้ายหยกสามแผ่นอยู่ในมือมัน
ปั้ายบงการสัตว์ร้าย!
จั่วม่อตากระจ่างวูบ เสียงดังขึ้นโดยไม่รู้ตัว “ประสบความสำเร็จจริงๆ? ให้ข้าชมดู!”
ปั้ายบงการสัตว์ร้าย แผ่นหยกยาวสี่ชุ่น กว้างครึ่งชุ่น มีลวดลายเมฆมงคลอยู่ที่สี่มุม
ที่กลางแผ่นปั้าย เห็นตัวผีเสื้อนิ่งสนิท ถือไว้ในมือ จั่วม่อพลิกไปพลิกมา ชมดูทั้งสองด้าน
ซ้ำแล้วซ้ำอีก
“ที่แท้นี่คือปั้ายบงการสัตว์ร้าย!” กงซุนชาโยนปัญหาก่อนหน้านี้ทิ้งไปทันที รีบเข้า
มาร่วมมุงดูด้วย
จั่วม่อไม่ได้ดูแคลนความตื่นเต้นของกงซุนชา นี่ก็เป็นครั้งแรกที่มันได้เห็นปั้ายบงการ
สัตว์ร้ายเช่นกัน ไส้เดือนตลบดินและสัตว์ปราณอื่นๆ ที่มันเคยใช้ในอดีตล้วนระดับต่ำ
เกินไป ยังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะใช้ปั้ายบงการสัตว์ร้าย มีเพียงสัตว์ปราณระดับสูงเท่านั้น
ที่ต้องใช้ปั้ายบงการสัตว์ร้าย
ผนึกสัตว์ปราณไว้ในปั้ายหยก จากนั้นเจ้าของจะคอยกลั่นเกลาเชื่อมโยงจิตใจกับ
สัตว์ปราณในปั้ายหยก จนกระทั่งมันยอมรับเจ้าของ จึงจะสามารถบงการสัตว์ปราณได้
ดั่งใจปรารถนา ปั้ายบงการสัตว์ร้ายยังใช้เป็นที่พำนักของสัตว์ปราณอีกด้วย
“ผีเสื้อปราณสามตัวนี้ระดับอะไรบ้าง?” จั่วม่อยังคงพลิกปั้ายหยกเชยชมไม่ยอมวาง
ปั้ายบงการสัตว์ร้ายทั้งสามใบแม้มีรูปแบบคล้ายคลึงกัน แต่ทุกปั้ายล้วนมีเอกลักษณ์
เฉพาะตัว ปั้ายหนึ่งมีลวดลายหลากสีสัน ปั้ายหนึ่งเป็นสีฟั้าอ่อนทั้งแผ่น ส่วนปั้ายสุดท้าย
เป็นสีเทาขาว
ฉุนอวี๋เฉิงเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ “หลากสีเป็นระดับสามชั้นสุดยอด ส่วนอีกสอง
ตัวเป็นระดับสามชั้นยอด”
มองไปยังดวงตาเฝั้ารอคอยของอีกสองคน ฉุนอวี๋เฉิงหยิบปั้ายบงการสัตว์ร้ายทั้ง
สามจากมือจั่วม่อ เริ่มแนะนำโดยละเอียดว่า “ผีเสื้อหลากสีมีสามเวทวิชา เนตรสีรุ้ง พิษ
ลวงตา และแปรเปลี่ยนพิษ ล้วนเป็นเวทวิชาที่ข้าไม่เคยพบเห็นมาก่อน ดังนั้นไม่ทราบว่า
มีพลังเช่นไร ศิษย์พี่อาจจะต้องลองทดสอบด้วยตัวเอง สัตว์ปราณระดับสามที่สามารถใช้
เวทวิชาได้สามวิชา ย่อมต้องเป็นสุดยอดของระดับสามอย่างแน่นอน แต่สามวิชานี้แปลก
ประหลาดเสียจริง ผีเสื้อพิษตงฝูที่เป็นพ่อแม่พันธุ์เป็นแค่ผีเสื้อปราณระดับสองเท่านั้น
ไฉนผีเสื้อปราณตัวนี้จึงมีความสามารถด้านพิษเป็นหลัก…”
กล่าวไปกล่าวมา ฉุนอวี๋เฉิงค่อยๆ จมลงไปในภวังค์ความคิดส่วนตัว หลุดออกจากวง
สนทนาอีกครั้ง
จั่วม่อกับกงซุนชาหันมาสบตากันอย่างอับจนปัญญา นี่ย่อมไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกมัน
เผชิญสถานการณ์เช่นนี้ เจ้าคนบ้าฉุนอวี๋เฉิงผู้นี้คลั่งไคล้งมงายในการเลี้ยงสัตว์ สามารถ
หลุดออกจากหัวข้อสนทนา เข้าสู่โลกส่วนตัวได้ทุกเมื่อ
จั่วม่อกระแอมเบาๆ คำหนึ่ง
ฉุนอวี๋เฉิงคล้ายสะดุ้งตื่นจากความฝันของมัน เกาศีรษะอย่างขัดเขิน “อ้อ มาว่ากัน
ต่อเถอะ ผีเสื้อปราณสีฟั้าตัวนี้มีสองเวทวิชา แต่ทั้งสองวิชาเป็นเวทวิชาธาตุน้ำ ดูเหมือน
ไม่ค่อยแตกต่างจากผีเสื้อลายพิรุณที่เป็นพ่อแม่พันธุ์มากนัก แต่เห็นได้ชัดว่ามันไม่ใช่
ผีเสื้อลายพิรุณ แปลกจริงๆ …”
เห็นมันกำลังจะเข้าสู่ภวังค์ส่วนตัวอีกครั้ง กงซุนชารีบเตือน “แล้วตัวสุดท้ายเล่า?”
“อ้อ” ฉุนอวี๋เฉิงถูกดึงกลับมาอีกรอบ “ผีเสื้อสีเทาตัวนี้พิเศษเฉพาะยิ่ง มันมีเพียง
เวทวิชาเดียวเท่านั้น เนตรปราณ ผีเสื้อเทาตัวนี้เหมาะสมกับศิษย์น้องกงซุนเป็นที่สุด
เนตรปราณสามารถแยกแยะความเข้มข้นของปราณธรรมชาติ ใช้ในชำแหละสัตว์ปราณ
จะยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น!”
กงซุนชาพอฟัง ก็รีบคว้าปั้ายบงการผีเสื้อสีเทาจากมือฉุนอวี๋เฉิงอย่างไม่ลังเล ร้อง
บอกว่า “อันนี้เป็นของข้า”
จั่วม่อย่อมต้องเลือกปั้ายบงการสัตว์ร้ายหลากสี สำหรับสิ่งที่มันไม่เข้าใจ มันมักจะ
ปฏิบัติตามหลักเหตุผลที่เรียบง่ายที่สุด …เลือกราคาแพงไว้ก่อน
ฉุนอวี๋เฉิงกลับไม่ค่อยสนใจปั้ายบงการสัตว์ร้ายที่เหลืออยู่นัก “ปั้ายที่เหลือนี้เรา
น่าจะขายออกไป ระดับสามชั้นยอด สามารถขายได้ในราคาที่ดีงาม”
จั่วม่อขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นส่ายศีรษะ “ศิษย์น้อง ปั้ายนี้เจ้าสมควรเก็บไว้เอง
สถานการณ์ตอนนี้ชักไม่เข้าที หากเจ้ามีปั้ายนี้ติดตัว อย่างน้อยยังสามารถปั้องกันตัวเอง
ได้บ้าง”
“ถูกต้อง!” กงซุนชาสนับสนุนทันควัน
“ก็ได้” ฉุนอวี๋เฉิงพยักหน้า “แต่พลังบำเพ็ญเพียรของข้าต่ำเกินไป คิดกลั่นเกลา
เชื่อมโยงจิตใจกับปั้ายบงการสัตว์ร้ายนี้ เกรงว่าต้องใช้เวลาไม่น้อย”
“ต่อให้ใช้เวลานานเท่าใดก็คุ้มค่า” จั่วม่อกล่าว
“แล้วบ่อฟูมฟักสัตว์ร้ายนี่เล่า จะไม่เก็บเอาไว้แล้วหรือ?” ฉุนอวี๋เฉิงเข้าใจถึง
ความหมายในการกระทำของจั่วม่อ
“ไม่สมควรเก็บไว้” จั่วม่อสั่นศีรษะ “ทำลายมันเสียเถอะ เราจะปล่อยให้มันตกไป
อยู่ในมือคนอื่นไม่ได้”
ฉุนอวี๋เฉิงกับกงซุนชาต่างเงียบงันกันไป บรรยากาศก็กลายเป็นหนักอึ้งซึมเซา
เห็นศิษย์น้องทั้งสองสลดหดหู่ โดยเฉพาะฉุนอวี๋เฉิง จั่วม่อต้องปลอบโยน “อย่าห่วง
ไปเลย รอจนเราเสาะหาที่พำนักแห่งใหม่ได้ เราย่อมสามารถสร้างใหม่ได้ทุกเมื่อ”
ฉุนอวี๋เฉิงค่อยสีหน้าดีขึ้น เผยแววคาดหวังอยู่บ้าง
กงซุนชาพลันถาม “ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินเสียงกู่ร้อง ศิษย์พี่ใช่ฝั่าด่านหนิงม่ายสำเร็จ
แล้วหรือไม่?”
“เป็นข้าเอง” จั่วม่อผงกศีรษะ
สองศิษย์น้องกลายเป็นตื่นเต้นยินดีขึ้นมา สีหน้าปลอดโปร่งสดใส ความสลดหดหู่ใน
ใจถูกกวาดออกไปทันที
ฉุนอวี๋เฉิงกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “ประเสริฐยิ่ง! ศิษย์พี่เข้าสู่ด่านหนิงม่าย เช่นนี้ในยาม
ราตรีข้าก็สามารถนอนหลับได้อย่างสงบสุขแล้ว!” ระหว่างถ้อยคำเต็มไปด้วยความมั่นใจ
ในตัวจั่วม่อ
กงซุนชาไม่กล่าวอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ในดวงตาเป็นประกายสุกใส รอยยิ้มบน
ใบหน้าของมันดูร้ายกาจอย่างบอกไม่ถูก “รายได้ของเราระหว่างนี้ไม่เลวเลย ทุกวันมี
ผู้คนผ่านเข้ามาอย่างน้อยห้าสิบหกสิบคน บางวันมากถึงหนึ่งร้อยคน แต่ละคนต้องจ่าย
หนึ่งร้อยจิงสือระดับสาม นับๆ ดูแล้ว แต่ละวันมีรายได้อยู่ที่ราวๆ ยี่สิบชิ้นถึงสี่สิบชิ้นจิ
งสือระดับสี่!”
“ยี่สิบชิ้นถึงสี่สิบชิ้นจิงสือระดับสี่…” จั่วม่อสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ ความไม่
พึงประสงค์ทั้งมวล ความอึดอัดขัดข้องทั้งมวล และความโศกสลดหดหู่ทั้งมวล ล้วนปลิว
หายวับไปในบัดดล ตัวเลขอันน่าสะพรึงกลัวนี้ทำให้หัวใจน้อยๆ ของมันเต้นเร่าอย่าง
ร้อนแรง
เมื่อไม่นานมานี้เอง หนึ่งชิ้นจิงสือระดับสี่ยังเป็นจำนวนมหาศาลสำหรับมันอยู่เลย
อย่างที่คาดไว้ ช่วงเวลาอันวุ่นวายเป็นโอกาสแห่งความร่ำรวยจริงๆ!
แม้แต่หัวหน้ากองโจรลมดำอย่างจางห่าว ทั้งเนื้อทั้งตัวยังมีเพียงสิบกว่าชิ้นจิงสือ
ระดับสี่เท่านั้น แต่นั่นยังน้อยกว่ารายได้ประจำวันของจั่วม่อในตอนนี้เสียอีก!
ความปลาบปลื้มยินดีในโชควาสนาขนาดใหญ่โอบล้อมจั่วม่อเอาไว้ มันรู้สึกมั่งคั่ง
ร่ำรวยอย่างไม่เคยมีมาก่อนทั้งชีวิต!
จะว่าไป จิงสือสามารถกระตุ้นความหาญกล้าในใจผู้คน จั่วอความมั่นใจพุ่งพรวด
ขึ้นมาทันที กองทัพอสูรปิศาจมาถึงแล้วจะเป็นไร? ทุกวันนี้ มีตัวประหลาดใดที่ไม่ถูกทุบ
ตีจนตายด้วยจิงสือ!
“ฮี่ฮี่ จากการคำนวณของข้า นี่ยังเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น รออีกสักระยะหนึ่ง
กระแสการอพยพลี้ภัยจะไต่ขึ้นไปถึงจุดสูงสุด บรรดาซิวเจ่อที่จะผ่านทางมา ต่อให้
ประมาณการขั้นต่ำก็สมควรไม่น้อยกว่าวันละห้าร้อยคน” ใบหน้าอ่อนใสนุ่มนวลของกง
ซุนชาแย้มยิ้มเบาบางอย่างลี้ลับ ทำเอาฉุนอวี๋เฉิงถึงกับตัวเย็นเฉียบ
“ห้าร้อย…” จั่วม่อรู้สึกจิงสือจำนวนมากกำลังบินร่อนอยู่ตรงหน้า หัวใจของมันก็
ล่องลอยตามไปด้วย
หนึ่งคนจ่ายหนึ่งร้อยชิ้นจิงสือระดับสาม ห้าร้อยคน นั่นเท่ากับหนึ่งร้อยชิ้นจิงสือ
ระดับสี่… …
ไม่ว่าเวลานี้ราคาสินค้าจะทะยานขึ้นไปถึงเท่าใด หนึ่งร้อยชิ้นจิงสือระดับสี่ก็ยังคง
เป็นตัวเลขกำลังซื้ออันมหาศาลอยู่ดี
“อย่างไรก็ตาม จิงสือก้อนนี้ดูท่าจะยากลำบากอยู่บ้าง” กงซุนชากล่าวอย่างเนิบ
นาบ
ศีรษะอันร้อนรุ่มของจั่วม่อสะดุ้งตื่นในพริบตา “เป็นไร? ผู้ใดกล้าต่อต้านเรา?”
ขณะที่ถามเช่นนี้ สุ้มเสียงของมันอัดแน่นไปด้วยเจตนาสังหารล้นปรี่
“กลุ่มที่มีสมาชิกจำนวนมากอาจไม่ยินดีจ่ายค่าผ่านทาง” กงซุนชากล่าวอย่างรวบ
รัด
จั่วม่อพอฟังก็ฟืนคืนสติจากการถูกจิงสือทุบตีทันที ถูกแล้ว หากเป็นกลุ่มที่มีผู้คน
จำนวนมาก พวกมันย่อมไม่เต็มใจจ่ายค่าผ่านทาง หนึ่งร้อยชิ้นจิงสือระดับสาม สำหรับห
นิงม่ายอาจไม่นับเป็นอย่างไรได้ แต่สำหรับจู้จี นี่เป็นทรัพย์สินจำนวนมหาศาล
หากเป็นคนผู้เดียวอาจครั่นคร้ามต่อค่ายกลใหญ่บนเกาะและองครักษ์เกราะทอง แต่
หากเป็นผู้คนกลุ่มใหญ่ สถานการณ์ก็ไม่ง่ายที่จะควบคุมแล้ว
ในเรื่องของจิงสือ จั่วม่อกระตือรือร้นกว่าผู้ใด เก่งกล้ากว่าผู้ใด มิหนำซ้ำสมองยังคิด
คำนวณรวดเร็วกว่าผู้ใด
“นั่นง่ายดายยิ่ง เราจะจ้างเซียนกระบี่ด่านหนิงม่ายมาเป็นพวก หนึ่งร้อยชิ้นจิงสือ
ระดับสามต่อวัน ด้วยราคานี้ เราสามารถจ้างเซียนกระบี่ด่านหนิงม่ายได้มากมาย”
จั่วม่อหัวร่อเยาะ “ตอนนี้ข้าก็เป็นหนิงม่าย ข้ายังสามารถขยายค่ายกลขบวนใหญ่ได้อีก”
“ผู้ใดไม่จ่ายจิงสือ เกอจะบดขยี้ดวงวิญญาณมัน!” จั่วม่อกล่าวอย่างดุร้าย
กงซุนชาดวงตาเป็นประกาย ขณะที่ฉุนอวี๋เฉิงใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง
หงหยางเห็นเกาะเล็กๆ ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ค่อยระบายลมหายใจอย่างโล่งอก
ไม่ใช่แค่มันคนเดียว กระทั่งสิบผู้คุ้มกันที่ด้านหลังก็ถอนใจยาวพร้อมกัน การเดินทาง
ยาวนานเหน็ดเหนื่อยยิ่ง เมื่อมาถึงเกาะเล็กๆ แห่งนี้ พวกมันในที่สุดก็จะได้หยุดพักผ่อน
สักระยะ
“นั่นสมควรเป็นเกาะแมกไม้รกร้าง พวกเราสามารถใช้พื้นที่พักผ่อนฟืนฟูเรี่ยวแรง
อีกสองวันให้หลัง เราค่อยข้ามแม่น้ำอาณาจักร” หงหยางสั่งการ
สิบผู้คุ้มกันยังคงรายล้อมรอบกายเพื่อปกปั้องมัน ขณะที่ทั้งกลุ่มมุ่งหน้าลงไปยัง
เกาะแมกไม้รกร้าง
หงหยางเป็นผู้ดูแลร้านค้าของหอการค้าขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ถูกส่งไปประจำการยัง
อาณาจักรนภาจันทร์ มันได้รับคำสั่งจากหอการค้าอย่างปัจจุบันทันด่วน ให้นำจิงสือและ
ยุทธภัณฑ์เวทที่สำคัญทั้งหมดออกจากร้านค้าในอาณาจักรนภาจันทร์ แล้วให้มุ่งไปยัง
อาณาจักรขุนเขาน้อย
ทีแรกที่ได้รับคำสั่ง มันแทบคาดเดาว่ามีผู้ใดกลั่นแกล้งส่งคำสั่งปลอมมาหลอกลวง
มัน จนกระทั่งมันไปยืนยันด้วยตัวเอง ค่อยล่วงรู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นมันรีบนำ
สิบผู้คุ้มกันที่แข็งแกร่งที่สุดของร้าน ปลอมตัวเป็นชาวบ้านร้านตลาด หลบหนีไปยัง
อาณาจักรขุนเขาน้อยตามคำสั่ง
ขณะที่ทั้งขบวนบินเข้าใกล้เกาะแมกไม้รกร้าง พวกมันชะลอความเร็วลงโดยไม่รู้ตัว
ท่ามกลางท้องฟั้าเหนือเกาะแมกไม้รกร้าง เห็นดวงสุริยาสีทองแขวนสูงอยู่กลางนภา
เส้นใยสีทองนับไม่ถ้วนห้อยระย้า วงแหวนแสงมากมายแขวนเรียงรายอยู่บนกลุ่ม
เส้นด้ายสีทอง เปล่งเสียงระฆังติงๆ ตงๆ ออกมาเป็นครั้งคราว
ยังไม่ทันจะเข้าใกล้ หงหยางก็รู้สึกถึงพลังคุกคามอันอหังการน่าสะพรึงกลัวจากค่าย
กล
ค่ายกลอันร้ายกาจยิ่ง!
หงหยางตะลึงลาน มันไม่ใช่ชาวชนบทในอาณาจักรนภาจันทร์ เมื่อสามารถควบคุม
ธุรกิจการค้าทั้งหมดในอาณาจักรหนึ่ง สายตาของมันต้องเผ็ดร้อนแหลมคมอย่างไม่ต้อง
สงสัย
“อ๊า!” หนึ่งในผู้คุ้มกันจู่ๆ ก็อุทานเสียงดังอย่างตกใจ
“มีเรื่องอันใด?” หงหยางอดถามไม่ได้
“ค่ายกลนี้…มีส่วนคล้ายค่ายกลที่จั่วม่อใช้ในการประลองชุมนุมวิจารณ์กระบี่อยู่
บ้าง” ผู้คุ้มกันผู้นั้นขบคิดอยู่นาน ก่อนจะอธิบายว่า “แต่เหนือค่ายกลของจั่วม่อเป็นดวง
จันทร์ ของค่ายกลนี้กลับเป็นดวงอาทิตย์”
“จั่วม่อ…” หงหยางทวนชื่อนี้อยู่ในปาก หนึ่งในศิษย์ที่มีความสำเร็จสูงสุดของสำนัก
กระบี่สุญตา มันย่อมทราบเรื่องของคนผู้นี้ แต่ช่องทางข่าวสารของมันกว้างขวาง มันยัง
ทราบอีกด้วยว่าสำนักกระบี่สุญตาโยกย้ายไปยังอาณาจักรคลื่นเรืองรองแล้ว ศิษย์เอก
เช่นจั่วม่อแน่นอนว่าจะต้องไม่อยู่ในอาณาจักรนภาจันทร์
จะอย่างไรระมัดระวังไว้ย่อมดีที่สุด มันพกพายุทธภัณฑ์เวทกับจิงสือกองโตติดตัวมา
ด้วย เป็นธรรมดาที่ต้องระมัดระวังยิ่งกว่าผู้ใด ยิ่งไปกว่านั้น พลังสภาวะอ้นร้ายกาจของ
ค่ายกลไม่สามารถหลอกลวงผู้คน ไม่ว่าผู้ใดเป็นผู้ก่อตั้งค่ายกลขบวนนี้ก็ตาม เป็นที่แน่ชัด
ว่าบุคคลที่สามารถก่อตั้งค่ายกลอันร้ายกาจเยี่ยงนี้ ย่อมไม่ใช่บุคคลสามัญทั่วไป
“กลุ่มของพวกเราต้องการหยิบยืมพื้นที่พักผ่อนสักสองสามวัน ไม่ทราบว่าขอ
รบกวนได้หรือไม่” มันตะโกนถาม
“ยินดีต้อนรับ หนึ่งคนหนึ่งร้อยชิ้นจิงสือระดับสาม ขอบพระคุณที่อุดหนุน” สุ้ม
เสียงนุ่มนวลอ่อนโยนดังออกมาจากภายในค่ายกล
หนึ่งคนหนึ่งร้อยชิ้นจิงสือระดับสาม…
นี่มันการขูดรีด! จงใจขูดรีดกันชัดๆ!
สิบผู้คุ้มกันบันดาลโทสะทันที หนึ่งร้อยชิ้นจิงสือระดับสาม เป็นจำนวนมากพอที่จะ
ซื้อหายุทธภัณฑ์เวทระดับสามที่ดีๆ ได้อย่างสบาย! โดยเฉพาะหัวหน้าผู้คุ้มกัน กระบี่บิน
ถึงกับขึ้นมาอยู่ในมือมันเรียบร้อยแล้ว
หงหยางยังคงรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ ราคานี้แม้ถือว่าสูง แต่ก็ไม่ถึงขั้นที่มันจะ
ยอมรับไม่ได้เอาเสียเลย อีกฝั่ายเมื่อกล้าที่จะเรียกราคาสูงอย่างไม่กลัวเกรง แน่นอนว่า
ต้องมีที่ถือดี
“เช่นนั้นต้องขอรบกวนแล้ว!” หงหยางพยักหน้าอย่างไม่ลังเล
อีกฝั่ายดูคล้ายไม่กลัวว่ามันจะเปลี่ยนใจ ค่ายกลใหญ่ขยับเคลื่อนไหว เปิดเผย
ช่องทางเดินออกมา
“ข้าจะเข้าไปก่อน” หัวหน้าผู้คุ้มกันไม่ลืมเลือนหน้าที่ของมัน รีบก้าวออกมาอยู่
ด้านหน้าสุด ในหมู่ผู้คุ้มกันนับมันพลังบำเพ็ญเพียรลึกล้ำที่สุด จากผู้คุ้มกันทั้งสิบคน มี
สามคนอยู่ในด่านหนิงม่าย อีกเจ็ดคนอยู่ที่จุดสุดยอดของด่านจู้จี
ทุกคนทำท่าราวกับเผชิญกับศัตรูผู้ยิ่งใหญ่ สีหน้าของพวกมันตึงเครียด ขณะที่ก้าว
เดินเข้าไปในช่องทางเดินอย่างระมัดระวัง