สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 202 พวกมันมาแล้ว
จั่วม่อเล่นกับปั้ายบงการสัตว์ร้ายในมือ ผีเสื้อสีสันสดใสบินวนเวียนรอบตัวมัน
ฉุนอวี๋เฉิงตั้งชื่อผีเสื้อหลากสีตัวนี้ว่าผีเสื้อลายสายรุ้ง นับเป็นสัตว์เลี้ยงที่ดีที่สุดเท่าที่
มันเคยเลี้ยงดูมา
จั่วม่อสามารถรู้สึกได้ถึงความคิดจิตใจอันเลือนรางของผีเสื้อลายสายรุ้ง ความคิด
จิตใจนี้ยังอ่อนแอมาก เป็นภาพพร่าเลือนไม่ชัดเจน นี่เป็นลักษณะเฉพาะของสัตว์ปราณ
ระดับต่ำ สัตว์ปราณยิ่งระดับสูงขึ้นเท่าใด ยิ่งมีสติปัญญามากขึ้นเท่านั้น สัตว์ปราณ
ระดับสูงจริงๆ แทบไม่ต่างอันใดกับซิวเจ่อผู้หนึ่ง
ผีเสื้อลายสายรุ้งยังเป็นเพียงระดับสามเท่านั้น สติปัญญาของมันเพิ่งจะเริ่มต้นก่อตัว
เป็นธรรมดาที่จะมีข้อความมากมายซึ่งจั่วม่อไม่อาจเข้าใจได้
อย่างไรก็ตาม ผีเสื้อลายสายรุ้งตัวนี้ก็สามารถเข้าใจคำสั่งของจั่วม่อได้อย่างถูกต้อง
ทั้งยังเชื่องเชื่อเป็นอย่างยิ่ง บ่อฟูมฟักสัตว์ร้ายทีแรกสร้างขึ้นเพื่อทำกำไรจิงสือ แต่จั่วม่อ
คิดไม่ถึงว่าเวลานี้มันจะมีจิงสือไม่ขาดมือ ดังนั้นผีเสื้อปราณทั้งสามตัวนี้ก็เปลี่ยนจาก
สินค้าที่ใช้ค้าขาย เป็นนำมาใช้งานเอง
ในหมู่ผีเสื้อปราณทั้งสามตัว ผีเสื้อลายสายรุ้งนับว่ายอดเยี่ยมที่สุด มันมีทักษะติดตัว
ถึงสามเวทวิชา เนตรสีรุ้ง พิษลวงตา และแปรเปลี่ยนพิษ
จั่วม่อสั่งการให้ผีเสื้อลายสายรุ้งร่ายวิชาเนตรสีรุ้งออกมา ผีเสื้อลายสายรุ้งกระพือ
ปีกเบาๆ ละอองแสงสีรุ้งพร่างพรมลงบนร่างกายจั่วม่อ ดวงตามันพลันปกคลุมด้วยชั้น
แสงห้าสีอันบางเบา จั่วม่อรู้สึกโลกเบื้องหน้าแปรเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน
ทุกสรรพสิ่งในครรลองสายตามันกลายเป็นโลกสีเทาขาว
ผีเสื้อลายสายรุ้งส่งคำอธิบายอันเลือนรางมาให้ จั่วม่อค่อยเข้าใจ ที่เรียกว่าเนตรสีรุ้ง
เป็นดวงตาสำหรับตรวจจับพิษ สามารถใช้แยกแยะอันตรายของสิ่งที่มีพิษร้ายได้
จั่วม่อไม่ได้ฝึกฝีมือวิถีพิษ ดังนั้นเวทวิชานี้แทบไม่มีประโยชน์สำหรับมัน ทางเดียวที่
มันอาจจะพอใช้งานได้บ้างคือใช้ในการหลอมกลั่นโอสถ
เทียบกับเนตรสีรุ้งแล้ว พิษลวงตากลับน่าสนใจกว่ามาก พิษลวงตามีความสามารถ
ตามชื่อของมัน คือใช้สร้างภาพลวงตา จั่วม่อสนอกสนใจยิ่ง มันคิดถึงประโยชน์ใช้สอย
ของเวทวิชานี้ขึ้นมาได้ทันที หากมันอยู่ในขบวนค่ายกลลวงตา ลอบสอดแทรกพิษลวงตา
ลงไปสักสองสามชุด ไม่ว่าผู้ใดก็ยากจะแยกแยะภาพลวงตาหลากชนิดเหล่านี้ได้
แต่หากเทียบเวทวิชาทั้งสามชนิดของผีเสื้อลายสายรุ้ง วิชาที่จั่วม่อเห็นว่าสำคัญที่สุด
กลับเป็นวิชาที่สาม แปรเปลี่ยนพิษ! แทนที่จะเรียกแปรเปลี่ยนพิษว่าเวทวิชา มิสู้บอกว่า
เป็นพรสวรรค์ตามธรรมชาติ ตามคำอธิบายของฉุนอวี๋เฉิง ตราบเท่าที่ปั้อนอาหารพิษ
ให้แก่ผีเสื้อลายสายรุ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิษร้ายระดับสูงทั้งหลาย เมื่อสั่งสมไว้จนถึง
ระดับที่กำหนด ผีเสื้อลายสายรุ้งจะสามารถวิวัฒนาการตัวเอง เข้าสู่ระดับที่สูงขึ้น
เมื่อระดับสูงขึ้น สติปัญญาของผีเสื้อปราณก็จะเพิ่มสูงขึ้น กระทั่งอาจได้รับเวทวิชา
เพิ่มขึ้น แต่น่าเสียดายที่จั่วม่อไม่เคยสนใจเรื่องพิษ จึงไม่มีพิษร้ายระดับสูงติดตัวอยู่เลย
ทันใดนั้น จั่วม่อตาเบิกโพลง ตบหน้าผากตัวเอง มันหลงลืมไปได้อย่างไร? ไม่ใช่ว่า
ไฟหลอมเหลวขาวดำของมันก็มีพิษร้ายแรงหรอกหรือ? นั่นเป็นพิษร้ายที่ได้จากการแปร
สภาพเมล็ดบัวดำนิลกาฬระดับสี่
ไฟหลอมเหลวขาวดำระดับต่ำเกินไป จั่วม่อตกลงใช้ไฟอีกาทองคำเป็นไฟหลัก นี่
นับเป็นโอกาสอันดีที่จะแยกย่อยไฟหลอมเหลวขาวดำออกจากกัน นำสารพิษไปปั้อน
เป็นอาหารแก่ผีเสื้อลายสายรุ้ง ส่วนไฟก็ให้เป็นอาหารแก่เจดีย์น้อย แม้ว่าไฟหลอมเหลว
ขาวดำระดับไม่สูงนัก แต่จะอย่างไรยังคงเป็นเมล็ดพันธุ์ไฟชนิดหนึ่ง ค่อนข้างบริสุทธิ์ไม่
น้อย
แต่ก่อนหน้านั้นจั่วม่อจำเป็นต้องกระทำเรื่องราวหนึ่งให้แล้วเสร็จเสียก่อน นั่นคือ
หลอมสร้างกระบี่ผลึกน้ำแข็งคราม แท่งผลึกน้ำแข็งครามสามารถหลอมสร้างได้ด้วยไฟ
เย็นเท่านั้น ไฟอีกาทองคำแม้ระดับสูงกว่า แต่คุณสมบัติกลับไม่เหมาะสม
ชิ้นส่วนกระบี่ผลึกน้ำแข็งครามที่มันแปรสภาพไว้แล้วมีความยาวครึ่งฉื่อ รูปร่าง
คล้ายแท่งผลึก ยามเมื่อแสงตกสะท้อนไปตามเหลี่ยมมุมของแท่งผลึก งดงามตระการตา
ยิ่ง
สามวันให้หลัง กระบี่ผลึกน้ำแข็งครามก็ถือกำเนิด!
ตัวกระบี่เป็นแท่งน้ำแข็งสีฟั้าคราม ปลายกระบี่แหลมคมเป็นที่สุด คมมีด
ประกอบด้วยเหลี่ยมมุมนับร้อย ลอยอยู่กลางอากาศ รอบตัวกระบี่สร้างกลุ่มหมอก
ออกมาตามธรรมชาติ
จั่วม่อกำหนดจิตใจ กระบี่ผลึกน้ำแข็งครามพลันทะลวงเข้าไปในพื้น ทิ้งไว้เพียงหลุม
รูปกระบี่หลุมหนึ่ง รอบขอบหลุมเต็มไปเศษน้ำแข็งวาววับ เห็นได้ชัดเจนว่าเย็นเยียบถึง
เพียงไหน
ฝีมือการหลอมสร้างของจั่วม่อไม่สูงส่งนัก กระบี่น้ำแข็งครามเป็นเพียงระดับสี่ขั้นต่ำ
เท่านั้น อาจเป็นที่ไฟหลอมเหลวขาวดำก็ระดับต่ำเกินไป แทบไม่สามารถหลอมสร้าง
กระบี่บินออกมาเป็นระดับสี่ได้
แต่จั่วม่อไม่ได้ใส่ใจนัก ชุดกระบี่ห้าเจตจำนงเน้นการสอดประสานระหว่างกระบี่บิน
ที่มีคุณลักษณะแตกต่างกันห้าเล่ม
ต่อจากนั้นเป็นการแยกส่วนไฟหลอมเหลวขาวดำ จั่วม่อแม้ใช้ความคิดมากมาย แต่
พิษร้ายของเมล็ดบัวดำนิลกาฬผสานรวมกันเปลวไฟเป็นเวลานานแล้ว คิดแยกพวกมัน
ออกจากกัน ด้วยระดับพลังบำเพ็ญเพียรของจั่วม่อไม่สามารถกระทำได้ อย่างไรก็ตาม
มันคิดวิธีการอันชาญฉลาดออกมาได้ทันที นั่นคือปล่อยให้เจดีย์น้อยย่อยสลายแทน
เจดีย์น้อยในตอนนี้อีกเพียงนิดเดียวก็จะฝั่าเข้าไปยังระดับสี่ พลังควบคุมของมันดี
ขึ้นมาก มันสามารถควบคุมการย่อยสลายสิ่งที่ใส่ลงไปได้
ไฟหลอมเหลวขาวดำถูกแยกส่วนอย่างรวดเร็ว พิษบัวดำนิลกาฬในเปลวไฟแยกตัว
ออกมา สิ่งที่จั่วม่อไม่คาดคิดก็คือกลุ่มพิษของบัวดำนิลกาฬนี้กลับเป็นสารพิษล่องหน
เมื่อมันใช้พลังปราณห่อหุ้มกลุ่มพิษร้ายอย่างระมัดระวัง พลันต้องตกตะลึง พลัง
ปราณของมันถูกเผาผลาญไปอย่างรวดเร็ว
สมกับเป็นพิษบัวดำนิลกาฬระดับสี่อย่างแท้จริง!
เรื่องนี้ทำให้มันลังเลอยู่บ้าง ผีเสื้อลายสายรุ้งจะสามารถทานทนต่อพิษร้ายอัน
รุนแรงถึงเพียงนี้ได้หรือไม่?
แต่ในทันทีทันใด มันรู้สึกถึงความคาดหวังและเบิกบานใจของผีเสื้อลายสายรุ้ง ผีเสื้อ
ลายสายรุ้งกระพือปีกหลากสีของมันอย่างแผ่วเบา พลันบังเกิดวงกลมแสงล้อมรอบกลุ่ม
ก้อนพิษร้ายเอาไว้
วงกลมแสงหดตัวลงอย่างต่ำเนื่อง จนกระทั่งเลือนหายไปพร้อมกับพิษร้าย
จั่วม่อผิดหวังอยู่บ้าง ผีเสื้อลายสายรุ้งบนปีกของมันเพียงปรากฎเส้นสีดำขึ้นเท่านั้น
ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอื่นใดอีก เจดีย์น้อยกลืนกินเมล็ดพันธุ์ไฟเข้าไป แต่ก็ไม่มีสัญญาณ
ของความก้าวหน้าใด
ประเสริฐ ผู้คนไม่สามารถโลภมากเกินไป จั่วม่อพึมพำ
จากนั้นมันเริ่มดูดซับไฟอีกาทองคำ
บรรยากาศบนเกาะแมกไม้รกร้างทั้งตึงเครียดและกลัดกลุ้ม ทุกผู้คนใบหน้าหนักอึ้ง
ไม่กี่วันที่ผ่านมา มีซิวเจ่อหลายคนหนีตายออกมาจากแม่น้ำอาณาจักร
พวกมันเผชิญเข้ากับกลุ่มซิวเจ่อที่ร้ายกาจน่าสะพรึงกลัวยิ่ง คนกลุ่มนั้นเข่นฆ่าทุกคน
ที่พวกมันพบเห็น ซิวเจ่อจำนวนมากถูกฆ่าตายโดยไม่มีเวลาได้หลบหนี
เกาะแมกไม้รกร้างกลายเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาในทันที ซิวเจ่อหนีตายที่ได้รับ
บาดเจ็บเหล่านี้ไม่มีเรี่ยวแรงจะบินข้ามมหาสมุทรไร้ขอบเขต ได้แต่รั้งอยู่บนเกาะแมกไม้
รกร้างเท่านั้น ส่วนซิวเจ่อที่เดิมทีตั้งใจจะเดินทางข้ามแม่น้ำอาณาจักรไปยังฟาก
อาณาจักรขุนเขาน้อย เวลานี้กลับไม่กล้าผลีผลาม เปลี่ยนเป็นเฝั้ารอดูสถานการณ์อยู่บน
เกาะแมกไม้รกร้างเช่นเดียวกันกับกลุ่มคนที่ได้รับบาดเจ็บ
ซิวเจ่อบนเกาะแมกไม้รกร้างเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่มีผู้ใดกล้าก่อความวุ่นวาย
นอกจากจะครั่นคร้ามต่อสามองครักษ์เกราะทองแล้ว พวกมันยังเข้าใจกระจ่าง หากศัตรู
ร้ายกาจจริงๆ ค่ายกลขบวนใหญ่บนเกาะก็จะเป็นเครื่องปั้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดของพวก
มัน
เมื่อไม่มีบ่อฟูมฟักสัตว์ร้าย ฉุนอวี๋เฉิงก็ว่างงานพอๆ กับกงซุนชาสมัยก่อน ใบหน้า
มันเต็มไปด้วยความวิตกกังวล”บนเกาะมีซิวเจ่อมากกว่าหกร้อยคน ทั้งยังมีชนชั้นหนิง
ม่ายมากกว่ายี่สิบคน ศิษย์พี่ยังปิดด่านฝึกตนอยู่เลย หากมีอะไรเกิดขึ้น เกรงว่าจะไม่ดี
แล้ว…”
“กลัวอันใดเล่า?” กงซุนชาแย้งอย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นลดเสียงกล่าวอย่างไร้หัวจิต
หัวใจ”หากเห็นท่าไม่ดี เราก็แค่หลบหนีไปเท่านั้น”
“หนีไปยังที่ใด! เจ้าบอกมา กลุ่มคนที่อยู่ในแม่น้ำอาณาจักรเสียสติกันไปแล้วหรือไร?
พวกมันฆ่าทุกคนที่พบเห็น! ช่างไม่เกรงกลัวกฎหมายกันเสียบ้างเลย!” ฉุนอวี๋เฉิงเดือด
ดาลในนามของความยุติธรรม
กงซุนชาหยอกล้อกับผีเสื้อสีเทา กล่าวอย่างเกียจคร้านว่า
“สวรรค์เท่านั้นที่รู้ คาดว่าคงเป็นกลุ่มคนเสียสติที่คิดอะไรไม่ออกกระมัง”
ทันใดนั้น ฝูงชนบนเกาะพลันแตกตื่นฮือฮา ทั้งคู่หยุดโต้เถียงกันอย่างฉับพลัน รีบลุก
ขึ้นยืน
ในท้องนภาห่างไกลออกไป ปรากฎกลุ่มจุดสีดำมากมายนับไม่ถ้วน
ฉุนอวี๋เฉิงสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ ใบหน้าซีดเผือด ชี้ไปยังกลุ่มจุดดำบน
ท้องฟั้า กล่าวเสียงสั่นสะท้าน”นั่น…นั่นมันอะไรกัน?”
กงซุนชาก็นิ่งอึ้งอยู่กับที่ สีหน้าตื่นตะลึง
เหล่าจุดสีดำหนาแน่นแออัดบินตรงมายังเกาะแมกไม้รกร้างด้วยระดับความเร็วอัน
น่าตระหนก ราวกับกลุ่มเมฆดำถาโถมคลี่คลุมท้องฟั้าอย่างเฉียบพลัน แผ่ซ่านสภาวะ
กดดันจนแทบหายใจไม่ออก พวกมันเข้าประชิดเกาะแมกไม้รกร้างในระยะยี่สิบลี้โดย
ปราศจากสุ้มเสียง
“อสูร…อสูรปิศาจ…”
ไม่ทราบว่าผู้ใดเค้นถ้อยคำอันสั่นพร่านี้ออกมา มันราวกับประกายไฟหล่นลงไปในโถ
น้ำมัน เกาะแมกไม้รกร้างที่เงียบเสมือนตาย ทันใดนั้นแตกระเบิดขึ้น
“อสูรปิศาจ…” ฉุนอวี๋เฉิงแข้งขาอ่วนยวบ ทรุดแปะลงกับพื้น
กงซุนชาในดวงตามีแววหวาดหวั่นพรั่นพรึง แต่ในไม่ช้า ความหวาดกลัวก็
แปรเปลี่ยนเป็นความกระหายใคร่รู้
คนเหล่านี้คืออสูรปิศาจหรือ?
ไม่ใช่แค่มันที่มีความคิดเช่นนี้ อันที่จริง หลายคนบนเกาะแมกไม้รกร้างก็ผุดความคิด
นี้ขึ้นอย่างไม่ได้ตั้งใจ
นอกจากผิวสีเขียวเข้มที่ดูแปลกประหลาดอยู่บ้าง กลุ่มอสูรปิศาจบนท้องฟั้าก็คล้าย
ไม่มีสิ่งใดแตกต่างจากเหล่าซิวเจ่อ บนศีรษะของพวกมันมีชิ้นผลึกฝังอยู่บนหน้าผาก
ผลึกเหล่านั้นทั้งหลากสีสันและหลายรูปทรง แตกต่างกันไปหมด พวกมันส่วนใหญ่รูปร่าง
โปร่งบางสะโอดสะอง ทั้งบุรุษสตรีล้วนหล่อเหลางดงามผิดธรรมดา
“นี่คืออสูรปิศาจหรือ? ไร้ที่ติจริงๆ!” กงซุนชาจุ๊ปาก พลางเกาคาง”โอ้ แทบจะหล่อ
เหลาเทียบเท่าข้าทีเดียว นั่นไม่ค่อยดีเท่าไร”
อย่างไรก็ตาม มันกลายเป็นพูดไม่ออกอย่างกะทันหัน
เห็นอสูรปิศาจบนท้องฟั้า ก้าวรุดหน้าเข้ามาสามลี้อย่างรวดเร็ว
ทุกผู้คนแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝั่อ
ผู้คนเพิ่งค้นพบว่าเหล่าอสูรปิศาจผิวเขียวเข้มบนฟากฟั้า ขณะที่เคลื่อนที่ยังเป็น
ระเบียบร้อยร้อยถึงที่สุด แถวตรงแน่วอย่างกับวัดด้วยบรรทัดเหล็ก ในระหว่างการบิน
รุดหน้า กองทหารทั้งหมดไม่มีร่องรอยของความสับสนวุ่นวายแม้แต่น้อย เป็นระเบียบ
เรียบร้อยเสียจนน่ากลัว
หากหลายสิบคนมีท่วงท่าเช่นนั้น ผู้คนจะรู้สึกว่านี่ไม่มีอะไรสำคัญ แต่เมื่อหลายพัน
คนเป็นระเบียบเรียบร้อยถึงเพียงนี้ กลับก่อเกิดแรงกดดันที่มองไม่เห็นขึ้นมา ทุกผู้คน
ราวกับว่ามีก้อนหินหนักพันจินกดทับอยู่บนแผ่นอก แตกตื่นจนขวัญหนีดีฝั่อ สุ้มเสียง
จอแจทั้งหมดเงียบกริบไปทันที ทุกคนคล้ายถูกรัดคออย่างเฉียบพลัน
“ยอดเยี่ยมจริงๆ” กงซุนชาพึมพำ ดวงตาเป็นประกาย จากนั้นมองไปยังบรรดาผู้คน
บนเกาะที่กำลังตื่นตระหนกอย่างเห็นอกเห็นใจ อดถอนหายใจออกมาไม่ได้
“ส่วนทางนี้ก็กลุ่มกเฬวรากหกร้อยคน!”
ทั้งสองฝั่ายแตกต่างกันมากเกินไป ในหมู่ผู้คนนับพันของฝั่ายตรงข้าม ไม่มีผู้ใดกล่าว
วาจา ทุกคนเงียบกริบเสมือนตาย จ้องมองตรงแน่วนิ่ง ส่วนเหล่าซิวเจ่อบนเกาะกลับ
แตกตื่นลนลานประดุจฝูงไก่ไร้หัว
“เตรียมตัวหนีเอาชีวิตรอด” กงซุนชาหันไปเตือนฉุนอวี๋เฉิง
“แล้วศิษย์พี่เล่า?” ฉุนอวี๋เฉิงถามด้วยสีหน้าว่างเปล่า
“รีบตามหามัน” กงซุนชาตอบ
“ข้าอยู่ที่นี่” จั่วม่อไม่ทราบปรากฎตัวอยู่ด้านหลังพวกมันตั้งแต่เมื่อใด
“รีบหนีเถอะ” กงซุนชาผายมือไปยังจั่วม่อ
จั่วม่อลอบฝึนยิ้ม นึกไม่ถึงว่ามันเพิ่งจะออกจากปิดด่านฝึกตนก็เผชิญกับเรื่องนี้เข้า
มันทราบดีว่ากงซุนชากล่าวไม่ผิด แม้ว่าบนเกาะจะมีซิวเจ่อกว่าหกร้อยคน แต่ก็เป็นเพียง
กลุ่มกเฬวรากที่สุมๆ กันมาเท่านั้น
มองไปยังกองทหารที่เป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างน่ากลัว จั่วม่อในใจอัดแน่นไปด้วย
ความรู้สึกไร้อำนาจ ความแตกต่างในด้านพลังระดับนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ค่ายกลจะสามารถ
ชดเชยได้
“พวกมันเป็นอสูรปิศาจจริงๆ?” ฉุนอวี๋เฉิงยังคงมึนงงอยู่บ้าง กงซุนชาก็ใช้สายตา
อยากรู้อยากเห็นจ้องมองจั่วม่อ
“อา เป็นเผ่าอสูร ไม่ใช่เผ่าปิศาจ” จั่วม่อผงกศีรษะรับ”ส่วนใหญ่เป็นอสูรบริวารภูต มี
อสูรแยกราตรีอยู่บ้าง”
“อสูรบริวารภูต? อสูรแยกราตรี?” กงซุนชาสีหน้าสนอกสนใจยิ่ง สำหรับพวกมัน
อสูรปิศาจเป็นเผ่าพันธุ์สัตว์ประหลาดที่อยู่ห่างไกลมาก
“อสูรชั้นต่ำเรียกว่าอสูรน้อย (เสี่ยวเยา) ก็ประมาณเลี่ยนชี่ของเรากระมัง ระดับ
ถัดไปเป็นอสูรบริวารภูต พอๆ กับจู้จีของเรา ส่วนอสูรแยกราตรีเทียบเท่าหนิงม่ายของ
เรา” จั่วม่ออธิบายอย่างเรียบง่าย
“น่ากลัวเหลือเกิน แล้วเราไม่สามารถรักษาที่นี่เอาไว้หรือ?”
ฉุนอวี๋เฉิงถามอย่างร้อนรน
กงซุนชาสั่นศีรษะ แต่ไม่ได้กล่าว จั่วม่อฝึนยิ้ม “เกรงว่าจะรักษาเอาไว้ไม่ได้เสียแล้ว
อสูรปิศาจมุ่งเน้นการเข่นฆ่า ตั้งแต่ถือกำเนิดขึ้นมาก็ต้องเผชิญกับการต่อสู้ ชีวิตความ
เป็นอยู่ของพวกมันโหดร้ายกว่าพวกเรามาก ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าลองชมดูขบวนทัพของ
พวกมันเถอะ เทียบกับฝั่ายเราที่มีเพียงไพร่พลแตกตื่นกับวีรบุรุษกระจัดกระจาย พวก
เราไม่ใช่คู่มือของพวกมันเลย”
“เช่นนั้นเราจะทำอย่างไรเล่า?” ฉุนอวี๋เฉิงใบหน้าเปลี่ยนเป็นซีดเผือดอีกครั้ง
“หนี!” จั่วม่อขบกรามแน่น เค้นเสียงลอดไรฟันอย่างขุ่นแค้นชิงชัง
ในใจมันเต็มไปด้วยความเศร้าโศก
วันเวลาอันดีงามของการนั่งเก็บเงินสิ้นสุดลงเสียแล้ว…