สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 203 ข้อเสนอของกงซุนชา
“คุณหนูขอรับ เกาะนี้อยู่ในตำแหน่งอันดีเลิศ เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งสำหรับเฝั้าระวัง
ปั้องกันแม่น้ำอาณาจักร…” บุรุษกลางคนกล่าวอย่างนอบน้อม
“นั่นเป็นค่ายกลของซิวเจ่อหรือ?” สตรีนางนั้นไม่ตอบ กลับถามไปอีกทาง นางจ้อง
มองห่วงแสงที่ราวกับดวงอาทิตย์เหนือเกาะ
“ใช่ขอรับ คุณหนู” บุรุษกลางคนตอบคำ แล้วทำท่าอึกอักคล้ายอยากจะกล่าวกระไร
ต่อ สุดท้ายก็กลืนคำพูดอื่นกลับลงไป
“โอ้” สตรีนั้นกล่าวเบาๆ “ลองตรวจสอบดูก่อนว่ามีเปั้าหมายที่น่าสงสัยในหมู่พวกมัน
หรือไม่ หากไม่มี ก็ไล่ต้อนพวกมันออกไปเถอะ”
“ขอรับ!” บุรุษกลางคนรับคำสั่งทันที
“เจ้าช่างมีเมตตานัก” บุรุษที่ด้านข้างกล่าวแดกดัน มันผู้นี้ยืนกลางกองทัพประหนึ่ง
กระเรียนกลางฝูงไก่ คนคล้ายเปลวไฟอันร้อนแรงหอบหนึ่ง บนหน้าผากประดับชิ้นผลึก
สีแดงเพลิง
กวาดตามองบุรุษกระด้างกระเดื่องผู้นั้นแวบหนึ่ง สตรีนางนั้นสงบเยือกเย็นยิ่ง
“เหยียนฟง หุบปากของเจ้าเสียเถอะ”
(*เหยียน –ไฟ ฟง – ยอดเขา เป็นฟงคำเดียวกับฟูั่ฟง)
เหยียนฟงยิ้มเยาะ “เหล่าซิวเจ่อบนเกาะเป็นเพียงพวกกเฬวราก มอบทหารให้แก่ข้า
สักห้าร้อยคน ข้าจะกวาดล้างพวกมันให้ราบคาบ! หากเจ้าปล่อยให้พวกมันจากไปเช่นนี้
ไยมิใช่ให้ความสะดวกดายแก่พวกมันเกินไป?”
สตรีนางนั้นไม่หวั่นไหว “หน้าที่ของเราคือหาคน”
เหยียนฟงทำท่าตื่นเต้นขึ้นมาอย่างฉับพลัน”มู่ซี เจ้าลืมแล้วหรือว่าซิวเจ่อเป็นศัตรู
ของเรา! ยิ่งฆ่าพวกมันได้มากเท่าไร ศัตรูของเราก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น…”
(มู่ – ไม้,ต้นไม้ ซี- ความหวัง,ปรารถนา)
มู่ซีสุ้มเสียงพลันเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ “ใต้เท้าเหยียนฟง โปรดระมัดระวังน้ำเสียง
ของเจ้าด้วย นี่เจ้ากำลังกล่าววาจากับผู้บังคับบัญชาโดยตรงของเจ้าอยู่ ข้าขอเตือน หาก
ครั้งหน้ายังล้ำเส้นอีก อย่าได้ตำหนิว่าข้าลงโทษเจ้าตามกฎของกองทัพ!”
เหยียนฟงขุ่นแค้นจนดวงตาลุกเป็นไฟ โชคยังดีที่สติสัมปชัญญะเสี้ยวสุดท้ายช่วยให้
มันยับยั้งชั่งใจเอาไว้ได้ มันทราบดีว่าสตรีตรงหน้าพูดจริงทำจริงเสมอ
องค์ประกอบของเผ่าอสูรนั้นซับซ้อนยิ่ง พวกมันมีกลุ่มชาติพันธุ์มากมายและ
หลากหลาย แตกต่างจากการสืบพันธุ์ของพวกมนุษย์ อสูรถือกำเนิดจากธรรมชาติ ก่อตัว
ขึ้นจากการดูดซับปฐมปราณแห่งฟั้าดิน เฉกเช่นมู่ซี นางมาจากชาติตระกูลอันยิ่งใหญ่ใน
หมู่อสูร ตระกูลไม้ (มู่) คนในตระกูลนี้ล้วนถือกำเนิดจากมวลพฤกษา ส่วนเหยียนฟงมา
จากสาขาภูเขาตะวันตกรกร้างของตระกูลไฟสวรรค์ การสืบพันธุ์ของตระกูลไฟไม่ได้
รุ่งเรืองเท่าตระกูลไม้ ดังนั้นคนในตระกูลเพลิงมีจำนวนไม่มาก แต่พวกมันเป็นนักสู้โดย
กำเนิด อารมณ์รุนแรงและห้าวหาญชำนาญศึก
ตระกูลไม้ ตระกูลไฟ ตระกูลทอง ตระกูลน้ำ และตระกูลดิน นับเป็นเป็นห้าตระกูล
ใหญ่แห่งเผ่าอสูร แต่นอกจากนั้นก็ยังเต็มไปด้วยกลุ่มชาติตระกูลเล็กๆ ดุจเม็ดทราย
มากมายเหลือคณานับ เนื่องจากมีกลุ่มชาติพันธุ์จำนวนมาก ทุกๆ ยี่สิบสามสิบปี ยังจะมี
กลุ่มชาติพันธุ์เล็กๆ เกิดขึ้นใหม่ โครงสร้างทางสังคมของเผ่าอสูรจึงเป็นปึกแผ่นและ
โปร่งใสยิ่ง
ระบบโครงสร้างที่โปร่งใสและสมบูรณ์นี้ราวกับปลาหมึกยักษ์ ยื่นหนวดของมันเข้า
ไปยังทุกซอกทุกมุม นอกจากนี้ยังเป็นระบบที่เกิดขึ้นมาจากเหล่าผู้อาวุโสที่ทรงพลัง
อำนาจและมีจิตปณิธานอันยิ่งใหญ่ ช่วยให้เผ่าอสูรฟึนตัวอย่างรวดเร็ว
ยกตัวอย่างเช่นมู่ซี นางเป็นคนรุ่นเยาว์ที่มีความสำเร็จสูงสุดในตระกูลไม้ แม้ว่าพลัง
บำเพ็ญเพียรของนางไม่ได้ล้ำเลิศ แต่นางก็เริ่มรับตำแหน่งสำคัญตั้งแต่แรก
ส่วนเหยียนฟงแม้พลังฝีมือร้ายกาจไร้คู่มือเปรียบติด กระทั่งยังแข็งแกร่งกว่ามู่ซีเสีย
อีก แต่เนื่องจากการทะเลาะวิวาทในกองทัพ มันจึงถูกลงโทษ และถูกส่งมาอยู่ใต้บังคับ
บัญชาของมู่ซี
ในความเป็นจริง ทั้งคู่ยังเป็นสหายร่วมชั้นเรียน แต่ก็มักจะขัดแย้งกันเสมอ
จั่วม่อพบว่าตัวเองไม่ได้ประสาทเสียแต่อย่างใด มันแปลกใจอยู่บ้าง ดูเหมือนว่าการ
ต่อสู้ฆ่าฟันจะสามารถเคี่ยวกรำผู้คนจนกระด้างเย็นชาจริงๆ
อย่างไรก็ตาม ประโยคเดียวของผูเยากลับทำให้มันร้อนรนกระวนกระวายขึ้นมา
ทันที “พวกมันมาหาเจ้า”
“หาข้า?” จั่วม่อปากอ้าตาค้าง
“ดาวพร่างกลางทิวา เป็นเจ้าสะกิดเตือนพวกมันเอง” ผูเยาสงบเยือกเย็นยิ่ง ทำให้
จั่วม่อค่อยคลายความวิตกกังวลลงไปบ้าง
“ดาวพร่างกลางทิวา ที่แท้เป็นเรื่องราวใดกันแน่?” จั่วม่อถามคำถามที่ซ่อนอยู่ในใจ
มาเป็นเวลานาน
“ไม่มีใด เพียงแค่อสูรปิศาจที่ทรงอำนาจบางตนหยิบยืมพลังดวงดาวเพื่อรักษา
อาการบาดเจ็บสาหัส เป็นเหตุให้เกิดดาวพร่างกลางทิวาขึ้น” ผูเยาตอบเสียงราบเรียบ
“นั่นก็คือเจ้า?”
ผูเยาแย้มยิ้มเย็นเยียบ “ไม่เกี่ยวกับข้า!” จากนั้นขมวดคิ้ว
“แต่เรื่องนี้ก็น่ารำคาญอยู่บ้าง”
“เจ้าก็เป็นอสูรไม่ใช่หรือ? ไม่ใช่ว่าเจ้ากับพวกมันสมควรเป็นพวกเดียวกันหรอก
หรือ?” จั่วม่อไม่ค่อยเข้าใจท่าทีของผูเยานัก อย่างไรก็ตาม หากดาวพร่างกลางทิวาไม่ใช่
ฝีมือของผูเยาแล้วจะเป็นผู้ใด? ใช่เป็นปั้ายหินสุสานหรือไม่?
ผูเยาไม่ชมชอบซิวเจ่อ เรื่องนี้จั่วม่อพอเข้าใจได้ แต่ไฉนกระทั่งเผ่าอสูรผูเยาก็ไม่
ชมชอบไปด้วยเล่า นี่ทำให้จั่วม่องุนงงยิ่ง
“พวกมันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดกับข้า” ผูเยาใบหน้าเย็นชา
จั่วม่อเห็นว่าผูเยาคล้ายไม่ต้องการกล่าวถึงเรื่องเหล่านี้ พลันเปลี่ยนหัวข้ออย่างรู้
ความ “เจ้ามีคำชี้แนะดีๆ บ้างหรือไม่?”
“ดูเหมือนโชคของเจ้าจะไม่เลวเลย ผู้มาเป็นคนตระกูลไม้” ผูเยาเหลือบมองขบวน
ทัพอสูรอันเคร่งครัดบนท้องฟั้า “คนตระกูลไม้มักไม่ชมชอบการต่อสู้”
“ตระกูลไม้?” จั่วม่อกระหายใคร่รู้ยิ่ง อย่าได้เห็นว่ามันเพิ่งจะเอ่ยปากเล่าเรื่อง
เกี่ยวกับอสูรน้อย แต่ที่แท้เป็นเพียงแค่ฟังมาจากปากผูเยาเท่านั้น มันไม่คุ้นเคยกับอสูร
ปิศาจสักนิด ยามนี้เมื่อเห็นว่าคงไม่อาจหลีกเลี่ยงความขัดแย้งกับอสูรปิศาจได้อีก
สามารถเรียนรู้เกี่ยวกับพวกมันได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งเป็นประโยชน์สำหรับมันมากเท่านั้น
“เป็นตระกูลใหญ่แห่งหนึ่ง แต่ก็มีสาขามากมาย ถือกำเนิดขึ้นจากมวลพฤกษา”
ผูเยาบอกเล่าอย่างรวบรัด
“อ้อ…” จั่วม่อผงกศีรษะรับรู้ แต่ที่จริงไม่เข้าใจสักนิด ถือกำเนิดจากมวลพฤกษาคือ
อะไร? แต่มันทราบดีว่าผูเยาต้องไม่อดทนอธิบายให้ฟังอย่างแน่นอน
ทันใดนั้น จั่วม่อสัมผัสได้ถึงคลื่นจิตสำนึกอันเข็มแข็งสายหนึ่ง
“ฮะ!” มันอดสะท้านใจไม่ได้ จิตสำนึกอันทรงพลังกระไรปานนี้!
คลื่นจิตสำนึกระลอกนี้ส่งมาจากฝั่ายตรงข้าม กวาดสำรวจไปทั่วทั้งเกาะแมกไม้รก
ร้าง ก่อนหน้านี้จั่วม่อลำพองในพลังแห่งจิตสำนึกของมันยิ่ง มันแทบไม่เคยพบพานซิว
เจ่อคนใดมีพลังจิตสำนึกเข้มแข็งกว่ามันมาก่อน
แต่จิตสำนึกระลอกนี้กลับเหนือล้ำกว่ามันไม่น้อย
“พวกมันกำลังค้นหาเจ้า น่าเสียดาย ก็เพียงแค่อสูรแยกราตรีเท่านั้น คิดว่าตัวเองมี
ความสามารถมากแค่ไหนกัน!” ผูเยายิ้มหยัน
มันคล้ายเข้าใจว่าจั่วม่อกำลังครุ่นคิดอันใด จึงกล่าวว่า”นี่เป็นเรื่องธรรมดา พวกมัน
เกิดมาก็ฝึกปรือเพียงจิตสำนึกมาโดยตลอด ย่อมไม่ใช่สิ่งที่สินค้าครึ่งๆ กลางๆ อย่างเจ้า
จะเปรียบเทียบได้”
ผูเยายิ่งกล่าวยิ่งติดลมโดยไม่รู้ตัว “การบำเพ็ญเพียรจิตสำนึกของเผ่าอสูร อาจ
แบ่งแยกได้ตามระดับพลังจิตสำนึก ยังพิถีพิถันมากกว่าพวกเจ้าเหล่าซิวเจ่อเสียอีก ซิงหั่ว
ฮั่วอู่ จ่งหุน หยินเสิน เยาฝูั่ ลิ่วหลุน และเทียนม่าย สำหรับเจ้าอยู่ในด่านฮั่วอู่ ส่วนผู้ที่
ทรงพลังที่สุดในหมู่พวกมันบรรลุด่านจ่งหุนแล้ว แม้ว่าจิตวิญญาณของพวกมันยังอ่อนแอ
แต่สามารถเชือดเจ้าทิ้งได้อย่างง่ายดาย”
(ซิงหั่ว – ไฟดารา ฮั่วอู่ – แปรเปลี่ยนแก่นแท้ จ่งหุน – เมล็ดพันธุ์จิตวิญญาณ หยิน
เสิน – วิญญาณหยิน เยาฝูั่ – ตำหนักอสูร ลิ่วหลุน – หกวัฎฎะ เทียนม่าย – ชีพจรฟั้า
ระดับพลังพวกนี้จะนำไปแสดงไว้ในบทที่ 0 )
“ฮั่วอู่?”
“ถูกต้อง เมื่อไฟดาราเต็มปรี่ แก่นแท้จะแปรเปลี่ยน สำแดงเป็นตัวตน เมล็ดพันธุ์ก่อ
เกิดในหัวใจ งอกเงยออกมาเป็นจิตวิญญาณ จิตวิญญาณกลายเป็นวิญญาณหยิน
วิญญาณหยินเปิดตำหนักอสูร … อืม จิตสำนึกด่านฮั่วอู่ อ้อ ใช่แล้ว หัตถ์ใบไม้ของเจ้า
เป็นด่านฮั่วอู่”
“จิตสำนึกสำแดงเป็นตัวตนได้ด้วยหรือ?” จั่วม่อถาม
“เหลวไหล นั่นง่ายดายยิ่ง เรื่องแค่นี้ยังต้องถามอีกหรือไร?” ผูเยาชายตามองอย่างดู
ถูก “อย่างไรก็ตาม เจ้าเพิ่งจะเข้าสู่ด่านฮั่วอู่ ยังห่างไกลจากด่านจ่งหุนอีกมาก”
“เมล็ดพันธุ์ก่อเกิดในหัวใจของด่านจ่งหุนเป็นเรื่องราวใด?” จั่วม่อถามอย่างช่วยไม่ได้
แค่ฟังดูก็รู้สึกศีรษะพองโต
“ถึงเวลาเจ้าก็รู้เอง” ผูเยาใกล้หมดความอดทนเต็มที
“แล้วตอนนี้ทำอย่างไรดี?”
“แก้ปัญหาด้วยตัวเจ้าเองเถอะ” ผูเยาหมดความอดทนในที่สุด หายวับไปทันที
“พวกมันกำลังจะโจมตีแล้ว” วาจาของกงซุนชาดึงสติสัมปชัญญะของจั่วม่อกลับมา
ท่วงท่าเตรียมโจมตีของอีกฝั่ายชัดแจ้งจนแม้แต่คนปัญญาอ่อนยังสามารถมองเห็น
ได้ จั่วม่ออดตึงเครียดขึ้นมาไม่ได้ สองมือคว้าตัวกงซุนชากับฉุนอวี๋เฉิงไว้คนละข้าง ลด
เสียงเบาลงว่า “เตรียมตัวหลบหนี”
“หนีไปยังที่ใด?” ฉุนอวี๋เฉิงคล้ายสมองไม่สั่งการเสียแล้ว
กงซุนชาโพล่งขึ้นมาอย่างกะทันหัน “ไปทางแม่น้ำอาณาจักร!”
“แม่น้ำอาณาจักร? ไปยังอาณาจักรขุนเขาน้อยหรือ?”
จั่วม่อประหลาดใจยิ่ง”นั่นไม่เท่ากับพาตัวไปลงร่างแหด้วยตัวเอง?”
“มหาสมุทรไร้ขอบเขตนั้นกว้างใหญ่และไม่มีที่สิ้นสุด อาจต้องใช้เวลาหลายเดือน
กว่าจะเจอแผ่นดินสักผืน หากไปทางอื่น เราจะไม่มีสถานที่ให้ซ่อนตัว”
กงซุนชาแยกแยะอย่างเยือกเย็น ดวงตาทอแววร้อนระอุ”เมื่อถึงเวลา คนบนเกาะจะ
แตกฮือกระจัดกระจายกันไป เราจะสวนไปในทิศทางตรงกันข้าม ทะลวงฝั่าไปอย่าง
รวดเร็ว แน่นอนว่าพวกอสูรจะไม่ทันคาดคิด”
“แต่อสูรพวกนี้มาจากทางอาณาจักรขุนเขาน้อย อาณาจักรขุนเขาน้อยจะต้องพินาศ
ย่อยยับไปแล้วแน่ๆ หากเราสวนทางไปยังอาณาจักรขุนเขาน้อย เราจะหนีไม่รอดนะ”
ฉุนอวี๋เฉิงหวาดกลัวข้อเสนอของกงซุนชายิ่ง หวาดกลัวเสียจนได้สติขึ้นมาถกเถียง
ทันเวลาทีเดียว
“นั่นก็ไม่แน่นัก” กงซุนชาสั่นศีรษะ”หากอาณาจักรขุนเขาน้อยพินาศจริง สิ่งที่มาถึง
ที่นี่จะต้องไม่ใช่กองทัพอสูรจำนวนน้อยนิดเพียงเท่านี้แน่”
“นี่ยังเรียกว่าจำนวนน้อยนิด?” ฉุนอวี๋เฉิงถามเสียงหลง พลางชี้ไปยังกองทัพอสูรอัน
เคร่งครัดเป็นระเบียบบนฟากฟั้า
“สำหรับพวกเรา อาจมองว่าเป็นจำนวนมาก แต่หากพวกมันคิดโจมตีอาณาจักรนภา
จันทร์ จำนวนเพียงเท่านี้นับว่าน้อยเกินไปมาก” กงซุนชาแจกแจงอย่างรวดเร็ว
จั่วม่อมีปฎิกิริยาทันที “ความหมายของเจ้าคือพวกมันเป็นเพียงกองกำลังเล็กๆ ที่
ลอบเข้ามา?”
“เป็นไปได้” กงซุนชาตอบ
“พวกมันลอบเข้ามาทำไม?”
“ข้าไม่ทราบ บางทีพวกมันอาจมีเปั้าหมายเฉพาะของพวกมันกระมัง?”
จั่วม่อนึกถึงสิ่งที่ผูเยากล่าวไว้ หรือว่าคนเหล่านี้มาค้นหามันจริงๆ? ไม่ใช่ พวกมัน
มาตามหาอสูรปิศาจที่ทำให้เกิดดาวพร่างกลางทิวาจริงๆ?
ในใจมันยังคงชั่งน้ำหนักทางเลือกซ้ำแล้วซ้ำอีก กล่าวตามความสัตย์ ข้อเสนอของกง
ซุนชาเป็นเรื่องที่อันตรายยิ่ง ไม่ใช่ สมควรเรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่อันตรายถึงที่สุด แต่
จั่วม่อกลับมีความรู้สึกลึกๆ ว่าโอกาสที่ข้อเสนอนี้จะประสบความสำเร็จมีความเป็นไปได้
มาก จากมุมมองนี้ ก็เห็นได้ชัดว่าอันที่จริงมันสนับสนุนข้อเสนอของกงซุนชา
สมควรเลือกทางไหนดี?
จะอย่างไรจั่วม่อก็เป็นเพียงซิวเจ่อตัวเล็กๆ ที่เพิ่งจะฝั่าด่านหนิงม่ายสำเร็จ ไม่ได้ผ่าน
โลกมาอย่างโชกโชน เมื่อต้องเผชิญหน้ากับปัญหาที่อาจกำหนดความเป็นความตายของ
พวกมัน จึงอดลังเลไม่ได้
ทว่า…อีกฝั่ายไม่ได้เปิดโอกาสให้มันลังเล!
เห็นท้องฟั้าเหนือกองทัพอสูร จู่ๆ ก็มืดทะมึนไปด้วยเมฆดำหนาทึบ ระลอกปราณ
ธรรมชาติอันกร้าวแกร่งประดุจลมพายุกวาดกระโชก
ท่านย่ามันเถอะ!
จั่วม่อสะท้านขึ้นทั้งร่าง อีกฝั่ายกำลังจะโจมตีในชั่วขณะจิตนี้แล้ว ระลอกปราณ
ธรรมชาติที่แล่นพล่านอยู่ในอากาศเหมือนกับสายฟั้าแกร่งภูตหยางไม่มีผิดเพี้ยน แต่พลัง
สภาวะอันน่าประหวั่นพรั่นพรึงร้ายกาจกว่านับร้อยเท่าพันทวี มันไม่สงสัยเลยแม้แต่น้อย
ว่าขอเพียงอีกฝั่ายเพียงแค่โจมตีลงมาคราวเดียว เกาะแมกไม้รกร้างจะถูกถล่มราบเป็น
หน้ากลอง!
เวลานี้ยังไม่หนี จะรอไปถึงเมื่อใด?
มันกระชากกงซุนชากับฉุนอวี๋เฉิงสุดแรงเกิด ไม่ใส่ใจสิ่งอื่นใด กระโดดลงน้ำไป
ในทันที
แสงสีทองพุ่งวาบ ห่วงเสียงพุทธะลอยหายเข้าไปในอกเสื้อจั่วม่อ พลังของขบวนค่าย
กลบนเกาะแมกไม้รกร้างอ่อนลงทันตาเห็น
เกาะแมกไม้รกร้างพลันแตกฮือ!
“หนีไปแล้ว! จั่วม่อหนีไปแล้ว!”
“หนีเร็ว!”
“ทุกคน หนีเร็ว!”
ในเวลานี้เอง ท่ามกลางเสียงดังสนั่นลั่นโลก สายฟั้าเส้นมหึมาบิดตัววูบ ฟาดใส่เกาะ
แมกไม้รกร้างอย่างถนัดถนี่
ตง!
เสียงหนักทึบสะท้านใจผู้คน เหล่าซิวเจ่อที่พลังบำเพ็ญเพียรอ่อนด้อยสะท้านเฮือก
โลหิตทะลักออกจากจมูกปาก
ทุกผู้คนล้วนหันกลับไปมองอย่างช่วยไม่ได้
เห็นเกาะแมกไม้รกร้างกับขบวนค่ายกล ต่อหน้าสายฟั้าอันเกรียงไกร พวกมันไม่ผิด
อันใดกับกระดาษบางๆ แผ่นหนึ่ง ถูกกวาดล้างในพริบตา ซิวเจ่อสิบกว่าคนหลบหนีไม่
ทัน ถูกกวาดไปพร้อมกัน ร่างแหลกสลายกลายเป็นเศษธุลีนับไม่ถ้วน ไม่มีเวลากระทั่งจะ
กรีดร้องก่อนตาย ดวงวิญญาณแตกกระจายไปในบัดดล
ในมหาสมุทร จั่วม่อก็ไม่ได้อยู่ในสภาพดีเท่าใด เลือดลมในร่างกายปันปั่วน พลัง
ปราณแทบหลุดออกจากการควบคุม กงซุนชากับฉุนอวี๋เฉิงใบหน้าขาวเผือด พลังอำนาจ
ของการโจมตีครั้งนี้แข็งแกร่งเสียจนแล่นกระทบลงมาในมหาสมุทรด้วย!
บนขอบเหวแห่งความเป็นตาย จั่วม่อพลันสงบลง เมล็ดอินทผลัมปรากฎขึ้นในมือ
เห็นเรือวิเศษถูกเกาะสลักไว้บนเมล็ด นี่เป็นของดีที่มันได้มาจากร่างของหนานหมิงจื่อ
แต่ของสิ่งนี้ต้องใช้พลังปราณมากมายมหาศาล มันจึงไม่เคยได้คิดหาวิธีใช้งาน
ในการปิดด่านฝึกตนรอบนี้ เมื่อเสร็จสิ้นการหลอมสร้างชุดกระบี่ห้าเจตจำนง จั่วม่อ
ทุ่มเทความพยายามมากมายกับเหล่ายุทธภัณฑ์เวทที่มันไม่เข้าใจวิธีใช้งาน คาดไม่ถึงว่า
จะมีผลรับบางอย่าง ซึ่งรวมถึงเรือเมล็ดอินทผลัมลำนี้ด้วย เรื่องราวมาถึงขั้นนี้ มันไม่กล้า
ออมรั้งสิ่งใดไว้อีก พลังปราณในร่างถาโถมไปยังเรือเมล็ดอินทผลัมอย่างบ้าคลั่ง
เรือไม้สีแดงขนาดเล็กที่มีกลิ่นอายเก่าแก่เรียบง่าย พลันปรากฎขึ้นด้านหน้าของทุก
คน
จั่วม่อผนึกท่ามุทรา
พวกมันรู้สึกตรงหน้าพร่าเลือนวูบ จากนั้นพวกมันปรากฎกายขึ้นบนเรือ ในตัวเรือ
แห้งสบายสะอาดสะอ้าน มวลน้ำด้านนอกเรือคล้ายถูกหยุดเอาไว้ด้วยพลังที่มองไม่เห็น
ไม่สามารถรุกล้ำเข้ามาได้
จั่วม่อรีบนำเรือเมล็ดอินทผลัมดำดิ่งลงสู่ก้นทะเล ชั้นน้ำอันหนาแน่นลึกล้ำสามารถ
ปิดกั้นการกวาดค้นหาจากจิตสำนึกของอีกฝั่าย
หากพวกมันสามารถหลบหนีไปยังสถานที่ที่อีกผ่านไม่สามารถกวาดค้นได้ พวกมันก็
นับว่าปลอดภัยชั่วคราว