สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 214 ปัญหากองเท่าภูเขา
ศาสตร์แห่งการใช้พวกมากข่มเหงคนน้อย เรียกว่าการต่อสู้แบบกลุ่ม การต่อสู้แบบ
กลุ่ม นั่นก็คือการยกพวกทะเลาะวิวาทกัน
ในความเข้าใจของจั่วม่อ หากจะให้คนที่ศึกษาแต่วิธีเพาะปลูกข้าวปราณมาจนถึง
สองปีก่อน มาศึกษายุทธวิธีในการต่อสู้ นั่นช่างเหลวไหลไร้สาระสิ้นดี แต่หากกล่าวถึง
การยกพวกทะเลาะวิวาทกัน มันยังมีความเข้าใจที่แท้จริงอยู่บ้าง ศิษย์ฝั่ายนอกนั้นมี
จำนวนมากมาย แน่นอนว่าย่อมมีผู้ที่ถูกข่มเหงรังแกอยู่ด้วย รวมถึงมีกลุ่มเล็กๆ มากมาย
ราวกับต้นไม้ในปั่า การยกพวกทะเลาะวิวาทกันแม้ว่าจะไม่ได้มีทุกวัน แต่ก็มักจะเกิดขึ้น
บ่อยๆ ไม่เคยขาด
ชมดูการยกพวกทะเลาะวิวาทกันมามากมาย สรุปได้ว่าฝั่ายชนะมักจะมีคุณสมบัติ
หลายประการ
ประการแรก คือมีผู้คนมากกว่า นี่คือหลักการพื้นฐานที่สุดของการยกพวกทะเลาะ
วิวาท การยกพวกทะเลาะวิวาทหากไม่มีผู้คนมากพอ นั่นก็น่าอับอายเกินกว่าที่จะ
เรียกว่า ‘กลุ่ม’ ใช้พวกมากข่มเหงคนน้อย นั่นคือผลลัพธ์ที่พบเห็นได้มากที่สุด
ประการที่สองคือ ‘เหี้ยมหาญและดุดัน’ ความเหี้ยมหาญทำให้ไม่เกรงกลัว แม้ว่าอีก
ฝั่ายมีพวกมากกว่า แต่ฝั่ายพวกมันกล้าต่อสู้เอาชีวิตเป็นเดิมพัน ผู้คนที่ไม่เกรงกลัวความ
ตายมักต่อสู้อย่างเหี้ยมหาญ พร้อมจะกวาดทำลายทุกอย่างให้พินาศไปด้วยกัน ผู้อื่นไม่
กล้าเข้าใกล้ แม้แต่ยอดฝีมือก็ยังต้องการมีชีวิตอยู่ไม่ใช่หรือ! ส่วนความดุดัน นี่หมายถึง
ดุดันอำมหิต สามารถโจมตีอย่างไร้ความปราณี ไม่มีตะขิดตะขวงใจใดๆ ทันทีที่การโจมตี
เริ่มขึ้น จะไม่มีการออมรั้งยั้งมือ ไม่มีมือไม้อ่อน การโจมตีอันดุดันต้องอำมหิตมาจากก้น
บึ้ง หลังจากทุบตีจนยับเยินไปหลายคน ฝั่ายตรงข้ามจะหัวหดไปเอง
ประการที่สามคือการประสานงาน ในเมื่อแก่นแท้ของการยกพวกทะเลาะวิวาทคือ
ใช้พวกมากข่มเหงคนน้อย เช่นนั้นกลุ่มเล็กๆ จะมีหนทางเอาชนะได้อย่างไรเล่า? นั่นก็
ต้องพึ่งพาการประสานงาน กลุ่มคนที่ร่วมมือประสานงานกันอย่างช่ำชองชำนาญ
สามารถเอาชนะกลุ่มกเฬวรากที่มีคนมากกว่าพวกมันสามเท่า ถือเป็นเรื่องปกติมาก
ประการสุดท้ายคืออาวุธที่เหมาะมือ เรื่องนี้สามารถดูพรรคอัจฉริยะปราณเป็น
ตัวอย่าง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมียุทธภัณฑ์เวทหรือกระบี่บินที่ดีที่สุด ก็ยังต้องขึ้นอยู่กับ
ผู้ที่ใช้มันด้วย คนปัญญาอ่อนกับยอดยุทธภัณฑ์เวท ก็ยังเป็นคนปัญญาอ่อนอยู่ดี
หลังจากได้ข้อสรุปทั้งหมดนี้ ความคิดของจั่วม่อก็กลายเป็นปราดเปรียว
เรื่องเพิ่มจำนวนคนต้องใช้เวลา นี่เป็นส่วนที่ไม่สามารถเร่งรัดได้ ส่วน ‘เหี้ยมหาญ
และดุดัน’ หรือจะเรียกอีกอย่างว่าขวัญกำลังใจของกองทัพ จั่วม่อรู้สึกว่ายากจะบรรลุอยู่
บ้าง คนกลุ่มนี้ไม่ได้เต็มใจตั้งแต่แรก เพียงถูกบังคับให้ทำตามด้วยอาคมหวงห้ามของมัน
เท่านั้น
เรื่องความร่วมมือประสานงานดูเข้าทีไม่น้อย แต่นี่เป็นปัญหาของกงซุนชา หากมัน
เข้าไปยุ่มย่าม ไม่แน่ว่าจะทำได้ดีกว่าศิษย์น้อง
สิ่งเดียวที่มันทำได้มีเพียงด้านอาวุธยุทโธปกรณ์เท่านั้น
มันอาจมียุทธภัณฑ์เวทอยู่บ้าง แต่ไม่ได้ดีไปกว่าสิ่งที่คนเหล่านี้ทำทุกอย่างเท่าที่จะ
เป็นไปได้เพื่อเสาะหามาให้ตัวเอง มันได้แต่คิดหาสิ่งอื่นเท่านั้น ต้องเป็นสิ่งที่ดีและมัน
ต้องหาได้จริง
มุกหยินประลัยกัลป!
พลังอำนาจของมุกหยินประลัยกัลปไม่จำเป็นต้องกล่าว แม้มันไม่เคยทดลองกับ
จินตัน แต่สำหรับซิวเจ่อภายใต้ด่านจินตัน แน่นอนว่าไม่มีปัญหา ถ้าหนึ่งเม็ดไม่เพียงพอ
จะต่อกรกับจินตัน เช่นนั้นก็สองเม็ด หากยังไม่เพียงพออีก ก็ระดมซัดมันเข้าไปพร้อมกัน
ทุกคนซัดออกคนละแปดเม็ดสิบเม็ดอย่างพร้อมเพรียง…ต่อให้เป็นจินตันก็ต้องไม่
สามารถทานทนรับไว้ได้!
มันคิดอย่างไม่ค่อยแน่ใจ แต่ยังรู้สึกว่านี่ค่อนข้างเป็นไปได้
ที่ผ่านมาจั่วม่อมักจะวิตกกังวลอยู่เสมอ
เกรงว่าเรื่องที่มันรู้วิธีการควบกลั่นไข่มุกหยินจะถูกเปิดเผย แต่ตอนนี้มีความเป็น
ความตายค้ำคอ จำต้องโยนความขลาดเขลากังวลทิ้งไว้ข้างหลังทันที หากข่าวนี้แพร่
สะพัดออกไป ก็เป็นไปได้ที่จะมีคนเล็งเปั้าหมายมาที่มัน แต่นั่นเป็นเรื่องของอนาคต หาก
ไม่สามารถรอดออกไปจากอาณาจักรขุนเขาน้อย ยังจะกล่าวถึงอนาคตอันใดอีก?
ความคิดนี้ทำให้จั่วม่อฮึกเหิม รีบนับมุกหยินประกัลปที่มีอยู่ในมือ มีทั้งสิ้นสิบกว่า
เม็ด
จั่วม่อสั่นศีรษะ ไม่พึงพอใจกับตัวเลขนี้ สำหรับหนิงม่าย สิบเม็ดก็มากเกินพอ แต่
ศัตรูของมันคือจินตัน!
นั่นคือจินตัน!
เพียงแค่คิดถึงเรื่องนี้ จั่วม่อก็รู้สึกถึงความครั่นคร้ามที่พลุ่งขึ้นมาจากส่วนลึกในใจ
ความปรารถนาในการต่อสู้ลดฮวบลง ผู้อื่นอาจไม่เข้าใจพลังฝีมืออันน่าเกรงขามของ
จินตัน แต่จั่วม่อจะไม่รู้ได้อย่างไร? มันต้องทนทุกข์ทรมานมากมายตั้งเท่าใดภายใต้เงื้อม
มือของอาจารย์ลุงซินหยาน กล่าวถึงความร้ายกาจของจินตัน เกรงว่าไม่มีผู้ใดในดินแดน
นี้ทราบกระจ่างไปกว่ามันอีกแล้ว หากมีแค่มันลำพังผู้เดียว ไม่ต้องกล่าวถึงมุกหยิน
ประลัยกัลป ต่อให้ถือครองสิ่งที่มีพลังมากกว่ามุกหยินประลัยกัลปสิบเท่าอยู่ในมือ จั่วม่อ
ยังไม่เชื่อว่ามันจะสามารถทำร้ายอาจารย์ลุงซินหยานได้
เหตุผลเรียบง่ายยิ่ง เนื่องเพราะมันไม่สามารถซัดอาวุธเหล่านั้นถูกร่างของอาจารย์
ลุงซินหยานได้ บางทียังไม่ทันขยับมือ มันอาจจะถูกกระบี่มังกรน้ำแข็งฟันขาดเป็นสอง
ท่อนเสียก่อนด้วยซ้ำ
แต่หากเป็นการต่อสู้แบบกลุ่ม จั่วม่อคิดว่ายังพอมีโอกาสอยู่เล็กน้อย ในการต่อสู้มัก
เต็มไปด้วยกระบี่บินยุทธภัณฑ์เวทนับไม่ถ้วนเหาะเหินไปมา มุกหยินประลัยกัลปก่อนที่
จะแผลงฤทธิ์ก็ไม่มีใดสะดุดตา หากศัตรูไม่ได้ระวังปั้องกันอยู่ก่อน ก็อาจเพลี่ยงพล้ำได้ไม่
ยาก
จั่วม่อหอบปัญหาเหล่านี้เข้าไปหารือกับผูเยา ในหมู่เณรน้อยทั้งหลาย มีเพียงปิศาจ
เฒ่าผู้นี้ที่เคยต่อสู้กับยอดฝีมือด่านจินตันมาก่อน
“ความคิดของเจ้าน่าสนใจไม่เลว” ผูเยามีสีหน้าสนอกสนใจจริงๆ
เห็นสีหน้าผูเยา จั่วม่อรู้สึกมีความหวังขึ้นมา “แต่แผนการนี้ต้องใช้มุกหยินประลัย
กัลปอีกมาก ข้าจะหาไข่มุกหยินได้ที่ใด?”
“เจ้าต้องเสาะหาสถานที่ที่มีภูตหยิน” ผูเยาก็ไม่มีหนทางใด “หาใครสักคนที่คุ้นเคย
กับพื้นที่แถบนี้ลองถามดู”
ฟังผูเยาตอบเช่นนี้ จั่วม่อก็ทราบทันทีว่าไม่มีสถานที่ที่มีภูตหยินอยู่ในบริเวณ
ใกล้เคียง มิเช่นนั้น ด้วยฝีมือของผูเยา จะต้องชี้บอกสถานที่ได้ในทันที จั่วม่อได้แต่พกพา
ความผิดหวังกลับไปถามซิวเจ่อจากอาณาจักรขุนเขาน้อย ลองดูว่ามีผู้ใดในหมู่พวกมัน
ทราบตำแหน่งสถานที่ที่มีภูตหยินอยู่หรือไม่
ทันทีที่จั่วม่อก้าวเข้าไปในค่ายฝึก บรรยากาศอันร้อนแรงทำให้มันตื่นตะลึง หนิงม่าย
ยี่สิบกว่าคนฝึกปรือร่วมกัน ก่อเกิดพลังสภาวะน่าตระหนกยิ่ง หัวใจน้อยๆ ของมันเต้น
ระส่ำ หลังจากนั้นสักครู่ ค่อยปรับลมหายใจคืนมา เห็นกงซุนชาสนทนากับม้าฝานอยู่ที่
มุม มันรีบตรงเข้าไปหา คล้ายพบพานที่พึ่งพิง
เพิ่งจะเข้าไปไกล ก็ได้ยินกงซุนชาตำหนิม้าฝานเป็นชุด
“เส้นทางของเจ้าตอนนี้ไม่ถูกต้อง เจ้าต้องจดจำบทบาทของเจ้าไว้ให้มั่น เจ้าไม่มี
ตำแหน่งที่แน่นอน ดังนั้นเจ้าต้องไม่หยุดเคลื่อนไหว เจ้าต้องปราดเปรียวกว่านี้ เข้าใจ
หรือไม่? ปราดเปรียวให้มากกว่านี้! ท่องทะยานเข้าไปในช่องว่างท่ามกลางพวกมัน คอย
มองหาโอกาส…”
“นอกจากนี้เจ้าต้องใส่ใจกับการรวมรั้งลมหายใจของตัวเอง เจ้าจะต้องทำให้ฝั่ายศัตรู
มองข้ามการดำรงอยู่ของเจ้าไปอย่างสิ้นเชิง…”
“จงเสาะหาโอกาส แต่อย่าเจตนาค้นหาเพื่อการฆ่าด้วยกระบี่เดียว เจ้าเป็นผู้โจมตี
หลัก นั่นก็ใช่แล้ว แต่อย่าลืมว่าเจ้ายังมีสหาย พวกมันไม่ใช่แค่ของประดับตกแต่ง ใน
เวลานี้ โอกาสที่ดีที่สุดของเจ้าคือการโจมตี ถูกต้อง เจ้าอาจไม่สามารถฆ่ามันได้ แต่มัน
จะต้องเปิดเผยช่องโหว่ออกมา ให้สหายของเจ้ามีโอกาส นอกเหนือจากการฆ่าศัตรูแล้ว
เจ้าต้องเรียนรู้วิธีการสร้างโอกาสให้แก่สหายของเจ้า…”
“เมื่อเจ้าตัดสินใจที่จะโจมตี จะต้องไม่มัวแต่อวดโอ่วางท่าโดยไม่จำเป็น เจ้าจะต้อง
รวบรัดหมดจดที่สุด ดุดันอำมหิตให้มากที่สุด! หนึ่งกระบี่ จดจำไว้ เจ้ามีโอกาสเพียงหนึ่ง
กระบี่เท่านั้น…”
จั่วม่อไม่เคยเห็นกงซุนชาที่ดุเดือดรุนแรงถึงเพียงนี้ ถูกต้อง เต็มไปด้วยความดุเดือด
รุนแรงอย่างเปียมล้น เจ้าคนที่มักจะดูอ้อนแอ้นเอียงอาย ในเวลานี้ตวาดเสียงดังรัวเร็ว
เป็นชุด เต็มไปด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราด
เห็นม้าฝานที่ดูตึงเครียด ตั้งอกตั้งใจฟังอย่างไม่กล้าพลาดแม้แต่คำเดียว ในใจจั่วม่อ
จู่ๆ ก็บังเกิดความเห็นอกเห็นใจอย่างเปียมล้น
หลังจากสั่งสอนจนหนำใจ กงซุนชาโบกมือเป็นสัญญาณให้ม้าฝานฝึกฝนต่อไป
“ทุกคนทุ่มเทมาก!” จั่วม่อตื้นตันไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก
กงซุนชาพยักหน้า “อา รอจนถึงจุดที่พวกมันสามารถขายชีวิตออกมา นั่นก็เกือบจะ
ใช้การได้แล้ว” ม้าฝานผู้กำลังเตรียมจะหลบออกไปได้ยินประโยคนี้ ถึงกับสะดุดขาตัวเอง
เกือบหัวทิ่มพื้น
จั่วม่อพึมพำรับคำอยู่สองสามคำ แล้วถามอย่างไม่แน่ใจอยู่บ้าง
“เจ้าต้องการความช่วยเหลือหรือไม่?” นึกถึงว่ามันโยนทุกสิ่งทุกอย่างไว้บนบ่าของกง
ซุนชาอย่างสมบูรณ์ แม้แต่มันยังรู้สึกผิด เห็นกงซุนชายุ่งวุ่นวายจนเท้าแทบไม่ติดพื้น
จริงๆ ในใจมันยังรู้สึกละอายเล็กน้อย
กงซุนชาเอียงขบคิดแวบหนึ่ง ถามว่า “ท่านสามารถหลอมสร้างยุทธภัณฑ์เวทให้ข้า
อย่างหนึ่งได้หรือไม่?”
“เจ้าต้องการยุทธภัณฑ์เวทชนิดใด?” กล่าวถึงยุทธภัณฑ์เวท จั่วม่อรู้สึกฮึกเหิมอย่าง
แรงกล้าในทันที ภายในค่ายฝึกนี้ คล้ายมีบางสิ่งบางอย่างพราวพร่างตระการตาเกินไป
จนชวนมึนงง หากคนเหล่านี้อยู่คนเดียว จั่วม่อยังสามารถเข้าใจได้ แต่พอนำพวกมันมา
ไว้รวมกัน จั่วม่อก็คล้ายไม่เข้าใจแล้ว แต่หากเป็นเรื่องของยุทธภัณฑ์เวท ทางด้านนี้มัน
เป็นคนที่มีฝีมือมากที่สุด!
จั่วม่อหลงลืมไปโดยสิ้นเชิง วิชาหลอมสร้างยุทธภัณฑ์เวทของมันเกิดจากการเรียนรู้
ด้วยตนเอง อาจารย์ลุงซินหยานไม่ได้ชี้แนะมันสักกี่ครั้ง จั่วม่อที่เพิ่งรู้สึกอับอายอย่าง
บอกไม่ถูก พลันค้นพบสถานที่ที่มันสามารถแสดงฝีมือ ได้กลบเกลื่อนความขาดพร่องใน
ใจของมัน กลายเป็นคึกคักขึ้นมาทันที
“อ้อ เป็นยุทธภัณฑ์ที่เหมือนกับสร้อยเส้นนี้” กงซุนชาล้วงสร้อยคอร่วมใจที่ซ่อนอยู่
ในอกเสื้อออกมาให้ดู
จั่วม่อเกาศีรษะแกรกกราก มันเข้าใจความหมายของกงซุนชา …นั่นคือการถ่ายทอด
คำสั่ง
ผูเยาก็เคยเตือนมันถึงปัญหานี้ตั้งแต่แรก กองทัพอสูรใช้จิตสำนึกในการถ่ายทอด
คำสั่ง กองทัพปิศาจใช้แผนผังปิศาจถ่ายทอดคำสั่ง ส่วนซิวเจ่อใช้ยันต์
สร้อยคอร่วมใจสามารถเชื่อมโยงผู้ใช้กับฝั่ายเดียวกันหกคน นี่หมายความว่าออก
คำสั่งได้เพียงหกคนเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าแค่หกคนไม่สามารถตอบสนองความต้องการ
ของกงซุนชาได้ ซึ่งเรื่องนี้จั่วม่อก็เห็นพ้องด้วย คิดเผชิญหน้ากับจินตัน อาจต้องใช้ผู้คน
หลายร้อยคน เช่นนั้นจะถ่ายทอดคำสั่งแก่พวกมันด้วยวิธีการใด?
สนามรบร้อยเปลี่ยนพันแปลง ผันผวนปรวนแปรได้ในชั่วพริบตา หากพวกมันไม่
สามารถตอบสนองอย่างทันท่วงที นั่นก็เท่ากับจุดสิ้นสุดของชีวิตแล้ว
จั่วม่อคาดไม่ถึงว่าการมายังค่ายฝึกคราวนี้ มันไม่เพียงไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องภูตห
ยิน ยังเพิ่มปัญหาอีกเรื่องหนึ่งเข้ามาแทน แต่มันเข้าใจถึงความสำคัญของเรื่องนี้ นี่ไม่
อาจล่าช้าได้แม้แต่น้อย
มันส่งมอบเรื่องการสอบถามสถานที่ของภูตหยินให้แก่กงซุนชาทันที ส่วนมันเร่งรุด
จากไปพร้อมสร้อยคอร่วมใจ แต่ก่อนที่จะจากไป จั่วม่อโยนกองจิงสือกับข้าวปราณจาก
ในแหวนของมันไปให้แก่กงซุนชา
มันนึกยินดี ในคราวที่สำนักกระบี่สุญตาส่งมันไปยังหมู่เกาะแมกไม้รกร้าง ซือฟูั่ได้
มอบทรัพยากรมากมายให้แก่มัน ในยามคับขันเช่นนี้ สิ่งเหล่านี้มีประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง
การฝึกอบรมที่เข้มข้นถึงเพียงนี้ ย่อมต้องสิ้นเปลืองจิงสือกับข้าวปราณจำนวนมหาศาล
จั่วม่อลอบสงสัยใจ หากกองทัพของมันขยายเป็นมากกว่าร้อยคน มันจะมีปัญญา
สนับสนุนทรัพยากรได้อย่างไร แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะคิดถึงสิ่งเหล่านี้ ปัญหาที่กงซุน
ชาโยนมาให้ จึงจะเป็นปัญหาที่เร่งด่วนที่สุด
ในสงครามขนาดใหญ่ ซิวเจ่อจะใช้ยันต์ถ่ายทอดคำสั่ง หากเป็นการหลอมสร้าง
ยุทธภัณฑ์เวท จั่วม่อกล้าที่จะทดลองดูสักหลายครั้ง แต่หากเป็นการสร้างยันต์ มันก็จน
ปัญญาแล้ว
แต่จั่วม่อไม่ใช่คนยึดมั่นถือมั่น ในโลกนี้มีหนทางเสมอ ยิ่งไปกว่านั้น มันยังมีตัวอย่าง
ที่ดีอยู่ในมือ พลังของสร้อยคอร่วมใจไม่ได้แตกต่างไปจากยันต์ถ่ายทอดคำสั่ง แต่ยังคง
เป็นยุทธภัณฑ์เวท ไม่ใช่ยันต์
จั่วม่อเริ่มคิดหาวิธีลอกเลียนสร้อยคอร่วมใจ สร้อยคอร่วมใจสามารถสั่งการผู้คนได้
น้อยนิด ไม่มีทางบรรลุความต้องการของกงซุนชา แต่นี่ก็ขึ้นอยู่กับวิธีจัดการต่างหากเล่า
อย่างเช่นแบ่งเจ็ดคนเป็นหนึ่งหมู่ มอบให้หัวหน้าหมู่สั่งการหมู่ของตนอีกที หัวหน้าหมู่จะ
สวมใส่สร้อยคอสองเส้น เส้นหนึ่งไว้ใช้สั่งการคนในหมู่โดยตรง ส่วนอีกหนึ่งมีไว้รับคำสั่ง
จากตำแหน่งที่เหนือกว่า ด้วยวิธีนี้ ทั้งหมดมิใช่เชื่อมโยงกันเป็นตาข่ายหรอกหรือ?
แน่นอน แนวคิดนี้สามารถใช้ได้จริงหรือไม่ ยังต้องรอสินค้าแล้วเสร็จเสียก่อน จึงจะ
สามารถทดสอบและเรียนรู้ได้
สร้อยคอร่วมใจเป็นยุทธภัณฑ์เวทระดับสี่ชั้นยอด กล่าวตามความสัตย์ นี่เกินระดับ
ความสามารถของจั่วม่อไปแล้ว แต่นึกถึงว่ามันได้ตบอกรับปากเสียดิบดี และเรื่องนี้
นอกจากมันแล้วไม่มีผู้ใดสามารถแก้ไขได้ ในใจก็ฮึกเหิมขึ้นมาบ้าง
เมื่อสามารถจัดอยู่ในระดับสี่ชั้นยอด ผู้สร้างสร้อยคอร่วมใจนับว่ามีฝีมือหลอมสร้าง
สูงส่งยิ่ง ในสร้อยคอเล็กๆ ประกอบไปด้วยขบวนค่ายกลมากกว่าร้อยชุด ลวดลายค่าย
กลส่วนหนึ่งแยกตัวเป็นเอกเทศ นอกจากนั้นแล้ว ล้วนเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันทั้งหมด
นี่คืองานศึกษาค้นคว้าที่สำคัญที่สุดของจั่วม่อ
มีเพียงศึกษาค่ายกลเหล่านี้ และย่อยสลายพวกมันทั้งหมดจนปรุโปร่ง จึงจะสามารถ
เข้าใจวิธีการที่สร้อยคอร่วมใจใช้เชื่อมโยงจิตใจผู้คน ขอเพียงเข้าใจหลักการ มันสามารถ
ลอกเลียนได้ไม่ยาก
นี่ไม่ใช่ภาระเล็กน้อย แต่เมื่อเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินและชีวิตน้อยๆ ของมัน จั่วม่อจะ
ไม่มีวันถอยหนีแม้แต่ก้าวเดียว หากเพื่อการศึกษาค้นคว้าแล้ว มันจำเป็นต้องกลืนกิน
สร้อยคอเส้นนี้ จั่วม่อก็จะโยนใส่ปากโดยไม่รีรอลังเล!
สู้ตาย!