สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 213 ตัวเบี้ยเลื่อนชั้นขึ้นเป็นม้า
ม้าฝานรู้สึกยุ่งยากเป็นอย่างยิ่ง
ไม่ว่าจะเป็นระดับพลังบำเพ็ญเพียรด่านหนิงม่ายขั้นสองของมัน หรือเพลงกระบี่ไร้
นามที่มันฝึกปรือ ล้วนสามารถทำให้มันโดดเด่นในหมู่คนเหล่านี้ แต่สำหรับคนที่
หวาดกลัวความยุ่งยากเป็นที่สุดอย่างม้าฝาน นี่กลับไม่ใช่เรื่องดีงามอันใด
เพราะมันจะกลายเป็นหนึ่งในเปั้าหมายสำคัญสำหรับการ ‘ดูแล’!
เนื้อหาการฝึกอบรมของม้าฝานไกลเกินกว่าผู้อื่นมาก เหล่าสหายร่วมชะตากรรมพา
กันมองมันด้วยสายตาเห็นอกเห็นใจอย่างเปียมล้น
ถูกแล้ว เป็นความเห็นอกเห็นใจจากใจจริง
ลำพังการฝึกอบรมของพวกมันก็เรียกได้ว่าเข้มงวดจนแทบไม่เป็นผู้เป็นคนอยู่แล้ว
สำหรับระดับการฝึกอบรมของผู้เป็นดาวแห่งความหวังที่สำคัญดังเช่นม้าฝาน ย่อมเป็นที่
คาดคำนวณได้ อย่างไรก็ตาม นอกจากความเห็นอกเห็นใจแล้ว พวกมันไม่ได้มีความรู้สึก
ยินดีในคราวเคราะห์ของผู้อื่นเหมือนที่เคยเป็นมาแม้แต่น้อย เนื่องเพราะพวกมันกระทั่ง
ตัวเองยังแทบจะเอาตัวไม่รอด ไหนเลยจะมีอารมณ์ไปเยาะเย้ยผู้อื่น ทุกคนในค่ายทุ่มเท
สุดกำลังความสามารถเพื่อให้ผ่านพ้นการฝึกอบรมอันบ้าคลั่งไปได้ หากพวกมันไม่
สามารถฝึกอบรมจนเสร็จสมบูรณ์ ชะตากรรมที่รอพวกมันอยู่เบื้องหน้าจะน่าสังเวชยิ่ง
ในวันแรกมีหลายคนไม่เชื่อฟัง แต่เวลานี้เมื่อทุกคนเห็นบุรุษหนุ่มใบหน้าอ่อนหวาน
ที่อ้อนแอ้นเอียงอาย พวกมันไม่อาจระงับความกลัวที่แผ่ซ่านขึ้นจากส่วนลึกของหัวใจได้
เสียงกรีดร้องอันน่าขนพองสยองเกล้าของชะตากรรมอันเลวร้ายเสียยิ่งกว่าความตาย ยัง
ติดตามหลอกหลอนอยู่ในหูของพวกมันเป็นครั้งคราว สารรูปไม่เป็นผู้เป็นคนของผู้ที่ไม่
เชื่อฟัง มักจะผุดขึ้นมารังควานอยู่ห้วงนึกคิดพวกมันโดยไม่ได้ตั้งใจ เมื่อใดที่พวกมันเผลอ
คิดถึงเรื่องนี้ กระทั่งผู้คนที่มีชีวิตอาบเลือดต่างน้ำอย่างพวกมัน ยังอดตัวสั่นระริกไม่ได้
โหดเหี้ยม อำมหิต และเลือดเย็น เห็นชีวิตผู้คนเป็นผักปลา…
คำเหล่านี้ทั้งหมด ไม่เพียงพอจะบรรยายถึงหนุ่มน้อยโฉมงามที่ดูเหมือนไม่มี
เรี่ยวแรงจะฆ่าไก่ผู้นี้ กระทั่งคนที่พยศดุร้ายที่สุดในหมู่พวกมัน ยังกลายเป็นเรียบๆ
ร้อยๆ และเชื่อฟังยิ่ง
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าบุรุษหนุ่มสะคราญโฉมผู้นี้จะเข้มงวดดุดัน แต่ขอเพียงท่าน
ประสบความสำเร็จในการฝึกอบรมที่วางไว้ จะไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเลย มันไม่เคยพยายาม
หาเรื่องลงโทษท่านโดยไม่มีเหตุผล มันไม่เรียกร้องยุทธภัณฑ์เวทหรือเคล็ดวิชาของท่าน
ไม่เคยแยแสทรัพย์สินส่วนตัวของท่าน หลังจากเข้าใจเรื่องเหล่านี้แล้ว ทุกคนแย่งชิงกัน
เสร็จสิ้นการฝึกฝนเป็นคนแรก กลัวว่าหากชะลอช้าลงสักเล็กน้อย จะต้องลิ้มรสการ
ทรมานที่เลวร้ายเสียยิ่งกว่าความตาย
ม้าฝานรู้สึกว่าชีวิตมันไม่หลงเหลือความหวังใดอีกแล้ว ในแต่ละวันมีเพียงการ
ฝึกอบรมอันไร้ที่สิ้นสุดรอคอยอยู่เบื้องหน้า
สวรรค์!
ของพรรค์นี้จะประสบความสำเร็จได้หรือไร?
มันเพิ่งจะทะลวงผ่านขึ้นไปถึงด่านหนิงม่ายขั้นที่สองได้ไม่นาน พลังปราณในร่างอยู่
ที่ราวๆ สิบห้าจิง เนื้อหาการฝึกอบรมของมันมุ่งเน้นไปที่เรื่องเดียว นั่นคือกระบวนท่า
กระบี่หนึ่งในสามท่าของมัน ถูกแล้ว เพียงแค่หนึ่งกระบวนท่าเท่านั้น! ในท่ากระบี่สามท่า
ที่มันฝึกปรือ กระบวนท่าที่ทรงอานุภาพที่สุดเรียกว่า ‘กระบี่มายาไร้เงามหาวินาศ’
กระบวนท่านี้มีฤทธานุภาพสูงส่ง แต่จุดเด่นที่สำคัญที่สุด คือยามใช้ออกไม่ได้ก่อให้เกิด
ระลอกพลังปราณผันผวนแม้แต่น้อย ทั้งไร้สุ้มเสียงและกระแสอากาศไม่ปันปั่วน ไม่โดด
เด่นสะดุดตา แต่อันที่จริงทรงพลังน่าแตกตื่นสะท้านใจ
กล่าวตามความสัตย์ กระบวนท่านี้นับตั้งแต่ม้าฝานฝึกปรือด้วยตัวเอง ในการต่อสู้
ตลอดชีวิตของมัน เคยใช้กระบี่นี้ออกมาจริงๆ แค่สองสามครั้งเท่านั้น
ม้าฝานมีนิสัยกลัวความยุ่งยาก น้อยมากที่จะมีส่วนร่วมในการต่อสู้โดยตรง หากมัน
เห็นว่าสถานการณ์ผิดท่า จะชิงใช้ท่าร่างภาพฝันเงาลวงหลบลี้หนีหน้าทันที
เนื้อหาการฝึกอบรมแม้จดจ่ออยู่ที่กระบวนท่าเดียว แต่กลับไม่ใช่เรียบง่ายนัก
กงซุนชายังมีข้อเรียกร้องเพิ่มเติมอีกสองประการ หนึ่งคือม้าฝานต้องใช้กระบวนท่า
สังหารนี้ในขณะที่ใช้ท่าร่างภาพฝันเงาลวงไปด้วย สองคือในช่วงระยะเวลาหนึ่งก้านธูป
มันต้องสามารถใช้กระบวนท่าสังหารนี้ติดต่อกันได้มากกว่าสามกระบี่ และภายในครึ่ง
ชั่วยาม มันต้องสามารถใช้กระบวนท่าสังหารนี้ได้มากกว่าเจ็ดกระบี่
ครั้งแรกที่ม้าฝานรับม้วนหยกบันทึกเนื้อหาการฝึกอบรมของมัน เป็นธรรมดาที่มัน
จะมีสีหน้าน่าเกลียดสุดทนดู
อาศัยพลังบำเพ็ญเพียรของมันในปัจจุบัน หากคิดใช้กระบี่มายาไร้เงามหาวินาศเต็ม
กำลัง จะไม่สามารถใช้ออกในขณะที่กำลังเคลื่อนที่อยู่ ได้แต่ต้องหยุดยั้งรวบรวมพลังอยู่
กับที่เสียก่อน อีกทั้งยังสามารถใช้ออกได้เพียงสี่กระบี่เท่านั้น และหลังจากที่ใช้ท่ากระบี่
ออกไปครั้งหนึ่ง มันยังจำเป็นต้องพักระยะหนึ่งกว่าจะสามารถใช้ได้อีกครั้ง ไม่สามารถใช้
ติดต่อกันได้ในทันที นี่เห็นได้ชัดเจนว่าข้อเรียกร้องของกงซุนชาล้วนเจาะจงไปยังจุดอ่อน
ของมันทั้งสิ้น
ม้าฝานไม่ทราบว่ากงซุนชาคิดเห็นเช่นไรจึงตั้งข้อเรียกร้องอันร้ายแรงเหล่านี้ต่อมัน
นี่ไม่ใช่แค่คิดเอาชีวิตมันหรอกหรือ?
มันกระทั่งกัดฟันรวบรวมความกล้า ร้องขอให้กงซุนชาทบทวนคำสั่ง สิ่งที่มันได้รับ
คือคำพูดอย่างไม่เห็นสำคัญของกงซุนชาสองสามประโยค”ฝึกปรือให้ดี จงกระเสือก
กระสนฝึกปรือจนแทบจะเอาชีวิตไม่รอดนั่นละดี จะอย่างไรย่อมดีกว่าสูญเสียชีวิตเป็น
แน่”
ม้าฝานเมื่อได้ยินเช่นนี้ พลันเย็นเฉียบไปจนถึงขั้วหัวใจ สุดท้ายไม่มีทางออกอื่นใด
มันก็ได้แต่กระเสือกกระสนฝึกปรือจนแทบจะเอาชีวิตไม่รอดเท่านั้น นับตั้งแต่ที่มันเริ่ม
ฝึกฝีมือบำเพ็ญเพียรเป็นต้นมา ยังไม่เคยทุ่มเทฝึกฝนอย่างหนักหน่วงจนแทบล้มประดา
ตายถึงเพียงนี้มาก่อน
ใช้ท่าร่างภาพฝันเงาลวงพร้อมกับกระบี่มายาไร้เงามหาวินาศ เป็นสิ่งที่มันไม่เคย
คิดถึงมาก่อน เมื่อสามารถฝั่ามาจนถึงด่านหนิงม่ายขั้นสองได้โดยไม่มีสำนัก พรสวรรค์
ของม้าฝานเรียกได้ว่าไม่ต่ำต้อย สติปัญญาก็ไม่เลวนัก แน่นอนว่าแม้แต่มันยังเข้าใจว่า
หากสามารถใช้วิชาท่าร่างประสานกับกระบวนท่ากระบี่ได้จริง พลานุภาพของกระบวน
ท่าจะทะยานขึ้นอย่างฉับพลัน
แต่ด้วยนิสัยใจคอชมชอบหลีกหนีความยุ่งยาก ที่ผ่านมาแม้ว่ามันอาจจะเคยฉุกคิด
เรื่องนี้อยู่บ้าง แต่แค่ทดลองดูไม่กี่ครั้ง มันก็จะล้มเลิกทันที
ทว่าในเวลานี้ มีคมมีดจ่ออยู่ที่คอ หากมันถอยหลังแม้แต่น้อย ชีวิตน้อยๆ ของมันจะ
หลุดลอยในพริบตา ไม่มีที่ว่างสำหรับการเปลี่ยนแปลงวิถีทางปัจจุบันของมัน ม้าฝานได้
แต่กัดฟันตะลุยไปเบื้องหน้า
พลังปราณในร่างถูกใช้มากเกินไปจนแทบกระอักเลือดออกมา ร่างกายของมันบอบ
ช้ำอ่อนยวบไปทั้งร่าง ราวกับว่ากระดูกจะหลุดเป็นชิ้นๆ แต่เพื่อชีวิตน้อยๆ ของมัน
ม้าฝานได้แต่ฝึกปรือ! ฝึกซ้ำอีกครั้ง! ฝึกปรือจนปางตาย! มันฝึกปรือจนถึงขั้นที่ว่า แค่เห็น
กระบี่บินก็แทบจะอาเจียนออกมา…
สุดท้าย…มันกลับประสบความสำเร็จจริงๆ!
เห็นเงาร่างเลือนรางสายหนึ่งโผพุ่งไปในอากาศดุจเงาภูตพราย ทันใดนั้น เสียงแตก
ระเบิดดังระรัวอย่างต่อเนื่อง สะท้านกลางความว่างเปล่าโดยไม่มีเค้าลางล่วงหน้า!
ตูม!
บนพื้นดินที่ห่างออกไปห้าสิบจั้ง คล้ายถูกโจมตีจากบางสิ่งที่มองไม่เห็น ทันใดนั้น
แตกระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงหลายครั้งครา ติดต่อตามกันแทบเป็นเสียงเดียว เศษดินเศษ
หินกระเด็นเวียนว่อน ผู้ที่ฝึกปรืออยู่ใกล้ๆ พลันแตกตื่นลนลาน รีบร่ายโล่พลังปราณ
ออกมา เพี๊ยะ เพี๊ยะ เพี๊ยะ เศษหินกระแทกใส่โล่พลังปราณดุจห่าฝนอันแน่นขนัด ซิวเจ่อ
ที่อ่อนแอสักหน่อยรู้สึกว่าโล่พลังปราณของพวกมันสั่นกระเพื่อมแทบแตกสลาย
ทุกผู้คนล้วนตะลึงงัน!
เมื่อพวกมันมองไปยังพื้นดินแถบนั้น เห็นหลุมลึกเจ็ดหลุมเรียงรายเป็นระเบียบ
เรียบร้อย แต่ละหลุมลึกเกือบสองจั้ง!
จู่โจมลงมาจากกลางอากาศ ยังมีอานุภาพถึงเพียงนี้ หากว่าเป็นร่างกายผู้คน…
ทุกคนมองไปที่ท้องฟั้าเป็นตาเดียว จู่ๆ สายตาของพวกมันที่มองม้าฝานก็
แปรเปลี่ยนไป เจ้าผู้นี้ที่แท้ซ่อนคมงำประกายถึงเพียงนี้! อย่างไรก็ตาม ในใจของบางคน
ที่เฉลียวฉลาดรู้สึกยินดีอยู่บ้าง เวลานี้พวกมันล้วนลงเรือลำเดียวกัน ม้าฝานแข็งแกร่งขึ้น
ก็ย่อมส่งผลดีต่อพวกมันทุกคน อย่างน้อยโอกาสที่จะรอดชีวิตก็สูงขึ้นอีกส่วนหนึ่ง
กระทั่งกงซุนชายังมีสีหน้าประหลาดใจ คิดไม่ถึงว่าม้าฝานจะเป็นคนแรกที่บรรลุข้อ
เรียกร้องของมัน ในแผนการของมัน ม้าฝานเป็นมือจู่โจมที่สำคัญที่สุด หรือจะกล่าวให้
เฉพาะเจาะจงกว่านั้น ม้าฝานเป็นมือลอบสังหารที่ร้ายกาจที่สุดกลางสนามรบ ด้วยท่า
ร่างภาพฝันเงาลวงที่ไม่อาจคาดเดา ผสานกับกระบวนท่ากระบี่ที่ยากจะตรวจจับแต่ทรง
ฤทธานุภาพอันร้ายกาจ กระบี่มายาไร้เงามหาวินาศ ซึ่งสามารถฆ่าคนในกระบี่เดียว หาก
มิใช่สุดยอดมือลอบสังหารโดยกำเนิด จะเป็นอะไรอีก?
แต่น่าเสียดายที่ท่าร่างภาพฝันเงาลวงแม้แปรเปลี่ยนไม่แน่นอน ยากจะติดตาม แต่
กลับง่ายต่อการระวังปั้องกัน ลดประสิทธิผลของการซุ่มโจมตีอย่างกะทันหันลงไปมาก
หากว่ามีวิชาท่าร่างที่สามารถซ่อนเร้นตัวมันได้อย่างสมบูรณ์ ม้าฝานจะยิ่งร้ายกาจกว่านี้
วิธีการใช้งานม้าฝานซึ่งมีฝีมือเข้มแข็งที่สุด กงซุนชารู้สึกว่ามันจำเป็นต้องขบคิด
อย่างรอบคอบ อย่าได้เห็นว่าต่อหน้าผู้คนเหล่านี้ มันมีท่วงท่าปลอดโปร่งมั่นอกมั่นใจอยู่
เสมอ แต่ในความเป็นจริง จิตใจของมันตึงเครียดเขม็งเกลียวอยู่ตลอดเวลา
กงซุนชายังเป็นเพียงเณรน้อยผู้หนึ่ง ไม่เคยได้รับการฝึกอบรมเฉพาะด้าน ศิษย์พี่จั่ว
เชื่อมั่นในตัวมัน ต่อให้มันกระทำผิดพลาดไปบ้าง ศิษย์พี่ย่อมจะไม่ตำหนิมันอย่าง
แน่นอน แต่อย่าได้เห็นว่ากงซุนชาดูนิ่มนวลดุจอิสตรี อันที่จริงมันก็ทระนงถือดียิ่ง
ถือดีเยี่ยงบุรุษชาติอาชาไนย มันจะปล่อยให้ตัวเองกระทำผิดพลาดในช่วงเวลา
สำคัญเช่นนี้ได้อย่างไร?
มันทุ่มเทเวลาอยู่กับซิวเจ่อเหล่านี้ทุกวี่วัน การฝึกฝีมือบำเพ็ญเพียรของตัวเอง
หยุดชะงักไปนานแล้ว
มันเกลียดความล้มเหลว!
ม้าฝานเหม่อมองหลุมลึกเจ็ดหลุมบนพื้นเบื้องหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา ในสมองขาว
ว่างเปล่าไปหมด
มันทำสำเร็จ…มันทำสำเร็จจริงๆ…
นี่เป็นฝีมือของมันจริงๆ หรือ?
ทรุดนั่งบนพื้นอย่างซึมเซา จิตใจฟุั้งซ่านไปไกล มันไม่เคยคิดฝัน ว่าจะทำสำเร็จ
จริงๆ!
ม้าฝานที่ทนกัดฟันยืนหยัดฝึกปรือ ก็เพียงเพราะถูกบังคับเท่านั้น แต่เมื่อมันสามารถ
ตอบสนองความต้องการที่ไม่เคยคิดฝันถึงมาก่อนได้สำเร็จจริงๆ ความรู้สึกที่แตกต่าง
ออกไป ก็ทำให้ในใจมันเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกอันหลากหลาย
ก้มลงมองกระบี่บินในมือ เมล็ดพันธุ์ที่เรียกว่าความเชื่อมั่น ค่อยๆ งอกเงยขึ้นในใจ
มัน
“เวลานี้อย่าเพิ่งสร้างดาวดวงใหม่ เจ้าไม่ควรกัดคำโตกว่าที่เจ้าจะสามารถเคี้ยวได้
สมควรใช้เวลามากขึ้นในการกลั่นเกลาดวงดาวทั้งสิบดวงที่มีอยู่แล้ว จนกว่าพวกมันจะ
สว่างไสวเหมือนดวงดาวที่เจิดจ้าที่สุดของเจ้า ดวงดาวเป็นแหล่งกำเนิดพลังแห่งจิตสำนึก
ของเจ้า ยิ่งพวกมันสุกใสมากเท่าใด พลังจิตสำนึกที่พวกมันสร้างออกมาก็ยิ่งมากขึ้น
เท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรายดาว ยิ่งดวงดาวสว่างขึ้น จะยิ่งพ่นทรายดาวที่บริสุทธิ์
มากขึ้น เพียงเรื่องนี้เรื่องเดียวก็จะเป็นประโยชน์ต่อเจ้านับอเนกอนันต์”
ในห้วงฌาน จิตใจของจั่วม่อถอยกลับออกมานอกทะเลแห่งจิตสำนึก มันนั่งท่า
ดอกบัวเผชิญหน้ากับหมู่ดาว เส้นใยแสงดาวบริสุทธิ์สายหนึ่งทอดยาวลงมาจากหมู่ดาว
พุ่งเข้าสู่จุดอิ่นถังที่เหนือหว่างคิ้วของมัน
จั่วม่อกับหมู่ดาวคล้ายประสานลมหายใจเป็นหนึ่งเดียวกัน ในจังหวะลมหายใจเข้า
ออก แสงดาวก็สว่างและริบหรี่ไปพร้อมกัน งดงามพิสดารอย่างแท้จริง
ร่างกายอาบไล้ด้วยแสงดาว จั่วม่อโคจรเวทวิชาชะตากรรมลับ สื่อสารทำความรู้จัก
กับดวงดาว นี่เป็นขั้นตอนแรกในกระบวนการกลั่นเกลาดวงดาว หลังจากนั้นจั่วม่อต้อง
ค้นหาหมู่ดาวบนท้องฟั้า ดึงดูดพลังดวงดาวจากพวกมัน จากนั้นใช้พลังดวงดาวฟูมฟัก
กลั่นเกลากลุ่มดาวในจิตสำนึกของตน เพื่อเสริมสร้างแหล่งกำเนิดดวงดาว
คราวนี้ผูเยาชี้แนะอย่างละเอียดยิบ อดทนตอบคำถามทุกข้อ คลี่คลายปัญหาให้ทุก
อย่าง ทั้งยังไม่คิดลากถ่วงสิ่งที่สัญญาไว้กับจั่วม่อ ยินดีจ่ายล่วงหน้าให้ทั้งหมดอย่างใจ
กว้าง
หลังจากเสร็จสิ้นการติดต่อสื่อสารกับดวงดาวในจิตสำนึกของมัน จั่วม่อก็หยุดการ
ฝึกปรือ คิดดูดซับพลังดวงดาวต้องกระทำในยามราตรี เมื่ออยู่ว่างมันใช้เวลาอ่านผ่าน
ข้อมูลดีๆ ที่รับมาจากผูเยา ก่อนจะเริ่มขบคิดอย่างถี่ถ้วน
ด่านจินตันเป็นด่านพลังที่ซิวเจ่อชั้นต่ำทุกคนล้วนใฝั่ฝันถึง ในขั้นตอนนั้น พลังปราณ
ของซิวเจ่อจะควบกลั่นก่อเกิดเป็นเม็ดพลังทองคำ สมดังนามจินตัน ดังนั้นเม็ดจินตันจึง
เป็นแก่นพลังปราณส่วนที่ดีที่สุดของซิวเจ่อ ถือกำเนิดขึ้นจากพลังฝีมือชั่วชีวิต แม้แต่
แหล่งกำเนิดชีวิตของพวกมันก็รวมอยู่ภายในเม็ดพลัง ซิวเจ่อที่สูญเสียเม็ดพลังจินตัน
ย่อมต้องเสียชีวิตอย่างไม่มีข้อสงสัย กล่าวอีกนัยหนึ่ง ต้องการเม็ดพลังทองคำของจินตัน
ผู้หนึ่ง นอกจากฆ่ามันแล้วก็ไม่มีหนทางอื่นใดอีก
ฆ่าจินตัน!
นี่เป็นความคิดที่เสียสติชัดๆ!
แต่เบื้องหลังความคิดอันบ้าคลั่งเสียสตินี้ จั่วม่อมีข้อพิจารณาของตัวเอง ระหว่างมัน
กับพรรคฟั้ากระจ่างมีเพียงหนทางแห่งสงครามสถานเดียว จินตันผู้นี้เป็นศัตรูที่มัน
จะต้องเผชิญอย่างแน่นอน จั่วม่อไม่คิดแม้แต่น้อยว่ามันจะโชคดีพอที่จะหลีกเลี่ยงศัตรู
เข้มแข็งผู้นี้ได้
เพื่อบุกผ่านแม่น้ำอาณาจักร พวกมันจ้องสยบจินตันให้ได้ นั่นเป็นเปั้าหมายขั้นต่ำใน
ตอนแรก ยามนี้ก็แค่เพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย จากสยบจินตันเป็นสังหารจินตัน ฆ่าจินตันอาจ
ฟังดูน่าตระหนก แต่อันที่จริงไม่ได้ถือว่าเพิ่มขึ้นมากมายกระไร
จั่วม่อมาทบทวนดู ค่อยรู้ตัวว่าแทบจะทำผิดพลาดไปแล้ว หากมันคิดหวังเพียง
เอาชนะจินตันเหมือนในตอนแรก หลังจากพ่ายแพ้ จินตันจะต้องหลบหนีไป มิสู้ฆ่ามันทิ้ง
เสียเลยจะดีกว่า เมื่อจินตันหลบหนี อาจจะไม่ยอมเผชิญหน้ากับจั่วม่อโดยตรงอีก แต่จะ
เปลี่ยนเป็นซุ่มอยู่ในเงามืดเพื่อลอบสังหารจั่วม่อแทน ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากลำบากอันใด
สำหรับชนชั้นจินตัน หรืออีกฝั่ายอาจจะเพียงแค่เชื้อเชิญสหายจินตันของมันมาอีกสักคน
สองคน จากนั้นจั่วม่อน้อยๆ ต่อให้มีอีกสิบชีวิตก็ไม่ครณามือพวกมัน
หากนำกลุ่มคนสองสามร้อยคนทำสงครามกับจินตันผู้หนึ่ง จั่วม่อรู้สึกว่ายังพอมีหวัง
ได้ชัยอยู่บ้าง แต่หากเป็นจินตันสองคน เกรงว่ามันกระทั่งจะหลบลี้หนีหน้ายังไม่มีปัญญา
ใคร่ครวญถึงตรงนี้ จั่วม่อก็กระจ่างแจ้งแก่ใจ ไม่ว่ามันจะรับข้อเรียกร้องของผูเยา
หรือไม่ มันก็ไม่อาจปล่อยให้จินตันของพรรคฟั้ากระจ่างมีชีวิตรอด
จั่วม่อถึงกับอกสั่นขวัญแขวน โชคดีที่มันตอบรับข้อเสนอของผูเยา จึงได้กลับมาย้อน
คิดทบทวนอีกที มิเช่นนั้น หากมันเผลอปล่อยให้จินตันผู้นั้นหลบหนีไปจริงๆ เกรงว่าชีวิต
ของมันนับจากนี้จะมีปัญหาไม่สิ้นสุดแล้ว
เมื่อคิดตก ก้อนหินในหัวใจจั่วม่อก็พลันร่วงหล่นลงมา ผู้คนก็เป็นเช่นนี้เอง หากได้
ยินชื่อเสียงอันเกรียงไกรของผู้อื่น ก็มักจะถูกข่มขู่จนขวัญหนีดีฝั่อไปเสียก่อน ถึงกับ
หวาดกลัวจนหัวหด กลัวไปหมดทุกอย่าง แต่เมื่อพวกมันเข้าใจว่าไม่มีหนทางอื่นใดอีก
แล้ว ต่อให้อีกฝั่ายเป็นเง็กเซียนฮ่องเต้ ก็ต้องขอกัดเนื้อสักสองสามคำเสียก่อน
ในสงครามครั้งนี้ พลังฝีมือส่วนตัวของจั่วม่อน่าจะมีส่วนช่วยเพียงน้อยนิดจนน่า
เวทนา เทียบเท่าสามองครักษ์เกราะทองไม่ได้ด้วยซ้ำ
โชคดีที่มันไม่เคยต้องพึ่งพาพลังอันเหี้ยมหาญส่วนบุคคลเพื่อที่จะกัดกินสิ่งใด
มันมีความคิดอันหาญกล้าบ้าบิ่นเป็นอาวุธ!