สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 216 ศึกแรกของกงซุนชา
กว่าจะคิดถึงเรื่องมุกหยินประลัยกัลปขึ้นมาได้ นับว่ายากเย็นพอดู แต่ผลก็คือมันไม่
สามารถหาสถานที่ที่มีภูตหยินเพื่อสร้างไข่มุกหยินได้
กว่าจะเข้าใจวิธีการหลอมสร้างสร้อยคอร่วมใจ ก็ยากเย็นแสนเข็ญ แต่ผลก็คือ
วัตถุดิบไม่เพียงพอ โชคยังดีที่สร้อยคอร่วมใจที่เป็นต้นแบบไม่ได้เสียหาย สามารถส่งคืน
ให้กงซุนชานำไปใช้ได้
จั่วม่อสลดหดหู่ยิ่ง แต่ยังคงตั้งหน้าตั้งตาทำในสิ่งที่มันต้องทำ มันจำเป็นต้องฝึกปรือ
จิตสำนึก นี่ไม่มีหนทางอื่นใด อาคมหวงห้ามเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยม แต่ต้องใช้เศษเสี้ยว
จิตสำนึกของมัน และจิตสำนึกจะลดน้อยลงอย่างถาวร ไม่มีทางได้คืนมาอีก ได้แต่ต้อง
บำเพ็ญเพียรด้วยเคล็ดบำเพ็ญสูดปราณก่อนกำเนิด เพื่อเพิ่มปริมาณจิตสำนึกคืนมา
เท่านั้น
สำหรับการฝึกปรือเคล็ดวิชากระบี่ จั่วม่อไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก กระบวนกระบี่
ห้าเจตจำนงของมันหลอมสร้างแล้วเสร็จ แม้ว่าจะยังห่างไกลจากความสมบูรณ์อยู่
ช่วงหนึ่งก็ตาม แต่มันก็ยังค่อนข้างพอใจกับระดับความคืบหน้านี้
กระบวนกระบี่ห้าเจตจำนงมีพลังสูงส่ง ในเวลานั้นความคิดริเริ่มของมันเรียกได้ว่า
สร้างสรรค์มาก แต่ถึงตอนนี้มันค่อยตระหนักว่าทำผิดพลาดร้ายแรงไปเสียแล้ว แม้ว่า
ค่ายกลกระบี่สามารถสร้างขึ้นได้จริง แต่มันกลับไม่มีเคล็ดวิชากระบี่ให้ฝึกปรือใน
เจตจำนงกระบี่ทั้งห้า นอกจากเคล็ดกระบี่เพลิงธารากับเคล็ดกระบี่มังกรน้ำแข็งแล้ว อีก
สามเจตจำนงกระบี่มันเพียงสร้างรูปร่างขึ้นมาได้ แต่ไม่ใช่เจตจำนงกระบี่ที่แท้จริงของทั้ง
สาม เนื่องจากมันไม่มีเคล็ดวิชาของเจตจำนงกระบี่ทั้งสาม
โดยพื้นฐานแล้ว ค่ายกลห้าเจตจำนงกระบี่ของมันก็ไม่ต่างอันใดจากเสือกระดาษ
เรื่องนี้ทำให้จั่วม่อขุ่นข้องเป็นอย่างยิ่ง
ไม่ว่าเป็นผู้ใดก็คงไม่ยินดี ใช้วัตถุดิบที่ดีมากมาย ทุ่มเทกำลังความคิดอย่างมหาศาล
แต่ผลลัพธ์คือสินค้าที่ใช้การไม่ได้ ผู้ใดจะไม่ขุ่นข้องกันเล่า? แต่เวลานี้มันไม่มีความคิดที่ดี
อื่นใด ได้แต่ปล่อยวางเอาไว้ชั่วคราว
จั่วม่อยังไม่ได้เริ่มฝึกปรือหัตถ์พันใบน้อยที่ผูเยาให้มา ในเวลานี้พลังจิตสำนึกทั้งหมด
ของมันสูญเสียไปกับอาคมหวงห้าม ส่วนวิชาเสริมสร้างสังขารก็ไม่จำเป็นต้องไปคิดถึง
ปราณพิภพที่มันรวบรวมมาได้ สุดท้ายก็จะถูกผูเยากวาดเอาไปหมดสิ้น มันไม่ได้ฝึกปรือ
วิชาเสริมสร้างสังขารมานานแล้ว แม้ทราบว่าการถูกสูบพลังปราณพิภพเป็นสิ่งที่ดี
สำหรับมัน แต่สำหรับในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ มันไม่คุ้มค่าจริงๆ
จั่วม่อใช้เวลามากที่สุดกับวิชาค่ายกล เพื่อบุกฝั่าออกจากอาณาจักรขุนเขาน้อย มี
เพียงสองเส้นทางเท่านั้น หนึ่งคือเพิ่มพูนพลังฝีมือของตัวเอง หากมันสามารถบรรลุด่าน
จินตัน ต่อให้อีกฝั่ายเป็นจินตันก็ขวางรั้งมันเอาไว้ไม่ได้ แต่จะเป็นไปได้หรือไม่? แน่นอน
ว่าเป็นไปไม่ได้เลย!
ดังนั้นก็เหลืออีกเพียงหนทางเดียว ซึ่งมันกำลังทำอยู่ในตอนนี้ นั่นคือเพิ่มความ
แข็งแกร่งให้แก่มือเท้าของมันแทน ในแง่บัญชาการรบ มันโยนให้แก่กงซุนชาทั้งหมด มัน
เชื่อมั่นในตัวเจ้าคนคลั่งสงครามผู้นี้ เชื่อว่าภายใต้รูปโฉมอันงดงามดุจอิสตรีนั้น ซ่อน
ความปรารถนาในการสู้รบอันแรงกล้าเอาไว้อย่างแน่นอน
คำถามที่เหลือก็คือ แล้วตัวมันเองทำอะไรได้บ้าง?
เรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตน้อยๆ ของตัวเอง จั่วม่อไม่ต้องการงอมืองอเท้า แล้วฝาก
ความหวังทั้งหมดไว้กับศิษย์น้องกงซุนเท่านั้น
และแล้วคำถามที่สำคัญที่สุด มีน้ำหนักมากที่สุด ก็ถูกวางกองไว้ตรงหน้ามัน นั่นคือ
จะใช้วิธีการใดเพิ่มพูนความแข็งแกร่งของกองกำลังในช่วงเวลาสั้นๆ?
ยุทธภัณฑ์เวท ความคิดนี้จั่วม่อโยนทิ้งทันที กระทั่งสร้อยคอร่วมใจมันยังไม่มี
วัตถุดิบเพียงพอจะหลอมสร้าง อย่าว่าแต่อย่างอื่น อันที่จริงมันมีวัตถุดิบจำนวนมากอยู่
ในมือ สำหรับมันเพียงคนเดียวอาจมากพอ แต่หากนับรวมคนทั้งหมด
ก็เรียกได้ว่าขาดพร่องมากแล้ว ดังเช่นชุดยุทธภัณฑ์เวทอันยิ่งใหญ่ขององครักษ์
เกราะทอง แม้ว่าจั่วม่อจะขายตัวเอง ยังไม่มีเงินมากพอที่จัดสรรค์ให้แก่คนหลายสิบคน
โอสถปราณ วิธีนี้จั่วม่อก็โยนทิ้งไปอย่างรวดเร็วพอกัน ตัวมันเองยังไม่เคยพบโอสถ
ปราณที่ช่วยเพิ่มพลังบำเพ็ญเพียรโดยตรงมาก่อน ส่วนที่มีประสิทธิภาพน้อยกว่าเช่น
โอสถปราณประเภทหนุนเสริม มันย่อมสามารถหลอมกลั่นออกมาสักหลายชุด แต่หาก
คิดต่อกรกับจินตัน นี่ยังคงไม่เพียงพอ
ยังเหลืออะไรอีกเล่า? ค่ายกล…มีเพียงค่ายกลเท่านั้น
หัวข้อการค้นคว้าของจั่วม่อคือแผนผังปิศาจ แรกเริ่มเดิมที มันไม่ได้นึกถึงแผนผัง
ปิศาจแม้แต่น้อย ทั้งหมดเป็นเพราะถูกสถานการณ์ขาดแคลนข้าวปราณบังคับ บันดาล
ให้มันเกิดความคิดอันหาญกล้าบ้าบิ่นเป็นพิเศษ หากสามารถสลักแผนผังปิศาจลงบนร่าง
เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชา ต่อให้ปราณธรรมชาติในอากาศเบาบางลงมาก แต่เมื่อมีแผนผัง
ปิศาจคอยรวบรวมกลั่นเกลาให้ด้วยตัวเอง ก็ยังคงได้รับเป็นกอบเป็นกำ ที่สำคัญไปกว่า
นั้น พวกมันจะสามารถดูดซับพลังปราณจากจิงสือได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าสิ่งสกปรกที่เจือ
ปนในจิงสือจะทำร้ายร่างกาย
หากเทียบกันแล้ว พลังปราณในจิงสือยังเปียมล้นสมบูรณ์ยิ่งกว่าในข้าวปราณเสียอีก
แน่นอน หลักเหตุผลในใจมันระงับความคิดอันบ้าคลั่งนี้เอาไว้เสียก่อน
เวลานี้เหล่าซิวเจ่อกำลังทำสงครามติดพันกับอสูรปิศาจ หากมันนำผู้คนที่สลัก
แผนผังปิศาจกลุ่มนึงออกมาอาละวาด พวกมันย่อมจะเผชิญกับปลายทางเดียวเท่านั้น
นั่นคือถูกรุมสังหารในฐานะอสูรปิศาจ
จั่วม่อไม่เคยรู้สึกว่าแผนผังปิศาจมีคุณค่ามากเท่านี้มากก่อน ยามนี้มันมี
ประสบการณ์อันลึกซึ้งกับประโยชน์ใช้สอยของแผนผังปิศาจ ไม่ว่าจะอย่างไรนี่ก็เป็น
หนทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุด ในเมื่อไม่อาจสลักแผนผังปิศาจไว้ในร่างเหล่าไพร่พลโดยตรง
เช่นนั้นมันสามารถย้อนกลับไปอีกระดับชั้นหนึ่ง ผูเยาไม่ใช่บอกว่าแก่นแท้ของแผนผัง
ปิศาจก็คือค่ายกลหรอกหรือ?
มันจะย้อนกลับแผนผังปิศาจให้กลายเป็นค่ายกล!
ตราบเท่าที่มันสามารถชำแหละแผนผังปิศาจ ค้นหาค่ายกลที่สามารถกลั่นเกลาสิ่ง
สกปรกในปราณธรรมชาติ และค้นหาค่ายกลที่สามารถรวบรวมปราณธรรมชาติได้ด้วย
ตัวเอง เพียงแค่หารูปแบบค่ายกลสองขบวนนี้ให้พบ ไยมิใช่แก้ปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จ
เด็ดขาด?
ตัวอย่างของแผนผังปิศาจ มันก็มีเพียบพร้อมอยู่ในมือ เนื่องเพราะแผนผังปิศาจอยู่
ในร่างกายของมันเอง มันยังครอบครองจิตสำนึกที่เฉียบไวเป็นที่สุด จั่วม่อสามารถรู้สึก
ถึงทุกการเปลี่ยนแปลงภายในแผนผังปิศาจได้อย่างกระจ่างชัดดุจนิ้วบนฝั่ามือตัวเอง
แผนผังปิศาจที่ดูเรียบง่ายกลับลึกลับซับซ้อนยิ่งกว่าที่มันคาดคิดไว้มาก ฝีมือทาง
ค่ายกลของจั่วม่อในตอนนี้มีความสำเร็จไม่ต่ำต้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากผ่าน
การศึกษาค่ายกลฉบับจุลภาคในกระบวนการหลอมกลั่นโอสถ มันพบว่ารูปแบบค่ายกล
ในแผนผังปิศาจ คล้ายคลึงกับค่ายกลจุลภาคเป็นอย่างยิ่ง
นอกเหนือจากค่ายกล แผนผังปิศาจยังประกอบไปด้วยรูปแบบลวดลายที่ดูคล้าย
เป็นของประดับ ทั้งยังคล้ายคลึงกับค่ายกลมาก หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น คิดทำความเข้าใจ
ว่าโครงสร้างใดมีประโยชน์ โครงสร้างใดไม่มีประโยชน์ เกรงว่าต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสาม
ปีห้าปี
แต่ในมือของจั่วม่อ นี่เป็นเรื่องง่ายดายยิ่ง มันเพียงแค่ต้องใช้จิตสำนึกกวาดผ่าน ก็
สามารถระบุได้อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม นี่ยังคงเป็นเพียงขั้นตอนแรกเท่านั้น แม้ว่ามันจะคัดกรอง
ส่วนประกอบที่น่ารำคาญออกไปมากมายแล้วก็ตาม แต่ส่วนที่หลงเหลือก็ยังยากจะ
แยกแยะ ไม่ใช่ว่าทุกค่ายกลจะแสดงผลกระทบที่มองเห็นได้ชัดตา แต่เมื่อนำพวกมัน
ออกไป แผนผังปิศาจทั้งภาพก็สูญเสียพลังความสามารถของมันไปทันที นอกจากนี้ ยังมี
โครงสร้างลวดลายกึ่งค่ายกลอยู่บางส่วน โครงสร้างลวดลายกึ่งค่ายกลเหล่านี้ ผสานรวม
เป็นหนึ่งเดียวกับเลือดเนื้อของจั่วม่อ ก่อเกิดเป็นลวดลายค่ายกลที่พิเศษเฉพาะยิ่ง
นี่อาจเป็นส่วนที่มหัศจรรย์ที่สุดของแผนผังปิศาจ โครงสร้างกึ่งค่ายกลต้องผสาน
รวมกับเลือดเนื้อของมันอย่างพอเหมาะพอดี จึงจะก่อเกิดค่ายกลพิเศษเฉพาะนี้ขึ้นมาได้
โชคดีที่ความยากลำบากระดับนี้ไม่ครณามือจั่วม่อ กองทัพอสูรประดุจใบมีดคมกริบ
ที่แขวนอยู่ในใจจั่วม่อ เมื่อนึกถึงการบุกฝั่าออกจากอาณาจักรขุนเขาน้อย ก็เพียงพอจะ
ทำให้มันเต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้
สภาพของจั่วม่อในยามนี้ดูคล้ายซิวเจ่อสายการผลิตผู้หนึ่ง
จะเป็นไรไปเล่า อันที่จริงมันก็เป็นซิวเจ่อสายการผลิตมาโดยตลอด จั่วม่อหัวร่อเยาะ
เย้ยตัวเอง
จั่วม่ออาจจะไม่เคยคาดคิด ว่าพฤติการณ์ของมันในคราวนี้ทำให้ผูเยาถึงกับขวัญหนี
ดีฝั่อ ผูเยาเมื่อสลักแผนผังปิศาจและปลูกฝังเมล็ดพันธุ์อสูรให้แก่จั่วม่อ ก็ย่อมมี
จุดมุ่งหมายของตัวเอง แต่มันร้อยไม่คิดพันไม่คิด ไม่เคยคาดคิดมาก่อน ว่าจั่วม่อจะ
ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วอย่างน่าตระหนกถึงเพียงนี้
ภายในทะเลแห่งจิตสำนึก ผูเยาสีหน้าหนักอึ้ง จับตาดูอย่างไม่คลาดสายตา
เจ้าเด็กผู้นี้มันรู้หรือไม่ ว่าสิ่งที่มันกำลังศึกษาค้นคว้าอยู่ในตอนนี้ น่าสะพรึงกลัว
เพียงใด…
กงซุนชาโชคไม่ดีนัก มันพบพานกองกำลังที่มีจำนวนถึงหกสิบคน กองกำลังหกสิบ
คนเรียกได้ว่าเป็นกองกำลังขนาดใหญ่แล้ว การสนับสนุนกองกำลังขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย
ในเวลาเช่นนี้ กองกำลังที่ยังคงมีชีวิตรอดไม่มีผู้ใดไม่เผ็ดร้อนดุร้าย อาณาจักรขุนเขาน้อย
ไม่มีลูกพลับอ่อนนิ่มหลงเหลืออยู่อีกแล้ว
ทั้งสองฝั่ายไม่ได้กล่าวทักทาย ไม่ได้กล่าวเกรงอกเกรงใจตามธรรมเนียม
กงซุนชาไม่คิดว่าจำเป็นต้องกล่าวอันใด นี่เป็นนิสัยที่เพาะสร้างขึ้นท่ามกลาง
สงครามหมากรุก ผูเยาไม่ชมชอบสนทนากับศัตรูก่อนจะเปิดฉากการต่อสู้ เมื่อต้อง
เผชิญหน้ากับคู่มือร้ายกาจที่มีนิสัยใจคอประหลาดพิกลเช่นนี้ทุกวัน นิสัยใจคอของกงซุน
ชาจะเป็นเช่นไร ย่อมเป็นที่คาดคำนวณได้
สำหรับฝั่ายตรงข้าม พวกมันรู้สึกว่าพวกมันมีผู้คนมากกว่าอีกฝั่ายเกือบสองเท่า
โอกาสได้ชัยสูงมาก นอกจากนี้ กลุ่มสี่สิบคนแน่นอนว่าจะต้องมีทรัพยากรอยู่บ้าง ไม่
น่าจะยากจนข้นแค้นมากนัก
ดังนั้นทั้งสองฝั่าย ต่างฝั่ายต่างไม่กล่าวคำใด สงครามเริ่มร้อนเร่าขึ้นในบัดดล
กงซุนชาในตอนเริ่มแรกยังตึงเครียดอยู่บ้าง แต่พอเห็นอีกฝั่ายดาหน้าเข้ามาโดยไม่มี
ระเบียบแบบแผน ค่อยแย้มยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มอ่อนหวานละมุนละไมยิ่ง
จากนั้นมันสั่งการให้หน่วยรบที่อยู่ด้านหน้า ล่าถอยกลับมาช่วงหนึ่ง
อีกฝั่ายเห็นได้ชัดว่ายังติดนิสัยจากการต่อสู้ในระดับบุคคล เห็นซิวเจ่อหลายสิบคน
โถมจู่โจมออกมาพร้อมกัน ปราณกระบี่พวยพุ่งเต็มฟั้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรอบกายมี
สหายอยู่มากมาย ทุกผู้คนก็ยิ่งฮึกหาญทะยานฟั้า ยามโจมตีไม่มีออมรั้งยั้งมือ
ปราณกระบี่หลายสิบสายรวมตัวเป็นมังกรตัวมหึมา เปล่งเสียงคำรณน่าประหวั่น
พรั่นพรึง
ในสามหน่วยรบที่ได้รับคำสั่งกงซุนชาให้ล่าถอย มีหน่วยหนึ่งล่าช้าไปครึ่งจังหวะ
ทันใดนั้น ถูกมังกรปราณกระบี่สับเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยทั้งหน่วย
เห็นว่าเพียงระดมโจมตีคราเดียว ฝั่ายตรงข้ามก็พลีชีพไปสามคน คนทั้งกลุ่มขวัญ
กำลังใจพลุ่งพล่าน รีบเร่งโถมเข้าหาอีกสองหน่วยรบที่กำลังล่าถอย
ในชั่วอึดใจเดียวสูญเสียไปสามคน กงซุนชาแม้แต่เปลือกตายังไม่กระพริบ
ในเวลาเดียวกันกับที่สองหน่วยรบเบื้องหน้าล่าถอยมาทางด้านหลัง อีกสองหน่วย
รบในแถวที่สอง ก็พุ่งสวนขึ้นไปเบื้องหน้า สอดแทรกเข้าไปในช่องว่างพร้อมกัน
ปราณกระบี่หกสายระเบิดขึ้นโดยพร้อมเพรียง ทะยานผ่านช่องว่างระหว่างหน่วย
รบที่กำลังล่าถอย ด้านจังหวะเวลานับว่าเหมาะเจาะพอดีถึงที่สุด
เช้ง เช้ง เช้ง!
สี่เซียนกระบี่ของฝั่ายตรงข้ามที่โถมล้ำหน้ากว่าพรรคพวก ไม่ทันได้หลบหลีกแม้แต่
น้อย ถูกปราณกระบี่ฟันใส่สุดแรงกำลัง คนทั้งสี่เลือดสาดกระเซ็นพร่างฟั้า!
เหตุแปรเปลี่ยนกะทันหันทำให้ซิวเจ่อแถวหน้าสุดของฝั่ายตรงข้ามตะลึงลานไปวูบ
หนึ่ง เสียขบวนรวนเรไปเล็กน้อย
ในชั่ววูบนั้นเอง สองหน่วยรบที่กำลังล่าถอย ทันใดนั้นหมุนตัวกลับอย่างฉับพลัน
ปราณกระบี่หกสายพวยพุ่งออกจากกระบี่ในมือพวกมันโดยไม่มีผู้ใดคาดคิด!
อีกสามดวงวิญญาณอับโชค สังเวยให้แก่ปราณกระบี่ทั้งหก
ในเวลาเดียวกัน ไม่รอให้พวกมันได้ตอบโต้ อีกสามหน่วยรบที่รุดหน้าอย่างเงียบ
เชียบห้าสิบจั้ง เปิดฉากคลื่นโจมตีระลอกที่สามโดยไม่รีรอลังเล
เห็นปราณกระบี่สุดแรงกำลังเก้าสายผสานเป็นร่างแหกระบี่ผืนหนึ่ง อีกฝั่ายซึ่งเร่งถา
โถมเข้ามาเร็วเกินไป กลุ่มของพวกมันจึงแออัดยัดเยียดอยู่ด้วยกัน ภายใต้ร่างแหกระบี่
ผืนนี้ เกิดผลลัพธ์น่าแตกตื่นสะท้านใจ!
อีกห้าซากศพร่วงหล่นจากบนฟั้า!
เหล่าต้า*ของอีกฝั่ายในที่สุดสีหน้าแปรเปลี่ยน เพิ่งปะทะกันคราเดียว ฝั่ายตรงข้าม
สูญเสียสามคน ฝั่ายมันกลับตายไปสิบสองคน ผลลัพธ์นี้ทำให้มันแตกตื่นอยู่บ้าง เห็นได้
ชัดว่าคลื่นโจมตีทั้งสามระลอกของอีกฝั่ายได้รับการวางแผนมาอย่างละเอียดรอบคอบ
ไม่ต่างอันใดกับคลื่นน้ำถาโถม คลื่นหนึ่งจบสิ้น อีกคลื่นก่อเกิด ติดต่อตามกันอย่างหมด
จดงดงาม ไม่ให้โอกาสพวกมันได้มีเวลาคิด
(*เหล่าต้าในที่นี้คือหัวหน้าใหญ่)
ยอดฝีมือ!
กลิ่นอันตรายฉุนกึก แต่สิ่งที่ทำให้มันคลายใจลง คือเวลานี้เมื่อเข้ามาใกล้ ความเร็ว
ของทั้งสองฝั่ายก็ลดลง การต่อสู้ระลอกต่อไป จะเป็นการต่อสู้พัวพันประชิดตัว ฝั่ายมันที่
มีข้อได้เปรียบด้านจำนวนคน ย่อมมีโอกาสได้ชัยมากกว่า
“แยกพวกมันออกจากกัน! แล้วรุมขย้ำพวกมัน! ฆ่า!” ผู้เป็นเหล่าต้าตวาดก้อง สุ้ม
เสียงกังวานไปไกล อาศัยพลังบำเพ็ญเพียรด่านหนิงม่ายขั้นสอง มันมีความมั่นใจอย่าง
เปียมล้น เวลานั้นแค่นเสียงอย่างเย็นชา กระชับกระบี่บิน นำพวกพ้องโถมเข้า
ประจัญบานในระยะประชิด!
ระยะห่างระหว่างสองฝั่ายบีบแคบลง ไม่มีผู้ใดมีพื้นที่ว่างพอจะพุ่งจู่โจม
กงซุนชาไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว มีหน่วยรบหนึ่งหน่วยคอยปกปั้องมัน คนทั้งสี่ยืน
อยู่ด้านนอกสนามรบ ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นพวกมัน
เห็นกลยุทธ์สามคลื่นพิฆาตประสบความสำเร็จอย่างงดงาม กงซุนชาสีหน้าไม่เปลี่ยน
แม้แต่น้อย แต่มือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้ออดบีบแน่นไม่ได้! กลยุทธ์นี้เป็นมันลอกเลียนมา
จากคนลึกลับในสงครามหมากรุก อย่างไรก็ตาม สามคลื่นพิฆาตของคนลึกลับเมื่อใช้
ออกมา ยังร้ายกาจทรงพลังกว่านี้มาก กงซุนชาไม่ทราบต้องทนทุกข์ทรมานใต้พลานุ
ภาพของกลยุทธ์นี้มากี่ครั้งกี่หน พบพานคราวใด ต้องพินาศย่อยยับทุกครา
แม้ว่าจะเป็นสามคลื่นพิฆาตฉบับที่อ่อนด้อยกว่า แต่ก็เพียงพอให้ศัตรูรับความ
ลำบากจากการสูญเสีย
ฉากโรมรันประจัญบานตรงหน้ายุ่งเหยิงวุ่นวายยิ่ง แต่กงซุนชาเคยชินกับฉากรบอัน
เลวร้ายในหมากรุกสงครามเป็นอย่างดี ยามที่มันถูกคนลึกลับไล่ถล่มยังวุ่นวายกว่า
สถานการณ์นี้อีก ความคิดจิตใจของมันกระจ่างชัดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ค้นพบ
เหล่าต้าของฝั่ายศัตรูท่ามกลางคนทั้งหมดอย่างรวดเร็ว
กงซุนชาเพ่งจิตเล็กน้อย ม้าฝานที่ดูคล้ายท่องทะยานไปรอบๆ โดยไม่มีเปั้าหมาย
ทันใดนั้นคล้ายนกใหญ่ร่อนลงมา ครอบคลุมลงหาอีกฝั่ายอย่างเงียบเชียบ