สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 217 ม้าฝานสำแดงฝีมือ
ม้าฝานไม่ได้บินเร็วนัก แต่เยือกเย็นมั่นคงยิ่ง มองดูสนามรบอันสับสนค่อยๆ ใกล้เข้า
มา ภาพเบื้องหน้าสายตาขยายใหญ่ขึ้นเป็นลำดับ จิตใจมันเลอะเลือนมึนงงอยู่บ้าง
กล่าวตามความสัตย์ ม้าฝานนับถือเลื่อมใสกงซุนชายิ่ง บุรุษซึ่งอ่อนเยาว์กว่ามันผู้นี้
เป็นเณรน้อยในหมู่เณรน้อยทั้งหมด ใหม่เสียจนไม่อาจใหม่ไปกว่านี้ได้อีก เรื่องนี้เห็นได้
จากการฝึกอบรมอันย่ำแย่และยุ่งเหยิงในตอนเริ่มแรก ม้าฝานถึงกับคิดว่าครั้งนี้ตกมาอยู่
ในมือเณรน้อยเช่นนี้ ชีวิตน้อยๆ ของมันคงเป็นอันตรายแล้ว แต่คิดไม่ถึงว่ากงซุนชาจะ
สามารถบรรลุบทบาทของตนได้ในระยะเวลาอันสั้น การฝึกอบรมอันสับสนวุ่นวาย
กลายเป็นมีระบบระเบียบเพียบพร้อมอย่างรวดเร็ว
จนถึงวันนี้ ทุกคนจากความไม่มั่นใจในตอนเริ่มต้น หวาดกลัวและไม่ยินยอมพร้อม
ใจ ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความนับถือเลื่อมใสและยินยอมเชื่อฟังอย่างแท้จริง พวกมันไม่มี
ผู้ใดไม่ได้เหยียบย่ำมาบนกองซากศพ พวกมันอาจไม่เคยได้ยินได้ฟังวิธีการเช่นนี้มาก่อน
แต่สามารถตระหนักได้ว่าสิ่งใดใช้การได้หรือใช้การไม่ได้
ในกองกำลังประเภทนี้ ตราบเท่าที่ท่านสามารถนำทุกคนไปสู่ชัยชนะต่อไปเรื่อยๆ
ให้ชีวิตน้อยๆ ของพวกมันมีหลักประกันความปลอดภัยบ้าง ย่อมไม่มีผู้ใดไม่ยินยอม
พร้อมใจ
ม้าฝานเป็นคนแรกที่ตระหนักว่ายุทธวิถีที่กงซุนชากำหนดขึ้น สามารถใช้การได้จริง
ก่อนที่คนอื่นๆ จะทยอยเข้าใจในภายหลัง นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้มันตั้งอกตั้งใจฝึกปรือ
อย่างจริงจัง จนกระทั่งบรรลุความต้องการของกงซุนชา
ในทางลับ ทุกผู้คนเรียกกงซุนชาว่า ‘แม่นางน้อยกงซุน’ เนื่องเพราะมันดูนิ่มนวล
เอียงอายราวอิสตรี นี่ยังแฝงการนินทาใส่ร้ายและความคิดแก้แค้นประสมรวมเข้าไปด้วย
ก็จะให้พวกมันทำอย่างไรเล่า พวกมันไม่สามารถเอาชนะแม่นางน้อยผู้นี้ได้ ได้แต่ระบาย
ผ่านการนินทาว่าร้ายไปพลางๆ
แน่นอน ไม่มีผู้ใดกล้าหลุดปากต่อหน้ามัน แม่นางน้อยต่อให้เป็นสตรี ก็เป็นสตรีที่
ดุดันอำมหิตผู้หนึ่ง
เพ่งมองสนามรบอันสับสนวุ่นวาย ถ้อยคำของกงซุนชาที่เฝั้ากรอกใส่สองหู ดังก้อง
อยู่ในใจของม้าฝาน
“เจ้าต้องสังเกตระยะห่างระหว่างกองกำลังของศัตรู…”
“เจ้าต้องสังเกตจังหวะจู่โจมของศัตรู … หลังจากโจมตีอย่างรุนแรง ความแหลมคม
ย่อมจะลดทอนลง พวกมันจะต้องใช้ช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อปรับพลังปราณ นั่นคือช่วงเวลาที่
ศัตรูอ่อนแอที่สุด…”
“เจ้าต้องสังเกตเปั้าหมายที่มีความสำคัญที่สุดในหมู่ศัตรู…”
“เจ้าจะต้องสามารถรับรู้ภาพรวมของสนามรบ…”
สิ่งเหล่านี้ สำหรับมันแล้ว ทั้งหมดแปลกใหม่และช่างไม่คุ้นเคยนัก
“แม่นางน้อยที่ยุ่งยากนัก” ม้าฝานพึมพำอย่างสะทกสะท้อน ก้าวเข้าสู่ขอบเขตของ
สนามรบ
จากปลายหางตา มันเหลือบมองเหล่าต้าของฝั่ายตรงข้ามแวบหนึ่ง คนผู้นั้นโดดเด่น
น่าเกรงขามเป็นอย่างยิ่ง อาศัยพลังของตนเองเพียงลำพังกดดันหน่วยรบหนึ่งจนแทบไม่
มีเวลาพักหายใจ ม้าฝานไม่ได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ หน่วยรบนั้นแม้ตกเป็นฝั่ายเสียเปรียบ
ทั้งยังดูคล้ายอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายยิ่ง แต่ขบวนค่ายกลของพวกมันทั้งสามไม่ได้
สับสนยุ่งเหยิงแม้แต่น้อย เชื่อว่ายังคงสามารถต้านทานไว้ได้สักระยะหนึ่ง
ในเวลานี้เอง ม้าฝานเพ่งมองไปยังอีกด้านหนึ่ง มันสังเกตเห็นฝั่ายตรงข้ามหลายคน
เร่งเร้าพลังปราณทั่วร่างจนเดือดพล่าน เห็นได้ชัดว่าเป็นสัญญาณแรกเริ่มของกระบวน
ท่ากระบี่อันทรงอานุภาพ
โดยทั่วไปกระบวนท่ากระบี่ยิ่งร้ายกาจ ยิ่งต้องใช้เวลานานในการตระเตรียมรวม
พลัง
อย่างไรก็ตาม หน่วยรบฝั่ายมันหน่วยหนึ่งที่สู้รบพัวพันอยู่ทางด้านนี้ ก็เห็นได้ชัดว่า
พร้อมที่จะเปิดฉากตอบโต้ด้วยท่าไม้ตายเช่นกัน บรรดาซิวเจ่อที่อยู่รอบข้าง ไม่ว่าฝั่ายใด
ล้วนพาตัวออกห่างตามสัญชาตญาณ การปะทะกันด้วยสุดยอดท่าไม้ตายนั้นดุเดือด
รุนแรงยิ่ง หากประมาทสักเล็กน้อยอาจได้รับผลกระทบไปด้วย
ม้าฝานดวงตาสาดประกายวาบ แทนที่จะล่าถอยเหมือนผู้อื่น กลับค่อยๆ ประชิด
เข้าใกล้วงต่อสู้ด้านนั้น
“ลองลิ้มรส ‘กระบี่รุ้งโลหิต’ ของเสี่ยวเหยียผู้นี้ดู!” ลำแสงปราณกระบี่สีแดงเลือด
สาดพุ่งออกมา สุ้มเสียงแหวกฝั่าอากาศแหลมคมบาดหู
“ฮ่าฮ่า ลองของข้าบ้าง ‘ดาบขวานปราณยักษา’!” ปราณดาบที่ดูคล้ายกึ่งดาบกึ่ง
ขวานฟาดฟันออกมาอย่างหนักหน่วงดุดัน!
“ค้างคาวผีคร่ำครวญ!” ปราณกระบี่รูปค้างคาวดำเจ็ดแปดสาย คล้ายกระพือปีกโบย
บิน ร่อนจู่โจมเข้าหาหน่วยรบทั้งสามด้วยเส้นโค้งอันพิสดาร
สามคนของหน่วยรบแม้เผชิญการโจมตี แต่ไม่แตกตื่นลนลาน รักษารูปขบวนค่าย
กลสามอัจฉริยะเอาไว้อย่างเหนียวแน่น ในช่วงเริ่มต้นการต่อสู้ พวกมันยังคงตื่นตระหนก
ไม่น้อย แต่เมื่อทุกคนค่อยๆ คุ้นชินกับการผสานรวมพลังอันน่าอัศจรรย์ของค่ายกลสาม
อัจฉริยะที่ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน พวกมันก็เริ่มประสานงานกันอย่างแนบเนียนมากขึ้น
เพิ่มพูนความเชื่อมั่นขึ้นเป็นลำดับ
การโหมโจมตีด้วยท่าไม้ตายของอีกฝั่าย ไม่อาจทำให้พวกมันเสียขบวนรวนเร
แม้จะเป็นยามปกติทั่วไป ต่อให้ต่อสู้กันตัวต่อตัว พวกมันยังไม่หวั่นเกรง อย่าว่าแต่
ยามนี้ยังได้รับการหนุนเสริมจากค่ายกลสามอัจฉริยะ
ผู้นำของคนทั้งสามคือเหลยเผิง ก่อนที่จะถูกแม่นางน้อยสยบไว้ คนผู้นี้พยศดุร้าย
ที่สุดในหมู่พวกมันทั้งหมด เวลานี้มีคนวิ่งเข้ามามาอวดโอ่โอหังต่อหน้ามัน ไหนเลยจะไม่
เดือดดาลได้ สองตาโปนโตปานกระดิ่งถลึงมองอย่างพิโรธโกรธกริ้ว มือใหญ่เท่าพัดใบ
ลานผายออก ชี้ไปยังฝั่ายตรงข้ามสามคนที่อยู่ด้านหน้า ตวาดก้องอย่างขุ่นแค้น
“ให้พวกมันลองลิ้มรสดูบ้างเถอะ!”
สหายร่วมหน่วยอีกสองคนก็เต็มไปด้วยเจตนาสังหารอันแรงกล้า ทุกผู้คนล้วน
เหยียบย่ำผ่านแม่น้ำเลือด ผู้ใดไม่เผ็ดร้อนดุร้าย?
ผู้ใดไม่มีท่าไม้ตาย?
หนึ่งในสองใบหน้าเคร่งขรึมจริงจัง สองหมัดของมันห่อหุ้มด้วยกลุ่มแสงสีฟั้า แสงสี
ฟั้าเข้มขึ้นทุกขณะ และหดแคบลงจนแนบชิดกับหมัด แต่ชั้นแสงสีฟั้านี้จดจ่อรวมรั้งถึง
ที่สุด ดูคล้ายคลื่นน้ำอัดแน่นอยู่ในนั้น
ทันใดนั้น มันตวาดก้อง สองหมัดกระแทกไปเบื้องหน้าอย่างดุดัน ปราณหมัดสีฟั้า
สองสายพวยพุ่งออกจากกำปัน ทันทีที่พุ่งออกมาก็ขยายใหญ่ในพริบตา พลังอันรวมรั้ง
ครอบคลุมกดทับใส่พื้นที่รอบด้าน
หมัดคลื่นสวรรค์!
จงหยูเป็นนักบวชเซนเพียงผู้เดียวในกองกำลัง มันเมื่อสามารถยืนหยัดอยู่ท่ามกลาง
ผู้คนเหล่านี้ได้ ย่อมมีฝีมือพิเศษเฉพาะของตน เพียงโจมตีออกหนึ่งหมัด ก็เห็นได้ถึงฝีมือ
อันเผ็ดร้อนของมัน
(จงหยู – เสมือนบรรพชน)
ข้างกายมัน สหายของมันที่เรียกว่าเหนียนลู่แค่นเสียงอย่างเย็นชา สองมือชูขึ้นฟั้า
ร่างหมุนคว้างอยู่กับที่ เร่งความเร็วขึ้น เร็วขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งกลายเป็นเงาพร่าเลือน
กลุ่มหนึ่ง เหนือศีรษะมัน เห็นดอกบัวขาวก่อตัวขึ้นด้วยระดับความเร็วอันน่าแตกตื่น
จากดอกตูม คลี่คลาย เบ่งบาน!
(เหนียน – ปี, ช่วงเวลา ลู่ – สีเขียว)
เจตจำนงกระบี่เบาบางคล้ายการโยกไกวของดอกบัว บันดาลให้ผู้คนลุ่มหลงมึนเมา
โดยไม่รู้สึกตัว ทันใดนั้น กลีบบัวขาวราวหิมะที่มีปลายแหลมสีชมพูพลันปลิดปลิวออกมา
ในชั่วพริบตา กลีบดอกทั้งหมดก็ร่วงหล่นลงมาไม่ขาดสาย จนกระทั่งทุกกลีบหลุดออกมา
หมดสิ้น
ดอกบัวหนึ่งกลีบคือปราณกระบี่หนึ่งสาย เมื่อดอกบัวกระจาย ปราณกระบี่สีขาว
เจ็ดแปดสายก็หอบปลายแหลมสีชมพูปลิวไปข้างหน้า สุขสงบแปดส่วน น่าลุ่มหลงสอง
ส่วน คล้ายแฝงบรรยากาศสันโดษอ้างว้างอันยากจะบ่งบอกบรรยายชนิดหนึ่ง
สุดยอดท่าไม้ตายของเหนียนลู่ ‘ดอกบัวร่วง’ !
เหลยเผิงย่อมไม่ยอมน้อยหน้าเหล่าสหาย กระชับดาบใหญ่สันหนาสีดำด้วยสองมือ
ยกชูขึ้นเหนือศีรษะ สูดลมหายใจลึก
ฟันลงอย่างหักโหม!
ปราณดาบพุ่งวาบ ทะยานเข้าหาฝั่ายตรงข้ามสามคนที่เบื้องหน้า ปราณดาบปั่า
เถื่อนดุดัน ราวกับพยัคฆ์ร้ายตระครุบเหยื่อ อ้าปากกว้างเต็มไปด้วยเลือด
ดาบสัตว์นรกกลืนวิญญาณ!
ท่าไม้ตายปะทะท่าไม้ตาย!
สีฟั้า สีแดง สีขาว สีดำ… ลำแสงปราณหลากสีปลิวว่อนทุกหนทุกแห่ง หกหนิงม่าย
ปะทะเดือดสุดกำลัง ระเบิดพื้นที่ว่างเปล่าระหว่างทั้งสองฝั่ายโดยตรง เต็มไปด้วยพลัง
ปราณปันปั่วนบิดเบี้ยว ไม่มีผู้ใดกล้าเฉียดกรายเข้าใกล้ หากพวกมันถูกดูดเข้าไปในวง
เกรงว่าแม้แต่กระดูกก็คงไม่เหลือ
เหลยเผิงกับพวกสะท้านขึ้นเล็กน้อย ในหมู่สามคนของอีกฝั่าย มีสองคนเลือดทะลัก
พรั่งพรูออกจากจมูกปาก
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าฝั่ายเหลยเผิงกับพวกทั้งสามช่วงชิงเป็นฝั่ายมีเปรียบเล็กน้อย
หนึ่งเซียนดาบ หนึ่งเซียนกระบี่ หนึ่งนักบวชเซน การจัดหน่วยรบเช่นนี้ มีเพียงหนึ่ง
เดียวในกองกำลังทั้งสี่สิบคน
ศัตรูทั้งสามใบหน้าเริ่มแตกตื่น แฝงแววไม่มั่นใจ เริ่มบังเกิดความคิดล่าถอย
การปะทะหักโหมด้วยพลังฝีมือทั้งหมด ไม่มีลวดลายใด ไม่ว่าสูงต่ำดำขาว สามารถ
เห็นได้อย่างรวดเร็ว
ซิวเจ่อที่ใช้กระบี่รุ้งโลหิตหันไปมองด้านหลัง ในเมื่อฝั่ายมันมีผู้คนมากกว่า ไฉนพวก
มันสามคนต้องเสี่ยงอันตรายเกินไปด้วยเล่า? มันกำลังจะเรียกหาสหายที่ด้านหลังให้เข้า
มาช่วย ทันใดนั้นสังหรณ์ร้ายพลันพุ่งวาบขึ้นในใจ!
มันหันมองอย่างช่วยไม่ได้
เห็นคนผู้หนึ่ง กับภาพร่างเงามายาเหลือคณานับ ปรากฎขึ้นด้านข้างมันอย่างเงียบ
เชียบ เงียบเชียบจนขนหัวลุก!
ลอบโจมตี!
มันสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง ยังไม่ทันจะร้องตะโกนออกมา ถ้อยคำที่มาถึงริม
ฝีปากก็ถูกดันกลับลงไปด้วยร่างเงามายาแน่นขนัดในครรลองสายตา
กระบี่บินแทงใส่ชุดเกราะปราณของมันโดยไร้สุ้มเสียง
กระบี่แม้ไร้สุ้มเสียง แต่กลับปรากฎพลังปราณอันเต็มไปด้วยอำนาจทำลายล้างโถม
ทะลักเข้ามาในร่างกายมัน
กระบี่มายาไร้เงามหาวินาศ!
เกราะปราณระดับสี่บนร่างเจ้าของกระบี่รุ้งโลหิตเปราะบางปานแผ่นกระดาษ ฉีก
ขาดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในบัดดล คนคล้ายถูกค้อนยักษ์หวดใส่ ปลิวลิ่วดุจถุงทรายเก่า
เข้าหาสหายซิวเจ่อที่ด้านข้าง!
สหายผู้นั้นสีหน้าแปรเปลี่ยน เกร็งกำลัง คิดรับร่างของสหายที่ถือกระบี่รุ้งโลหิต
เอาไว้
“ระวัง!” สหายอีกคนตวาดเตือน
คำเตือนยังไม่ทันจะขาดเสียง พริบตาดุจประกายไฟ ภายใต้ร่างของสหายที่ลอยลิ่ว
เข้ามา เห็นลำแสงเลือนรางสายหนึ่งสาดพุ่งขึ้นโดยปราศจากสุ้มเสียง กว่าซิวเจ่อผู้นั้นจะ
ทันมีปฎิกิริยา กระบี่บินหม่นแสงเล่มนั้นก็อยู่ห่างออกไปไม่ถึงสามจั้ง
บัดซบ!
ภายใต้ความแตกตื่นลนลาน มันกดกระบี่บินในมือลงต่ำ สกัดขวางอย่างจนตรอก
กระบี่บินมฤตยูเล่มนั้นแทงใส่กระบี่บินในมือมันอย่างถนัดถนี่ ติง เสียงปะทะแหลม
สูงดังแว่ว
มันสะท้านขึ้นทั้งร่าง ใบหน้าปราศจากสีเลือด ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
จากนั้นดวงตาค่อยๆ กลายเป็นว่างเปล่า
ซิวเจ่อที่เหลือเป็นคนสุดท้ายใบหน้าซีดเผือด ล่าถอยอย่างฉับพลัน
เช้ง!
ปราณกระบี่สีขาวที่มีปลายสีชมพูสายหนึ่ง แทงเข้าทรวงอกระเบิดออกกลางแผ่น
หลัง คนผู้นั้นนัยน์ตาเบิกกว้าง เหม่อมองไปยังด้านตรงข้าม เห็นรอยยิ้มเย็นเยียบตรงมุม
ปากของเหนียนลู่เป็นภาพสุดท้ายในชีวิตของมัน!
การลอบจู่โจมของม้าฝานสะท้านสะเทือนไปทั้งสนามรบ มันจู่โจมรวดเดียว สังหาร
สองศพใต้คมกระบี่ ประสบความสำเร็จในการช่วงชิงเวลาให้เหลยเผิงกับพวกทั้งสามได้
พักหายใจ จากนั้นเหนียนลู่ลอบโจมตี สังหารศัตรูที่แตกตื่นลนลานคนสุดท้าย
ม้าฝานสะกดพลังปราณที่ปันปั่วนในร่าง การจู่โจมกระบี่มายาไร้เงามหาวินาศสอง
กระบี่ติดต่อกันในชั่วพริบตา ต้องรู้สึกเรี่ยวแรงไม่ต่อเนื่องอย่างช่วยไม่ได้ มันไม่เสียเวลา
แม้แต่เหลือบมองว่าเหยื่อของมันยังมีชีวิตรอดอยู่หรือไม่ รีบใช้ท่าร่างภาพฝันเงาลวง
หายวับไปอีกครั้ง
สองฝั่ายระดมท่าไม้ตายปะทะกันอย่างหักโหม สามคนเสียชีวิตคาที่ เหตุ
เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน ทำให้หลายคนตะลึงงัน ม้าฝานฉวยโอกาสหลบหนีอย่าง
ลอยนวล
ท่าร่างภาพฝันเงาลวงของมันมีฝีมือมากที่สุดในการก่อกวน สร้างความสับสน ศัตรู
ยากจะมีเวลาขบคิดไตร่ตรอง ยิ่งทำให้สถานการณ์สู้รบสับสนได้มากเท่าใด ก็ยิ่งมี
ประโยชน์มากเท่านั้น
การลงมือของม้าฝาน ทำให้สมดุลของสนามรบค่อยๆ เอนเอียงมาทางพวกมัน
ในช่วงเวลานี้ ผลของการฝึกอบรมหฤโหดเริ่มสำแดงพลังออกมา แต่ละหน่วยรบค่อยๆ
คุ้นเคยกับการลงมือสอดประสาน หนุนเสริมซึ่งกันและกัน
ทุกคนค่อยๆ ปรับตัวเข้าหากัน และคุ้นชินกับการประสานเข้าหาม้าฝานมากขึ้นเป็น
ลำดับ
ยิ่งสถานการณ์คับขันตึงเครียดมากเท่าไร ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อการจู่โจมของม้าฝาน
มากขึ้นเท่านั้น มันลงมือคราใดล้วนประสบผล โดยไม่รู้ตัว ความได้เปรียบของพวกมัน
เริ่มกลายเป็นที่ชัดเจนมากขึ้นทุกขณะ
เปั้าเต๋อรู้สึกว่าการสู้รบในวันนี้ย่ำแย่ถึงที่สุด ฝั่ายมันมีเปรียบเรื่องจำนวนคนอย่าง
เห็นได้ชัด แต่เมื่อเริ่มต่อสู้ กลับรู้สึกอึดอัดขัดข้องมากขึ้นเรื่อยๆ พวกมันคล้ายติดอยู่ใน
บึงโคลน มีเรี่ยวแรงกำลังแต่ไม่มีที่ให้ใช้ออก
(เปั้าเต๋อ – คุณธรรมแซ่เปั้า)
ในตอนแรกเริ่ม เรื่องนี้ยังไม่เห็นชัดเจนนัก แต่ยิ่งต่อสู้นานเท่าไร ความรู้สึกของ
ความไร้อำนาจนี้ก็ยิ่งกระจ่างชัดมากขึ้นทุกขณะ
ศัตรูที่รับมือมันเป็นผู้คนสามคน เห็นได้ชัดว่าทุกคนเป็นเพียงหนิงม่ายขั้นแรก คิดไม่
ถึงว่าพวกมันกลับหยุดยั้งเปั้าเต๋อเอาไว้ได้ ยุทธวิธีของอีกฝั่ายเน้นอ่อนหยุ่นสยบแข็งกร้าว
ไม่เคยปะทะกับมันซึ่งหน้าเลยสักครั้ง ทำเอาเปั้าเต๋ออึดอัดขัดข้องจนแทบกระอัก
เลือดออกมา
ทุกครั้งที่มันโหมรุกเร้าหมายสยบคนทั้งสามในคราวเดียว เจ้าคนผู้นั้นซึ่งไม่รู้ว่าโผล่
มาจากที่ใด จะสอดมือเข้ามาก่อกวน ทำให้สภาวะจู่โจมของมันเสียขบวนรวนเรทุกครั้ง
ไป
และการเสียขบวนรวนเรนี้เอง ความได้เปรียบที่อุตส่าห์ช่วงชิงมาอย่างยากลำบากก็
หายไปทันที จำต้องเริ่มใหม่อีกครั้งตั้งแต่ต้น
หลังจากต่อสู้เป็นเวลานาน มันก็พบเห็นลวดลายของฝั่ายตรงข้าม คนทั้งสามนั้น
ประสานความร่วมมืออย่างยอดเยี่ยม คนหนึ่งรุก คนหนึ่งก่อกวน คนหนึ่งตั้งรับ ที่น่าขุ่น
แค้นยิ่งไปกว่านั้น คือผู้รับหน้าที่จู่โจมกันคนที่รับหน้าที่ปั้องกัน มักจะสลับสับเปลี่ยนกัน
อยู่ตลอดเวลา ตอนที่เริ่มการต่อสู้ มันคาดว่าสามารถจัดการกับศัตรูทั้งสามนี้ได้ในเวลา
ไม่นานนัก แต่ผู้ใดจะไปคาดคิด จนกระทั่งถึงตอนนี้ พวกมันก็ยังยืนหยัดต่อต้านอย่างไม่
เพลี่ยงพล้ำ เปั้าเต๋อรู้สึกเสื่อมเสียหน้านัก การจู่โจมของมันหนักหน่วงรุนแรงขึ้นทันควัน
แต่มันก็ยังคาดไม่ถึงอยู่ดี ว่ายิ่งต่อสู้มากเท่าไร มันก็ยิ่งต้องขุ่นข้องรำคาญมากขึ้นเท่านั้น!
นอกเหนือจากสามคนที่ประจันหน้ากันอยู่ มันยังต้องคอยระวังเจ้าคนน่ารำคาญที่
สามารถโผล่ออกมาได้จากทุกที่ เจ้าคนน่ารำคาญใจเหมือนแมลงวันผู้นั้น!
มันกล้าดูแคลนสามคนที่อยู่ตรงหน้า แต่ย่อมไม่กล้าประมาทม้าฝาน
เจ้าคนผู้นั้นก็เป็นหนิงม่ายขั้นสอง!
มารดามันเถอะ นี่จะให้มันต่อสู้ได้อย่างไร!