สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 219 ปูนบำเหน็จ
ในทางลับ ทุกคนเมื่อกล่าวถึงใบหน้างดงามราวอิสตรีของกงซุนชา มักจะอดใจไม่ได้
ต้องหัวร่อดูแคลนอยู่เสมอ แต่เมื่อแม่นางน้อยนั่งอยู่ตรงหน้า พวกมันต้องนั่งเหยียดหลัง
ตรงแน่วอย่างช่วยไม่ได้ สายตามองตรงไปเบื้องหน้า สีหน้าท่าทีเรียบๆ ร้อยๆ ยิ่ง
ผู้คนเช่นเหลยเผิง ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ใต้คำสั่งของแม่นางน้อยมาตั้งแต่แรก เริ่มมี
ประสบการณ์ช่ำชอง ต่อหน้าแม่นางน้อย สายตาของพวกมันสมควรจับอยู่แค่ปลายจมูก
ของตัวเองเป็นดีที่สุด จมูกของพวกมันชี้ไปยังหัวใจของพวกมัน อย่าได้ไปมองตาแม่นาง
น้อยเป็นอันขาด มิเช่นนั้น จะพบว่าพวกมันเย็นเยียบอยู่เสมอ
“ปูนบำเหน็จตามความดีความชอบ” เสียงของแม่นางน้อยราบเรียบไร้อารมณ์ ยังคง
นุ่มนวลเช่นเคย
เหลยเผิงอึ้งงัน ที่แท้ที่เหล่าเหนียนกล่าวมาเป็นเรื่องจริง? มีการปูนบำเหน็จตาม
ความดีความชอบจริงๆ? หัวใจมันเต้นระส่ำ อดสะท้านขึ้นทั้งร่างไม่ได้
ไม่ใช่แค่มันคนเดียว ทุกผู้คนล้วนไม่อาจปกปิดสีหน้าปิติยินดีของพวกมันได้ พวกมัน
มีอาคมหวงห้ามอยู่ในร่าง ดังนั้นชีวิตของทุกคนล้วนอยู่ในกำมือจั่วม่อ จะบีบก็ตาย จะ
คลายก็รอด พวกมันเดิมทีคิดว่าพวกตนเป็นเพียงหญ้าฟางกระสุนปึนใหญ่ที่ใช้ทิ้งขว้าง
ชีวิตไม่มีราคาค่างวดใด กระทั่งฝันยังไม่เคยนึกฝันว่าจะได้รับการปูนบำเหน็จ
“เริ่มกันเลยเถอะ” สีหน้าของทุกผู้คนล้วนอยู่ในสายตาของกงซุนชา จิตใจมัน
กระจ่างชัดยิ่ง มุมปากยกยิ้ม ตัดสินใจทิ้งระเบิดหนักตั้งแต่เริ่มแรก
“นี่คือวิชาท่าร่างระดับห้า เถ้าแก่ตกลงใจควักออกมามอบเป็นรางวัล”
ฮือฮา!
สายตาทุกคนหันมาจ้องม้วนหยกในมือแม่นางน้อยเป็นตาเดียว ร้อนแรงจนแทบจะ
หลอมละลายม้วนหยกไป บรรยากาศในห้องพลุ่งพล่านขึ้นอย่างเฉียบพลัน
วิชาท่าร่างระดับห้า! นี่มันสินค้าระดับห้า!
ไม่ว่าเวทวิชาใด เมื่อเข้าถึงระดับห้า คุณค่าก็ยากจะหาใดเทียบเทียม ไม่ว่าจะเป็นใน
อาณาจักรนภาจันทร์หรือในอาณาจักรขุนเขาน้อย เพียงแค่เวทวิชาระดับสี่ ก็มีเพียง
ระดับศิษย์เอกของสำนักเท่านั้นที่จะได้รับอนุญาตให้ฝึกปรือ นี่เป็นกฎเกณฑ์ที่ไม่ได้
บันทึกไว้ แต่ทุกผู้คนล้วนทราบดี แล้วนี่เวทวิชาระดับห้า? สำนักมากมายไม่ได้มีเวทวิชา
ระดับห้าไว้ในครอบครองเสียด้วยซ้ำ!
เวลานี้วิชาท่าร่างระดับห้าอยู่ต่อหน้าพวกมัน ใกล้แค่เอื้อมมือถึง
ภายในห้องปรากฎเสียงลมหายใจกระชั้นเร่งร้อนนับไม่ถ้วน โดยไม่รู้ตัว สีหน้า
ตื่นเต้นเร้าใจเต็มอยู่บนใบหน้าของทุกผู้คน หากไม่ใช่ว่ามีอาคมหวงห้ามอยู่ในร่าง ผู้คน
เกินครึ่งคงโถมเข้าไปแย่งชิงโดยไม่คำนึงถึงชีวิตแล้ว
กงซุนชาพออกพอใจกับการแสดงออกของพวกมัน ปูนบำเหน็จอย่างเที่ยงธรรม ลง
ทัณฑ์อย่างเฉียบขาด ล้วนเป็นกุศโลบายการปกครองซึ่งกองกำลังอันมั่นคงเป็นระเบียบ
จำเป็นต้องมี กงซุนชาไม่เคยห่วงกังวลว่ากลุ่มคนปั่าเถื่อนเหล่านี้จะกระด้างกระเดื่อง แต่
วิธีเพิ่มความกระตือรือร้นสนใจของพวกมัน มักเป็นปัญหาที่ทำให้ต้องปวดเศียรเวียน
เกล้าอยู่เสมอ
“นี่เป็นกระบี่บินระดับสี่ชั้นกลาง เรียกว่ากระบี่ประกายลี้ลับ เนื้อกระบี่บริสุทธิ์ยิ่ง
แต่โอนเอียงไปทางธาตุน้ำอยู่บ้าง เป็นกระบี่ที่ดีที่สุดในการปูนบำเหน็จคราวนี้”
กระบี่บินเล่มนี้ยาวหนึ่งฉื่อ ตัวกระบี่แคบเรียว สีดำสนิท ส่องประกายสีน้ำเงิน
เรืองรอง ทันทีที่นำออกมา เจตจำนงกระบี่บางเบาพลันกระเพื่อมออกมาดุจคลื่นน้ำสาด
ซัดไปทั่วทั้งห้อง
ซีด!
เสียงสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บดังขึ้นจากกลุ่มคน คนเหล่านี้ล้วนมีสายตาที่ดี
กระบี่ประกายลี้ลับเล่มนี้ไม่ใช่สินค้าทั่วไปอย่างเด็ดขาด
ระดับสี่ชั้นกลาง!
ซิวเจ่อเหล่านี้ แทบทุกคนอยู่ในด่านหนิงม่าย แต่ผู้ที่ครองครองกระบี่บินระดับสี่ มี
แค่ห้าคนหกคนเท่านั้น มิหนำซ้ำทั้งห้าหกคนนั้น กระบี่ของพวกมันล้วนเป็นเพียงกระบี่
บินระดับสี่ชั้นล่างทั้งสิ้น
“นี่คือเกราะปราณเก้าอรุณ ระดับสี่ชั้นกลาง เป็นยุทธภัณฑ์เวทสายปั้องกันที่ดีที่สุด
ในการปูนบำเหน็จคราวนี้ ธาตุไม้ บนตัวเกราะสลักค่ายกลสี่ขบวน ‘เสริมแกร่ง’ ‘ขจัดใจ
มาร’ ‘สงบจิตใจ’ และ ‘ทลายมายาภาพ’ ในสถานที่ที่มีปราณพฤกษาเปียมล้น เกราะ
ปราณจะสามารถดูดซับปราณพฤกษาเพื่อซ่อมแซมตัวมันเองได้”
อึ๊ก
เสียงกลืนน้ำลายแทบจะดังเป็นเสียงเดียว ทุกผู้คนจับจ้องเกราะปราณไม่วางตา นี่
เป็นสิ่งที่ดี! หากพวกมันสวมเกราะนี้ ก็เท่ากับมีชีวิตน้อยๆ เพิ่มขึ้นอีกครึ่งชีวิต
กงซุนชาคล้ายไม่สังเกตเห็นสายตาของทุกคน มันทยอยแนะนำกระบี่บินกับ
ยุทธภัณฑ์เวททั้งหมดทีละชิ้นๆ อย่างเฉื่อยชา
ภายในห้อง เสียงหอบหายใจหนักหน่วงดังกึกก้องดุจสายฟั้าคำรณ ทุกผู้คนใบหน้า
แดงก่ำ ตื่นเต้นจนมือไม้สั่นเทา หลายคนดึงเสื้อจนฉีกขาด ชั้นเหงื่อผุดพรายบนหน้าผาก
ไหลย้อยลงมา อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้พวกมันไม่ได้รู้ตัวเลยสักนิด ทุกสายตาตรึง
แน่นอยู่ที่เหล่ากระบี่บินยุทธภัณฑ์เวทเบื้องหน้ากงซุนชา
แสงสีต่างๆ ของกระบี่บินยุทธภัณฑ์เวทกระจัดกระจายไปทั่ว สะท้อนในส่วนลึกของ
นัยน์ตาแต่ละคน
เหลยเผิงใบหน้าชุ่มเหงื่อ ปากคอแห้งผาก ตาโปนโตปานกระดิ่งถลึงกว้าง เกรงว่าจะ
พลาดชมยุทธภัณฑ์เวทชิ้นใด เมื่อยุทธภัณฑ์เวทชิ้นสุดท้ายผ่านการแนะนำเสร็จสิ้น หัวใจ
ที่เขม็งเกลียวค่อยผ่อนคลายลงโดยไม่รู้ตัว ความคิดจิตใจคืนสู่ร่าง ถอนหายใจอย่างโล่
งอกออกมา
ทันใดนั้นเสียงลมหายใจดังลั่น เหลยเผิงแตกตื่นจนขวัญหาย รู้สึกตกใจกับเสียงลม
หายใจที่ดังก้องอย่างน่าประหลาดของตน
จบสิ้นแล้ว! ทำให้แม่นางน้อยขุ่นข้องรำคาญใจ จะต้องประสบชะตากรรม
ยากลำบาก! ทันทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้นในหัว อดฝึนยิ้มขมขื่นไม่ได้
แต่เมื่อพบเห็นการหายใจของผู้คนรอบกาย ค่อยตระหนักว่าที่แท้ไม่ใช่เสียงหายใจ
ของมันคนเดียว แต่ทุกคนล้วนทอดถอนออกมาโดยพร้อมเพรียง เสียงถอนหายใจแม้ไม่
ดังนัก แต่ภายใต้สภาพแวดล้อมอันเงียบสงัดเป็นพิเศษ ดูเหมือนดังกึกก้องอย่างน่า
ประหลาดจริงๆ
ทั้งห้องกลับเป็นเงียบลงอย่างรวดเร็ว เงียบสนิทใจ ทุกคนหัวใจเริ่มเต้นรัวอีกครา
พวกมันทราบดี ต่อจากนี้ต่างหากจึงจะเป็นฉากสำคัญที่สุด!
ของรางวัลมีมากมายจริง แต่ผู้ใดจะได้รับ? จะจัดสรรด้วยวิธีการใด? จุดนี้มี
ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง นี่เป็นตัวกำหนดโดยตรงว่าสิ่งที่ตกอยู่ในมือพวกมัน จะเป็นของ
ดีหรือสินค้าสวะ
“ผู้ที่มีความดีความชอบมากที่สุดจะได้เลือกก่อน คนละหนึ่งชิ้น ไล่ลงไปตามลำดับ”
สุ้มเสียงของแม่นางน้อยแม้ไม่ดัง แต่ชัดเจนยิ่ง ในสภาพแวดล้อมอันเงียบสงัดจนกระทั่ง
เข็มตกยังได้ยินนี้ ยิ่งชัดเจนเป็นพิเศษ”คนแรก ม้าฝาน”
สีแดงซ่านฉีดขึ้นบนใบหน้าม้าฝาน ราวกับว่ามันกำลังเมามายสุรา ภายใต้สายตา
อิจฉาเลื่อมใสของทุกผู้คน มันรีบลุกขึ้นยืน และเลือกวิชาท่าร่างระดับห้าโดยไม่ลังเล
แม้แต่แวบเดียว
แม้ว่าหลายคนจะคาดเดาไว้แล้ว แต่ยังอดเผยสีหน้าผิดหวังสุดระงับไม่ได้ หนึ่งในนั้น
คือเหลยเผิง
วิชาท่าร่างระดับห้า!
เห็นม้วนหยกหลุดลอยไปต่อหน้าต่อตา ความรู้สึกนี้ไม่อาจบรรยายได้ด้วยเพียงคำ
ว่าย่ำแย่!
แต่นี่ก็เป็นแค่ความอิจฉาริษยาเท่านั้น เรื่องที่ม้าฝานได้เลือกเป็นคนแรกกลับไม่มี
ผู้ใดกังขา บทบาทของม้าฝานที่มีต่อการต่อสู้ครั้งนี้ ไม่มีผู้ใดสามารถแทนที่ได้
ยังไม่ทันที่ทุกคนจะได้ทำใจจากการสูญเสียวิชาท่าร่างระดับห้า แม่นางน้อยก็กล่าว
สืบต่อ”เหลยเผิง จงหยู เหนียนลู่ พวกเจ้าเข้ามา หน่วยของพวกเจ้าสามารถเลือกหนึ่งชิ้น
ระดับสี่ สองชิ้นระดับสาม”
เหลยเผิงในศีรษะลั่นอึงอล แล้วกลายเป็นว่างเปล่าขาวโล่ง
ถึงรอบของมันแล้ว…
มันไม่ทราบว่าตัวเองลุกขึ้นยืนได้อย่างไร เหนียนลู่กับจงหยูใบหน้าเต็มไปด้วยความ
ไม่อยากเชื่อ นี่ราวกับฝันไป แม้แต่จงหยูผู้สงบเยือกเย็นที่สุดในคนทั้งสาม ยังไม่สามารถ
รักษาความสงบของมันเอาไว้ได้
คนทั้งสามเจ้ามองดูข้า ข้ามองดูเจ้า ผ่านไปครู่ใหญ่ พวกมันพบว่ายากจะตกลงกัน
ว่าผู้ใดจะได้รับยุทธภัณฑ์เวทระดับสี่ไปครอง
กงซุนชาเห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ก็ตัดสินใจให้ทันที “จับไม้สั้นไม้ยาวกำหนด
ลำดับเถอะ ต่อไปก็ใช้วิธีสับเปลี่ยนหมุนเวียนกัน”
วิธีการนี้ยุติธรรมยิ่ง ไม่มีผู้ใดเห็นค้าน
เหลยเผิงยิ่งเหงื่อกาฬแตกพลั่ก หัวใจเต้นกระหน่ำรัว เนื่องเพราะมันได้เลือกเป็นคน
แรก จากนั้นเป็นจงหยู สุดท้ายคือเหนียนลู่
ช่างน่าขายหน้าจริงๆ เรื่องแค่นี้ก็ควบคุมอารมณ์ไม่ได้แล้ว! มันดูถูกเหยียดหยาม
ตัวเองอยู่ในใจ
แต่ดูถูกก็ส่วนดูถูก ที่ต้องเลือกก็ไม่ได้ชักช้าแม้แต่น้อย เหลยเผิงคว้าเกราะปราณเก้า
อรุณอย่างไม่ลังเล เสียงทอดถอนดังระงมรอบห้อง เห็นได้ชัดว่าหลายคนก็ปรารถนา
เกราะปราณชุดนี้ ไม่ทราบเพราะเหตุใด เมื่อได้ยินเสียงทอดถอนเหล่านี้ เหลยเผิงรู้สึก
ปลาบปลื้มไปทุกรูขุมขน ภาคภูมิใจอย่างล้นเหลือ
มันรีบสวมใส่เกราะปราณโดยไม่รีรอ
จงหยูเลือกปลอกแขนระดับสามชั้นยอด ส่วนเหนียนลู่เลือกรองเท้าระดับสามชั้น
ยอด แม้ว่าพวกมันจะไม่ได้เลือกสินค้าระดับสี่ แต่สองชิ้นที่พวกมันเลือกก็ยังคงเป็นสิ่งที่
ดีมากในหมู่สินค้าระดับสาม คนทั้งสองไม่สามารถปล่อยมือได้
กงซุนชาตัดสินความดีความชอบตามหน่วยรบ แต่ละหน่วยรบสามารถเลือกสินค้า
ระดับสี่ได้หนึ่งชิ้น และระดับสามอีกสองชิ้น สินค้าระดับสี่ถูกแบ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
ลำดับหลังๆ ไม่ได้รับแม้แต่ชิ้นเดียว ได้แต่เบิกตาจ้องมองเท่านั้น
แต่ทุกผู้คนล้วนได้รับยุทธภัณฑ์เวทคนละชิ้นอย่างถ้วนทั่ว
สำหรับซิวเจ่อที่เพิ่งเปลี่ยนจากสถานะนักโทษเฉกเช่นพวกเปั้าเต๋อ ก็ได้แต่จ้องมอง
อย่างอิจฉาตาร้อน กงซุนชาย่อมไม่คิดแบ่งของรางวัลให้แก่พวกมัน ยุทธภัณฑ์เวทที่
เหลือจะถูกนำไปใช้เป็นของรางวัล สำหรับหน่วยรบที่มีผลการฝึกอบรมยอดเยี่ยมใน
ภายหลัง
กงซุนชายังกล่าวอย่างแจ้งชัด ว่ารางวัลที่แต่ละคนได้รับถือเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของ
พวกมัน คนอื่นจะไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้อีก อย่างเช่นวิชาท่าร่างระดับห้าที่ม้าฝานเลือก
ไป จะไม่ส่งต่อให้แก่ผู้อื่น หากผู้ใดต้องการฝึกปรือ จะต้องถามม้าฝานเสียก่อนว่ายินยอม
มอบให้หรือไม่ หรือต้องใช้สิ่งใดแลกเปลี่ยน นั่นเป็นธุรกิจการค้าของม้าฝานเองแล้ว
แต่ไม่ว่าจะเป็นจั่วม่อหรือกงซุนชาก็ไม่เคยคาดคิด ว่าการปูนบำเหน็จรางวัลในคราว
นี้ จะส่งผลกระทบอันใหญ่โตเพียงใดในอนาคต
กงซุนชายังคงควบคุมดูแลเหล่าลูกสมุนให้ฝึกฝนต่อ การต่อสู้ครั้งล่าสุดเผย
ข้อบกพร่องออกมามากมาย กลยุทธ์สามคลื่นพิฆาต หากเป็นกองทัพที่ได้รับการฝึกปรือ
มาเป็นอย่างดี และหากเป็นคู่เดินหมากลึกลับของมันผู้นั้น เพียงแค่ใช้สามคลื่นพิฆาต
ออกมาครั้งเดียว ก็เพียงพอที่จะกวาดล้างศัตรูทั้งหมดจนย่อยยับ
มันไม่เพียงแต่ไม่อาจกวาดล้างศัตรู สุดท้ายยังติดอยู่ในการสู้รบพัวพันเป็นเวลานาน
นี่ทำให้กงซุนชาผู้มักจะมีข้อเรียกร้องต่อตนเองสูงมาก บังเกิดความขุ่นข้องขึ้นมา
เมื่อแม่นางน้อยขุ่นข้องใจ ทุกผู้คนก็ไม่ได้มีวันคืนที่ดีแล้ว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้กงซุนชาประหลาดใจยิ่ง ก็คือคนเหล่านี้กลับกลายเป็นมี
ความกระตือรือร้นอย่างเปียมล้นต่อการฝึกอบรม สมบูรณ์เกินความคาดหมายของมัน
ทุกผู้คนราวกับถูกฉีดด้วยเลือดไก่ แผดเสียงคำรามไปพลาง ฝึกฝนอย่างบ้าคลั่งไปพลาง
และแล้วเมื่อกงซุนชาทำตามคำมั่นสัญญา ด้วยการมอบยุทธภัณฑ์เวทเป็นรางวัลแก่
หน่วยรบที่เสร็จสิ้นการฝึก มันก็ค้นพบด้วยความตื่นตะลึง ว่ามันไม่จำเป็นต้อง
ควบคุมดูแลอีกแล้ว
ในกลุ่มคนเหล่านี้ไม่มีเณรน้อย พวกมันล่วงรู้ความสำคัญของยุทธภัณฑ์เวท มี
ยุทธภัณฑ์เวทมากขึ้น ผู้ใดจะไม่ชมชอบ? ในสนามรบ มียุทธภัณฑ์เวทมากขึ้นชิ้นหนึ่ง
ชีวิตของพวกมันก็ปลอดภัยขึ้นอีกหนึ่งส่วน ที่สำคัญ การฝึกอบรมไม่มีอันตรายถึงชีวิต
ฝึกฝนแล้วได้รับยุทธภัณฑ์เวท นี่เป็นสิ่งที่ดี หากเป็นกาลก่อนพวกมันคงไม่สนใจนัก แต่
ในอาณาจักรขุนเขาน้อยที่กลายเป็นนรกในแดนดิน เรื่องเช่นนี้พวกมันไม่เคยได้ยินได้ฟัง
มาก่อน
ไม่มีผู้ใดต้องการถูกทิ้งล้าหลัง
ไม่ได้รับเมล็ดข้าวปราณเพิ่มเติม ทั้งยังเพิ่มปากท้องให้ต้องเลี้ยงดู ความกดดันของ
จั่วม่อในเรื่องของเมล็ดข้าวปราณเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน โดยเฉพาะหลายวันมานี้ไม่ทราบ
เพราะเหตุใด คนเหล่านี้จู่ๆ ก็เริ่มฝึกปรืออย่างบ้าคลั่งมากกว่าเดิม ปริมาณสิ้นเปลืองข้าว
ปราณพุ่งทะยานขึ้นเท่าตัว
จั่วม่อรู้สึกกดดันมากขึ้นทุกขณะ ทุ่มเทความพยายามสิบสองส่วน ศึกษาค้นคว้า
แผนผังปิศาจทั้งวันทั้งคืน โดยไม่หยุดพัก
เมื่อบังเกิดความคิด มันจะรีบทดลองทันที ไม่ใส่ใจไยดีกับวัตถุดิบที่ต้องสิ้นเปลือง
เสียเปล่า มองดูปริมาณข้าวปราณลดฮวบลงเรื่อยๆ มันยิ่งรู้สึกกดดันจนแทบหายใจไม่
ออก ความคืบหน้าของมันไม่เลวนัก สามารถคัดแยกโครงสร้างที่ไร้ประโยชน์ออกไปเกิน
ครึ่งแล้ว โครงสร้างที่ยังหลงเหลือมีไม่ถึงหนึ่งในสามเท่านั้น
แต่หนึ่งในสามนี้ก็ยังคงครอบคลุมรูปแบบค่ายกลมากกว่าเจ็ดสิบชุด!
จั่วม่อไม่มีเวลาจะมัวมานั่งขบคิดวิเคราะห์อีกแล้ว เวลากระชั้นเข้ามาทุกขณะ มัน
ตัดสินใจใช้วิธีการอันดื้อด้านและโง่งมที่สุด แต่มีประสิทธิภาพมากที่สุด
ทดลองมารดามันไปทีละค่ายกล!
มันเริ่มทดลองไปทีละค่ายกล ทีละค่ายกลอย่างบ้าคลั่ง เสร็จสิ้นไปหนึ่ง ก็เริ่มต่ออีก
หนึ่ง ติดต่อตามกันโดยไม่มีการหยุดมือ
ในช่วงเวลาไม่กี่วัน ภายในห้องของมันก็เต็มไปด้วยผลผลิตที่ล้มเหลวกองเท่าภูเขา
ย่อมๆ
ตลอดเจ็ดวันเจ็ดคืน มันไม่ได้หลับนอน ไม่ได้หยุดมือ กระทั่งนั่งเข้าฌานยังไม่ได้นั่ง
เมื่อหมดสิ้นพลังปราณ มันก็คว้าจิงสือขึ้นมาดูดซับพลังปราณโดยตรง แล้วหันกลับไป
ทดลองต่อ
จั่วม่อดูซีดเซียวไปทั้งร่าง ไม่ได้หลับนอนไม่ได้พักผ่อนติดต่อเป็นเวลาเจ็ดวันเจ็ดคืน
กระทั่งพลังจิตสำนึกที่บรรลุถึงด่านฮั่วอู่ ยังมาถึงขีดจำกัดแล้ว
อย่างไรก็ตาม จั่วม่อหลงลืมความเหน็ดเหนื่อยทั้งหมดและลืมความอ่อนล้าทั้งมวล
มันเหม่อมองไปยังฝั่ามือของตนอย่างมึนงง มองสิ่งของรูปร่างน่าเกลียดสุดเปรียบ
ปานที่อยู่ในมือ!