สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 220 ปลดโซ่เส้นแรก
เปั้าเต๋อไม่กี่วันมานี้นับว่าได้เปิดหูเปิดตาอย่างแท้จริง
กองกำลังที่อยู่ต่อหน้ามันนี้ แตกต่างจากกองกำลังอื่นที่เคยพบเห็นมาทั้งหมด สาม
คนรวมเป็นหนึ่งหน่วย นั่นคือกระบวนทัพค่ายกลสามอัจฉริยะ นั่นคือความสุขสบายและ
ความเจ็บปวดจากการฝึกฝน มีข้าวปราณเพียงพอ และยังมีการปูนบำเหน็จให้แก่คนที่
อยู่ภายใต้การควบคุมของอาคมหวงห้าม…
มันมองไปยังเหล่าคนที่มาก่อน พวกมันต่อสู้แย่งชิงเพื่อเป็นอันดับแรกราวกับเหล่า
เด็กน้อย ไม่มีความคิดต่อต้าน ไม่มีความไม่พอใจ ทั้งหมดเปิดเผยตรงไปตรงมา เรียบง่าย
เสียจนไม่อาจเรียบง่ายไปกว่านี้ แต่กองทัพก็แปรเปลี่ยนไปด้วยวิธีการอันตรงไปตรงมา
เช่นนี้เอง
ยิ่งอยู่นานเท่าไร มันก็ยิ่งรู้ซึ้งถึงพลังของเถ้าแก่ของกองกำลังนี้มากขึ้นเท่านั้น พลัง
เช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนจะพบเห็นได้ในการมองปราดเดียว แต่เป็นพลังอันสงบเงียบที่ซ่อน
อยู่ในเมฆอ่อนจางลมบางเบา ต้องค่อยๆ ซึมซับสังเกตสังกาจึงจะเข้าใจ แม้ว่าทุกผู้คน
ล้วนหวาดเกรงแม่นางน้อย แต่เปั้าเต๋อเป็นชนชั้นผู้นำกองกำลังมาก่อน สามารถเห็นได้
อย่างรวดเร็วว่าที่จริงเป็นผู้ใดที่เป็นหัวใจหลักของกองกำลัง
ด้วยฝีมือกุศโลบายเช่นนี้ เถ้าแก่ผู้นี้ความสำเร็จในอนาคตต้องไม่ธรรมดาสามัญ ได้
ติดตามผู้นำที่ดี อนาคตของมันเองก็คงจะไม่มืดมนนัก
แต่เถ้าแก่เห็นได้ชัดว่าเป็นเพียงบุรุษอายุยี่สิบกว่าปี เพิ่งทะลวงผ่านเข้ามายังด่านห
นิงม่ายขั้นแรกเท่านั้น…โชคชะตานี้มัน…
ไม่ว่าจะมีความคิดมากมายเท่าใดไหลผ่านในใจของเปั้าเต๋อ แต่ความสามารถในการ
ฝึกอบรมของมันก็ไม่ได้ด้อยกว่าผู้ใด ศักดิ์ฐานะผู้นำในอดีตกับพลังบำเพ็ญเพียรด่าน
หนิงม่ายขั้นสอง ไม่ได้ทำให้มันได้รับสิทธิพิเศษอันใด สิ่งที่ทำให้มันรู้สึกอับจนปัญญาก็
คือ สหายอีกสองคนในหน่วยรบเดียวกันก็ฝึกอบรมอย่างบ้าคลั่งไม่แพ้คนอื่นๆ นี่ทำให้
มันสลดหดหู่มาก
ก็แค่ยุทธภัณฑ์เวทไม่กี่ชิ้น คุ้มค่ากับการทุ่มเทถึงเพียงนี้หรือ? เมื่อเคยเป็นถึงผู้นำ
กองกำลังหนึ่ง เปั้าเต๋อไม่มีความสนใจในยุทธภัณฑ์เวทระดับสาม
แต่มันไม่ต้องการบาดหมางกับสหายร่วมหน่วยรบเพียงเพราะการไปถ่วงแข้งถ่วงขา
พวกมัน จึงต้องก้มหน้าฝึกปรืออย่างบ้าคลั่งไปด้วยกัน นี่ไม่มีทางอื่น การปูนบำเหน็จของ
แม่นางน้อยตัดสินตามหน่วยรบ ไม่ใช่บุคคล นอกเสียจากว่าท่านจะเป็นเหมือนม้าฝานซึ่ง
สามารถเป็นหน่วยรบด้วยตัวมันเองเพียงลำพัง ควบคู่กับการที่แม่นางน้อยเฝั้ามองจาก
ด้านข้างตลอดเวลา เปั้าเต๋อไม่กล้าย่อหย่อนแม้แต่น้อย
ไม่ว่ากรณีใด ก็อย่าตอแยแม่นางน้อย
นี่เป็นประโยคที่แพร่หลายที่สุดในค่าย
อย่างไรก็ตาม ฮะ… นั่นไม่ใช่เถ้าแก่หรอกหรือ? จากทางหางตา เปั้าเต๋อเห็นเถ้าแก่
เดินถือวัตถุประหลาดเข้ามาในค่ายฝึก
มันอดให้ความสนใจไม่ได้ แต่เนื่องเพราะความฟุั้งซ่านของมัน ค่ายกลสามอัจฉริยะ
ที่โคจรอย่างราบลื่น พลันหยุดชะงักอย่างกะทันหัน จังหวะของหน่วยรบถูกรบกวนจน
ปันปั่วนรวนเร คนทั้งสามต้องหยุดลง เห็นความไม่พอใจในสายตาสหายร่วมหน่วยทั้ง
สอง เปั้าเต๋อต้องขออภัยอย่างรีบด่วน มันสามารถล่วงเกินผู้ใดก็ได้ ยกเว้นสหายร่วมทีม
ของมัน มิเช่นนั้นต่อให้กลายเป็นผีเฝั้าสนามรบ ยังไม่มีวันล่วงรู้ว่ามันตายอย่างไร
กงซุนชาเห็นจั่วม่อถือสิ่งของประหลาดเดินเข้าหา อดถามอย่างใคร่รู้ไม่ได้”ศิษย์พี่
นั่นมันสิ่งของอันใด?”
“เครื่องกลั่นกรองปราณ…” จั่วม่อชะงักวูบ ยกของอัปลักษณ์ในมือขึ้นดูใกล้ๆ เอ่อ
สมควรเรียกเจ้าสิ่งนี้ว่ากระไร?
ของสิ่งนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นยุทธภัณฑ์เวทชิ้นหนึ่ง แต่ยุทธภัณฑ์เวทก็มีหลากหลาย
ประเภท เจ้าสิ่งนี้สมควรจัดเข้าสู่ประเภทใด? หีบสมบัติ?
นี่เป็นหีบรูปร่างพิลึกกึกกือ ตัวหีบเต็มไปด้วยหลุมบ่อและรอยแตก ปะติดปะต่อด้วย
รูปทรงใหญ่น้อยหลากหลาย สีสันลายพร้อย อัปลักษ์สุดทนดู
“มันคือค่ายกลกลั่นเกลาปราณ” จั่วม่อขบคิด แล้วตกลงใจว่าคราวหน้าจะต้อง
เปลี่ยนรูปลักษณ์ของเจ้าสิ่งนี้ มิเช่นนั้นกระทั่งตั้งชื่อยังยากลำบาก
“ทุเรศนัยน์ตาอยู่บ้าง” กงซุนชาประเมินอย่างเป็นธรรม แต่พอเห็นดวงตาไม่เป็นมิตร
ของศิษย์พี่ ต้องกระแอมเบาๆ รีบเปลี่ยนหัวเรื่อง”แล้วมันใช้ทำอะไร?”
กล่าวถึงประโยชน์ของสิ่งของนี้ จั่วม่ออดยืดอกอย่างภาคภูมิใจไม่ได้ “อ้อ ไม่มีใด แค่
สามารถกลั่นกรองพลังปราณในจิงสือ ขจัดสิ่งสกปรกออกไป”
“ขจัดสิ่งสกปรกออกจากพลังปราณในจิงสือ…” กงซุนชางงงันวูบ แต่มันมีปฎิกิริยา
ตอบสนองอย่างรวดเร็ว ดวงตาเบิกกว้าง สุ้มเสียงดังขึ้นโดยไม่รู้ตัว “ท่านบอกว่าขจัดสิ่ง
สกปรกออกจากพลังปราณในจิงสือใช่หรือไม่?”
เห็นปฎิกิริยาของศิษย์น้องกงซุน จั่วม่อยิ่งลำพองใจ”ถูกต้อง!”
กงซุนชาดวงตาสว่างวาบ สุ้มเสียงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น “สามารถแทนที่ข้าว
ปราณได้หรือไม่?”
“แน่นอน!” จั่วม่อรู้สึกร่างกายเบาสบายอย่างบอกไม่ถูก มันหัวร่อฮิฮิ
“ข้าทดลองดูแล้ว ผลออกมาดีทีเดียว ที่มานี่ก็จะหาคนทดลองดูอีกหน”
กงซุนชาไม่กล่าวอะไรอีก รีบลุกขึ้นยืน กวาดตามองผู้คนที่กำลังฝึกฝน เห็นเหลยเผิง
กับพวกทั้งสามเพิ่งจะฝึกเสร็จพอดี “เหลยเผิง พวกเจ้าเข้ามานี่”
ได้ยินแม่นางน้อยเรียกหา ทั้งสามรีบวิ่งเข้ามาทันที
กงซุนชาหันกลับมาถามจั่วม่อ “ศิษย์พี่ ใช้งานอย่างไร?”
“อ้อ เอามือของเจ้าวางบนนี้ แล้วโคจรพลังปราณตามเคล็ดวิชาของเจ้า” จั่วม่อสาธิต
ท่าทาบฝั่ามือไว้บนค่ายกลรูปวงกลมสองวงด้านบนของหีบประหลาด
กงซุนชาหันมากล่าวกับเหลยเผิง “เจ้าลองดู”
“อ้อ” เหลยเผิงรับคำอย่างมึนงง มันแม้ไม่เข้าใจสิ่งของคล้ายขยะที่อยู่ตรงหน้า แต่
ยังคงทาบฝั่ามือลงในค่ายกลรูปวงกลม แล้วเริ่มโคจรพลังตามเคล็ดวิชาประจำตัวแต่โดย
ดี
“ฮะ!” เหลยเผิงอ้าปากค้าง …พลังปราณ!
กระแสพลังปราณแล่นผ่านเข้าสู่ฝั่ามือ ไหลเวียนไปตามเส้นชีพจรปราณอย่าง
รวดเร็ว พลังปราณที่บริสุทธิ์กระไรเช่นนี้! เหลยเผิงปลาบปลื้มยินดี พลังปราณบริสุทธิ์ก็
หมายความว่ามันไม่ต้องสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงมากมายในการกลั่นเกลาพลังปราณอีก! พลัง
ปราณไม่มีที่สิ้นสุดเจาะผ่านจากฝั่ามือ ไหลเวียนไปทั่วร่างกาย ในระยะเวลาอันสั้น มัน
รู้สึกว่าเส้นชีพจรปราณอันว่างเปล่าภายในร่าง เริ่มอิ่มเต็มขึ้นมาอีกครั้ง
ถึงตอนนี้มันค่อยตระหนักถึงประโยชน์ใช้สอยของเจ้าสิ่งประหลาดนี้อย่างฉับพลัน!
อาณาจักรขุนเขาน้อยตกอยู่ในสภาพย่ำแย่ถึงเพียงนี้เพราะเหตุใดเล่า?
เหตุผลสำคัญที่สุดก็คือปราณธรรมชาติในอากาศเบาบางลงมาก เบาบางเสียจนซิว
เจ่อไม่สามารถดูดซับเข้าสู่ร่างกายได้
ทุกผู้คนทราบกันดี พลังปราณของซิวเจ่อได้รับมาจากโลกแห่งธรรมชาติ ปราณ
ธรรมชาติในอากาศเป็นแหล่งกำเนิดปราณที่สำคัญที่สุดของพวกมัน เมื่อดูดซับปราณ
ธรรมชาติเข้ามาในร่าง ผ่านการกลั่นกรองขัดเขลา ปราณธรรมชาติจะแปรเปลี่ยนเป็น
พลังปราณที่บริสุทธิ์ขึ้น และถูกเก็บกักไว้ในเส้นชีพจรปราณของซิวเจ่อ เมื่ออาณาจักร
ขุนเขาน้อยสูญเสียปราณธรรมชาติในอากาศไปแทบหมดสิ้น ที่ก็เท่ากับทำลาย
แหล่งกำเนิดปราณที่ใหญ่ที่สุดของซิวเจ่อโดยตรง
ในความอับจนหนทาง ซิวเจ่อได้แต่แสวงหาหนทางอื่น เช่นการรับประทานข้าว
ปราณ พลังปราณในเมล็ดข้าวปราณดูดซับได้ง่าย ทั้งไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ส่วน
จิงสือที่ผู้คนมักใช้กัน ยิ่งเปียมล้นด้วยพลังปราณมากกว่าเมล็ดข้าวปราณเสียอีก
แต่เนื่องจากสิ่งสกปรกที่เจือปนอยู่ในพลังปราณจากจิงสือนั้นพยศดุร้ายยิ่งกว่าสิ่ง
สกปรกในปราณธรรมชาติในอากาศเสียอีก เป็นอันตรายต่อเส้นชีพจรปราณของซิวเจ่อ
อีกทั้งยังยากจะดูดซับถึงที่สุด หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน จะสร้างความเสียหายแก่
ร่างกายอย่างรุนแรง
เว้นเสียแต่สำนักใหญ่บางสำนักเท่านั้น ที่มีวิธีการลับในการขจัดสิ่งสกปรกในจิงสือ
วิธีการลับ…
เมื่อเหลยเผิงยกมือออกจากหีบประหลาด จิตใจฟุั้งซ่านไปไกล สีหน้าแปลกพิกลอยู่
บ้าง
เหนียนลู่มองเหลยเผิงอย่างงุนงง ยากนักที่จะเห็นต้าเผิง* ทำสีหน้าเช่นนี้ มันอดหัน
ไปมองหีบประหลาดทุเรศนัยน์ตานั้นอีกครั้งไม่ได้ ขยะชิ้นนี้ที่แท้มีปัญหาใด?
(*เจ้าเผิงใหญ่ – เป็นคำเรียกหาอย่างสนิทสนม)
หลังจากนั้นสักครู่ เมื่อมันทดลองดูด้วยตัวเอง จนกระทั่งละมือออกจากหีบ
เหนียนลู่ก็ใบหน้าพิกลเช่นกัน ปากพึมพำไม่หยุด สีหน้าท่าทีเหมือนเพิ่งพบพานผีสาง
เมื่อถึงคราวจงหยูทดลอง กระทั่งนักบวชเซนอย่างมันยังไม่อาจปกปิดสีหน้าตื่น
ตะลึงได้
ไม่ว่าจะก่อให้เกิดระลอกมากมายเพียงใดในจิตใจของคนทั้งสาม จั่วม่อกับกงซุนชาก็
พึงพอใจกับผลการทดลองเป็นอย่างยิ่ง ที่เหลือก็แค่ปรับปรุงรูปลักษณ์เสียหน่อย เจ้าสิ่ง
นี้ทุเรศนัยน์ตาอย่างแท้จริง กระทั่งตัวจั่วม่อเองยังรู้สึกแทบทนดูไม่ได้
ดวงตาเป็นประกายของกงซุนชาตรึงแน่นอยู่บนหีบสุดแสนอัปลักษณ์ มันย่อมทราบ
กระจ่างว่าของสิ่งนี้มีความหมายต่อพวกมันเช่นไร ขอเพียงมีของสิ่งนี้ ก็เท่ากับห่วงโซ่ที่
ล่ามคอพวกมัน หลุดออกไปแล้วหนึ่งเส้น!
ด้วยสภาพของอาณาจักรขุนเขาน้อยในปัจจุบัน ราคาของข้าวปราณทะยานขึ้นไปถึง
จุดที่น่าหัวร่อ ตรงกันข้าม เนื่องจากการขาดแคลนสินค้า จิงสือกลับมีประโยชน์น้อยมาก
บ่อยครั้งที่จะพบเห็นจิงสือถูกโยนทิ้งอยู่ข้างทาง เมล็ดข้าวปราณที่หาได้ยาก กลายมา
เป็นหน่วยเงินที่นิยมใช้กันมากที่สุดในอาณาจักรขุนเขาน้อย
“แต่นี่มีปัญหาอยู่บ้าง”
วาจาของจั่วม่อดึงกงซุนชากลับมา มันเผ่นผึงขึ้นทันที “ปัญหาอันใด?”
“หากต้องการผลิตเป็นจำนวนมาก ก็จำเป็นต้องใช้เหล็กเงินกร่อนสลายจำนวนมาก
เช่นเดียวกัน” จั่วม่อสุ้มเสียงขมขื่นอยู่บ้าง “ในมือข้าพอมีอยู่ส่วนหนึ่ง แต่แค่เพียงพอ
หลอมสร้างได้ไม่กี่ชิ้น”
กงซุนชางงงันวูบ คิดว่าช่างโชคไม่ดีเสียจริง รีบถามว่า “เหล็กเงินกร่อนสลายหายาก
นักหรือ?”
“เป็นวัตถุดิบระดับสามธรรมดาทั่วไปเท่านั้น” จั่วม่อแบสองมือ”เพียงแต่ก่อนหน้านี้
ข้าใช้ไปมาก จึงหลงเหลืออยู่ไม่เท่าไร”
“เรื่องนี้…” กงซุนชาขบคิดแวบหนึ่ง จากนั้นชูมือสูง ทำมือเป็นสัญญาณให้ทุกคนมา
รวมตัวกัน
ทุกผู้คนล้วนหยุดการฝึกอย่างฉับพลัน เจ้ามองดูข้า ข้ามองดูเจ้า ไม่มีผู้ใดเข้าใจ แต่
ยังคงมารวมตัวกันตามคำสั่ง สีหน้าพวกมันงุนงงไม่เบา แม่นางน้อยไม่เคยขัดจังหวะการ
ฝึกของพวกมันมาก่อน
“ผู้ใดทราบว่าเหล็กเงินกร่อนสลายอยู่ที่ใด?” กงซุนชาเปิดฉากถามอย่างไม่อ้อมค้อม
หลายคนตะลึงมอง เหล็กเงินกร่อนสลายคือสิ่งของอันใด?
ทันใดนั้นคนผู้หนึ่งชูมือขึ้น “ข้าทราบ” คนผู้นั้นคือเปั้าเต๋อ
“ที่ใด?” กงซุนชาจ้องเปั้าเต๋อเขม็ง
เปั้าเต๋อพอสบตาคมกล้าของแม่นางน้อยอย่างกะทันหัน อดเหงื่อเย็นไหลท่วมแผ่น
หลังไม่ได้ แต่จะอย่างไรมันยังคงเป็นชนชั้นผู้นำกองกำลัง รีบสะกดความแตกตื่นในใจ
แสร้งกล่าวอย่างเยือกเย็น”สำหรับที่เป็นชิ้นวัตถุดิบแล้ว ผู้น้อยไม่ทราบ แต่ผู้น้อยรู้จัก
เหมืองเหล็กเงินกร่อนสลาย”
“เหมือง!” จั่วม่อตาลุกวาบ “ที่ใด?”
เปั้าเต๋อกลืนน้ำลายอึกหนึ่ง ตอบอย่างเรียบๆ ร้อยๆ “ห่างจากที่นี่ไปสามร้อยลี้ เป็น
สถานที่ที่เรียกว่าหาดประตูหิน เดิมทีเป็นที่ตั้งของสำนักกระบี่อิทธิฤทธิ์ แต่เวลานี้ถูก
ครอบครองโดยกองกำลัง”
จั่วม่อหันไปมองกุงซุนชา กงซุนชาเข้าใจความหมายของศิษย์พี่ในทันที ศิษย์พี่
ต้องการเหมืองแห่งนี้ กงซุนชาลอบสงสัยใจ หากพวกมันมีเหมือง เช่นนั้นจะให้ผู้ใดทำ
เหมือง? แต่จะอย่างไร เมื่อศิษย์พี่บอกว่าต้องการเหมือง เช่นนั้นมันก็มีอยู่ทางเดียว แค่
ต้องนำเหมืองมาให้ศิษย์พี่เท่านั้น
มันหันกลับมามองเปั้าเต๋อ “พวกมันมีคนเท่าใด? ความเป็นมาของพวกมันเล่า?”
เปั้าเต๋อรีบตอบ “ราวหกสิบกว่าคน ผู้นำเรียกว่าเซี่ยซาน* หนิงม่ายขั้นสาม ใจดำ
อำมหิต ลูกสมุนล้วนเป็นหนิงม่ายทั้งหมด พวกมันได้ยินว่าสำนักกระบี่อิทธิฤทธิ์มีเมล็ด
ข้าวปราณ ดังนั้นบุกฆ่าล้างสำนักกระบี่อิทธิฤทธิ์ ยึดหาดประตูหินมาเป็นของตน”
(*เซี่ยซาน – ขอบพระคุณขุนเขา)
จากนั้นกล่าวอย่างระมัดระวังว่า”หากเถ้าแก่ต้องการเหล็กเงินกร่อนสลาย ท่าน
สามารถขอซื้อจากเซี่ยซานในราคาถูกมาก ผู้น้อยพอจะมีการคบหากับมันอยู่บ้าง…”
“ไม่จำเป็น” กงซุนชาโบกมือตัดบท จากนั้นกล่าว “กลับไปฝึกต่อ” เร่งรัดให้ผู้คน
กลับไปฝึกปรือตามเดิม เปั้าเต๋อแทบสำลักคำพูดที่ขึ้นมาถึงลำคอ อย่างไรก็ตาม มัน
ติดตามเหล่าสหายกลับไปฝึกปรืออย่างรู้ความ
“เจ้าคิดทำอย่างไร?” จั่วม่อถามอย่างใคร่รู้
มันทราบว่าศิษย์น้องมีแผนการอยู่ในใจแล้ว
“เราจะทุบตีมันจนกว่าพวกมันจะพิการ” กงซุนชากล่าวอย่างไม่เห็นสำคัญ
“ไม่มีเหตุผลใดที่ต้องให้จิงสือแก่พวกมัน คิดแย่งอาหารจากปากของเราหรือ ฮึ่ม ฮึ่ม!”
จั่วม่อสั่นศีรษะอย่างระอา โรคคลั่งสงครามของศิษย์น้องกงซุนกำเริบอีกแล้ว!
กองกำลังของเซี่ยซานน่าสังเวชจริงๆ!
มันอดรู้สึกเวทนาไม่ได้ แต่เมื่อคำพูดหลุดออกจากปาก กลับกลายเป็นว่า
“เร่งมือหน่อย!”