สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 235 สามคลื่นพิฆาตของคนฆ่าสัตว์
จั่วม่อนอนเหยียดยาวอยู่บนพื้น สามองครักษ์เกราะทองยืนปั้องกันอยู่รอบกาย
ร่างกายของมันประดุจฟองน้ำ ดูดซับปราณพิภพจากพื้นอย่างต่อเนื่อง พลังปราณ
ของหมัดคลื่นสวรรค์สิบสี่วัฎฎะ เกินขีดจำกัดสังขารร่างกายของมันไปมาก พลังปรานที่
บรรลุถึงขั้นน่าประหวั่นพรั่นพรึงแทบจะทำลายสองแขนของมันไป
กระแสพลังปราณที่ไม่อาจควบคุม แล่นพล่านไปทั่วร่างดุจม้าปั่าหลุดจากบังเหียน
ปราณพิภพราวกับกลุ่มหมอหลวง พยายามเยียวยาซ่อมแซมร่างกายของจั่วม่ออย่างสุด
ความสามารถ
ทำลาย รักษา ทำลายอีกครั้ง รักษาอีกหน… หมุนเวียนเป็นวัฎจักรที่คล้ายไม่มีที่
สิ้นสุด
ร่างกายของจั่วม่อประดุจสนามรบ การสู้รบดุเดือดรุนแรงจนแทบไม่สามารถ
จินตนาการได้ บางครั้งแขนขากระตุกอย่างแปลกประหลาด ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น ทุกครั้ง
ที่เลือดเนื้อกระดูกของมันแตกหักเสียหาย สิ่งสกปรกที่เจือปนอยู่ในเลือดเนื้อจะถูกกลั่น
เกลาออกมาทันที
ตามมาด้วยปราณพิภพ ซึ่งราวกับเส้นใยเหนียวหนึบ เต็มไปด้วยพลังเชื่อมประสาน
อันทรงแข็งแกร่ง คอยฟึนฟูซ่อมแซมเลือดเนื้อที่เสียหาย
แต่นี่เพิ่งจะเป็นการเริ่มต้นเท่านั้น…
ฉากที่รุนแรงยิ่งกว่าพลันอุบัติตามติด เริ่มจากไฟอีกาทองคำฉวยโอกาสอาละวาด
เมื่อปราศจากพลังที่คอยสะกดยับยั้งเอาไว้ มันก็หลุดออกจากการควบคุมอย่างสมบูรณ์
แผ่กระจายไปอย่างเงียบเชียบ ผสานรวมเข้ากับพลังปราณ เปิดฉากการทำลายล้างรอบ
ใหม่ที่ร้ายกาจรุนแรงกว่าเดิม
ในขณะเดียวกัน ลูกแก้วห้าธาตุตรวจพบภยันตรายทันควัน พลันเริ่มลงมือด้วย
ตัวเอง ดูดซับปราณธรรมชาติจากรอบข้าง
พร้อมกันนั้นก็ปลดปล่อยสายใยห้าธาตุบริสุทธิ์ของแหล่งกำเนิดห้าธาตุออกมา พวก
มันรวมเข้ากับปราณพิภพ ตรงเข้าเยียวยาซ่อมสร้างร่างกายของจั่วม่อ ตามหลังไฟอีกา
ทองคำไปติดๆ
แผนผังปิศาจบนร่างจั่วม่อบัดเดี๋ยวสว่างวาบ บัดเดี๋ยวสลัวริบหรี่ สามองครักษ์เกราะ
ทองที่เฝั้าอารักขาไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว พวกมันไม่ต่างจากรูปปัน ยืนกุมกระบี่นิ่งงัน
ไม่ไหวติง
ทันใดนั้น ใบหน้าที่เหมือนท่อนไม้แข็งทื่อของจั่วม่อพลันเริ่มเดือดปุดประดุจข้าวต้ม
เดือด สภาพน่าสะพรึงกลัวยิ่ง
เป็นไฟอีกาทองคำกับพลังปราณแล่นเข้ามาถึงใบหน้าของจั่วม่อ เริ่มอาละวาด
ทำลายล้าง ส่วนปราณพิภพกับแหล่งกำเนิดปราณห้าธาตุตามหลังมาทันกัน ทั้งสองฝั่าย
เริ่มทำสงครามรอบใหม่บนใบหน้าของจั่วม่อ
ในทะเลแห่งจิตสำนึก ผูเยาสีหน้าหนักอึ้งเคร่งเครียด
สถานการณ์ปัจจุบันซับซ้อนเกินความคาดหมายของมัน อยู่นอกเหนือขอบเขตการ
ควบคุมของมันอย่างสิ้นเชิง ริมฝีปากบางเฉียบดุจคมมีดของมันไม่มีอาการเยาะเย้ยถาก
ถางดังเช่นปกติ มีเพียงความขมขื่นอับจนปัญญาอย่างลึกซึ้งเท่านั้น
นับตั้งแต่หลบหนีออกมาจากหอหลอมอสูร พลังอำนาจของมันก็เริ่มสูญสลายไป
ตลอดเวลา
แม้ว่ามันจะคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า แต่ยังคิดไม่ถึงว่าพลังอำนาจจะสูญสลายไป
รวดเร็วถึงเพียงนี้ พลังของมันในปัจจุบันมีไม่ถึงหนึ่งในสี่ของพลังที่เคยมีเมื่อตอนพบกับ
จั่วม่อครั้งแรก
และพลังอำนาจที่หลงเหลือเพียงน้อยนิดนี้ ไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนให้มันเลือกจิต
วิญญาณเพื่อสิงสถิตย์ใหม่อีกครั้ง
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ หากจั่วม่อตาย มันก็ไม่รอด
ผูเยาสีหน้าน่าเกลียดสุดทนดู ดวงตาสาดประกายดุร้ายรุนแรง ความเคียดแค้นชิงชัง
ในใจไม่มีที่ระบาย ได้แต่พยายามขบคิดทบทวนว่ายังมีเวทวิชาหรือศาสตร์ลับใดที่
เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันของจั่วม่อบ้าง
เพียะ เพียะ เพียะ!
ใบหน้าของจั่วม่อแตกระเบิดขึ้นอย่างกะทันหัน เลือดเนื้อกระเซ็นซ่าน ใบหน้าของ
มันที่ถูกใครบางคนใช้พลังอำนาจเปลี่ยนรูปโฉมในอดีต พอแตกปะทุออกมา ก็เห็นถุง
เลือดและเนื้องอกมากมายอยู่ใต้ผิวหนัง นี่จึงเป็นสาเหตุที่แท้จริงของใบหน้าแข็งทื่อตาย
ด้านของมัน ไฟอีกาทองคำเมื่อผสานรวมกับพลังปราณ ก็ก่อเกิดพลังทำลายล้างอันร้าย
กาจ กวาดทำลายถุงเลือดกับเนื้องอกเหล่านี้ออกไปจากใบหน้าจนหมดสิ้น
ปราณพิภพกับแหล่งกำเนิดห้าธาตุรวมกำลังกันประหนึ่งราชองครักษ์ผู้ภักดี ไม่ว่า
แล่นผ่านไปยังที่ใด เลือดเนื้อที่ระเบิดปะทุจะหยุดลง เลือดหยุดไหล เลือดเนื้อใหม่จะ
งอกเงยขึ้นด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ชัดเจนด้วยตาเปล่า
สงครามแบบเดียวกันนี้ระเบิดขึ้นทุกซอกทุกมุมในร่างกายของจั่วม่อ
เลือดเนื้อแตกปะทุอย่างต่อเนื่อง แล้วงอกขึ้นใหม่โดยไม่ย่อท้อ อย่างแช่มช้า
ร่างกายที่เปรอะเปึอนไปด้วยเลือดของจั่วม่อเริ่มหนาขึ้น และหนาขึ้นเป็นลำดับ
ในทะเลแห่งจิตสำนึก ผูเยายังวิตกกังวลไม่คลาย แต่แล้วความคิดหนึ่งพลันวาบขึ้น
ในหัว เมื่อนึกถึงเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นในภูเขาสุญตาในอดีต มันหันกลับไปจ้องมองปั้าย
หินสุสาน กระชากเสียงถาม
“แล้วเจ้ายังรออันใดอยู่เล่า?”
ปั้ายหินสุสานที่ห่อหุ้มด้วยเมฆดำ ทันใดนั้นสูบกลืนเมฆดำที่อยู่รอบๆ เข้าไปจนหมด
สิ้น
ปั้ายหินสีดำยิ่งมืดดำลึกล้ำกว่าเดิม พื้นผิวของปั้ายหินแม้เป็นสีดำสนิท แต่เงางาม
แวววาวดุจกระจก
ทันใดนั้น เงาสีดำสายหนึ่งคล้ายเคลื่อนไหวอยู่บนปั้ายหินสุสาน
เงานั้นค่อยๆ กลายเป็นชัดเจนอยู่บนพื้นผิวปั้ายหินสุสานอย่างแช่มช้า จนดูคล้ายเงา
ร่างของคนผู้หนึ่ง!
เงาร่างนี้เลือนรางยิ่ง รูปโฉมพร่าเบลอไม่ชัดเจน แต่พร้อมกับการปรากฎตัวของเงา
ร่าง พลังสภาวะอันยิ่งใหญ่ไพศาล ทันใดนั้นก็กดทับไปทุกทิศทุกทาง
ผูเยาเหม่อมองเงาร่างพร่าเลือนแต่คุ้นเคยบนปั้ายหินสุสานอย่างงุนงง ทั้งร่างแข็ง
ทื่อราวกับถูกคำสาปอัมพาตสาปใส่ นิ่งขึงประหนึ่งรูปปันหิน
“ยี่สิบลี้ข้างหน้า หุบเขานั้นเป็นฐานทัพของชื่อจุนเจ่อ” เซี่ยซานกล่าวอย่างคุ้นเคย
มันต่อสู้บาดหมางกับชื่อจุนเจ่อมาเป็นเวลานาน เรื่องราวทั่วไปย่อมรู้ดีเป็นธรรมดา ในใจ
มันยังคงหวาดหวั่นไม่คลาย หากเถ้าแก่มีอันเป็นไปโดยไม่คาดคิดจริงๆ มันกระทั่งตายไป
แล้วยังไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด
กงซุนชาไม่รีรอลังเล ตวาดเบาๆ อย่างเย็นชา “ฆ่า!”
ทันทีที่ขาดเสียงสั่งฆ่า ขบวนทัพที่เดิมทีเป็นกระบวนทัพรูปเหล็กหมาด พลัน
แปรเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน สองปีกข้างยื่นขยายออกไป ราวกับกรรไกรมหึมากดทับไป
ข้างหน้าอย่างดุดัน
การก่อกวนใหญ่โตถึงเพียงนี้ ฝั่ายตรงข้ามย่อมต้องเตรียมการปั้องกันเป็นธรรมดา
ซิวเจ่อเจ็ดคนโผพุ่งขึ้นมารับหน้าพวกมัน หนึ่งในเจ็ดเอ่ยปากสอบถาม “พวกเจ้า…”
“ฆ่า!” กงซุนชาไม่สนใจจะกล่าววาจากับพวกมัน เพียงตวาดสำทับด้วยคำเดิม
สามหน่วยรบพุ่งวาบออกไปดุจสายฟั้าฟาด ไม่มีถ้อยคำพิรี้พิไร เพียงโถมทะยานเข้า
หาศัตรูทั้งเจ็ด
ซิวเจ่อทั้งเจ็ดเห็นได้ชัดว่าคาดไม่ถึง กงซุนชากระทั่งวาจาทักทายยังไม่คิดเสียเวลา
กล่าว พอเอ่ยปากก็เข่นฆ่า พวกมันแตกตื่นลนลานขึ้นมาทันที
“ศัตรูบุก! ศัตรูบุก!”
ซิวเจ่อหนึ่งในเจ็ดร่ำเรียนเวทวิชาประเภทสุ้มเสียงอัสนีคำรณ เมื่อมันตะโกน เสียงก็
ดังก้องสะท้อนไปทั่วภูเขา! ผู้มาเห็นได้ชัดว่าเต็มไปด้วยเจตนาสังหารอันเปียมล้น คนทั้ง
เจ็ดแม้หวาดหวั่น แต่ยังคงตั้งขบวนต้านรับอย่างรวดเร็ว
ที่นี่เป็นฐานทัพของพวกมัน หากพวกมันสามารถถ่วงเวลาไว้สักครู่ กำลังเสริมของ
พวกมันจะมาถึงในไม่ช้า ซิวเจ่อที่ยังอยู่รอดในอาณาจักรขุนเขาน้อยล้วนกลายเป็นมือ
เก่ามากประสบการณ์ ควรทำอย่างไรหรือไม่ควรทำอะไร ทุกผู้คนทราบดีแก่ใจ
“ตั้งกระบวนทัพ!” ผู้นำกลุ่มตวาดก้อง
อีกหกคนเคลื่อนย้ายตำแหน่ง เรียกกระบี่บินและยุทธภัณฑ์เวทของพวกมันออกมา
แต่แล้วใบหน้าทั้งเจ็ดก็แปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง!
เห็นหน่วยรบเล็กๆ ของฝั่ายตรงข้ามยังคงพุ่งจู่โจมใส่พวกมัน โดยไม่มีทีท่าว่าจะลด
ความเร็วลง!
คนสามคนราวกับเหล็กหมาดเล็กๆ สามเล่ม กระบี่บินแต่ละเล่มเร่งเร้าพลังถึงขีดสุด
พวยพุ่งปราณกระบี่ยาวเหยียดออกมา! ปราณกระบี่ทั้งสามเข้าบรรจบกัน ผสานรวมเป็น
หนึ่ง ก่อเกิดเป็นปราณกระบี่ยักษ์อันน่าประหวั่นพรั่นพรึง กว้างสองจั้ง ยาวถึงสิบจั้ง!
วู้ม วู้ม วู้ม!
เสียงปราณกระบี่มหึมาแหวกฝั่าอากาศ สะท้านขวัญวิญญาณผู้คน!
คนทั้งเจ็ดคาดไม่ถึงว่าศัตรูจะโจมตีด้วยสภาวะเฉียบขาดดุดัน โดยไม่คิดหวนคืน
เช่นนี้! นี่มันเสียสติแล้ว! การโจมตีเช่นนี้แม้จะร้ายกาจรุนแรง แต่เท่ากับละทิ้งท่าพลิก
แพลงและการเปลี่ยนแปลงตามหลังทั้งหมด ขอเพียงฝั่ายตรงข้ามสามารถต้านรับเอาไว้
ได้หรือหลบหลีกพ้น ทั้งสามคนจะกลายเป็นลูกแกะรอรับการเชือดเฉือนในทันที
คนทั้งเจ็ดย่อมเลือกหลบหลีกโดยไม่รู้ตัว
ไม่ฉลาดเลยที่จะต้านรับการโจมตีอันปั่าเถื่อนเช่นนี้ชึ่งหน้า
คนทั้งเจ็ดกระจัดกระจายออกไปคนละทาง โดยไม่ตระหนักว่ากระบวนทัพค่ายกลที่
พวกมันเพิ่งก่อตั้งขึ้น แตกสลายไปทันที
หน่วยรบสามคนควบคุมกระบี่ยักษ์ ทั้งคนทั้งปราณกระบี่คล้ายหลอมรวมเป็นกระบี่
คมกล้าเล่มมหึมา ตัดผ่านคนทั้งเจ็ดอย่างง่ายดาย อีกสองหน่วยรบที่ตามติดมาเบื้องหลัง
ราวกับเสือดาวได้กลิ่นเลือด สะกดรอยกระชั้นเข้ามาอย่างเงียบเชียบ คนทั้งเจ็ดที่เพิ่ง
แยกย้ายกันออกไป พลันถูกแบ่งออกเป็นหลายส่วนอย่างรวดเร็ว พอทั้งสามหน่วยรบพุ่ง
ผ่านพ้นไป คนทั้งเจ็ดก็ไม่หลงเหลือผู้ใดยังมีชีวิต
ชั่วขณะนี้ ซิวเจ่อมากมายเหาะเหินขึ้นจากหุบเขา โผพุ่งสู่ท้องฟั้าไม่ขาดสาย
โดยที่กงซุนชาไม่จำเป็นต้องออกคำสั่ง หลายหน่วยรบที่สองปีกข้างเริ่มเปิดฉาก
โจมตีอย่างดุดัน
สามคลื่นพิฆาต!
ด้วยหน่วยรบเล็กๆ สอดประสาน ถักทอเป็นระลอกคลื่นสามชั้น หนึ่งคลื่นโถมโจมตี
อีกหนึ่งคลื่นก็ตามติด ติดต่อตามกันราวกับไม่มีที่สิ้นสุด แต่ละหน่วยรบ เมื่อพุ่งโจมตีแต่
ละครั้งล้วนเร่งร้อนดุดัน ไม่มีออมรั้งยั้งมือ ไม่รีรอลังเลแม้แต่น้อย พอโจมตีผ่านไปก็ไม่มัว
พะวักพะวง ปล่อยพื้นที่ให้หน่วยรบที่ติดตามมาเบื้องหลังรับช่วงต่อ โดยแทบไม่มี
ช่องว่างรอยต่อให้เห็น
สามคลื่นพิฆาตเป็นกลยุทธ์แรกที่กงซุนชาได้เรียนรู้ จนกระทั่งถึงตอนนี้ ยังเป็นกล
ยุทธ์ที่มันช่ำชองชำนาญที่สุดอีกด้วย สามคลื่นพิฆาตที่กงซุนชาใช้อยู่ในปัจจุบัน เทียบกับ
ที่มันเรียนรู้ในตอนแรก ถึงกับแปรเปลี่ยนไปอย่างสมบูรณ์ แตกต่างจากสามคลื่นพิฆาต
ของผูเยาโดยสิ้นเชิง
สามคลื่นพิฆาตของผูเยาเน้นที่แกร่งกร้าว ประดุจค้อนหนักสามหมื่นจินหวดฟาด
ถล่มไปทุกทิศ ใช้พละกำลังอันเกรี้ยวกราดสยบทุกยุทธวิธี ทุกการเปลี่ยนแปลง
แต่สามคลื่นพิฆาตของกงซุนชากลับเน้นพลิกแพลงแปรเปลี่ยน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
เชี่ยวชาญในการตัดแบ่งศัตรูออกเป็นส่วนๆ
หากสามคลื่นพิฆาตของผูเยาเป็นค้อนใหญ่ เช่นนั้นสามคลื่นพิฆาตของกงซุนชาก็
เป็นค้อนเล็กกับมีดเล็ก เริ่มแรกมันใช้มีดเล็กตัดแบ่งศัตรู จากมันใช้ค้อนหวดฟาดเป็นชิ้น
เล็กชิ้นน้อย หากว่ากันในแง่ของพลังทำลายอันดุดันอำมหิต สามคลื่นพิฆาตของกงซุนชา
ห่างไกลจากผูเยามาก หลายแห่งยังอ่อนด้อยและหยาบกระด้าง จำเป็นต้องขัดเกลาอีก
มาก แต่ในแง่ของประสิทธิภาพใช้งาน นับว่าบรรลุถึงระดับหนึ่งแล้ว
เห็นหน่วยรบเล็กๆ มากมาย พุ่งทะลวงจู่โจมฆ่าฟันอย่างต่อเนื่อง วนเวียนอยู่ใน
ขบวนทัพของศัตรู ราวกับกริชคมกล้าที่ไม่มีสิ่งใดขวางรั้งเอาไว้ได้!
การชำแหละออกเป็นชิ้นๆ ย่อมเป็นงานที่คนฆ่าสัตว์มีฝีมือมากที่สุดอยู่แล้ว
อดีตคนฆ่าสัตว์จ้องมองสนามรบอันสับสนวุ่นวายอย่างเย็นชา ไม่ต่างจากมองซาก
ร่างของสัตว์ปราณสักตัวหนึ่ง เส้นทางของการลงมีดแต่ละครั้ง ล้วนกระจ่างชัดอยู่ใน
สายตาของมัน
กงซุนชายังคงใช้สร้อยคอร่วมใจส่งผ่านคำสั่ง คอยปรับเปลี่ยนกระบวนทัพเล็กน้อย
อยู่ตลอดเวลา มันทิ้งสามองครักษ์เกราะทองเอาไว้ที่ค่ายเพื่อปกปั้องศิษย์พี่ ดังนั้น
เปั้าหมายของสร้อยคอร่วมใจจึงเป็นหน่วยรบเล็กๆ ภายใต้การปรับรูปขบวนอย่าง
ต่อเนื่องของกงซุนชา หน่วยรบทั้งหมดประดุจเครื่องกลไกชั้นยอด ทำงานเร็วขึ้นเรื่อยๆ
แม่นยำขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังสอดประสานกันอย่างแนบเนียนขึ้นเป็นลำดับ
เทียบกับฝั่ายศัตรูที่แตกแยกตัวใครตัวมันแล้ว เหล่าซิวเจ่อภายใต้การบัญชาการของ
กงซุนชายังคงรักษาสภาพหน่วยรบสามคนเอาไว้อย่างเหนียวแน่น นี่ทำให้แต่ละครั้งที่
ปะทะกัน พวกมันมักชิงเป็นฝั่ายมีเปรียบเรื่องจำนวนคนอยู่เสมอ
หลังจากนั้นสักครู่ กงซุนชาในที่สุดก็หยุดปรับรูปขบวน เปลี่ยนเป็นชมดูสนามรบ
โดยไม่กล่าววาจา
พวกมันควบคุมสนามรบเอาไว้ในมืออย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้ว!
ไม่ว่าจะเป็นในด้านยุทธวิธีการรบหรือพลังฝีมือส่วนบุคคล ซิวเจ่อใต้บังคับบัญชา
ของมันล้วนได้เปรียบทุกประตู ระยะนี้เป็นช่วงเวลาที่ความแข็งแรงส่วนบุคคลของซิว
เจ่อในค่ายกำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยทรัพยากรจิงสือจำนวนมหาศาล ฟูกสมาธิ
กลั่นเกลาดำ และสามค่ายกลที่สลักลงบนร่าง พลังฝีมือของแต่ละคนล้วนทะยานขึ้นไป
อีกขั้น
ด้วยความเดือดดาลที่เกือบตายยกค่ายโดยไม่รู้ตัว ควบคู่กับดวงตามืดมนของแม่นาง
น้อย ที่คอยจ้องมองประดุจปลายกระบี่จ่อจี้อยู่กลางหลัง ทุกหน่วยรบล้วนโหมจู่โจม
อย่างคลุ้มคลั่ง ทุกคนไม่กล้าออมรั้งยั้งมือ ไม่มีผู้ใดกล้าย่อหย่อนแม้แต่น้อย
เซี่ยซานยืนเฝั้าระวังอยู่ข้างกงซุนชา ในฐานะผู้ที่มีพลังฝีมือสูงส่งที่สุดในค่าย มันได้
เลื่อนตำแหน่งเป็นองครักษ์ส่วนตัวของแม่นางน้อย
หากเปลี่ยนเป็นตัวมันในกาลก่อน เซี่ยซานย่อมไม่มีทางเชื่อ ว่าในวันหนึ่งมันจะรับ
หน้าที่เฝั้าระวังความปลอดภัยให้แก่คนผู้หนึ่ง อย่าว่าแต่คนผู้นั้นยังอายุเยาว์อย่างยิ่ง
และมีพลังบำเพ็ญเพียรเพียงด่านจู้จีเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ถึงตอนนี้ ในใจมันไม่มีความรู้สึกขุ่นข้องหมองใจแม้แต่น้อย มองไปยัง
ซิวเจ่ออายุเยาว์ที่ข้างกาย ผู้ควบคุมสนามรบไว้ในกำมือด้วยยุทธวิธีอันตระการตา
เซี่ยซานได้แต่ทอดถอนชมเชยอยู่ในใจ
นี่เป็นฝีมือ! ฝีมือที่มันไม่มีวันครอบครองได้อย่างแน่นอน!
ในยุคสมัยแห่งความโกลาหลอลหม่าน พลังฝีมือส่วนบุคคลไร้คุณค่าความหมาย มี
เพียงฝีมือเช่นนี้ จึงจะหมายถึงพลังอันจริงแท้แน่นอน!
เซี่ยซานมองเหล่าซิวเจ่อฝั่ายตรงข้ามที่พยายามดิ้นรนอยู่ในสนามรบอย่างเห็นอก
เห็นใจ บ่อยครั้งที่ปรากฎซิวเจ่อร่วงหล่นลงจากท้องฟั้าดุจว่าวสายปั่านขาด เมื่อตกลงมา
จากระดับความสูงเช่นนี้ นอกเสียจากว่าท่านเป็นนักบวชเซนที่มีพลังสังขารเข้มแข็ง
ซิวเจ่อประเภทอื่นไม่มีโอกาสรอดชีวิตแม้สักส่วนเสี้ยว
ชื่อจุนเจ่อเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟั้า ใบหน้าเผือดสีดุจคนตาย
อีกเพียงไม่กี่วันเท่านั้นเอง…
ไฉนเป็นเช่นนี้ไปได้…
มันไม่ได้คาดหวังว่าอีกฝั่ายจะเข่นฆ่ามาถึงหน้าประตูในช่วงเวลาอันสำคัญยิ่งเช่นนี้
ทั้งไม่ได้คาดหวังว่าอีกฝั่ายจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ เหล่าไพร่พลของมัน กระทั่งจะยืนหยัด
ต้านรับการโจมตีครั้งเดียวยังไม่มีปัญญา
ชื่อจุนเจ่อรู้จักเซี่ยซานที่อยู่ห่างไกลออกไป แต่ดวงตาของมันกลับเพ่งมองบุรุษหนุ่ม
ที่อยู่ข้างกายเซี่ยซานเป็นเวลานาน
มันทราบว่าไม่มีโอกาสพลิกสถานการณ์อีก
“พวกเรายอมจำนน!”
ชื่อจุนเจ่อกล่าวประโยคที่กระทั่งมันยังไม่กล้าเชื่อออกมา