สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 236 เกิดใหม่?
ในอาณาจักรขุนเขาน้อย การยอมจำนนเป็นเรื่องปกติธรรมดายิ่ง ในสถานการณ์ดุจ
นรกในแดนดินเช่นนี้ การเอาชีวิตรอดเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ ผลของการฝึนต่อสู้ถึง
ที่สุดคือบาดเจ็บล้มตายทั้งสองฝั่าย พลังอำนาจของกองกำลังเมื่อได้รับความเสียหาย
พวกมันจะถูกกลุ่มอื่นกลืนกินเข้าไปอย่างรวดเร็ว
การสู้รบในอาณาจักรขุนเขาน้อย การยอมจำนนกลายเป็นความเข้าใจโดยปริยายใน
หมู่กองกำลังต่างๆ ผู้ที่ไม่รู้จักยอมจำนนจะตายเร็วยิ่ง ผู้ที่ไม่ยอมรับการยอมจำนนก็จะ
ตายเร็วพอกัน ต่อสู้กับยอมจำนนเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวัน ใต้อำนาจของชื่อจุน
เจ่อมีผู้คนทุกประเภท ในอาณาจักรขุนเขาน้อย ความจงรักภักดีเป็นแค่ภาพมายา ไม่มี
ผู้ใดจะกล่าวถึง
เมื่อเห็นสัญญาณไม่ค่อยดี คนที่เหลือก็ยอมจำนนทันที สำหรับพวกมัน นี่ก็แค่เรื่อง
ปกติธรรมดาที่เกิดซ้ำอีกครั้งหนึ่งเท่านั้น
หลังจากนั้นไม่นานนัก เซี่ยซานที่เข้าไปสำรวจฐานที่มั่นด้านในของชื่อจุนเจ่อ จู่ๆ ก็
รีบกลับมากระซิบข้างหูกงซุนชาหลายประโยค ในใจมันตื่นเต้นยินดียิ่ง คาดไม่ถึงว่า
ชื่อจุนเจ่อจะซุกซ่อนบางอย่างที่ดีเช่นนี้เอาไว้!
กงซุนชาพอฟัง สีหน้าก็มืดทะมึน แต่ไม่ได้กล่าวคำใด
ในเวลานี้เอง บรรดาซิวเจ่อที่อยู่รอบข้าง ทันใดนั้นพากันแตกตื่นฮือฮาขึ้นมา
สังเกตเห็นความหวาดกลัวบนใบหน้าของทุกคน กงซุนชาต้องเงยหน้าขึ้น มองตาม
สายตาของพวกมันขึ้นไป เท่านั้นเอง ม่านตาพลันหดแคบลง สีหน้ามืดครึ้มแปรเปลี่ยน
อย่างรุนแรง
เห็นท้องนภาสีครามสดใส ท่ามกลางแสงตะวันแผดจ้า ไม่ทราบตั้งแต่เมื่อใด กลับ
เต็มไปด้วยหมู่ดาวใหญ่น้อยดารดาษ!
แม้ไม่มีดาวดวงใดส่องสว่างเทียบเท่าดวงดาวในยามราตรี แต่ทุกดวงชัดเจนเที่ยงแท้
กระทั่งแสงแดดแผดจ้าบาดตายังมิอาจกลบแสงของพวกมันได้
กงซุนชารู้สึกความหนาวเย็นแผ่ทะลักขึ้นมาจากปลายเท้า
“แปลกจริง! ไฉนมีดวงดาวปรากฎขึ้นในเวลากลางวัน?” บางคนพึมพำอย่างสงสัยใจ
“ข้าไม่ทราบ แต่นี่สมควรเป็นนิมิตแห่งฟั้าดิน คาดว่าไม่ใช่เรื่องดี” ผู้ที่กล่าวตอบ สุ้ม
เสียงเต็มไปด้วยความกังวล
ทุกผู้คนวิพากษ์วิจารณ์ด้วยเสียงเบาต่ำ กระทั่งเหล่าซิวเจ่อที่ยอมจำนนและถูก
พันธนาการเอาไว้ ยังให้ความสนใจกับท้องฟั้าเหนือศีรษะของพวกมัน
กงซุนชาไม่กล่าววาจา เนื้อตัวเย็นเฉียบไปทั้งร่าง แขนขาแข็งชา ทรวงอกราวกับถูก
ก้อนหินใหญ่กดทับเอาไว้
ดาวพร่างกลางทิวา!
มันแม้ไม่ทราบว่านิมิตแห่งฟั้าดินนี้ที่แท้มีความหมายว่ากระไร แต่ย่อมจดจำได้อย่าง
ชัดเจน ครั้งแรกที่มันพบเห็นดาวพร่างกลางทิวาในอาณาจักรนภาจันทร์ ความน่าขน
พองสยองเกล้าที่ราวกับฝันร้ายนั้น ทำให้มันสั่นสะท้านไปถึงกระดูกดำ
คราวนี้ ดาวพร่างกลางทิวากลับเกิดซ้ำในอาณาจักรขุนเขาน้อย…
มันถึงกับไม่กล้าครุ่นคิดถึงความนัยที่ซ่อนอยู่ภายใต้เรื่องนี้!
ไม่ทราบเพราะเหตุใด กงซุนชาหัวใจเย็นเฉียบ ความกลัวอันแปลกประหลาดแผ่ซ่าน
ไปทั้งสรรพางค์กาย ต้องบังคับตัวเองให้ก้มหน้าลงอย่างยากเย็น เบือนสายตาออกมา
จากฉากพิสดารบนท้องฟั้า
สักครู่ใหญ่ให้หลัง กงซุนชาค่อยสงบเยือกเย็นลง นิมิตแห่งฟั้าดินนี้แม้แปลกพิสดาร
แต่ไม่มีอันใดเกี่ยวข้องกับมันเสียหน่อย จะต้องสนใจไปไย? ความสนใจของมันหวน
กลับมายังเหล่าผู้ที่ยอมจำนนอีกครั้ง
พอกงซุนชาเยือกเย็นลง คนอื่นๆ ก็สงบใจตามไปด้วย ในความเห็นของพวกมัน
แม้ว่านิมิตแห่งฟั้าดินนี้จะแปลกประหลาดถึงที่สุด ยังไม่อาจเทียบได้กับการเปลี่ยนแปลง
ชนิดพลิกฟั้าคว่ำดินในอาณาจักรขุนเขาน้อย
เห็นกงซุนชากลับมาสนใจเหล่านักโทษ เซี่ยซานรีบถาม “สมควรจัดการกับคน
เหล่านี้อย่างไร?”
“ฆ่า” กงซุนชากล่าวเบาๆ สีหน้าสงบเยือกเย็นยิ่ง
“ฆ่าพวกมันทั้งหมด?” เซี่ยซานตะลึงลาน ย้อนถามโดยไม่รู้ตัว
“เป็นไร? มีปัญหาใด?” กงซุนชาเอียงคอมองเซี่ยซาน
ประสานสายตากับดวงตาเงียบสงบและอ่อนโยนของแม่นางน้อย เซี่ยซานหัวใจเย็น
วาบ รีบหลบตาตามสัญชาตญาณ
คำสั่งของกงซุนชาถูกปฎิบัติตามอย่างซื่อสัตย์เคร่งครัด แต่สีหน้าของทุกผู้คนแปลก
พิกลอยู่บ้าง พวกมันตื่นตระหนกกับความโหดเหี้ยมของแม่นางน้อย สำหรับพวกมันการ
ฆ่าเป็นเรื่องธรรมดา ผู้ใดไม่เคยฆ่าคน? แต่การฆ่านักโทษที่ยอมจำนน…
แต่เมื่อพวกมันเห็นสีหน้าสงบราบเรียบของกงซุนชา ไม่มีผู้ใดกล้ากล่าววาจา
ตั้งแต่ต้นจนจบ กงซุนชาชมดูนักโทษถูกประหารไปทีละคนด้วยตาตัวเอง ดวงตา
กระทั่งกะพริบยังไม่กะพริบ นี่เป็นการฆ่าคนโดยไม่กะพริบตาอย่างแท้จริง! เซี่ยซานหนัง
ศีรษะชาซ่าน รอยยิ้มเบาบางแฝงความเอียงอายบนใบหน้าของแม่นางน้อย บันดาลให้ใน
ใจมันหลงเหลือเพียงความคิดเดียว…หนี!
สะกดกลั้นความปรารถนาที่จะหมุนตัววิ่งหนีไป ในใจเต็มไปด้วยความสำนึกเสียใจ
ไฉนเมื่อครู่มันโต้แย้งแม่นางน้อย? เวลานี้มันเป็นองครักษ์ส่วนตัวของแม่นางน้อยมิใช่
หรือ เซี่ยซานในปากรู้สึกขมปร่า
กงซุนชาปรบมือ บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มเอียงอายตามปกติ “ทุกคนวันนี้ทำ
ได้ดีมาก”
ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียง
“แบ่งห้าหน่วย เฝั้าที่นี่เอาไว้ก่อน ส่วนคนอื่นๆ ตามข้ากลับค่ายเดี๋ยวนี้” มันไม่
แยแสสนใจซากศพเกลื่อนพื้นอีก หมุนตัว พุ่งทะยานออกไปทันที
พรรคฟั้ากระจ่างตั้งอยู่บนยอดเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ แม่น้ำอาณาจักรแผดเสียง
กึกก้องไหลผ่านที่เชิงเขา เข้าสู่อาณาจักรวารีฟั้า ท่ามกลางหิมะขาวกระจ่าง เห็นหอสูง
ตั้งตระหง่าน ตลอดทั้งหอสร้างขึ้นจากผลึกหิมะระดับสอง หรูหราฟุั่มเฟึอยถึงที่สุด!
บันไดหกพันขั้นทอดยาวลงมาจากยอดเขา ที่จุดสิ้นสุดของบันไดน้ำแข็ง เป็นปั้ายผลึกซึ่ง
ทำจากผลึกหิมะทั้งชิ้น สูงเจ็ดจั้ง ใช้หมึกสีชาดเขียนอักษรสว่างไสว ‘ฟั้ากระจ่าง’
ในเวลานี้ พรรคฟั้ากระจ่างกำลังอึกทึกวุ่นวาย
“เกิดอะไรขึ้น?”
“ไม่ทราบได้! เป็นท่านบรรพชนเคาะระฆังสัญญาณ!”
“เช่นนั้นต้องมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น!”
“ไม่ต้องคาดเดาวุ่นวายแล้ว เร่งฝีเท้าเร็วเข้าเถอะ หากเราไปไม่ทัน เกรงว่าคงไม่พ้น
ถูกลงทัณฑ์เป็นแน่”
เหล่าศิษย์ทุกเพศทุกวัยรีบรุดไปยังหอใหญ่ ศิษย์ทั้งหมดล้วนมารวมตัวกัน เห็นเป็น
แผ่นผืนสีดำแน่นขนัดสงัดเงียบ ประมุขพรรคกับเหล่าผู้อาวุโสยืนเรียงรายอยู่ด้านข้าง
บนฟูกสมาธิด้านหน้าของทั้งหมด เป็นซิวเจ่อปล่อยผมยาวสยายผู้หนึ่ง มันสวมใส่ชุด
ยาวสีขาวหิมะ รูปโฉมคล้ายบุรุษวัยสี่สิบกว่าปี คนผู้นี้จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกเสียจาก
บรรพชนฟั้ากระจ่าง ปรมาจารย์จินตันที่ยังหลงเหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียวของพรรคฟั้า
กระจ่าง!
บรรพชนฟั้ากระจ่างเริ่มกล่าววาจาอย่างแช่มช้า สุ้มเสียงสดใสเปียมพลัง
“พวกเจ้าคงพบเห็นกันแล้ว ดาวพร่างกลางทิวา นิมิตแห่งฟั้าดินอันเป็นลางร้าย”
ทันทีที่วาจาประดานี้กล่าวออกมา ฝูงชนที่ด้านล่างร้อนรุ่มขึ้นมาทันที ดาวพร่าง
กลางทิวาที่เกิดขึ้น ไม่มีผู้ใดไม่เห็น แต่ไม่มีผู้ใดคาดคิด ว่ากระทั่งท่านบรรพชนยังตื่น
ตระหนก
“ส่งคนไปตรวจสอบ!” บรรพชนฟั้ากระจ่างสั่งการ วาจามันถือเป็นเด็ดขาด ไม่เปิด
โอกาสให้ผู้ใดกังขา
“ขอรับ!” ประมุขพรรคก้มศีรษะรับคำ
“การจัดหาสินค้าเป็นอย่างไรบ้าง?” บรรพชนฟั้ากระจ่างถามไถ่ “เมล็ดข้าวปราณ
ของพันธมิตรร้อยบุปผาจัดส่งมาตรงเวลาหรือไม่?”
ประมุขพรรคตอบอย่างนอบน้อม “สินค้าจัดส่งได้ตรงเวลาดีเยี่ยม พวกมันหวังว่าจะ
สามารถแลกเปลี่ยนกับวัตถุดิบธาตุทองระดับสามและระดับสี่บางส่วน ให้เงื่อนไขที่
ค่อนข้างใจกว้างทีเดียว พวกมันยังยินดีที่จะซื้อขายด้วยยุทธภัณฑ์เวทระดับสามและ
ระดับสี่ มิหนำซ้ำยังมอบตะเกียงดอกไห่ถังระดับหกเพื่อแสดงคารวะมายังท่านบรรพชน
อีกด้วย”
(ดอกไห่ถัง – ดอกบีโกเนีย)
บรรพชนฟั้ากระจ่างกล่าวด้วยเสียงต่ำลึก “พันธมิตรร้อยบุปผาถนัดในการเดิน
ทางผ่านเส้นทางสายดอกไม้ ข้าเคยได้ยินคำร่ำลือของตะเกียงดอกไห่ถังมาบ้าง นี่เป็น
ยุทธภัณฑ์เวทที่ดี แต่ไฉนพวกมันต้องการวัตถุดิบธาตุทอง? ไม่ใช่วัตถุดิบธาตุไม้?”
“ขอรับ เรื่องนี้ศิษย์ก็ไม่เข้าใจเช่นกัน แต่พวกมันยืนยันซื้อขายวัตถุดิบธาตุทอง
จริงๆ” ประมุขพรรคตอบ
บรรพชนฟั้ากระจ่างขบคิดครู่หนึ่ง จากนั้นกล่าว “ตอบตกลงกับพวกมันไป ค้นหา
สถานที่ที่เหมาะสมในอาณาจักรเพื่อเปิดตลาดซื้อขายเมล็ดข้าวปราณ ให้พันธมิตรร้อย
ดอกไม้จัดส่งทาสฝึกตนมาจำนวนหนึ่ง เราจะขายพวกมันให้แก่ผู้อื่น และใช้เมล็ดข้าว
ปราณซื้อหาวัตถุดิบที่ต้องการ”
“ท่านบรรพชนช่างปราดเปรื่อง” ประมุขพรรครีบเยินยอ
“พรรคเรามีศิษย์ด่านหนิงม่ายมากเท่าใด?”
“ตอบท่านบรรพชน มีอยู่หนึ่งร้อยยี่สิบคนขอรับ”
“น้อยเกินไป!” บรรพชนฟั้ากระจ่างสั่นศีรษะ “จงไปรับสมัครชนชั้นหนิงม่ายจำนวน
หนึ่ง จัดตั้งพวกมันเป็นหอนอกสำนัก รับหน้าที่ดูแลบริหารกิจการภายในอาณาจักร”
“ขอรับ!”
“เจ้าต้องไปยังอาณาจักรวารีฟั้าด้วยตัวเอง” บรรพชนฟั้ากระจ่างครุ่นคิด จากนั้นสั่ง
การ “ในการเดินทางครั้งนี้ เจ้าต้องกระทำสองเรื่องราว เรื่องแรกคือดูว่าจะมีโอกาส
ติดต่อเป็นพันธมิตรกับกองกำลังฝั่ายอื่นๆ หรือไม่ ส่วนเรื่องที่สองคือรีบซื้อหาสวรรค์ลับ
เราจะใช้เป็นบ้านอีกแห่งหนึ่งของพรรค ศิษย์พรรคที่มีศักยภาพทุกคนจะต้องไปยังบ้าน
หลังที่สองนี้เพื่อเร่งฝึกฝีมือบำเพ็ญเพียร หากพรรคเราสามารถเพาะสร้างจินตันอีกสัก
สองสามคน อาณาจักรขุนเขาน้อยย่อมจะกลายเป็นสวนหลังบ้านของพรรคเราแล้ว”
“ศิษย์เข้าใจแล้ว!” ประมุขพรรคเต็มไปด้วยความนับถือเลื่อมใส ท่านบรรพชนฟั้า
กระจ่างช่างมีสายตายาวไกล เรื่องสองประการนี้หากสามารถทำสำเร็จ การปกครอง
อาณาจักรขุนเขาน้อยของพรรคฟั้ากระจ่าง จะไม่มีผู้ใดสั่นคลอนได้
อาณาจักรขุนเขาน้อยแม้ปราณธรรมชาติแห้งเฉาเบาบาง แต่เหมืองแร่มากมายยังไม่
ถูกขุดค้น อาศัยทรัพยากรของทั้งอาณาจักรหนุนเสริมพรรคฟั้ากระจ่างของพวกมัน ย่อม
มากเกินพอ!
“ไปเถอะ ไม่ต้องกังวล ข้าจะอยู่ที่นี่ คอยเฝั้าระวังให้แก่เจ้าเอง” บรรพชนฟั้า
กระจ่างโบกมือเป็นสัญญาณ
จั่วม่อในสายตาเป็นสีดำมืดสนิท กลิ่นไม่พึงประสงค์ยังคงชอนไชเข้าจมูกอย่าง
ต่อเนื่อง
ที่นี่ที่ใด?
ข้าตายแล้วหรือ?
ไม่ถูกต้อง ข้ายังไม่ตายต่างหาก
หลังจากรวบรวมความคิดอยู่ชั่วครู่ จั่วม่อค่อยจดจำการต่อสู้กับงูยักษ์เขาโลหิตได้
เจ้าตัวใหญ่แข็งแกร่งยิ่งนัก ในใจมันยังหวาดหวั่นไม่คลาย
แรงกระตุ้นที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ช่างไม่ต่างจากคำล่อลวงของปิศาจจริงๆ! มัน
ไฉนจู่ๆ ก็ควบคุมตัวเองไม่ได้? จั่วม่อพยายามตรวจสอบตัวเองอย่างลึกซึ้ง ตั้งใจแน่วแน่
ว่าครั้งต่อไป หากพบเจอเรื่องเช่นนี้อีก มันจะรีบหันหลังหลบหนีไปทันที
คล้ายว่ามันเชือดเจ้าตัวใหญ่ทิ้งไปแล้วใช่หรือไม่ จั่วม่อคิดอย่างไม่ค่อยแน่ใจเท่าใด
หลายภาพพร่าเลือน หลายภาพไม่ชัดเจน มันแม้ขบคิดอยู่พักใหญ่ ยังนึกอะไรไม่ได้
มากไปกว่านี้
อาการคันยิบที่เกิดขึ้นทั่วร่าง ดึงจั่วม่อออกจากการทบทวนหวนนึก ความสนใจหัน
เหกลับมายังคำถามที่ว่า ที่แท้มันอยู่ที่ใด? ไฉนมืดมิดถึงเพียงนี้?
จั่วม่อไม่ได้ขยับ แต่ผนึกพลังจิตสำนึกกวาดออกไป นับตั้งแต่เริ่มฝึกปรือเคล็ด
บำเพ็ญสูดปราณก่อนกำเนิด ทันทีที่พบสถานการณ์ก็จะใช้จิตสำนึกทำการตรวจสอบ
จนติดเป็นนิสัยเสียแล้ว
ฮะ!
ไฉนเป็นเช่นนี้?
หากไม่ทราบชัดว่านี่เป็นร่างกายของมันเอง มันจะต้องไม่เชื่อว่าร่างนี้มีส่วน
เกี่ยวข้องกับมันอย่างแน่นอน
ช่างเต็มไปด้วยพลังชีวิต!
พลังชีวิตอันหนาแน่นเข้มข้นถึงที่สุด!
ปราณพิภพในร่างกายมันเปียมล้นสมบูรณ์เสียจนแทบกลั่นตัวเป็นของเหลว ไหล
ผ่านทุกซอกทุกมุมในร่างกาย แช่มชื่นมีชีวิตชีวา พลังชีวิตเข้มแข็งแกร่งกร้าว จั่วม่อรู้สึก
ได้อย่างชัดแจ้งและเที่ยงแท้ นั่นเป็นรสชาติที่น่าลุ่มหลงมึนเมายิ่ง
สิ่งที่ทำให้จั่วม่อตื่นตระหนกยิ่งกว่า คือทั่วร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า มันไม่พบ
ความคุ้นเคยกับร่างกายแม้แต่น้อย
เลือด เนื้อ กระดูก เส้นเอ็น…
ไม่คุ้นเคยอย่างสิ้นเชิง นี่แปลกใหม่ราวกับว่าเป็นร่างกายของคนอื่น หรือไม่ก็เป็น
ร่างกายที่เป็นของใหม่อย่างสมบูรณ์แบบ
ในเวลาเดียวกัน จิตสำนึกของมันก็พบกับชั้นเปลือกแข็งที่ห่อหุ้มร่างกายของมันไว้
อย่างแน่นหนา! แปลกมาก ไฉนมันอยู่ภายในเปลือก?
มันรีบเกร็งกำลังผลักดัน เพียะ เปลือกแข็งแตกออก ลำแสงสว่างส่องลอดเข้ามาทาง
รอยแตก ทำให้ตาพร่าอยู่บ้าง อากาศสดชื่นไหลเข้าสู่เปลือกแข็ง จั่วม่อรู้สึกสุขสบาย
อย่างบอกไม่ถูก สูดลมหายใจอย่างตะกละตะกลาม จากนั้นออกแรงผลักดันเต็มที่!
ปัง!
เปลือกแข็งพลันแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย กระเด็นเวียนว่อนทุกทิศทุกทาง
จั่วม่อยืนนุ่งลมห่มฟั้าอยู่กลางห้อง สูดอากาศพิสุทธิ์สดชื่น ชมดูแสงสว่างสดใส
บันดาลให้มันรู้สึกราวกับเพิ่งเกิดใหม่
ช่างสุขสบายเสียจริง มันอดสูดลมหายใจลึกจนเต็มปอดไม่ได้
ในเวลานี้เอง จั่วม่อค่อยพบเห็นสามองครักษ์เกราะทองยืนรายล้อมอยู่ใกล้ๆ พร้อม
กระบี่ยักษ์ในมือ ที่แท้มันกลับมายังค่ายแล้ว จั่วม่อคลายใจลง
ทันใดนั้น จิตสำนึกของมันตรวจพบผู้คนมากมายกำลังบินใกล้เข้ามาจากด้านนอก
เป็นศิษย์น้องกงซุน มันก้มหน้ากวาดมองร่างเปล่าเปลือยของตนเอง หน้าซีดเผือดทันที
“ผู้ใดถอดเสื้อผ้าเกอ!”
จั่วม่อรีบคว้าชุดเกราะปราณในแหวนมิติออกมาอย่างสุ่มๆ ใส่ลงบนร่างอย่าง
รวดเร็ว
เพิ่งสวมใส่เกราะปราณเสร็จสิ้น ประตูก็เปิดออกดังปัง กงซุนชารีบโถมเข้ามาพร้อม
กลุ่มลูกสมุน
คนทั้งกลุ่มตะลึงงัน จากนั้นกงซุนชาหรี่ตาแคบลงดุจคมมีด “เจ้าเป็นใคร?”
จั่วม่อชะงักกึก ในใจขุ่นข้องไม่เบา “ศิษย์น้อง แม้แต่ข้าเจ้าก็จดจำไม่ได้แล้ว?”
กงซุนชาใบหน้าแข็งค้าง เหล่าลูกสมุนก็มีสีหน้าประหลาดพิกลราวกับพบพานผีสาง
ปฎิกิริยาของพวกมันในที่สุดทำให้จั่วม่อสะกิดใจบางอย่าง มันยกมือขึ้นจับใบหน้า
โดยไม่รู้สึกตัว
ราวกับว่ามือของมันแตะถูกงูพิษ กระตุกกลับรวดเร็วปานสายฟั้าแลบ สีหน้า
แปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง!
ความรู้สึกนี้…ไม่ถูกต้อง…
โดยปราศจากถ้อยคำใด มันพลิกฝั่ามือวูบ กลุ่มหมอกปรากฎขึ้นใจกลางฝั่ามือ แปร
สภาพเป็นกระจกเงาเรียบลื่นอย่างรวดเร็วทันใจ
จั่วม่อเหม่อมองในกระจกอย่างโง่งม