สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 249 แผนการใหม่
เฮ่อเสียงใบหน้าเขียวคล้ำ การต่อสู้ที่อุบัติขึ้นกลางเมืองหนานเสิ้งเท่ากับตบหน้ามัน
ต่อหน้าผู้คน เหตุการณ์นี้ยังเจาะจงเกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการเจรจาต่อรอง
เห็นสีหน้าเย้ยหยันระคนขบขันของเหล่าผู้นำกองกำลัง มันก็เข้าใจทันที ว่าจะไม่มีทาง
เจรจาได้ราคาตามที่มันต้องการ
เฮ่อเสียงต้องพิสูจน์อำนาจปกครองอาณาจักรขุนเขาน้อยของพรรคฟั้ากระจ่าง มัน
ต้องบอกให้ทุกคนได้รับรู้ว่าหากต่อต้านมันกับพรรคฟั้ากระจ่าง จะต้องเชิญชะตากรรม
เช่นไร!
เฮ่อเสียงใบหน้าบิดเบี้ยวเกรี้ยวกราด ดุร้ายดุจสัตว์ปั่าที่ต้องการขย้ำผู้คน ไม่เหลือ
เค้ารอยยิ้มน้อยๆ ที่มักประดับอยู่บนใบหน้าระหว่างวันอีก
พวกเจ้าทั้งหมด รอก่อนเถอะ!
จั่วม่อกวาดตาอ่านแผนการใหม่ของเยวียนเจียงอย่างรวดเร็ว เพียงปราดแรกที่พบ
เห็น มันก็ชมชอบแผนการนี้ แผนใหม่ที่แฝงความคลุ้มคลั่งเอาไว้นี้ แตกต่างไปจากเดิม
อย่างสิ้นเชิง
เยวียนเจียงแจกแจงรายละเอียด “นี่เป็นแผนการอันสุดโต่ง การออกแบบทั้งหมด
และสิ่งปลูกสร้างทุกอย่าง ล้วนมีไว้เพื่อจุดมุ่งหมายเดียว นั่นคือศัตรูสมมติของเรา ฆ่า
บรรพชนฟั้ากระจ่าง!”
เมื่อกล่าวถึงบรรพชนฟั้ากระจ่าง สุ้มเสียงของเยวียนเจียงมีร่องรอยตื่นเต้นกระหาย
อย่างแปลกประหลาด
“เพื่อให้สามารถเพิ่มพลังปั้องกันและพลังโจมตีได้ถึงขีดสุด ในการออกแบบใหม่นี้
เราละทิ้งความคิดที่จะสร้างเมืองใหญ่ตามแผนเดิม เปลี่ยนเป็นสร้างเมืองเล็กๆ แทน
เมืองเล็กที่รองรับผู้คนได้เพียงหนึ่งหมื่นคนเท่านั้น ที่นั่น”
มันชี้ไปยังยอดเขาสูงสุด
“เมื่อเมืองใหม่มีขนาดเล็ก จะช่วยลดพื้นที่ที่เราต้องปั้องกันได้มาก และยังสามารถ
ควบรวมความแข็งแกร่งให้จดจ่อรวมรั้งกว่าเดิม ภายในเมืองใหม่ นอกจากสิ่งปลูกสร้าง
พื้นฐานที่จำเป็น สิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ที่ไม่มีส่วนเอื้อต่อการสู้รบถูกยกเลิกทั้งหมด
จุดสำคัญที่สุด คือเมืองใหญ่ทั้งเมืองจะกลายเป็นมหาค่ายกลขบวนยักษ์ในตัวเอง ด้วยวิธี
นี้ เราสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการปั้องกันเมืองใหม่ได้อย่างมหาศาล”
เยวียนเจียงยิ่งกล่าวยิ่งเมามัน “เราจะขุดภายในอีกหกยอดเขาให้กลวงเปล่า และ
เชื่อมต่อทั้งหมดเข้ากับเมืองใหม่ของเราผ่านทางใต้ดิน อาศัยหนทางนี้ เราสามารถก่อตั้ง
มหาค่ายกลเจ็ดดาราขนาดยักษ์ที่แอบซ่อนไว้ใต้ดิน พวกเราทั้งสามไม่เคยออกแบบก่อตั้ง
ค่ายกลขนาดใหญ่โตถึงเพียงนี้มาก่อน ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าจะหยุดยั้งจินตันได้หรือไม่ แต่นี่
คือขีดจำกัดสูงสุดที่เราสามารถทำได้แล้ว เหล่าปั่านอาจต้องหายอดฝีมือเชิงค่ายกลเพื่อ
ทำให้แผนการนี้เสร็จสมบูรณ์”
จั่วม่อจ้องมองแผนภาพใหม่นิ่งเงียบงัน ไม่กล่าววาจาแม้สักครึ่งคำ
เยวียนเจียงหวั่นใจอยู่บ้าง มันไม่อยากให้งานแรกของมันต้องเสียหาย
สิ่งที่มันไม่ล่วงรู้ ก็คือแผนใหม่ของมันกลับจุดประกายความคิดอันกว้างไกลไร้ที่
สิ้นสุดให้แก่จั่วม่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความคิดที่ให้ขุดภูเขาอีกหกยอด สร้างมหาค่ายกล
เจ็ดดาราไว้ใต้พื้นดิน แปลงทั้งเมืองเป็นขบวนค่ายกลมหายักษ์! ไม่ทราบมารร้ายตนใด
ดลใจพวกมันให้บังเกิดความคิดเช่นนี้ออกมาได้? ช่างเป็นความคิดที่บ้าคลั่ง แต่ก็
สร้างสรรค์สุดยอด!
จั่วม่อครุ่นคิด หากเป็นเช่นนี้ กระทั่งทะเลสาบดาวสวรรค์ก็สามารถรวมเข้ามาใน
ขบวนค่ายกลมหายักษ์เช่นกัน
ใช้เทือกเขาทะเลสาบก่อตั้งค่ายกล แผนการเสียสติของเยวียนเจียงนี้ กลับเปิด
หน้าต่างบานใหม่อันสดใสให้แก่จั่วม่อ
จั่วม่อไม่เคยทดลองสร้างค่ายกลอันยิ่งใหญ่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้มาก่อน แต่มัน
สามารถประเมินได้ ว่าหากขบวนค่ายกลมหายักษ์นี้ก่อตั้งขึ้นสำเร็จได้จริง พลังของค่าย
กลจะเหนือล้ำกว่าค่ายกลใหญ่ทุกขบวนที่มันเคยสร้างมาในอดีต
บริเวณโดยรอบภูเขาดาวสวรรค์จะกลับกลายเป็นพื้นที่ใต้การควบคุมของเมืองใหม่
ยิ่งไปกว่านั้น ทุกอย่างจะถูกปกปิดซ่อนเร้นไว้เป็นอย่างดี ผู้ใดจะไปคาดคิดว่าใต้เมืองจะ
ซุกซ่อนขบวนค่ายกลอันคลุ้มคลั่งขนาดยักษ์เอาไว้?
ที่สำคัญคือเมืองใหม่ในแผนการนี้ ยังมีอีกหลายจุดที่สามารถปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นไป
อีก โดยเฉพาะในด้านขบวนค่ายกล เทียบกับฝีมือค่ายกลประดุจเทพยดาของจั่วม่อแล้ว
เห็นได้ชัดว่าสามคนนี้ฝีมือค่ายกลอ่อนด้อยยิ่ง
แต่แล้วทันใดนั้นจั่วม่อก็ฉุกคิดถึงปัญหาสำคัญที่สุด นั่นคือพลังงาน ค่ายกลขบวน
ใหญ่โตเช่นนี้ เพื่อขับเคลื่อนค่ายกล จะต้องใช้จิงสือมากมายเท่าใด?
และแล้วความคิดอันบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิมก็ผุดขึ้นในใจมัน!
ในเวลานี้เอง ได้ยินเยวียนเจียงกล่าวอย่างกลัดกลุ้มกังวล “เหล่าปั่าน วัตถุดิบที่จะ
ใช้สร้างเมืองตามแผนการนี้เกรงว่าหาได้ไม่ง่ายนัก”
จั่วม่อจดจำความคิดใหม่นี้ไว้เงียบๆ เงยหน้ายิ้มอย่างถือดีต่อเยวียนเจียง “พวกเรา
เริ่มตระเตรียมก้อนอิฐไว้แล้ว”
เยวียนเจียงงงงันวูบ แต่สายตายังคงไม่เป็นสุข มันกล่าวว่า “เหล่าปั่าน เพื่อให้เมือง
ใหม่บรรลุผลตามที่คาดการณ์ไว้ ก้อนอิฐเหล่านี้ไม่สามารถสุ่มหาเอาอะไรมาก็ได้ พวกเรา
ต้อง…”
“เอาเถอะ ตามข้ามา” จั่วม่อไม่สิ้นเปลืองวาจามากความ เพียงหมุนตัวเดินนำไป
ข้างหน้า
เมื่อเยวียนเจียงพบเห็นก้อนอิฐสีเขียวทองที่ผ่านการแปรสภาพกองซ้อนเป็นภูเขา
เลากา มันก็ยืนตัวแข็งทื่อ เหม่อมองอย่างโง่งม อีกสองคนก็อ้าปากค้าง จ้องมองก้อนอิฐ
สีเขียวอมทองส่องประกายแวววับอย่างเลื่อนลอย
สักครู่ให้หลัง เยวียนเจียงค่อยมีปฏิกิริยาตอบสนอง กระโจนมาข้างหน้า
“ประเสริฐ ประเสริฐ ประเสริฐยิ่ง! คุณภาพถึงกับเทียบเท่ายุทธภัณฑ์เวททีเดียว!
แต่ข้าเพิ่งเคยพบเห็นกลิ่นอายอันร้อนแรงถึงเพียงนี้เป็นครั้งแรก” เยวียนเจียงสีหน้า
ตื่นเต้นยินดี ชั่วพริบตานี้เอง มันค่อยเชื่ออย่างสนิทใจว่าเหล่าปั่านต้องการสร้างเมืองเพื่อ
สังหารจินตันอย่างแท้จริง!
“ก้อนอิฐเหล่านี้ใช้วิธีแปรสภาพด้วยไฟอีกาทองคำ ย่อมคุณภาพไม่เลว” ก้อนหิน
ใหญ่ที่ถ่วงอยู่ในใจจั่วม่อค่อยร่วงหล่นลง ก้อนอิฐเหล่านี้ดูเหมือนสามารถตอบสนอง
ความต้องการของเยวียนเจียงได้
“ประเสริฐ!” เยวียนเจียงตื่นเต้นยิ่ง “ปัญหาเรื่องอิฐเมื่อแก้ไขได้แล้ว ปัญหาอื่นๆ ก็
ทำได้ง่ายกว่า”
จั่วม่อไม่กล่าวคำใด ในความเห็นของมัน เกรงว่าจะเป็นตรงกันข้ามเสียมากกว่า
ปัญหาอื่นๆ แน่นอนว่าจะยิ่งยากเย็นกว่านี้
นี่เป็นโครงการที่ยิ่งใหญ่เกินตัวอย่างแท้จริง!
เว่ยเฉิงปินหลายวันมานี้ไม่ค่อยสุขสบายนัก ว่ากันตามเหตุผลแล้ว การดูดซับเมล็ด
พันธุ์ไฟอันเลิศล้ำและเป็นยอดปรารถนาเช่นไฟอีกาทองคำ สมควรทำให้ผู้คนปิติสุขเป็น
อย่างยิ่งจึงจะถูกต้อง แม้ว่าพวกมันจะไม่ได้รับเมล็ดข้าวปราณอย่างที่คาดไว้ แต่ทุกคนก็
ได้รับฟูกสมาธิกลั่นเกลาดำแทน ครั้นเมื่อปรมาจารย์ซุนเปั่าสาธิตวิธีใช้งานสิ่งของ
ประหลาดนี้ ฟูกสมาธิกลั่นเกลาดำก็กลายเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดของพวกมันไปในทันที
หลายคนถึงกับนึกเสียใจ ที่ไม่ได้เก็บจิงสือเอาไว้กับตัวมากพอ
เรื่องที่ค่าจ้างของพวกมันเปลี่ยนจากเมล็ดข้าวปราณไปเป็นจิงสือ ย่อมไม่มีผู้ใด
คัดค้าน
สิ่งที่ทำให้เว่ยเฉิงปินโศกเศร้าหดหู่ย่อมไม่ใช่สิ่งเหล่านี้ แต่เป็นเรื่องผลงานที่ตามมา
ในภายหลังต่างหาก
เมื่อมันเผชิญหน้ากับก้อนหินเขียวที่ใหญ่โตกว่าตัวมันหลายเท่า ทีแรกมันถึงกับไม่รู้
จะทำอย่างไรดี ต่อมาก็ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก กว่าจะแปรสภาพได้แต่ละก้อน
จากนั้นมันค่อยพบว่าผู้อื่นทำเสร็จสิ้นไปแล้วสามก้อน
ดังนั้นค่าจ้างที่เว่ยเฉิงปินได้รับย่อมเป็นหนึ่งในสามของรายได้ของผู้อื่น
แต่แล้ววันหนึ่ง ปรมาจารย์จี๋เหว่ยจู่ๆ ก็เรียกผู้คนเข้ามารวมกัน แล้วประกาศว่า
“ผู้ใดมีฝีมือในการหลอมสร้างชิ้นส่วนขนาดเล็กบ้าง?”
เว่ยเฉิงปินผู้สลดหดหู่เผ่นผึงออกมาทันที ดวงตาเป็นประกาย “ข้าทำได้”
นอกจากมัน ยังมีอีกสองสามคนลุกขึ้นยืนเช่นกัน เว่ยเฉิงปินเหลือบมองพวกมันแวบ
หนึ่ง อดหัวร่ออยู่ในใจไม่ได้ คนเหล่านี้หลายวันมานี้ ล้วนเป็นผู้ที่มีผลงานย่ำแย่พอๆ กับ
มันนั่นเอง
ปรมาจารย์จี๋เหว่ยไม่กล่าวมากความ ส่งม้วนหยกให้แก่พวกมันคนละม้วน
“สิ่งที่อยู่ในนั้น เจ้าทำอะไรได้ก็จงทำสิ่งนั้น วัตถุดิบทั้งหมดอยู่ตรงนั้น กฏเกณฑ์
เหมือนเดิม จ่ายตามหน่วยของผลงาน”
กล่าวจบคำ ปรมาจารย์จี๋เหว่ยก็ไม่สิ้นเปลืองวาจาอีก หมุนตัวจากไปทันที ในช่วง
เวลาที่อยู่ที่นี่ เว่ยเฉิงปินค่อยๆ คุ้นชินกับบรรยากาศอันยุ่งวุ่นวายของที่นี่ ทุกผู้คนรวมทั้ง
เหล่าปั่าน ดูเหมือนไม่มีผู้ใดอยู่ว่าง แต่ละคนยุ่งวุ่นวายจนหัวหมุน โพรงถ้ำถูกขุดเจาะ
เพิ่มมากขึ้นทุกขณะ เนื่องจากค่าจ้างคำนวณตามปริมาณผลงาน ทุกผู้คนล้วนโหมทำงาน
อย่างบ้าคลั่ง เมื่อมีฟูกสมาธิกลั่นเกลาดำ จิงสือก็กลายเป็นสิ่งของช่วยชีวิตไป พวกมัน
หวังจะได้รับจิงสือมากกว่านี้
มีเพียงเหล่าผู้คนที่ผ่านประสบการณ์ขาดแคลนปราณธรรมชาติ และต้องเผชิญหน้า
กับชะตากรรมที่พลังบำเพ็ญเพียรอาจถดถอยได้ทุกเมื่อ จึงจะโหมทำงานได้อย่างบ้าคลั่ง
ถึงเพียงนี้
เว่ยเฉิงปินรีบอ่านม้วนหยกในมือทันที จากนั้นอดอุทานอย่างประหลาดใจไม่ได้ ทุก
อย่างที่อยู่ภายในม้วนหยกนี้เป็นโครงสร้างโลหะแปลกประหลาด พวกมันดูคล้าย
ยุทธภัณฑ์เวท แต่ไม่ใช่ยุทธภัณฑ์เวท การหลอมสร้างแต่ละชิ้นบรรยายไว้อย่างละเอียด
ครบถ้วน คนอื่นอาจไม่ทราบ แต่เว่ยเฉิงปินรู้จักชิ้นส่วนเหล่านี้ ของเหล่านี้สมควรเป็น
ชิ้นส่วนของหุ่นเชิด
มันลอบนับถือเลื่อมใสอยู่ในใจ คนที่ออกความคิดนี้ปราดเปรื่องยิ่ง หุ่นเชิดถูกแยก
ย่อยออกเป็นโครงสร้างชิ้นส่วนขนาดเล็กมากมาย คนผู้นี้เห็นได้ชัดว่าจะนำไปประกอบ
รวมกันเป็นหุ่นเชิดที่สมบูรณ์ในภายหลัง เว่ยเฉิงปินเข้าใจทันที จำนวนคนในกองกำลังนี้
มีจำกัด ทั้งยังไม่มีทาสฝึกตนแม้แต่คนเดียว หุ่นเชิดย่อมเป็นแรงงานทดแทนที่ดีเยี่ยม แต่
สิ่งที่มันยังสงสัยใจก็คือ จะอย่างไรหุ่นเชิดก็จำเป็นต้องให้ซิวเจ่อควบคุมสั่งการโดยตรง
หากมีหุ่นเชิดจำนวนมาก เช่นนั้นจะต้องใช้ผู้คนมากมายเท่าใดคอยควบคุมพวกมัน?
ความคิดนี้วนเวียนอยู่ในใจมันครู่หนึ่ง ก่อนที่มันจะปัดทิ้งไป นี่ไม่ใช่เรื่องที่มันควร
ต้องไปใส่ใจ ผู้อื่นเมื่อเป็นผู้นำของมันยังจะต้องให้มันกังวลใจแทนอีกหรือ สิ่งที่มันต้อง
ทำ คือทำงานที่มันถนัดที่อยู่ตรงหน้าก็พอ ในระยะเวลาอันสั้น เว่ยเฉิงปินก็หลอมสร้าง
สินค้าชิ้นแรกเสร็จสิ้น มันรู้สึกหัวใจพองฟู เร่งมือทำงานหนักทันที มันค่อยๆ พบว่า
ชิ้นส่วนยิ่งมีขนาดเล็กและยิ่งละเอียดอ่อนเท่าใด สำหรับมันแล้ว ก็ยิ่งหลอมสร้างได้
ง่ายดายมากขึ้นเท่านั้น
ปรมาจารย์จี๋เหว่ยในไม่ช้าก็สังเกตเห็นความเชี่ยวชาญอันพิเศษเฉพาะของมัน อด
ประหลาดใจอยู่บ้างไม่ได้ ก่อนจะปั้อนงานหลอมสร้างชุดวัตถุขนาดเล็กที่ต้องใช้ฝีมือมาก
ขึ้นมาให้แก่มัน
ไม่นานนัก ค่าจ้างของเว่ยเฉิงปินก็เติบโตขึ้นด้วยระดับความเร็วอันน่าตระหนก
เหล่าผู้ร่วมงานที่อยู่รอบข้างพากันจ้องมองมันด้วยดวงตาร้อนฉ่า
ทุกวันนี้ ที่แท้ดีงามถึงเพียงนี้ บางครั้งเว่ยเฉิงปินก็ขบคิดอย่างครึ้มอกครึ้มใจ
“ยังหาพวกมันไม่เจออีก?” เฮ่อเสียงตะคอกอย่างเกรี้ยวกราด “เหล่าสัดใส่ข้าว!
พวกมันหลบหนีไปตั้งกี่วันแล้ว? เจ้ายังไม่มีปัญญาหาพวกมันพบ?”
“คนเหล่านี้กลอกกลิ้งยิ่ง พวกมันแยกย้ายกันหลบหนี ทำให้พวกเราต้องเสียเวลาไป
มาก” ผู้ใต้บังคับบัญชาแก้ตัว
“ไม่ต้องมาแก้ตัว!” เฮ่อเสียงพยายามระงับโทสะอย่างยากเย็น สุ้มเสียงมืดมน “สิ่ง
ที่ข้าต้องการคือผลลัพธ์! ตราบเท่าที่ท่านบรรพชนฟั้ากระจ่างยังไม่ได้สั่งการลงมา ข้าก็
ยังคงเป็นผู้อาวุโสสูงสุดอยู่! ก่อนหน้านั้น ข้าสามารถสั่งประหารชีวิตพวกเจ้าได้ทั้งหมด!”
ผู้ใต้บังคับบัญชาใบหน้าเผือดสี พวกมันทราบดีว่าเฮ่อเสียงกล่าวไม่ผิด
“ข้าจะให้เวลาพวกเจ้าสามวัน! ภายในสามวันนี้ หากเจ้าหาพวกมันไม่พบ ก็หิ้ว
ศีรษะเจ้ากลับมาพบข้าแทน”
ถ้อยคำของเฮ่อเสียงดุจดังออกมาจากก้นบึ้งอเวจี ทั้งเย็นเยือกและน่าขนพองสยอง
เกล้า
เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาทราบดีว่าเวลานี้แก้ตัวไปก็ไร้ประโยชน์ ทุกผู้คนคอตก สีหน้า
ซึมเซา ค้อมคำนับแล้วรีบออกไป ผู้อาวุโสสูงสุดย่อมพูดจริงทำจริง! บรรพชนฟั้ากระจ่าง
ก็จะไม่ยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย ภายนอกไม่ทราบมีผู้คนมากมายเท่าใดรอคอยเข้าสู่หอ
สำนักนอก ตำแหน่งของพวกมัน สามารถถูกแทนที่ได้ตลอดเวลา
เมื่อทุกคนออกไปหมดสิ้น เฮ่อเสียงก็จมลงไปบนเก้าอี้ ราวกับเรี่ยวแรงทั้งหมดถูก
ปล้นออกไป ดวงตาเซื่องซึมราวกับปลาตาย แทบไม่หลงเหลือประกาย
สามวัน นั่นเป็นเส้นตายที่บรรพชนฟั้ากระจ่างกำหนดให้แก่มัน
หากภายในสามวันยังไม่ได้เรื่องได้ราว มันจะไม่หลงเหลือกระทั่งชีวิต เดิมทีเฮ่อเสียง
ต้องการปิดบังเรื่องราวเอาไว้ คาดไม่ถึงว่าจะมีคนคาบข่าวไปรายงานบรรพชนฟั้า
กระจ่าง ผลลัพธ์ย่อมเป็นที่คาดคำนวณได้ หากมันไม่อาจแสดงความสามารถที่เพียงพอ
ชะตากรรมที่รอคอยมันอยู่ มันย่อมทราบกระจ่างกว่าผู้ใด
ม้าฝานคาบต้นหญ้าก้านหนึ่งไว้ในปาก มองท้องฟั้าเหนือศีรษะอย่างเหนื่อยหน่าย
รำพึงรำพันว่า “ยุ่งยากมาก ช่างยุ่งยากเสียจริง!”
หัวหน้าหมู่ทหารเดินตามก้นมันอย่างกระชั้นชิด ไม่ใส่ใจคำพร่ำบ่นของม้าฝานอย่าง
สิ้นเชิง เมื่อหมู่ทหารของมันถูกม้าฝานคัดเลือกมา มันปลาบปลื้มยินดียิ่ง คนผู้นี้เป็นหนึ่ง
ในคนเก่าแก่ที่อยู่มาตั้งแต่แรกเริ่ม ล่วงรู้ถึงตำแหน่งเดิมของม้าฝานและอิทธิพลที่ม้าฝาน
มีต่อกองกำลังนี้เป็นอย่างดี ก่อนหน้านี้ หลายคนคาดเดาว่าม้าฝานจะต้องรับตำแหน่งผู้
บัญชาการกองร้อยที่หนึ่งเสียด้วยซ้ำ
แต่หัวหน้าหมู่ทหารผู้นี้ล่วงรู้อยู่เรื่องหนึ่ง นั่นคือหากติดตามม้าฝาน มันจะได้เรียนรู้
หลายสิ่ง
เหล่าไพร่พลในหมู่ของมันกลับไม่เข้าใจ ว่าไฉนหัวหน้าหมู่เคารพนอบน้อมต่อคนที่ดู
ไม่ค่อยใส่ใจไยดีสิ่งใดผู้นี้ ในสายตาของพวกมัน การที่ม้าฝานไม่ได้ถูกจัดเข้ากับกองทหาร
ใด เหตุผลสำคัญที่สุด สมควรเป็นเพราะกลิ่นอายเฉยชาไม่เอาไหนที่แผ่ซ่านออกมาจาก
ร่างของมันนั่นเอง
เกียจคร้าน ไม่อินังขังขอบ นี่ไม่ใช่สิ่งที่หัวหน้าหมู่ชิงชังรังเกียจเป็นที่สุดหรอกหรือ?
“ศัตรูอยู่ไม่ไกลจากพวกเราแล้ว” คาบก้านหญ้าเอาไว้ในปาก วาจาของม้าฝานฟังดู
คลุมเครืออยู่บ้าง หัวหน้าหมู่ฟังอย่างระมัดระวัง ตลอดทางจนมาถึงที่นี่ มันนับถือ
เลื่อมใสการตัดสินใจของม้าฝานยิ่ง ยามนี้ม้าฝานเงยหน้าขึ้น มองไปยังที่ห่างไกล กล่าว
ว่า “ให้ทุกคนเร่งฟืนฟูพลังปราณ อีกฝั่ายอาจจะพบพานพวกเราภายในสามชั่วยาม”
หัวหน้าหมู่ผู้นั้นสีหน้าตึงเครียด
สายลมที่พัดผ่านเข้ามา จู่ๆ ก็คล้ายเย็นเยือกขึ้นเล็กน้อย แฝงกลิ่นอายสังหารอยู่
เลือนราง