สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 248 ปัญหาของผู้เป็นนาย
เมื่อเหลยเผิงกับพวกกลับมาถึงค่าย จั่วม่อกำลังปรึกษาหารือเรื่องแผนการสร้าง
เมืองอยู่กับสามซิวเจ่อที่มีฝีมือสร้างเมือง เมื่อไม่เคยมีประสบการณ์สร้างเมืองมาก่อน
จั่วม่อย่อมสนอกสนใจยิ่ง นอกจากนี้เมืองที่กำลังจะสร้างขึ้นใหม่ ในแผนการแห่งชัยชนะ
ของมัน นับว่ามีความสำคัญอย่างที่สุด
สำหรับคนทั้งสาม เมืองที่แข็งแกร่งถึงขั้นปั้องกันจินตัน เป็นสิ่งที่พวกมันกระทั่งคิด
ยังไม่กล้าคิดมาก่อน พวกมันก็สนอกสนใจไม่น้อยเช่นกัน สำหรับเรื่องที่ว่าออกแบบ
โครงสร้างไปแล้ว ยากเกินกว่าที่จะสามารถสร้างให้เสร็จสมบูรณ์หรือไม่? นั่นเป็นปัญหา
ที่เหล่าปั่านต้องไปปวดเศียรเวียนเกล้าเอง พวกมันมีหน้าที่เพียงออกแบบเท่านั้น
“หอสัญญาณเหล่านี้ใช้ทำอะไร?” จั่วม่อถามพลางชี้ไปที่ภาพวาดการออกแบบ
“ส่วนใหญ่ใช้เพื่อแจ้งเตือนพันธมิตร นอกจากนี้ยังรองรับซิวเจ่อได้ยี่สิบคน โล่พลัง
ปราณประจำหอสามารถปกปั้องคุ้มครองพวกมัน ซิวเจ่อที่อยู่ภายในหอไม่จำเป็นต้อง
คอยกังวลกับการโจมตีของศัตรู”
“แต่เจ้าไม่คิดว่าหอเหล่านี้เล็กเกินไปหรือ?”
“หอเหล่านี้สามารถรองรับได้ยี่สิบคน แน่นอนว่าไม่เล็ก”
“เล็ก นี่มันเล็กเกินไปแล้ว อย่างน้อยที่สุดต้องรองรับได้ห้าสิบคน ด้วยวิธีนี้ จึงจะมี
ความสามารถในการสู้รบ นอกจากนี้เรายังไม่จำเป็นต้องใช้สัญญาณไฟ พวกเรามีเพียง
เมืองเดียว ไม่ต้องส่งสัญญาณเตือนผู้ใด”
“หากไม่มีไฟสัญญาณ แล้วยังจะเรียกว่าหอสัญญาณไฟได้อีกหรือ?”
“เราสามารถใช้นามอื่นได้ ตัวอย่างเช่นหอกระบี่ พวกเจ้าเห็นเป็นอย่างไร?” จั่วม่อ
ถามอย่างกระตือรือร้นเต็มที่
ทั้งสามคนไร้วาจาจะกล่าว
จั่วม่อเห็นได้ชัดว่ายังแจกแจงความคิดของมันไม่ครบถ้วน
“แผนของพวกเจ้าไม่เลว แต่ทื่อด้านหัวโบราณเกินไป การปั้องกันเพียงอย่างเดียว
ย่อมไม่อาจหยุดยั้งการโจมตีของศัตรูได้ จินตันสามารถฟืนฟูพลังปราณได้รวดเร็วกว่า
พวกเรา หากวันแรกมันโค่นเราไม่ได้ มันก็จะกลับมาในวันที่สอง หากปล่อยให้มันโจมตี
อย่างสะดวกดายไปเรื่อยๆ สิบวัน ครึ่งเดือน หนึ่งเดือน เจ้าคิดว่าเราจะสามารถหยุดมัน
ได้หรือ?”
คนทั้งสามไร้วาจาจะกล่าวอีกครั้ง
คนหนึ่งอดโต้แย้งไม่ได้ “หากจินตันคิดทำลายเมือง ก็ไม่มีเมืองใดในอาณาจักร
ขุนเขาน้อยสามารถหยุดยั้งมันได้”
“ก่อนนี้ไม่มี แต่จะมีในไม่ช้า” จั่วม่อหันไปมองคนผู้นั้น กล่าวเสริมว่า “หากไม่มี
เมืองเช่นนั้นจริงๆ เมื่อถึงเวลา พวกเราจะพากันตายทั้งหมด”
ทั้งสามคนเริ่มเหงื่อท่วมกายอย่างฉับพลัน ในใจรู้สึกสิ้นหวังจับใจ สวรรค์! เหล่าปั่าน
ที่แท้ตอแยผู้ใดกันแน่? รอประเดี๋ยว! จินตัน! เงาร่างของคนผู้หนึ่งผุดขึ้นในใจพวกมัน
บรรพชนฟั้ากระจ่าง! ในอาณาจักรขุนเขาน้อยมีจินตันคนเดียวเท่านั้น บัดซบ พวกมัน
ไฉนนึกไม่ออกแต่แรก!
“บะ…บรรพชนฟั้ากระจ่าง?” หนึ่งในสามถามเสียงสั่นพร่า
จั่วม่อยิ้มพลางกล่าว “คาดเดาแม่นยำจริงๆ”
นี่ยังต้องคาดเดาด้วยหรือ?
ทั้งสามคนหน้าซีดเหมือนคนตาย ในสายตาของพวกมัน รอยยิ้มของจั่วม่อชั่วร้าย
เป็นที่สุด ชั่วร้ายยิ่งกว่ามารร้ายเสียอีก แต่ละคนล้วนสำนึกเสียใจแทบตาย ก่อนหน้านี้
พวกมันอาจมีชีวิตลำบากยากจน แต่อย่างน้อยยังไม่ต้องเสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิตน้อยๆ
ของพวกมันไป
“เอาละ ทุกคน” จั่วม่อปรบมือ “เข้มแข็งกันหน่อย ปลุกปลอบความคิดต่อสู้ของ
พวกเจ้าขึ้นมา ข้าทราบว่าพวกเจ้าก็เป็นเช่นเดียวกันกับข้า พวกเราล้วนไม่อยากตาย
ดังนั้นจงปลุกปลอบความคิด ใช้จินตนาการที่ทรงพลังที่สุดของพวกเจ้า คิดคำตอบที่
เป็นไปได้มากกว่านี้ออกมาเสียดีๆ”
หนึ่งในสามคล้ายสูญเสียขวัญวิญญาณไปทั้งหมด แต่ยังสามารถรักษาความสงบ
เยือกเย็นเอาไว้ “เหล่าปั่าน ท่านไม่มีทางปั้องกันจินตันได้”
“อ้อ เช่นนั้นควรทำอย่างไร?” จั่วม่อถามพลางแบสองมือกว้าง
คนผู้นี้เค้นเสียงลอดไรฟัน “ก็ในเมื่อไม่มีทางปั้องกัน เช่นนั้นเราอาจลองหาหนทาง
ฆ่ามันแทน!”
“เจ้าเสียสติไปแล้ว!” อีกสองคนร้องลั่น
“อ้อ เริ่มฟังดูไม่เลวแล้ว ว่าต่อไป” จั่วม่อในใจตื่นตะลึง เผยสีหน้าคาดไม่ถึงออกมา
คนผู้นี้ใบหน้าเผือดขาว แต่ดวงตาเปล่งประกายคลุ้มคลั่ง “จินตันอาจแข็งแกร่ง แต่
พวกมันก็มีจุดอ่อน นั่นคือทระนงตนเกินไป พวกมันเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของตนมาก
เกินไป สิ่งที่พวกเรามองว่าเป็นอันตรายมาก พวกมันกลับไม่แยแสสนใจแม้แต่น้อย พวก
เราจะวางกับดักขุดหลุมพรางให้เต็มที่ ใช้เมืองใหม่เป็นเหยื่อล่อ มันสมควรหลงกลได้ไม่
ยาก”
“เป็นไปไม่ได้ มันจะมองเห็นสิ่งที่เราปิดซ่อนเอาไว้อย่างง่ายดาย”
“เจ้าไม่สามารถฆ่าจินตันได้!”
อีกสองคนพึมพำโต้แย้งด้วยสุ้มเสียงปานละเมอ
จั่วม่อกวาดตามองคนผู้นั้นรอบหนึ่ง ถามว่า “เจ้าเรียกว่าอะไร?”
“ผู้น้อยเยวียนเจียง เหล่าปั่าน” คนผู้นั้นประสานมือตอบอย่างนอบน้อม
“นับจากวันนี้ไป เจ้าเป็นผู้นำของกลุ่มนี้” จั่วม่อกล่าว จากนั้นหันไปสำทับอีกสอง
คน “พวกเจ้าเป็นผู้ช่วยของมัน หากข้าทราบว่าผู้ใดไม่เชื่อฟัง ฮึ่ม ฮึ่ม ต่อต้านจินตันพวก
เจ้าอาจมีชีวิตรอดได้ไม่นาน แต่หากต่อต้านข้า พวกเจ้าจะตายตั้งแต่ตอนนี้เลย”
สองคนนั้นใบหน้าพลันเปลี่ยนเป็นซีดขาวราวกระดาษอีกครั้ง นิ่งเงียบไปทันที
“สร้างแผนการใหม่” จั่วม่อกล่าวกับเยวียนเจียง
“ขอรับ เหล่าปั่าน!” เยวียนเจียงค้อมศีรษะรับคำอย่างนอบน้อม มันทราบดีว่าหาก
สามารถคว้าโอกาสนี้ไว้ได้ อนาคตของมันย่อมไร้ขีดจำกัดแล้ว
กงซุนชารับฟังรายงานอย่างละเอียด เซี่ยซานยืนอยู่ด้านข้างด้วยสีหน้าละอายใจ มัน
ทราบว่าคราวนี้กระทำเกินเลยไปมาก มันเปิดเผยตัวตนต่อผู้คนในเมืองหนานเสิ้งเร็ว
เกินไป สำหรับพวกมันทั้งหมด นี่ไม่ใช่เรื่องดี
“อ้อ ที่แท้เป็นเช่นนี้” กงซุนชาเงยหน้าขึ้น เผยยิ้มเหนียมอาย กล่าวอย่างอ่อนโยน
“ไม่มีปัญหาอันใด”
เซี่ยซานคลายใจลงเล็กน้อย
“เพียงแต่”
เซี่ยซานหัวใจพุ่งขึ้นอีกครั้ง
“เพียงแต่ปัญหานี้ พวกเจ้าเมื่อเป็นผู้ก่อ เช่นนั้นก็จำเป็นต้องเช็ดก้นด้วยตัวเอง”
กงซุนชากล่าวถึงตรงนี้ พลันลดเสียงลง คล้ายพึมพำกับตนเอง “จริงสิ นี่เป็นโอกาส
อันดีงาม ไม่ควรปล่อยให้เสียเปล่า”
ไม่มีผู้ใดเข้าใจความหมายของถ้อยคำที่แม่นางน้อยพึมพำกับตัวเอง
“เวลานี้ เป็นที่แน่นอนว่าพรรคฟั้ากระจ่างต้องกำลังพลิกแผ่นดินค้นหาพวกเจ้า
แม้ว่าพวกเจ้าจะอำพรางร่องรอยของพวกเจ้าเป็นอย่างดี
แต่พวกมันแทบไม่ต้องพยายามอันใด ก็คงสืบเสาะมายังสถานที่นี้ได้ไม่ยาก ภารกิจ
ของพวกเจ้าคือหาทางหยุดยั้งและทำลายการสืบเสาะของพวกมัน”
ทุกผู้คนสีหน้าตื่นเต้นยินดีขึ้นมาทันที นี่ไม่ใช่โอกาสสู้รบอีกรอบหรือ?
มุมปากของกงซุนชายกเป็นเส้นโค้งที่แทบไม่สังเกตเห็น “พวกเจ้าแต่ละคนจะต้อง
นำไพร่พลหนึ่งหมู่เข้าร่วมภารกิจก่อกวนทำลายนี้ด้วย”
“อ๊า! พวกเราจำเป็นต้องพาเณรน้อยเหล่านั้นไปด้วยหรือ?”
กลุ่มคนที่กำลังคึกคักกลายเป็นห่อเหี่ยวในบัดดล พวกมันในที่สุดค่อยเข้าใจ ภารกิจ
ก่อกวนทำลายอันใด? นี่มันภารกิจพี่เลี้ยงเด็กชัดๆ! นึกถึงเหล่าเณรน้อยกลุ่มใหญ่ที่ไม่
เข้าใจสิ่งใดเลย ทุกผู้คนรวมทั้งจงหยูล้วนมีใบหน้าขมขื่น
พวกมันเต็มใจเข่นฆ่าสังหาร แต่ไม่มีผู้ใดต้องการเป็นพี่เลี้ยงเด็ก
“เป็นไร? พวกเจ้าไม่ยินดี?” กงซุนชาแย้มยิ้ม เผยไรฟันขาวสะอาด
ทุกผู้คนหัวใจเย็นเฉียบอย่างฉับพลัน ส่ายศีรษะระรัวพร้อมกัน
“ยินดี! ผู้ใดจะไม่ยินดี? นำกลุ่มคนมากมายออกไปต่อสู้ มีหน้ามีตาแทบตาย ย่อม
ยินดีอยู่แล้ว ฮ่าฮ่า!” เสียงหัวร่อของเหลยเผิงฟังคล้ายเสียงร่ำไห้
“ยินดียิ่ง ยินดียิ่ง!” เหนียนลู่รีบเห็นพ้อง เกรงว่าหากไม่ระวัง แม่นางน้อยจะเพ่งเล็ง
มายังมัน นั่นเท่ากับชีวิตอันสุขสบายของมันแทบจะจบสิ้นลงแล้ว
ม้าฝานเห็นสายตาของแม่นางน้อยเหลือบมองมายังมัน มันรีบกระโจนออกมา
คุกเข่าลงข้างหนึ่ง ประสานมือ ก้มศีรษะ กล่าวว่า “ผู้น้อยยินดีนำทัพออกต่อสู้เป็นคน
แรก!”
คนอื่นๆ อารมณ์เสียทันที ไฉนพวกมันไม่เสนอตัวเป็นคนแรก? เจ้าม้าฝานเริ่มรอบ
จัดขึ้นเรื่อยๆ ช่างสมกับเป็นแกนกลางของกองทัพ ไม่ธรรมดาจริงๆ!
ทุกคนรีบเลียนเยี่ยงม้าฝาน ร้องขอนำทัพออกต่อสู้ทันที
กงซุนชาส่งยิ้มขวยเขินเหนียมอาย กล่าวเบาๆ “พวกเจ้าต้องระวัง”
ได้ยินเช่นนี้ ทุกผู้คนคล้ายได้รับการละเว้นโทษประหาร กระจายกันออกไปดุจนก
แตกรัง รีบไปคัดเลือกคนเป็นการใหญ่
จั่วม่อรู้สึกว่ามันยุ่งวุ่นวายมาก ซิวเจ่อที่นำมาทั้งหมด แต่ละคนล้วนมีฝีมือโดดเด่น
อย่างน้อยหนึ่งอย่าง หลายคนต้องให้มันจัดเตรียมด้วยตนตัวเอง แต่ก่อนหน้านั้น บุคคล
แรกที่มันต้องการพบ คือผู้ที่วางแผนการในคราวนี้ เปาอี้
“เหล่าปั่าน!” เปาอี้ประสานมือค้อมคารวะอย่างนอบน้อม
แวบแรกที่มันพบเห็นจั่วม่อ เปาอี้ตื่นตะลึงอย่างรุนแรง ไม่ว่ามองจากมุมใด เหล่า
ปั่านผู้นี้ก็ดูราวกับบุรุษหนุ่มอายุเยาว์ คล้ายยังไม่เข้าสู่วัยยี่สิบปีด้วยซ้ำ แต่ยิ่งอัศจรรย์ใจ
มากเท่าใด มันก็ยิ่งยำเกรงเหล่าปั่านมากเท่านั้น ด้วยอายุเพียงเท่านี้ กลับสามารถ
รวบรวมและปกครองผู้คนกลุ่มใหญ่ถึงเพียงนี้ ความสามารถของเหล่าปั่าน แน่นอนว่า
ไม่ใช่สิ่งที่พ่อค้าเล็กๆ เช่นมันจะสามารถประเมินได้
หลังจากที่มันตระเวนชมดูรอบค่าย ความอัศจรรย์ใจของมันแทนที่จะลดลง กลับมี
แต่จะเพิ่มมากขึ้น ในสายตาของคนไม่รู้ความเหล่านั้น ค่ายแห่งนี้อาจยังดูหยาบกร้าน
แร้นแค้น แต่ในสายตาของคนที่มีประสบการณ์โชกโชนเช่นเปาอี้ ที่นี่มีจุดผิดธรรมดา
มากเกินไป
เรือเมล็ดอินทผลัมเป็นยุทธภันฑ์เวทจิงสือชั้นยอดที่หาได้ยากยิ่ง สตรีที่อยู่ข้างกาย
เหล่าปั่าน รวมถึงสามองครักษ์เหล็กที่ห่อหุ้มร่างอยู่ในชุดเกราะสีทอง ล้วนแล้วแต่ลึกล้ำ
สุดหยั่งคาด
คนที่ครอบครองสิ่งของเหล่านี้ยังจะธรรมดาสามัญอีกหรือ?
ภารกิจแรกที่เปาอี้ได้รับคือจัดการสะสางคลังสินค้า
มันกระตือรือร้นกับภารกิจนี้มาก คลังสินค้าสามารถสะท้อนให้เห็นถึงขอบเขตความ
มั่งคั่งของเหล่าปั่านได้
คลังสินค้าเป็นถ้ำแห่งหนึ่ง มีทหารสองหมู่รบทำการคุ้มกันอย่างแน่นหนาอยู่
ตลอดเวลา เมื่อเปาอี้เดินเข้าไปในส่วนลึกของถ้ำ และเห็นเหล่ายุทธภัณฑ์เวทกองสุม
ซ้อนกันเท่าภูเขาเลากา มันก็ยืนเหม่อมองอย่างโง่งมเป็นไก่ไม้ ชั่วขณะนั้น มันรู้สึกว่า
เลือดทั่วร่างกายสูบฉีดเข้าไปในศีรษะของมันอย่างฉับพลัน
สวรรค์ของข้า! ตลอดชีวิตอันยาวนานของมัน นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นยุทธภัณฑ์เวท
ทุกชนิด กองสุมซ้อนกันดุจภูเขาขยะลูกมหึมา!
ไม่มีผู้ใดดูแลซ่อมแซมพวกมันเลย ความคิดแรกของเปาอี้หลังจากได้สติก็คือ เสีย
ของ! ล้างผลาญเกินไปแล้ว!
หลังจากนั้น มันก็เริ่มจัดการสะสางตลอดทั้งวันทั้งคืน คัดแยกและจัดเรียงยุทธภัณฑ์
เวทตามประเภทและระดับคุณภาพ เมื่อจั่วม่อหวนกลับมายังคลังสินค้าอีกครั้ง พบเห็น
คลังสินค้าที่ถือกำเนิดขึ้นใหม่ ก็พึงพอใจยิ่ง
“เหน็ดเหนื่อยเจ้ามากแล้ว” จั่วม่อกล่าวอย่างซาบซึ้ง
“นี่เป็นหน้าที่ของข้าน้อยอยู่แล้ว” เปาอี้รีบกล่าว
คนผู้นี้มีความสามารถอย่างแท้จริง จั่วม่อคิดอยู่ในใจ แม้ว่าตัวมันเองก็เต็มไปด้วย
ความสนใจในธุรกิจการค้า แต่เห็นได้ชัดเจนว่าในอนาคต มันย่อมไม่มีเวลามาสนใจ
เรื่องราวเหล่านี้อย่างแน่นอน
“เจ้าจะเป็นผู้รับผิดชอบคลังสินค้าและความต้องการทางทหารทั้งหมด”
จั่วม่อให้ความเชื่อมั่นแก่เปาอี้ ขณะที่จำนวนคนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จั่วม่อรู้สึกว่า
การบริหารจัดการทำได้ยากขึ้นทุกขณะ การฝึกปรือและสู้รบของซิวเจ่อในค่ายอยู่ใน
ความรับผิดชอบของศิษย์น้องกงซุน แต่สิ่งของที่เกี่ยวข้องเช่นทรัพยากรทั้งหลาย เป็น
เรื่องซับซ้อนและยุ่งยาก นำความปวดเศียรเวียนเกล้ามาให้มันกับศิษย์น้องกงซุนเป็น
อย่างยิ่ง ส่วนศิษย์น้องฉุน คนบ้าผู้นั้นไม่สามารถนับรวมได้แต่แรกแล้ว
เปาอี้ปลาบปลื้มยินดี “ขอบคุณเหล่าปั่านส่งเสริม!”
ผู้รับผิดชอบด้านคลังสินค้าและความต้องการทางทหาร เป็นงานที่มั่งคั่งบริบูรณ์ยิ่ง
สิ่งที่มันให้ความสำคัญมากขึ้นคือความสำคัญของตำแหน่งนี้ นับแต่นี้ไป เปาอี้ไม่
จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับตำแหน่งของมันในกองกำลังนี้อีก
“ทำงานให้ดี” จั่วม่อให้กำลังใจ รีบถอนตัวออกจากคลังสินค้าอย่างปลอดโปร่งโล่ง
สบาย
การวางตัวตำแหน่งงานของเปาอี้นั้นง่ายดายยิ่ง เนื่องเพราะงานนี้นอกจากมันแล้ว
ไม่มีผู้ใดทำได้อีก แต่ที่จั่วม่อกลัดกลุ้มก็คือ การจัดการวางตัวบุคคลอื่นนั้นยากเย็นกว่านี้
มาก
คนเหล่านั้นมีฝีมือหลากหลายด้าน ซึ่งบางส่วนลึกซึ้งคลุมเครือยิ่ง จั่วม่อยังคิดไม่
ออกว่าจะทำอย่างไรกับพวกมันดี
คนเดียวที่มันสามารถปรึกษาหารือได้ก็คือผูเยา
“ปัญหานี้” ผูเยาครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ จากนั้นกล่าว “บางทีเจ้าอาจหยิบยืมวิธีการ
บางอย่างจากตำหนักศาสตร์อสูรของเผ่าอสูรเรา”
“วิธีใด?” จั่วม่อคึกคักขึ้นมาทันตา
“ในตำหนักศาสตร์อสูรชั้นนำบางแห่ง ทุกปีพวกมันจะกันทรัพยากรและเงินส่วน
หนึ่ง ใช้เป็นรางวัลสนับสนุนให้แก่ผู้ที่มีความคิดพิเศษเฉพาะตัว เป็นทุนรอนให้พวกมัน
ศึกษาคิดค้นศาสตร์อสูรชนิดใหม่ออกมา” ผูเยาแจกแจง “แน่นอน การตรวจสอบและ
ประเมินผลงานที่จำเป็นบางอย่าง ย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”
จั่วม่อตาลุกวาว นี่เป็นความคิดที่ดียิ่ง
ในเมื่อมันไม่ทราบจะจัดวางคนเหล่านี้อย่างไร เช่นนั้นมิสู้ปล่อยให้พวกมันทำงาน
ออกมาเอง วิธีนี้ยังช่วยให้มันประหยัดเรี่ยวแรงอีกด้วย สำหรับทรัพยากรที่พวกมันจะ
ได้รับ แน่นอนว่าต้องอยู่ที่ขอบเขตความสามารถของพวกมันเอง
สิ่งที่จั่วม่อต้องการมากที่สุดในเวลานี้ คือวิธีการที่สิ้นเปลืองเรี่ยวแรงเวลาน้อยที่สุด
หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป มันย่อมไม่มีเวลาจะฝึกปรือแล้ว
ทุกวันนี้ เป็นเจ้าคนนายคนหาใช่เรื่องง่ายดายไม่!