สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 251 เหล่าปั่านฟันเฟือนไปแล้ว
กระทั่งผู้ที่ไม่ถามไถ่เรื่องราวทางโลกอย่างฉุนอวี๋เฉิงยังได้ยินข่าว
“ศิษย์พี่ไม่ได้เกิดปัญหาใดจริงๆ?” มองจั่วม่อที่เปลือยร่างท่อนบน สารรูปดุจคนเสีย
สติ ฉุนอวี๋เฉิงอดถามอย่างห่วงกังวลระคนหวั่นใจไม่ได้
กงซุนชาสั่นศีรษะ ตอบว่า “ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรเล่า?”
“ฟังว่าศิษย์พี่คิดสร้างเมืองด้วยตัวเอง?” ฉุนอวี๋เฉิงถามอย่างระมัดระวัง สายตา
ยังคงจ้องมองจั่วม่ออย่างเห็นใจอยู่บ้าง ไม่ทราบเนื่องเพราะต้องรับแรงกดดันมากเกินไป
หรือไม่ ศิษย์พี่ที่ปกติก็คลุ้มๆ คลั่งๆ อยู่แล้ว ถึงกับกลายเป็นฟันเฟือนไปเลย?
“ใช่แล้ว” กงซุนชาตอบเสียงแผ่วอย่างระมัดระวังเช่นกัน ”ไม่กี่วันก่อน ข้าถามศิษย์
พี่ว่าเราสมควรกวาดต้อนซิวเจ่อมาเพิ่มดีหรือไม่ จะได้ใช้พวกมันช่วยสร้างเมือง ศิษย์พี่
กลับตอบว่าจะสร้างเมืองด้วยตัวเองคนเดียว”
“ที่แท้ข่าวลือก็เป็นจริง!” ฉุนอวี๋เฉิงถอนใจยาว มองจั่วม่ออีกครั้ง จากนั้นทอดถอน
ชมเชย “อย่างที่คาดไว้เลย คิดอยู่แล้วว่าศิษย์พี่ไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป!” มันใช้สายตา
เห็นอกเห็นใจมองจั่วม่ออีกรอบ จากนั้นเดินเอามือไพล่หลังจากไป
“ถูกของเจ้า ศิษย์พี่ไม่ใช่คนธรรมดาอย่างที่คาดจริงๆ!” กงซุนชาให้ความเห็น
เช่นเดียวกัน ก่อนหมุนตัวออกจากที่แห่งนั้นไป
เยวียนเจียงยืนอกสั่นขวัญแขวนอยู่เป็นนาน สุดท้ายยังคงกัดฟันกล่าวว่า “เหล่า
ปั่าน นี่…รากฐานเหล่านี้ ต้องขุดลึกลงไปอีกจึงจะใช้การได้”
จั่วม่อหันกลับมามอง ดวงตาวาวจ้าดุจหมาปั่า
เยวียนเจียงหน้าซีดเผือด โชคยังดีที่จั่วม่อเพียงเหลือบมองมันแวบเดียว ก่อนจะหัน
กลับไปขุดรากฐานของเมืองอย่างบ้าคลั่ง จั่วม่อกระโดดลงไปในหลุม สองมือร่ายรำเป็น
จักรผันจ้วงลงไปในพื้นดิน ก้อนดินลอยขึ้นมาไม่ขาดสาย เห็นหลุมดินดิ่งลึกลงไปอย่าง
รวดเร็ว ทั้งยังขยายใหญ่ขึ้นด้วยระดับความเร็วที่มองเห็นชัดเจนด้วยตาเปล่า
เยวียนเจียงที่ด้านข้างกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ ใบหน้าเต็มไปด้วยความประหวั่นพรั่น
พรึง เมื่อต้องอยู่ในตำแหน่งผู้ควบคุมดูแลเช่นนี้ ชะตากรรมของมันก็น่าสมเพชยิ่ง ทุก
ครั้งที่เห็นใบหน้าบิดเบี้ยวของเหล่าปั่าน นี่ไม่ต่างกับมีสัตว์ประหลาดแดนร้างจ้องเขม็ง
อยู่ตรงหน้า สามารถอ้าปากเขมือบกลืนมันได้ทุกเมื่อ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใดที่มันชี้ให้เห็นว่าเหล่าปั่านยังทำได้ไม่ตรงตามมาตรฐาน
เหล่าปั่านจะหันมามองมันด้วยดวงตาเขียวเรืองรอง ทุกครั้งเยวียนเจียงจะขวัญหนีดีฝั่อ
จนแทบกลั้นใจตาย
โลกนี้บ้าไปแล้ว!
เยวียนเจียงผู้หวาดหวั่นขวัญผวารู้สึกว่าวันคืนมืดมนยิ่ง มืดจนไม่มีแสงสว่างแม้แต่
เส้นสายใยเดียว มันขบคิดจนศีรษะแทบแตกยังไม่เข้าใจว่าเหล่าปั่านเจ็บปั่วยด้วยโรค
ประหลาดใด ไฉนจู่ๆ อยากสร้างเมืองด้วยตัวเองคนเดียว
จริงอยู่ว่าเมืองนี้เป็นเมืองขนาดเล็กมาก เมืองใหม่ที่สามารถรองรับผู้คนได้หนึ่งหมื่น
คน นับเป็นเมืองที่เล็กที่สุดในหมู่เมืองเล็กทั้งมวล แต่จะอย่างไรก็ยังคงเป็นเมือง! นี่มัน
ใหญ่โตมากทีเดียว! โอ กรุณาให้อภัยในวาจาอันสับสนของมัน เยวียนเจียงที่อายุแปดสิบ
กว่าปี จำต้องกล่าววาจาอันย้อนแย้งเช่นนี้ แต่ในช่วงชีวิตแปดสิบปีของมัน มันไม่เคยพบ
เห็น ไม่เคยได้ยินได้ฟัง ว่ามีซิวเจ่อคนใดจะสร้างเมืองด้วยตัวเองคนเดียว!
สิ่งที่ทำให้มันรู้สึกอับจนปัญญาอย่างแท้จริง คือเหล่าปั่านจริงจังยิ่ง!
ในฐานะผู้ควบคุมดูแล เยวียนเจียงเชื่อว่าเหล่าปั่านเป็นผู้สร้างเมืองที่ยอดเยี่ยมไม่
น้อย มองไปที่ความคืบหน้าอย่างรวดเร็วนี้ ผู้ใดมีมือดีเช่นนี้อยู่ในหน่วยงานก่อสร้าง ผู้
ควบคุมดูแลย่อมยิ้มร่าจนหน้าบาน อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์เปลี่ยนไป กลายเป็น
ทั้งเมืองมีมือดีเช่นนี้อยู่เพียงคนเดียว เช่นนั้นพวกมันก็จะร่ำไห้แทนแล้ว
อาศัยระดับความเร็วของเหล่าปั่านในตอนนี้ คิดสร้างเมืองให้แล้วเสร็จ เยวียนเจียง
อดรู้สึกอับจนหนทางไม่ได้
สิ่งที่ทำให้มันสิ้นหวังมากที่สุด คือผู้อื่นเป็นเหล่าปั่านของมัน!
จั่วม่อรู้สึกว่ากล้ามเนื้อทุกมัดของมันสั่นสะท้านอย่างไม่อาจระงับยับยั้ง มันคล้าย
สูญเสียการควบคุมร่างกายตัวเอง ต้องอ้าปากพะงาบๆ ราวกับปลาที่ถูกโยนทิ้งไว้บนบก
ทั้งร่างชาด้านไร้ความรู้สึก การฝึกปรือสังขารด้วยวิธีนี้ได้ผลอย่างแท้จริง จั่วม่อรู้สึกว่า
กระทั่งในศีรษะของมันยังสั่นสะท้าน ไม่ต้องกล่าวถึงพลังสังขาร แม้แต่พลังปราณกับ
พลังจิตสำนึก ในการใช้แรงงานอย่างหฤโหดเช่นนี้ ทุกอย่างล้วนถูกเผาผลาญจนเกลี้ยง
ฉาดไปด้วยกัน
ในแผนงานการสร้างเมือง รากฐานของเมืองจะต้องลึกยี่สิบจั้ง!
จั่วม่อต้องขุดรากฐานทั้งหมดนี้ด้วยมือเปล่า!
เจ้าผูเยาชั่วร้ายยิ่ง…
จั่วม่อในใจก่นด่าผูเยาอย่างอ่อนแรง หลังจากนั่งพักชั่วครู่ โอสถปราณที่โยนเข้าปาก
ก่อนหน้านี้ก็เริ่มปลดปล่อยพลังโอสถออกมา ฟูกสมาธิกลั่นเกลาดำที่นั่งทับอยู่ชักนำ
ปราณธรรมชาติเข้าสู่ร่างกายของมันไม่ขาดสาย ร่างกายของจั่วม่อในเวลานี้ไม่ต่างอันใด
กับทะเลทรายแห้งผาก สูบกลืนพลังโอสถกับปราณธรรมชาติทุกหยาดหยดอย่าง
ตะกละตะกลาม
ครู่ใหญ่ให้หลัง จั่วม่อเรี่ยวแรงฟืนฟูเต็มเปียม ดิ้นรนลุกขึ้นยืน ดวงตะวันเหนือศีรษะ
เจิดจ้าบาดตาอยู่บ้าง มันหันไปมองหลุมยักษ์ที่เพิ่งขุดเสร็จสมบูรณ์เพียงครึ่งเดียว
สูดลมหายใจเข้าลึกๆ จั่วม่อกระโดดลงไปในหลุมใหญ่
สภาพแปลกประหลาดของเหล่าปั่านเล่าลือไปทั่วทั้งค่าย ทุกผู้คนวิพากษ์วิจารณ์
ในทางลับ พวกมันลอบสงสัยใจว่าเหล่าปั่านที่แท้คิดทำสิ่งใดกันแน่ หรือมันฟันเฟือนไป
แล้วจริงๆ?
จั่วม่อสองแขนจ้วงแทงเป็นจักรผันดุจเครื่องกลไก ระดับความเร็วสูงยิ่ง พลัง
จิตสำนึกปลดปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง ในใจสะท้อนภาพทุกรายละเอียดยิบย่อยของ
พื้นดินรอบกาย
ผูเยากล่าวไม่ผิด หากมันสามารถสร้างเมืองด้วยตัวเองสำเร็จ ความแข็งแกร่งของมัน
จะทะยานขึ้นสู่ระดับชั้นใหม่ แต่นี่เป็นแผนการที่วิปลาสอย่างแท้จริง!
จั่วม่อเม้มริมฝีปากแห้งผากแนบแน่น ก้มหน้าก้มตาจ้วงขุดอย่างบ้าคลั่ง
มันเริ่มเรียนรู้วิธีใช้พลังจิตสำนึกตรวจสอบพื้นดินโดยรอบ วิธีการพึ่งพาโครงสร้างใน
ดินเพื่อประหยัดเรี่ยวแรง มันเริ่มเข้าใจวิธีใช้พลังปราณอย่างไม่สูญเปล่า ก่อนหน้านี้มัน
ไม่เคยคิดว่าจะมีวันที่มันต้องประหยัดใช้พลังปราณอย่างตระหนี่ถึงเพียงนี้ มันยังเริ่ม
เข้าใจวิธีเคลื่อนไหวมือและดูดซับปราณพิภพไปพร้อมกัน…
สามวันให้หลัง หลุมทรงสี่เหลี่ยมลึกยี่สิบจั้งปรากฏขึ้นบนยอดเขาดาวสวรรค์
จั่วม่อคล้ายมนุษย์โคลนผู้หนึ่ง ทั้งร่างมืดดำ เห็นแต่ดวงตาคู่เดียว หลังจากหัวร่อโดย
ไร้เสียง มันก็นั่งลงขัดสมาธิท่าดอกบัว
เยวียนเจียงยืนอยู่ด้านข้าง อ้าปากค้างมองฐานเมืองลึกยี่สิบจั้ง นี่เป็นรากฐานที่ตรง
ตามมาตรฐานอย่างสมบูรณ์ ไม่ใช่แค่มันที่ตะลึงลาน ทั่วทั้งค่ายล้วนตื่นตกใจไม่ต่างกัน
บรรดาผู้ที่เยาะเย้ยขบขันก่อนหน้านี้ เมื่อเห็นฐานเมืองลึกยี่สิบจั้งอยู่ต่อหน้าต่อตา
พวกมันตกใจจนพูดไม่ออก ผู้ใดจะเชื่อว่านี่เป็นสิ่งที่คนผู้หนึ่งขุดขึ้นด้วยมือเปล่าภายใน
สามวัน? แต่พวกมันก็เห็นกระบวนการทั้งหมดด้วยตาตัวเองตั้งแต่ต้นจนจบ ผู้คนที่เฝั้า
รอจะหัวร่อกับเรื่องชวนหัว เวลานี้มีแต่ความนับถือเลื่อมใสอยู่เต็มหัวใจ
ในทะเลแห่งจิตสำนึก ผูเยาชายตามองปั้ายปินสุสาน กล่าวว่า “ตอนนี้ข้าเข้าใจแล้ว
ว่าเจ้าไฉนเลือกมัน”
“พวกเจ้า” ผูเยาเน้นเสียงทีละคำ “ดื้อรั้นเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน!”
ปั้ายหินสุสานยังคงเงียบงัน เมฆดำหมุนวนไปรอบๆ อย่างแช่มช้า
กงซุนชาจ้องมองจั่วม่อที่กำลังเข้าฌานด้วยสีหน้าครุ่นคิด จากนั้นย้อนกลับไปยังค่าย
สั่งการซิวเจ่อผู้หนึ่งด้วยเสียงเบาต่ำ “บอกม้าฝานกับพวก ก่อกวนให้มากกว่านี้ ลากถ่วง
พวกมันออกไปให้ถึงที่สุด พวกเราต้องการเวลามากขึ้น”
“ขอรับ” ซิวเจ่อผู้นี้นำนกกระเรียนกระดาษออกมา เขียนรหัสลับลงไปอย่างช่ำชอง
แล้วค่อยๆ ประจุพลังปราณ นกกระเรียนกระดาษกระพือปีกบินขึ้นฟั้า หายวับไปทันที
ก่อนที่ม้าฝานกับพวกจะออกไปปฏิบัติภารกิจ พวกมันทิ้งรอยประทับวิญญาณเอาไว้แล้ว
นกกระเรียนกระดาษเหล่านี้สามารถอาศัยรอยประทับวิญญาณ เสาะหาม้าฝานกับพวก
อย่างง่ายดาย
อาณาจักรขุนเขาน้อยไม่ได้กว้างใหญ่นัก ใช้กระเรียนกระดาษได้อย่างสะดวกดาย
“แล้วพวกเราทำอันใด?” ซิวเจ่ออีกคนอดถามไม่ได้ นอกจากหลายหมู่ทหารที่พวก
ม้าฝานพาออกไปด้วย ยังคงมีไพร่พลรบอีกหลายหมู่หลงเหลืออยู่ในค่าย
ในใจกงซุนชาปรากฏภาพศิษย์พี่ที่ทั่วร่างปกคลุมด้วยโคลน ฝีเท้าของมันสะดุดวูบ
หนึ่ง ก่อนจะมั่นคงเป็นปกติ “แน่นอน พวกเราก็ไม่สามารถขี้เกียจได้เช่นกัน”
ม้าฝานกวาดตามองสนามรบ ซากศพสิบกว่าร่างวางอยู่บนพื้นหญ้า สามารถ
มองเห็นหลุมใหญ่ได้ทุกหนแห่ง ทุ่งหญ้ากว้างไกลไร้สิ้นสุดถูกทำลายด้วยปราณกระบี่
พลังปราณยังคงอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ แทบสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายโหดร้ายของการต่อสู้ที่เพิ่ง
จบลงเมื่อสักครู่
ศัตรูถูกกวาดล้างหมดสิ้น แต่พวกมันคนหนึ่งก็พลาดท่าล้มตายลงไปด้วย
หัวหน้าหมู่สีหน้าโศกเศร้าอยู่บ้าง นี่เป็นครั้งแรกที่เกิดการสูญเสียรุนแรงถึงชีวิต
ภายใต้การบัญชาการของมัน ซิวเจ่อที่เหลือพากันสะสางสนามรบและรวมรวมสิน
สงครามอย่างเงียบงัน ความปิติยินดีของชัยชนะกลายเป็นหม่นหมองเพราะการตายของ
สหายผู้หนึ่ง
ม้าฝานมองเหล่าสหายที่เต็มไปด้วยบรรยากาศสลดหดหู่ ในใจประหลาดใจอยู่บ้าง
แต่ก็ภาคภูมิใจไปพร้อมกัน ในกลุ่มอื่นที่มันเคยเข้าร่วมก่อนหน้านี้ หลังจากได้ชัยในการ
ต่อสู้ ขวัญกำลังใจจะไม่มีทางตกต่ำลงเพราะความตายของสหายผู้หนึ่งเป็นอันขาด
บางทีนี่จึงจะเป็นสหายที่แท้จริง! ม้าฝานคิดอย่างไม่อินังขังขอบ ในเวลานี้เอง มัน
เงยหน้าขึ้น เห็นนกกระเรียนกระดาษเหินร่อนลงมาจากฟากฟั้า มันยื่นมือออกไป นก
กระเรียนกระดาษพุ่งเข้าสู่มือ
คลี่นกกระเรียนกระดาษออกอ่าน ม้าฝานอุทานคำหนึ่ง “ยุ่งยากเสียจริง!” จากนั้น
ส่งกระดาษแผ่นนั้นให้หัวหน้าหมู่ที่ยืนอยู่ด้านหลังมัน
“เหล่าต้าหมายความว่าอย่างไร?” หัวหน้าหมู่ใบหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง ในนก
กระเรียนกระดาษไม่มีคำสั่งที่ชัดเจน เพียงแค่บอกให้พวกมันพยามลากถ่วง หน่วงเวลา
ศัตรูให้มากที่สุด
ม้าฝานไม่ตอบคำ สังเกตเห็นว่าเกือบสะสางสนามรบเสร็จสิ้นแล้ว มันจัดแต่งเสื้อผ้า
กล่าวอย่างเฉื่อยชา “ให้ทุกคนเตรียมตัว เราจะออกจากที่นี่ทันที ศัตรูอาจสืบเสาะมายัง
ที่แห่งนี้ได้อย่างรวดเร็ว”
“สมควรไปยังที่ใด?” หัวหน้าหมู่ถามอย่างใคร่รู้
“ลงใต้เถอะ”
หัวหน้าหมู่สะท้านขึ้นทั้งร่าง “นั่นไม่ใช่ไปทางเมืองหนานเสิ้งหรือ?”
“ไม่ผิด” ม้าฝานตอบอย่างใจลอย
เมื่อความเข้าใจในเจตจำนงกระบี่ของม้าฝานลึกล้ำขึ้นเรื่อยๆ นิสัยใจคอดั้งเดิมของ
มันก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นอีกครั้ง หลังจากปรับปรุงโครงสร้างกองทัพ มันไม่จำเป็นต้องรับ
บทแกนหลักของกองทัพอีก คนคล้ายผ่อนคลายลงอย่างฉับพลัน กลับคืนสู่รูปลักษณ์
เกียจคร้านไม่อินังขังขอบเหมือนเช่นในอดีต
“เราไปที่นั่นทำอะไร? คิดโจมตีเมืองหนานเสิ้งหรือไม่?”
ม้าฝานหันไปมองหัวหน้าหมู่ผู้นั้นเหมือนมองคนปัญญาอ่อน “เรามีกันอยู่เพียงเท่านี้
โจมตีเมืองหนานเสิ้งอย่างนั้นหรือ? เจ้าใช่รำคาญในการมีชีวิตสืบต่อแล้วหรือไม่?”
“เช่นนั้นเราไปทางใต้เพราะเหตุใด?”
ม้าฝานไม่มองมันอีก หันไปเด็ดก้านหญ้าสีเขียวคาบไว้ในปาก พึมพำอู้อี้ว่า “ดัก
เชือดกลางทาง!”
เสียงลมหวีดหวิวแหลมคมดุจคมมีด!
จั่วม่อลืมตาขึ้น สองตาเจิดจ้าดุจสายฟั้า มันนั่งเข้าฌานเป็นเวลาสามวันเต็ม! ตั้งแต่
เมื่อใดกันหนอที่ไม่ได้นั่งเข้าฌานเนิ่นนานถึงเพียงนี้? จั่วม่อหวนคะนึง หัวใจเต็มไปด้วย
ความปิติสุข
มันสามารถรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในร่างกายอย่างชัดเจน
ศีรษะเหล็กหยก สังขารปิศาจอันดับที่ห้าในหมู่สังขารปิศาจด่านเจี้ยวทั้งมวล อย่างที่
คาดไว้ น่าตื่นตาตื่นใจเสียจริง!
จั่วม่อคล้ายยังไม่ได้ใช้กำลังแต่อย่างใด ทว่าร่างกายเหมือนถูกดึงด้วยเชือกที่มองไม่
เห็น ยกร่างลุกขึ้นยืนอย่างง่ายดาย เลือดเนื้อเหล็กกระดูกหยก ประโยชน์ใช้สอยของ
กระดูกหยกมันยังไม่เคยพบพาน แต่ประโยชน์ของเลือดเนื้อเหล็ก เริ่มปรากฏให้เห็น
เด่นชัด
แรกเริ่มเดิมทีกล้ามเนื้อของมันแข็งเหมือนกับเหล็ก เต็มไปด้วยความยืดหยุ่นเป็น
เลิศ แต่หลังผ่านการขุดรากฐานของเมือง กล้ามเนื้อทุกมัดในร่างคล้ายผ่านการหลอม
สร้างอีกครั้ง ช่องว่างระหว่างกล้ามเนื้อบีบแคบลง กล้ามเนื้อกลายเป็นกระชับและ
หนาแน่นขึ้น แต่การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยนี้ กลับทำให้ความแข็งแกร่งของจั่วม่อเพิ่มขึ้น
ถึงสามส่วนในทันทีทันใด
มันไม่จำเป็นต้องใช้พลังปราณหรือปราณพิภพ ก็สามารถแทงมือลงไปในหินเขียวได้
อย่างง่ายดาย
มองร่างกายตัวเองเต็มไปด้วยโคลน จั่วม่อหัวร่ออย่างถอนฉิว เคล็ดเมฆฝนหล่นริน
ทันใดนั้นปรากฏขึ้นเหนือศีรษะมัน สายฝนโปรยปรายลงมา เพียงชั่วครู่เท่านั้น ดินโคลน
บนร่างกายก็ถูกล้างออกจนสะอาดเอี่ยม
จั่วม่อพบว่าผิวหนังของมันเวลานี้ ดูเหมือนเปิดเผยสีดำมันวาวแปลกประหลาด
คลับคล้ายผิวโลหะอยู่บ้าง
ฟืนตัวจากความอัศจรรย์ใจ จั่วม่อหันไปมองอีกด้าน
เยวียนเจียงผู้ยืนหลับเฝั้าอยู่ด้านข้าง สะดุ้งตื่นขึ้นมาในเวลานี้เอง เปิดตาเลื่อนลอย
มองมาอย่างงัวเงีย พอเห็นจั่วม่อกำลังจ้องมองมัน ต้องสะท้านขึ้นเฮือกหนึ่ง อาการ
งัวเงียหายวับเป็นปลิดทิ้ง คนคล้ายเผ่นผึงขึ้นจากพื้น เร่งรุดมาถึงตรงหน้าจั่วม่อใน
พริบตา “เหล่าปั่าน!”
“มาต่อกันเถอะ! ต่อไปทำอะไร?”
จั่วม่อทอดตามองรากฐานเมืองอันลึกล้ำ ในใจท่วมท้นด้วยความฮึกหาญทะยานฟั้า!
เรียงหน้ากันเข้ามาเถอะ!