สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 252 กลวิธีกระดาษไฟ
เฮ่อเสียงลอบระบายลมหายใจอย่างโล่งอก หกชั่วยามก่อนถึงกำหนดเส้นตาย พวก
มันในที่สุดค้นพบศัตรูแล้ว! ขอเพียงมันพบศัตรู ก็จะมีเวลาให้จัดการอย่างช้าๆ หัวใจมัน
เต้นกระหน่ำ ความรู้สึกของการมีชีวิตรอดหลังจากเกือบตายอัดแน่นอยู่ทั่วร่าง มัน
อยากจะสูดลมหายใจลึกๆ อย่างช่วยไม่ได้ แต่พอเห็นร่องรอยความผิดหวังในดวงตาของ
ผู้อาวุโสที่สอง มันก็พยายามระงับเอาไว้อย่างยากลำบาก
เค้าความมืดมนเย็นชาสายหนึ่งวาบผ่านส่วนลึกในดวงตาของเฮ่อเสียง มันไม่
ต้องการแสดงจุดอ่อนของมันต่อหน้าฝั่ายตรงข้าม
“อย่างที่ข้าเคยกล่าวไว้ ขอเพียงพวกมันอยู่ในอาณาจักรขุนเขาน้อย ไม่มีทางที่เรา
จะหาพวกมันไม่พบ” เฮ่อเสียงแสร้งวางท่าสงบเยือกเย็น กล่าวอย่างยิ้มแย้ม “บอก
สถานการณ์มา”
มันทำท่าราวกับว่าทั้งหมดนี้ล้วนเป็นไปตามที่คาดไว้
“ผู้อาวุโสสูงสุด คนของเราเผชิญหน้าศัตรูบริเวณที่ราบแม่น้ำตะวันตก อีกฝั่ายเป็น
หมู่เล็กๆ สิบหกคน คนของฝั่ายเราถูกฆ่าตายทั้งหมด”
“ที่ราบแม่น้ำตะวันตก?” เฮ่อเสียงขบคิดแวบหนึ่ง “ให้หวีอันนำผู้คนส่วนหนึ่งไปดู
สักรอบ อีกฝั่ายมีสี่คนที่เข้าใจเจตจำนงกระบี่ ทั้งยังมีนักบวชเซนที่บรรลุอภิญญา พวก
เรามิอาจดูแคลนพวกมัน”
“ทราบแล้ว!” ผู้ใต้บังคับบัญชารีบรับคำ
“รีบไป รายงานความคืบหน้ามาเป็นระยะด้วย” เฮ่อเสียงโบกมือเป็นสัญญาณ
ผู้ใต้บังคับบัญชาเข้าใจ ประสานมือคารวะ เร่งรุดจากไปทันที
“ไม่น่าแปลกใจที่คนเหล่านี้ทระนงถือดี พวกมันมีฝีมืออยู่ท่าสองท่าจริงๆ” เฮ่อเสียง
กล่าวอย่างยิ้มแย้มกับผู้อาวุโสคนอื่น “กองกำลังเล็กๆ ก็จะหายไปเงียบๆ เช่นนี้เอง”
“ผู้อาวุโสสูงสุดปราดเปรื่องยิ่ง” ผู้อาวุโสท่านหนึ่งรีบกล่าวสนับสนุน “อย่างไรก็ตาม
พวกมันเมื่อกล้าตอแยพรรคฟั้ากระจ่างเรา นี่เห็นได้ชัดว่าไม่ประมาณตน พวกมันเรียกว่า
แส่หาที่ตายเอง”
ผู้อาวุโสอื่นๆ ผงกศีรษะเห็นพ้อง
สำหรับไพร่พลกลุ่มเล็กๆ ที่ถูกฆ่าตาย ไม่มีผู้ใดแยแสสนใจ นี่เกี่ยวข้องอันใดกับพวก
มัน? หอสำนักนอกไม่เคยขาดแคลนผู้คนอยู่แล้ว
ใต้ฝั่าเท้าของพวกมันเป็นผืนเมฆแผ่กว้างไพศาลไปจรดขอบฟั้า ดุจทะเลเมฆาสุดลูก
หูลูกตา เหาะเหินอยู่เหนือชั้นเมฆ ท้องฟั้าเป็นสีฟั้าสดสมบูรณ์แบบ เมื่อปราศจากสิ่งบด
บัง แสงแดดรุนแรงผิดปกติ หากมิใช่ว่าเปิดใช้งานชุดเกราะปราณ พวกมันอาจถูกเส้นใย
พิษไฟในแสงแดดกัดกร่อนโดยไม่รู้ตัว
ไม่ค่อยมีซิวเจ่อที่บินสูงถึงเพียงนี้ เนื่องเพราะกระแสลมแรงเหนือชั้นเมฆกับพิษไฟ
จากแสงตะวัน จะทำให้การเหาะเหินในสภาพนี้ สิ้นเปลืองพลังปราณมากมายกว่าปกติ
เห็นกองกำลังสามร้อยกว่าคนพุ่งผ่านทะเลเมฆด้วยระดับความเร็วอันน่าตระหนก
“เหล่าต้า พวกเราจะไปยังที่ใด?” ผู้ใต้บังคับบัญชาอดถามไม่ได้
กงซุนชานั่งอยู่บนกระบี่สีเขียวขนาดใหญ่โตมโหฬาร มีโล่พลังปราณเบาบางดุจ
เปลือกไข่ล้อมรอบกระบี่ยักษ์ ปิดกั้นกระแสลมแหลมคมและพิษไฟแสงแดดไว้ได้อย่าง
หมดจด ภายในโล่พลังปราณอบอุ่นราวฤดูใบไม้ผลิ ทั้งยังเงียบสงบผิดธรรมชาติ กระบี่
ใหญ่เล่มนี้มีความยาวหนึ่งจั้งครึ่ง หลอมสร้างขึ้นจากไม้ปราณวาโยระดับสี่ทั้งต้น น้ำหนัก
เบาหาใดเปรียบ เป็นกระบี่บินที่มีความสามารถในการบินล้ำเลิศถึงที่สุด อย่างไรก็
ตามฉธหพปป การใช้ไม้ปราณวาโยชิ้นใหญ่โตเช่นนี้เพื่อหลอมสร้างกระบี่บิน นับเป็น
ความฟุั่มเฟือยถึงเพียงไหน แต่จะอย่างไรนี่ก็เป็นสินสงครามที่พวกมันริบได้
กระบี่บินเล่มนี้ขนานนามว่าเมฆาเขียว กลายเป็นกระบี่บินประจำตัวของกงซุนชาไป
เนื่องเพราะกระบี่บินเล่มนี้รองรับผู้คนได้เจ็ดแปดคนพร้อมกัน
ซิวเจ่อคนที่นั่งอยู่ตรงปลายกระบี่บินเป็นคนควบคุมบังคับกระบี่เมฆาเขียวเล่มนี้
อาศัยพลังบำเพ็ญเพียรด่านจู้จีของกงซุนชา ย่อมไม่อาจขับเคลื่อนกระบี่เมฆาเขียวได้
แม้แต่ปลายนิ้ว
“เจ้าไม่คิดว่าพวกเรามีกันน้อยเกินไปหรือ?” เมื่อกงซุนชาถามเช่นนี้ มันดูคล้ายเด็ก
หนุ่มไร้เดียงสาที่สับสนงุนงงผู้หนึ่ง
แน่นอน เหล่าซิวเจ่อที่นั่งอยู่ในที่นี้ล้วนมีภูมิคุ้มกันมานานแล้ว
“ไม่น้อยแล้ว เวลานี้เรามีกันถึงหกกองร้อย”
“แต่เมืองใหม่ของเราสามารถรองรับผู้คนได้ถึงหนึ่งหมื่นคนเลยทีเดียว” สุ้มเสียง
ของกงซุนชาคล้ายเด็กน้อยโหยหาของเล่นอยู่เล็กน้อย
ทุกผู้คนเหงื่อกาฬแตกพลั่ก แม่นางน้อยดูเหมือนจะมีอารมณ์ขันมากกว่าเดิม
แต่วาจาของกงซุนชาทำให้พวกมันใจหายวาบ ความหมายในถ้อยคำของแม่นาง
น้อยชัดแจ้งยิ่ง พวกมันนึกถึงซิวเจ่อในบริเวณโดยรอบ อดรู้สึกเห็นอกเห็นใจอยู่บ้างไม่ได้
“เช่นนั้นตอนนี้เราจะไปจัดการผู้ใด?” ผู้ใต้บังคับบัญชาถามอย่างระมัดระวัง
“กวาดไล่ไปทีละคน”
ทุกผู้คนสะท้านขึ้นอีกครั้ง
กงซุนชาบุ้ยปาก ซิวเจ่ออีกผู้หนึ่งรีบนำม้วนหยกออกมา ประจุพลังปราณลงไปใน
ม้วนหยก ประกายแสงสว่างวาบ ภาพมายาของภูมิประเทศอันเต็มไปด้วยขุนเขาลำน้ำ
ปรากฏขึ้นกลางอากาศตรงหน้าพวกมัน
“พื้นที่รอบๆ เรามีกองกำลังอยู่สิบสามกลุ่ม ที่ใหญ่ที่สุดมีมากกว่าห้าร้อยคน กลุ่ม
เล็กที่สุดมีราวๆ แปดสิบคน โอ้ เฉลี่ยแล้วแต่ละกลุ่มมีประมาณสองร้อยคน สิบสามกลุ่ม
สมควรมีผู้คนมากเท่าใด?” กงซุนชาเอียงคอถาม
ผู้ใต้บังคับบัญชากลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ “ราวๆ สองพันหกร้อยคน”
หลายคนสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย รวมทั้งหมดแล้วฝั่ายมันมีอยู่สามร้อยกว่าคน
คิดโจมตีอีกฝั่ายที่มีจำนวนมากกว่าสองพันหกร้อยคน จำนวนของทั้งสองฝั่ายแตกต่างกัน
มากเกินไปแล้ว
“มีเพียงแค่สองพันเท่านั้นเอง” กงซุนชาใบหน้าผิดหวังสุดระงับ
ทุกผู้คนสะท้านขึ้นโดยพร้อมเพรียง รีบพากันร้องสนับสนุน
“นี่มากเกินพอแล้ว เหล่าต้า เราสมควรต่อยตีไปทีละคน”
“ใช่ใช่! อาณาจักรไม่ได้สร้างสำเร็จในวันเดียวเสียหน่อย”
พวกมันหวั่นเกรงว่ากงซุนชาจะบ้าคลั่งและเพิ่มจำนวนเปั้าหมาย ซึ่งด้วยอารมณ์
คลุ้มคลั่งของแม่นางน้อย เรื่องนี้มีโอกาสเป็นไปได้สูงยิ่ง
กงซุนชาแสดงสีหน้าผิดหวัง “ก็ได้ แม้ว่าจะน้อยไปบ้าง แต่ถือว่าเราเขมือบพวกมัน
เป็นคำแรกก็แล้วกัน”
“เหล่าต้าปราดเปรื่องยิ่ง!” เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาเยินยอพร้อมกัน พลางลอบปาด
เหงื่อ
กงซุนชาแย้มยิ้ม ดูเหมือนจะชมชอบการสรรเสริญเยินยอของเหล่าลูกสมุน
“เหล่าต้า พวกเราพาคนออกมามากมายถึงเพียงนี้ แล้วความปลอดภัยของค่าย…”
“เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องห่วง ทิ้งสองหมู่ไว้คอยเฝั้าระวังก็มากเกินพอแล้ว สตรีผู้นั้น
แข็งแกร่งยิ่ง” กงซุนชากล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
ทุกผู้คนค่อยนึกขึ้นได้ ว่าข้างกายเหล่าปั่านยังมีสตรีที่มีพลังฝีมือลึกล้ำสุดหยั่งถึงตาม
ติดอยู่ตลอดเวลา จากนั้นยังนึกถึงสามองครักษ์เกราะทองผู้ไม่เคยเปิดเผยใบหน้า จึงหุบ
ปากทันที
“โอ้ เราจะกลับไปยังค่ายในอีกหนึ่งเดือนให้หลัง”
สุ้มเสียงแม้เบาต่ำ แต่พอเข้าหูของทุกคน ล้วนสะท้านใจอย่างบอกไม่ถูก
เหล่าซิวเจ่อลุกขึ้นยืนบนใบกระบี่ ลอยตัวอยู่กลางอากาศ ประสานมือรับคำสั่งอย่าง
เคร่งขรึมโดยพร้อมเพรียง “ขอรับ!”
กลุ่มก้อนอิฐสีเขียวทองถูกขนย้ายมาวางไว้ริมฐานรากของเมือง พวกมันกองสุมซ้อน
เป็นภูเขาเล็กๆ เยวียนเจียงเหลือบมอง อดกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอไม่ได้ ในที่สุดกล่าวทัด
ทานเสียงอ่อน “เหล่าปั่าน เราควรเรียกผู้คนมามากกว่านี้”
จั่วม่อไม่แยแสสนใจมัน หยิบก้อนอิฐสีเขียวทองขึ้นมาสองก้อน ก้อนอิฐที่หนาหนัก
ถึงเพียงนั้น อยู่ในมือจั่วม่อกลับคล้ายไม่มีน้ำหนักแม้แต่น้อย
“ข้าต้องทำอย่างไร?”
เห็นเช่นนี้ เยวียนเจียงได้แต่กล่าวอย่างอับจนหนทาง “ระหว่างอิฐเขียวทองสอง
ก้อน ต้องเทน้ำแกงสีทองลงไป เพื่อเชื่อมประสานพวกมันเข้าด้วยกัน แล้วใช้เวทวิชาช่วย
หนุนเสริมให้มั่นคง ในระหว่างกระบวนการทั้งหมด ต้องให้ความสนใจ อย่าได้ทำลาย
ลวดลายค่ายกลที่อยู่บนก้อนอิฐเขียวทองแต่ละก้อน ส่วนรากของกำแพงจำเป็นต้อง
ก่อตั้งค่ายกลธาตุดิน เพื่อเชื่อมต่อกับเส้นชีพจรปฐพีที่อยู่ใต้ดิน ให้พวกมันสามารถหยั่ง
รากลึกลงไปในพื้นโลก ยากที่จะสั่นคลอน หลังจากก่อกำแพงทั้งหมดแล้วเสร็จ ค่อยสลัก
ค่ายกลขบวนใหญ่ทับลงไปบนพื้นผิวของกำแพงด้านนอกอีกที”
เยวียนเจียงตระเตรียมเอาไว้พร้อมสรรพ ยื่นม้วนหยกส่งให้จั่วม่อ ภายในม้วนหยกมี
คำอธิบายอย่างละเอียดของทุกหัวข้อที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่นสูตรหลอมกลั่นน้ำแกงสีทอง
สำหรับเชื่อมประสาน น้ำแกงสีทองนี้ที่แท้เป็นสารเหลวที่สร้างขึ้นจากการผสมผสาน
วัตถุดิบธาตุทองสารพัดชนิดเข้าด้วยกัน
หลังจากอ่านม้วนหยกจนครบถ้วนกระบวนความ จั่วม่อพลันถามว่า “ข้าสามารถ
หลอมรวมก้อนอิฐเขียวทองสองก้อนเข้าด้วยกันโดยตรงหรือไม่?”
“หลอมรวมเข้าด้วยกันโดยตรง?” เยวียนเจียงตะลึงงัน “นี่…หลอมรวมด้วยวิธีใด?”
ตัวจั่วม่อเองก็ไม่ค่อยมั่นใจกับความคิดที่เพิ่งผุดขึ้นมานี้นัก จึงตัดสินใจทดลองดูก่อน
มันวางก้อนอิฐเขียวทองสองก้อนซ้อนกัน จากนั้นเรียกไฟอีกาทองคำออกมา
หลังจากขบคิดอยู่ชั่วครู่ มือที่ร่ายเวทวิชาก็แปรเปลี่ยนท่ามุทรา ไฟอีกาทองคำคล้าย
ถูกเรี่ยวแรงที่มองไม่เห็นดึงจากทั้งสี่ด้านพร้อมกัน
เยวียนเจียงเบิกตากว้าง ถลึงมองการแปรสภาพไฟอีกาทองคำของจั่วม่อตาไม่
กะพริบ
ไฟอีกาทองคำค่อยๆ แผ่กว้างออก กลายเป็นบางลง บางลง จนกระทั่งบางเบาเท่า
แผ่นกระดาษ กลายเป็นแผ่นกระดาษสีทองที่บางเบาอย่างยิ่งแผ่นหนึ่ง ถึงจุดนี้
แผ่นกระดาษไฟก็ไม่เปลี่ยนแปลงอีก แต่ค่อยๆ ลอยไปยังก้อนอิฐเขียวทองสองก้อนที่วาง
ซ้อนกัน
แผ่นกระดาษไฟหยุดอยู่ตรงหน้าก้อนอิฐเขียวทองแวบหนึ่ง จากนั้นมุดแทรกเข้าไป
ในช่องว่างระหว่างอิฐสองก้อน
ระหว่างอิฐสองก้อน กระดาษไฟแผ่กว้างครอบคลุมอย่างรวดเร็ว ชั่วอึดใจเดียว
ผิวหน้าของก้อนอิฐทั้งสองก้อนที่วางทับกันก็เริ่มหลอมละลายอย่างพร้อมเพรียง ส่วน
อื่นๆ ของก้อนอิฐทั้งสองไม่มีร่องรอยหลอมละลายแม้แต่น้อย
จั่วม่อสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง พลังจิตสำนึกแผ่ออกไปจนสุดขีดจำกัด
เห็นว่าเกือบจะได้ที่แล้ว แผ่นกระดาษไฟพลันพุ่งออกมาจากระหว่างก้อนอิฐเขียว
ทอง อิฐเขียวทองสองก้อนแนบชิดติดกันในทันที จั่วม่อไม่กล้าเสียเวลา รีบร่ายเวทวิชา
ห้าชนิดตามคำอธิบายในม้วนหยก ลำแสงห้าสายพวยพุ่งติดต่อตามกันออกมา
แสงเวทวิชาห้าสายกระทบใส่จุดผสานรวมของก้อนอิฐเขียวทองอย่างแม่นยำ
ครั้นเมื่อเวทวิชาสายสุดท้ายจมหายลงไปในก้อนอิฐสีทองทั้งสองก้อน สิ่งที่ปรากฏ
อยู่เบื้องหน้าสายตาของทุกผู้คน เป็นอิฐสีทองก้อนใหญ่หนึ่งก้อนที่ไร้รอยต่อโดยสิ้นเชิง!
พวกมันคล้ายรวมกันเป็นหนึ่งเดียว พื้นผิวอิฐสุกสกาวและราบเรียบดุจกระจก ไม่มี
ช่องว่างรอยโหว่แม้แต่น้อย
เยวียนเจียงตื่นตะลึงจนพูดไม่ออก ไม่ใช่แค่มันผู้เดียว บรรดาซิวเจ่อสายหลอมสร้าง
ที่เฝั้าดูอยู่ไม่ไกล พอเห็นฝีมือควบคุมไฟอันเลิศภพจบแดนของเหล่าปั่าน ก็พากันตะลึง
งันตัวแข็งทื่อกันไปหมด
จั่วม่อถอนหายใจยาวเหยียด ดีมาก ดีมาก สุดท้ายมันไม่ได้ทำให้ตัวเองขายหน้า
มันรู้สึกภาคภูมิใจไม่น้อย ชี้ไปยังก้อนอิฐเขียวทองก้อนใหญ่ที่เพิ่งหลอมรวมแล้ว
เสร็จ กล่าวว่า “ลองดูว่าใช้การได้หรือไม่”
เยวียนเจียงสะดุ้งตื่นจากความมึนงง กระวีกระวาดเข้าไปตรวจสอบก้อนอิฐเขียว
ทองก้อนใหม่ทันที สักครู่ให้หลัง ค่อยแล่นกลับมาด้วยสีหน้าตื่นเต้นยินดี “เหล่าปั่าน
เหล่าปั่าน! แข็งแกร่งยิ่ง! แข็งแกร่งมากจริงๆ! แข็งแกร่งเกินไปแล้ว!”
จั่วม่อกระหายใคร่รู้ผลลัพธ์ แต่ฟังหยวนเจียงกล่าวเหลวไหลจับใจความไม่ได้อยู่ครึ่ง
ค่อนวัน อดดุไม่ได้ “บอกผลลัพธ์มาเร็วๆ ใช้การได้หรือไม่!”
ในดวงตาของเยวียนเจียงยังมีร่องรอยไม่อยากจะเชื่อ “นี่คือกำแพงที่แข็งแกร่งที่สุด
เท่าที่ข้าน้อยเคยพบเห็นมาทั้งชีวิต! แน่นอนที่สุด! เราทำการเปรียบเทียบกับน้ำแกงสี
ทองที่ดีที่สุด กลวิธีกระดาษไฟของเหล่าปั่านเชื่อมประสานได้แข็งแกร่งกว่าน้ำแกงสีทอง
ร่วมสองเท่า เรายังพบว่าเมื่อพลังจากภายนอกรุนแรงเกินไป อิฐทั้งหมดจะปั่นสลายเป็น
ฝุั่นอย่างสมบูรณ์ แต่ก่อนหน้านั้นจะไม่ปรากฏรอยร้าวใดๆ ส่วนอิฐที่เชื่อมประสานด้วย
น้ำแกงสีทอง หากพลังภายนอกรุนแรงสักหน่อย จุดเชื่อมต่อระหว่างอิฐเขียวทองทั้งสอง
ก้อนจะแตกหักก่อนเป็นอันดับแรก”
ฟังเยวียนเจียงอธิบายยืดยาว จั่วม่อรู้สึกหัวหมุนงุนงง ได้แต่ถามว่า “ตกลงว่าวิธีการ
ของข้าดีกว่าใช่หรือไม่?”
“ดีกว่า! ดีกว่ามากๆ!” เยวียนเจียงตื่นเต้นเสียจนไม่อาจควบคุมตัวเองได้ วิธีการของ
เหล่าปั่านจะเพิ่มความแข็งแกร่งของกำแพงเมืองอย่างมหาศาล เหนือล้ำกว่าวิธีการใดๆ
ที่มันเคยรู้จัก ไม่ใช่แค่มันคนเดียว ซิวเจ่อสร้างเมืองอีกสองคนก็ตื่นเต้นจนแทบเสียสติ
พอกัน
จั่วม่อในใจภาคภูมิใจยิ่ง แต่มันไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรมากนัก ทว่าก็เข้าอกเข้า
ใจความตื่นเต้นของพวกเยวียนเจียงเป็นอย่างดี หากมิใช่ว่าชมชอบ ผู้ใดจะศึกษาร่ำเรียน
ศาสตร์วิชาอันลึกลับคลุมเครือเช่นการสร้างเมือง? และเมื่อในด้านที่พวกมันชมชอบเกิด
การพัฒนาก้าวล้ำไปกว่าเดิม ย่อมไม่มีผู้ใดสามารถรักษาความสงบเอาไว้ได้
“ประเสริฐ ส่วนที่เหลือพวกเจ้าลองศึกษาด้วยตัวเองเถอะ ข้าจะเริ่มทำงานต่อแล้ว”
จั่วม่อไม่คิดเสียเวลาอีก สำหรับพวกมัน เวลามีค่ามากที่สุด
มันพลังปราณแผ่พุ่งออกจากมือ ม้วนพันก้อนอิฐเขียวทองยี่สิบก้อนราวกับงูพลัง
ปราณ กระชากดึงขึ้นมาแบกไว้บนบ่าโดยตรง
มันรู้สึกว่าไหล่บ่าทรุดลงอย่างกะทันหัน สองเท้าจมลงไปในพื้นดิน
อิฐพวกนี้หนักมากจริงๆ!
ก้อนอิฐเขียวทองเหล่านี้แปรสภาพมาจากแผ่นหินเขียวขนาดใหญ่ แม้ว่าขนาดจะ
เล็กลง แต่น้ำหนักไม่ได้ลดลงแม้แต่น้อย หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น แบกก้อนอิฐเขียวทองยี่สิบ
ก้อนไว้บนบ่า เกรงว่าคงถูกทับบี้แบนเป็นแปั้งเปียกในคราวเดียว
จั่วม่อถ่วงน้ำหนักร่างกายให้มั่นคง ถอนใจยาวอย่างโล่งอก จากนั้นดึงเท้าออกจาก
ดินโคลน เริ่มวิ่งไปทางแนวรากฐานกำแพง
ตึง ตึง ตึง!
จั่วม่อพอก้าวเท้าแต่ละก้าว พื้นดินจะสะเทือนตามไปด้วย ผู้คนรอบข้างล้วนสูดลม
หายใจอย่างหนาวเหน็บ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบรรดาไพร่พลสองหมู่ที่ทิ้งไว้เฝั้าระวังหลัง มีนักบวชเซนอยู่
สองคน พอเห็นฉากที่ไร้มนุษยธรรมเบื้องหน้านี้ พวกมันอับอายแทบตาย!
มารดามันเถอะ! ผู้ใดบอกว่าเหล่าปั่านเป็นเซียนกระบี่…