สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 267 ซุ่มโจมตี
เรื่องปลดทรัพย์จั่วม่อย่อมเชี่ยวชาญดุจกำลังหายใจ เพียงชั่วอึดใจเดียว ศิษย์พรรค
ฟั้ากระจ่างก็เหลือแต่กางเกงชั้นในขาสั้นตัวเดียว
สิ่งเดียวที่ทำให้มันเศร้าเสียใจ ก็คือเจ้าผู้นี้ไม่ได้ร่ำรวยอย่างที่คิด มันค้นไปทั่วร่างเจ้าผู้นี้
แต่ไม่พบทรายนภาอีกแม้แต่เม็ดเดียว ผลลัพธ์เช่นนี้ไหนเลยจะทำให้มันพึงพอใจได้
จั่วม่อพลิกฝั่ามือวูบ มวลน้ำรวมตัวกันบนฝั่ามือ กลายเป็นก้อนน้ำทรงกลมอย่างรวดเร็ว
จากนั้นฟาดก้อนน้ำใส่ใบหน้าของศิษย์พรรคฟั้ากระจ่าง
ศิษย์พรรคฟั้ากระจ่างผู้มีตาแต่ไร้แววค่อยๆ ฟืนคืนสติ
ร่างกายที่เย็นวาบไปทั้งร่าง ทำให้เจ้าคนเคราะห์ร้ายเข้าใจในทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น มันสั่น
ระริกไปทั้งร่างราวกับลูกแกะน้อยไร้เดียงสา จ้องมองจั่วม่ออย่างหวาดกลัว
“ข้าจะถามเจ้าสองสามคำ หากเจ้าตอบแต่โดยดี ข้าจะเว้นทางรอดให้เจ้า” จั่วม่อยิ้ม
กว้าง เผยฟันสองแถว
รอยยิ้มกว้างนี้พอปรากฏในสายตาของศิษย์ฟั้ากระจ่าง ไม่ต่างอันใดจากหมาปั่าเทาตัวโต
ยืนแสยะเขี้ยว อ้าปากกว้างอยู่เบื้องหน้า เห็นเลือดเนื้อเปรอะเปือนอยู่บนเขี้ยวขาวคม
มันสั่นเทาไปทั้งร่างอย่างไม่อาจควบคุม ในที่สุดค่อยเข้าใจว่าคนผิวคล้ำตรงหน้ามันผู้นี้
หาได้หวาดกลัวพรรคฟั้ากระจ่างแม้แต่น้อยไม่
มันสมองขาวว่างเปล่า นี่จะเป็นไปได้อย่างไร? ในอาณาจักรขุนเขาน้อย ยังจะมีซิวเจ่อที่
ไม่เกรงกลัวพรรคฟั้ากระจ่างอยู่ได้อย่างไร?
มองดวงตาเลื่อนลอยงุนงงของอีกฝั่าย จั่วม่อเริ่มหมดความอดทนอยู่บ้าง เจตนาสังหาร
แผ่ซ่านออกมา “เกอไม่มีเวลาจะมารอเจ้า!”
อีกฝั่ายสะท้านขึ้นทั้งร่าง ตื่นจากความสับสนงุนงงทันที กลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ “ต้าเห
รินเชิญถาม! เชิญถาม!”
“เมื่อไม่นานมานี้เจ้าเคยเห็นเงาสีเทาบ้างหรือไม่? เงาสีเทาที่เร็วมาก!” จั่วม่อจ้องเขม็งไป
ยังดวงตาของศิษย์ฟั้ากระจ่าง
“เงาสีเทา? เงาสีเทาอันใด?” ในดวงตาของศิษย์พรรคฟั้ากระจ่างยังคงมีแต่ความสับสน
งุนงง
จั่วม่อใจดิ่งวูบ มันจ้องมองดวงตาของอีกฝั่ายตลอดเวลา ทราบว่าคนผู้นี้มิได้กล่าวเท็จ
เช่นนั้นสี่คนนั้นหลอกลวงมันหรือ? ความสงสัยพลุ่งขึ้นในใจ ปากกล่าวอย่างเย็นชา
“ก่อนหน้านี้ข้าพบคนกลุ่มหนึ่ง มีสี่คน พวกมันบอกว่าเห็นเงาสีเทาตรงมายังทิศทางนี้”
“ข้าไม่เห็นจริงๆ… …” ศิษย์พรรคฟั้ากระจ่างพึมพำ จากนั้นเบิกตาโพลง ร้องว่า “สี่คน?
ใช่มีสตรีผู้หนึ่งหรือไม่?”
“มิผิด!” จั่วม่อพอเห็นสีหน้าอีกฝั่ายก็ทราบว่ามันถูกหลอกแล้วจริงๆ
“มารดามันเถอะ! หลิ่วตงหัว เจ้าเดรัจฉาน! กล้าลงมือกับนายน้อยผู้นี้!” ศิษย์พรรคฟั้า
กระจ่างแช่งชักหักกระดูกอย่างเมามัน แต่พอเห็นสายตาเย็นเยียบของจั่วม่อ รีบอธิบาย
ว่า “ต้าเหริน ท่านถูกพวกมันหลอกแล้ว! สี่คนนี้เป็นศิษย์สำนักเดียวกันกับข้า พวกมัน
ตั้งใจหลอกลวงท่านไปก่อกวนเรื่องดีงามของพวกเรา… …”
กล่าวถึงตรงนี้ มันคล้ายเพิ่งรู้สึกตัว หุบปากอย่างฉับพลัน
“เรื่องดีงาม? เรื่องดีงามอันใด?” จั่วม่อหรี่ตา
“ไม่…ไม่มีใด …เพียงแค่…เพียงแค่ศิษย์พี่ของเรา… …”
เห็นอีกฝั่ายมัวแต่อึกๆ อักๆ จั่วม่อก็คร้านจะเปลืองวาจา มือขวาฉกวูบ คว้ารอบลำคอ
อีกฝั่ายไว้ทันที
เรี่ยวแรงอันน่าสะพรึงกลัวที่ส่งผ่านมาจากปลายนิ้วของจั่วม่อ ทำให้อีกฝั่ายขวัญวิญญาณ
กระเจิดกระเจิง รีบตอบอย่างไม่กล้าลังเลอีก “เป็นเขตแดนลับ! เขตแดนลับ! พวกเรา
พบเขตแดนลับแห่งหนึ่ง! ประตูของเขตแดนลับต้องการซิวเจ่อที่มีฝีมือทางห้าธาตุ จึงจะ
สามารถเปิดออกได้! พวกเราไม่มีผู้ใดมีฝีมือทางห้าธาตุ หลิ่วตงหัวกับพวกต้องการ
แบ่งปันน้ำแกง แต่ถูกศิษย์พี่หวงของพวกเราขับไล่ไป! ดังนั้น… … ดังนั้น… …”
ได้ยินเช่นนี้ จั่วม่อค่อยเข้าใจในที่สุด
ที่แท้เป็นเขตแดนลับ!
มันสงสัยอยู่แล้ว ว่าไฉนศิษย์พรรคฟั้ากระจ่างเหล่านี้ออกมาวิ่งพล่านไปทั่วอาณาจักร
ขุนเขาน้อย ที่แท้เป็นเพราะเหตุนี้ มันอดฝืนยิ้มไม่ได้ พอฟังว่าเขตแดนลับ ต้องหวั่นไหว
ใจไม่น้อย แต่ในเวลานี้ การติดตามค้นหานกโง่ก็เป็นเรื่องสำคัญมาก
มันถามต่อ “ทรายนภานี้เจ้าได้รับจากที่ใด? อย่าได้บอกข้าเชียวว่ามีเพียงเท่านี้! ฮึ่ม
ฮึ่ม!”
“ทรายนภากลุ่มนี้เป็นของขวัญจากซือฟูั่ของผู้น้อยในตอนที่ท่านยังไม่ตาย ดังนั้นมีเพียง
เท่านี้จริงๆ” เห็นใบหน้าไม่เชื่อถือของจั่วม่อ มันฝืนยิ้มขมขื่นพลางอธิบายเพิ่มเติม
“ทรายนภาเป็นสมบัติของสำนัก ผลิตโดยสัตว์ปราณผู้พิทักษ์ของสำนัก แรดตะกุยดิน
สามปีผลิตได้เพียงหนึ่งกลุ่ม ตอนนี้แรดตะกุยดินถูกท่านบรรพชนเก็บเอาไว้กับตัว ไม่มี
ผู้ใดกล้าคิดหวังถึงทรายนภาอีก”
“หนึ่งเจ้าก็ไม่เห็น สองเจ้าก็ไม่มี ยังต้องการชีวิตอยู่หรือไม่?” จั่วม่อกล่าวอย่างเย็นชา
“ข้า ข้า ข้า … …” ถูกจั่วม่อขู่ขวัญ ศิษย์ผู้นี้แทบร่ำไห้ ไม่ทราบจะกล่าวกระไร ทันใดนั้น
มันเบิกตากว้าง กลายเป็นลิงโลดขึ้นมา “เงาสีเทา! เงาสีเทา! ข้าจำได้แล้ว! ข้าไม่เคยเห็น
เงาสีเทาที่ท่านว่า แต่ข้าได้ยินศิษย์พี่ผู้หนึ่งกล่าวถึงมัน”
เห็นเค้าเหยียดหยามจางๆ บนใบหน้าจั่วม่อ มันยิ่งแตกตื่นลนลานกว่าเดิม “เป็นเรื่อง
จริง! ข้าสาบาน! ข้าไม่ได้โปั้ปดจริงๆ! เป็นศิษย์พี่เหลยที่กล่าวถึง มันบอกว่าเห็นเงาสีเทา
เงาหนึ่ง มันคิดว่าเป็นสมบัติที่ออกมาจากแผ่นดินโลก เดิมทีคิดจับเอาไว้ แต่เงาสีเทา
เข้มแข็งยิ่ง ศิษย์พี่เหลยบอกว่ากลุ่มก้อนพลังงานสีเทาไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในห้าธาตุ สมควรเป็น
สมบัติล้ำค่า… …”
ได้ยินเช่นนี้ จั่วม่อหัวใจโลดขึ้น ทุกอย่างอาจหลอกลวงมัน แต่ประโยคที่ว่า ‘ไม่ใช่สิ่งที่อยู่
ในห้าธาตุ’ ทำให้มันพอจะเชื่ออยู่บ้าง
“หลังจากนั้นกลุ่มก้อนสีเทานั้นไปยังที่ใด?”
“ข้าไม่ทราบ ศิษย์พี่เหลยไม่ได้กล่าวถึง”
“ศิษย์พี่ผู้นั้นของเจ้าเรียกว่าอะไร?”
“เหลยฮ่าว”
“พวกเจ้ามีกันกี่คน?”
“ยี่สิบสอง”
จั่วม่อซักถามรายละเอียดอีกเล็กน้อย ศิษย์ผู้นี้ไม่กล้าปิดบังสิ่งใด หลังจากสอบถามจนได้
ความครบถ้วน จั่วม่อสีหน้าพึงพอใจ มือของมันออกแรงบีบเบาๆ
กระดูกคอของศิษย์เคราะห์ร้ายผู้นั้นถูกบดขยี้ในบัดดล ใบหน้าของมันยังคงแสดงสีหน้า
ไม่อยากจะเชื่อ
จั่วม่อสะบัดมือเบาๆ เหวี่ยงร่างไร้ชีวิตลงไปในชั้นเมฆ มันไม่ได้คิดจะไว้ชีวิตคนผู้นี้ตั้งแต่
แรกแล้ว มันกับพรรคฟั้ากระจ่างเป็นศัตรูที่ไม่ยอมอยู่ร่วมฟั้า อย่าว่าแต่ในอาณาจักร
ขุนเขาน้อยอันเป็นนรกแห่งนี้ มีแต่ศิษย์ไร้เดียงสาที่มาจากสำนักใหญ่เช่นนี้ จึงหลงเชื่อว่า
ผู้คนจะไว้ชีวิตมันจริงๆ
ไม่ทราบว่าเด็กน้อยผู้นี้ตระหนักหรือไม่ แต่นี่เป็นนรกที่พรรคฟั้ากระจ่างของพวกมัน
สร้างขึ้นมาเอง!
สตรีซิวเจ่อยืนอยู่ข้างมัน สงบนิ่ง ไม่ไหวติง
ทันใดนั้น จิตใจมันกระตุกวูบ ถ่วงร่างจมลงไปอย่างรวดเร็ว ซ่อนกายอยู่ในชั้นเมฆหนา
จากนั้นหันไปมองด้านข้าง เห็นสตรีซิวเจ่อยังคงอยู่ข้างกายมัน มองผ่านเมฆหมอก เห็น
เพียงกรอบโครงร่างจางๆ จั่วม่อแย้มยิ้มเล็กน้อย
หากมันไม่ได้เห็นด้วยสายตาตนเอง … มันไม่สามารถรู้สึกถึงการคงอยู่ของสตรีซิวเจ่อ
แม้แต่น้อย แม้ว่าอีกฝั่ายจะอยู่ห่างไปจากมันไม่ถึงหนึ่งจั้งก็ตาม และมักเป็นเช่นนี้เสมอ
ไม่ว่ามันจะใช้จิตสำนึกกวาดสำรวจเท่าใด ก็ไม่สามารถตรวจจับร่องรอยของนางได้
บ่อยครั้งที่สตรีซิวเจ่อบันดาลให้มันรู้สึกเย็นเฉียบไปถึงขั้วหัวใจ มันสามารถรู้สึกถึงพลัง
แปลกประหลาดของนาง แต่ไม่อาจสัมผัสร่องรอยชีวิตของนางได้
จั่วม่อดึงสายตากลับ นำผ้าคลุมไร้เงาออกจากแหวน ทันทีที่สวมผ้าคลุมไร้เงาลงบนร่าง
เงาร่างของมันก็เลือนรางลง เพียงชั่วอึดใจเดียว เงาร่างของมันก็ค่อยๆ เลือนหายไปใน
อากาศธาตุ
ไม่นานนัก เงาร่างสี่สายมาถึงตำแหน่งเดิมที่จั่วม่อเชือดศิษย์พรรคฟั้ากระจ่างผู้นั้น
“มันหยุดอยู่ตรงนี้ครู่ใหญ่ ฮะ คล้ายจะมีกลิ่นอายของเจ้าปัญญาอ่อนลู่ฮุยอยู่ด้วย” หลิ่ว
ตงหัวตรวจสอบรอบๆ อย่างระมัดระวัง สุดท้ายเผยสีหน้าพึงพอใจ “ดูเหมือนพวกมัน
เกิดขัดแย้งกันที่นี่”
“คนผู้นี้กับสตรีที่ติดตามมัน พวกมันมีเพียงสองคนเท่านั้น แต่พวกหวงจั๋วกวงมีมากกว่า
ยี่สิบคน” ศิษย์น้องที่ด้านข้างสั่นศีรษะ
(หวงจั๋วกวง – รัศมีโดดเด่นแซ่หวง)
เห็นได้ว่าผู้นำของคนทั้งสี่คือหลิ่วตงหัว หลิ่วตงหัวผู้นี้ดูจากรูปโฉมภายนอกสมควรมีอายุ
สี่สิบปี สองตางำประกาย มันกล่าวพลางหัวร่อเบาๆ “อาจไม่เป็นเช่นที่เจ้าคิด! คนผู้นี้
แข็งแกร่งยิ่ง โดยเฉพาะสตรีข้างกายมัน พลังฝีมือลึกล้ำสุดหยั่งคาด เหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้อง
ในสำนักเราเหล่านั้น เกรงว่าไม่มีผู้ใดเป็นคู่มือได้”
“ร้ายกาจถึงเพียงนั้น?” อีกสามคนมีสีหน้าตื่นตะลึง
หลิ่วตงหัวสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง “อา พวกเจ้าต้องระวังให้มาก อย่าได้ตอแยพวกมัน
สองคนนี้มีที่มาไม่ธรรมดา อย่าได้ประมาทซิวเจ่อที่ยังคงเหลือรอดอยู่ในอาณาจักร
ขุนเขาน้อย พวกมันล้วนเป็นคนเดนตาย คุ้นชินกับการเข่นฆ่าสังหาร พวกเราไม่อาจ
เปรียบเทียบได้”
อีกสามคนมีสีหน้าไม่เห็นสำคัญ ไม่ว่าเดินทางไปที่ใด หากพวกมันเปิดเผยตัวตนว่าเป็น
ศิษย์พรรคฟั้ากระจ่าง ไม่มีผู้ใดไม่เกรงอกเกรงใจพวกมัน ไม่มีผู้ใดไม่หวาดกลัวพวกมัน
เห็นเช่นนี้ หลิ่วตงหัวทราบว่าสิ้นเปลืองวาจาเสียเปล่า ดังนั้นไม่กล่าวเรื่องนี้อีก
“พวกเราสมควรระมัดระวังให้มาก” เห็นใบหน้าไม่อนาทรร้อนใจของพวกมัน หลิ่วตงหัว
เน้นเสียงหนัก “หากหวงจั๋วกวงกับพวกทราบว่าเรายังลอบติดตามพวกมัน ต่อไปเราคง
ไม่มีวันได้อยู่สุขสบายแล้ว”
พอกล่าวถึงหวงจั๋วกวง คนทั้งสามค่อยเผยสีหน้าท่าทีหวาดหวั่นออกมาโดยไม่รู้ตัว
หลิ่วตงหัวมองพวกมัน เตรียมจะกล่าวสืบต่อ ทันใดนั้น สีหน้ามันพลันแปรเปลี่ยนอย่าง
กะทันทัน
“ระวัง!”
เงาสีแดงหลายสายพวยพุ่งขึ้นมาจากชั้นเมฆ จี้ใส่ร่างพวกมันอย่างแยบคาย!
“เชือกมัดเซียน!” พวกมันอุทานเสียงหลง รีบเรียกกระบี่บินคู่กายออกมา
“มารดามันเถอะ! ไฉนมากมายถึงเพียงนี้?”
“อย่าใช้กระบี่บิน! ใช้ไฟเผาพวกมัน!” หลิ่วตงหัวตวาดเตือน ยุทธภัณฑ์เวทประเภทเชือก
มัดเซียนดาบกระบี่ยากระคาย แต่สิ่งของเช่นไฟหรือน้ำแข็งกลับเป็นดาวข่มของพวกมัน
คนที่คิดใช้กระบี่บินฟันใส่ เปลี่ยนเป็นหลบหลีกอย่างรวดเร็ว
สตรีนางเดียวในกลุ่มรีบฉวยปั้ายหยกออกมา นี่เป็นปั้ายหยกบงการสัตว์ร้าย ปั้ายหยกทั้ง
แผ่นมีสีแดงสดราวกับสร้างจากหยกเพลิง บนแผ่นปั้ายเห็นเป็นรูปสุนัขจิ้งจอกสีแดงสด
ตัวหนึ่ง
เห็นนางเรียกใช้ปั้ายหยกบงการสัตว์ร้าย หลิ่วตงหัวกับพวกที่เหลือถอนหายใจอย่างโล่
งอก ปั้ายบงการสัตว์ร้ายปั้ายนี้ ผนึกไว้ด้วยจิ้งจอกหางเพลิงระดับสาม จิ้งจอกหางเพลิง
สร้างหางไฟยาวเหยียด เหมาะจะรับมือกับเชือกมัดเซียนเหล่านี้เป็นที่สุด
แต่ยังไม่ทันจะได้ปิติยินดี มันพลันเห็นอากาศด้านหลังศิษย์น้องหญิงกระเพื่อมวูบ ต้องสี
หน้าแปรเปลี่ยนอย่างฉับพลัน “ระวัง!”
ศิษย์น้องหญิงเงยหน้าขึ้นมองอย่างงุนงง ไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใด
ทันใดนั้น กระบี่บินเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน ห่างจากลำคอของสตรีซิวเจ่อ
พรรคฟั้ากระจ่างไม่ถึงหนึ่งฉื่อ
ประกายแสงกวาดวาบ
ไม่มีคลื่นพลังปราณผันผวน ไม่มีท่ากระบี่โอ่อ่างดงาม เพียงแค่ฟันอย่างเรียบง่ายธรรมดา
ยิ่ง
เช้ง!
ศิษย์สตรีพรรคฟั้ากระจ่างผู้ไม่รู้ตัว ย่อมไม่ทันมีเวลาตอบโต้ ลำแสงกระบี่วาบผ่าน ศีรษะ
ของนางปลิดปลิวออกจากร่าง เสาโลหิตฉีดพ่นเป็นลำ พุ่งสูงขึ้นไปในอากาศ
“ศิษย์น้องหญิง!” อีกสามคนเห็นชัดตาว่าศิษย์น้องหญิงของพวกมันตายอย่างน่าอนาถ
เพียงใด แต่ละคนขุ่นแค้นจนสองตาแดงฉาน
หลิ่วตงหัวรู้สึกศีรษะลั่นอึงอล มันกับศิษย์น้องหญิงผูกพันกันมาตั้งแต่เยาว์วัย บัดซบ! มัน
เมื่อเห็นคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้นด้านหลังร่างไร้ศีรษะของศิษย์น้องหญิง ม่านตาพลันหดแคบ
ลง ความเคียดแค้นและความปรารถนาเข่นฆ่ากวาดออกไปทุกทิศทาง หัวใจจมดิ่งลงสู่
ก้นบึ้ง
เป็นมัน!
“เป็นเจ้า!” หลิ่วตงหัวขบกรามแน่น เค้นเสียงลอดไรฟันอย่างเคียดแค้นชิงชัง “ที่แท้ข้า
ประเมินเจ้าต่ำทรามไป…”
จั่วม่อลอบทอดถอนใจ ผ้าคลุมไร้เงาเป็นสุดยอดอาวุธสำหรับลอบสังหารอย่างแท้จริง
มันเข้าประชิดด้านหลังอีกฝั่าย ใกล้ถึงเพียงนี้ นางยังไม่รู้สึกตัว แต่น่าเสียดายที่พอลงมือ
มันจะเปิดเผยตัวทันที กว่าจะสลายร่องรอยของมันอย่างสมบูรณ์ ก็จำต้องมีช่วงเวลา
เกือบสองอึดใจ สองอึดใจแม้เป็นระยะเวลาอันกระชั้นสั้น แต่ในการต่อสู้ เพียงสองอึดใจ
ก็เพียงพอที่จะเป็นอันตรายถึงชีวิต
นี่ทำให้ผ้าคลุมไร้เงามีโอกาสโจมตีเพียงครั้งเดียว จำกัดความสามารถของมันเอาไว้อย่าง
มากมาย แต่เท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับจั่วม่อในยามนี้
ส่วนถ้อยคำอันเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชังของหลิ่วตงหัว กลับไม่ได้บังเกิดระลอกใด
ในใจมันแม้แต่น้อย ไม่มีคุณค่าใดให้สะท้อนใจ
อย่างที่คาดไว้ คนเหล่านี้ล้วนเป็นเณรน้อย อยู่ต่อหน้าศัตรูยังพิรี้พิไรมากความถึงเพียงนี้
เมื่อไม่มีจิ้งจอกหางเพลิง อีกสามคนก็ตกเป็นเบี้ยล่างในบัดดล เชือกมัดเซียนแปดเส้น
ราวกับงูแดงแปดตัว ร่ายรำบนท้องฟั้า ไล่ล่าติดหลังคนทั้งสามอย่างกระชั้นชิด หากหนึ่ง
ในพวกมันพลาดท่าสักเล็กน้อย เชือกมัดเซียนจะรัดพันรอบกายพวกมันดุจงูปราณอันดุ
ร้าย
เชือกมัดเซียนเหล่านี้ว่องไวปราดเปรียวผิดธรรมดา ไล่ล่าคนทั้งสามอย่างกระชั้นชิดยิ่ง
การควบคุมบังคับยุทธภัณฑ์เวทหลายชิ้นพร้อมกัน สำหรับยอดยุทธ์ที่มีพลังจิตสำนึก
สูงส่งอย่างจั่วม่อ นี่ย่อมเป็นเรื่องที่มันมีฝีมือมากที่สุด
หลิ่วตงหัวดวงตาสาดประกายดุร้ายคลุ้มคลั่ง มันฉวยยุทธภัณฑ์เวทชิ้นหนึ่งออกมาอย่าง
บ้าดีเดือด!