สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 266 กำไรเล็กๆ
หลังจากเหินฟั้าต่อไปอีกราวครึ่งชั่วยาม ยังคงไม่พบร่องรอยใด จั่วม่อสงบใจลง มัน
ทราบว่าวิตกกังวลไปก็ไม่มีประโยชน์ อาศัยสภาพการบินอย่างดุร้ายของนกโง่ คาดว่าคง
ไม่หยุดยั้งลงง่ายๆ แต่ตราบเท่าที่ยังติดตามไปในทิศทางที่ถูกต้อง มันจะหานางพบใน
ที่สุด
โคลนสีเทาที่เจดีย์น้อยพ่นออกมาเป็นส่วนผสมของสสารที่ไม่ได้อยู่ในห้าธาตุ นกโง่
รับประทานสิ่งของนี้ไปมากมายถึงเพียงนี้ จั่วม่อไม่ทราบว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง
อย่างไร หากไม่มีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นกับนางก็คงดี มันห่วงกังวลยิ่ง นกโง่เป็นสัตว์ปราณ
ตัวแรกที่มันเป็นเจ้าของ พวกมันมีความผูกพันอย่างลึกล้ำ แม้ว่าปกตินางมักวางท่า
จองหอง ทำพฤติกรรมย่ำแย่ อย่างเช่นชอบโอ้อวดและไม่เห็นผู้คนอยู่ในสายตา แต่นึกถึง
ครั้งแรกที่มันได้รับบาดเจ็บปางตาย นกโง่พยายามสุดชีวิตเพื่อพามันกลับไปยังสำนัก
จั่วม่อยังคงตื้นตันอยู่ในใจ
ทันใดนั้น แสงกระบี่ที่เลือนรางอย่างยิ่งเปล่งประกายวาบ ห่างไกลจากมันราวยี่สิบลี้
จั่วม่อประหลาดใจอยู่บ้าง ดูเหมือนโชควาสนาของมันวันนี้ไม่เลวนัก เมื่อเหินบินบน
ท้องฟั้ายามค่ำคืน ต้องโชคดีเท่าใดจึงสามารถพบพานเซียนกระบี่สักคน โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งในอาณาจักรขุนเขาน้อยที่ประชากรลดน้อยลงอย่างรุนแรง หลงเหลือเพียงไม่ถึงหนึ่ง
ในสิบ แต่กระนั้นมันถึงกับพบพานสองกลุ่มในค่ำคืนเดียว
จั่วม่อกำลังจะทะยานร่างเข้าสกัดเส้นทาง เพื่อถามอีกฝั่ายว่าพบเห็นนกโง่บ้างหรือไม่ มิ
คาดแสงกระบี่นั้นหักเลี้ยวอย่างฉับพลัน เหินลิ่วมาทางมันด้วยตัวเอง
เห็นเช่นนี้ จั่วม่อก็ไม่เคลื่อนไหวอีก รอคอยอีกฝั่ายเข้ามาแทน
เมื่อคนผู้นั้นเข้ามาใกล้ จั่วม่อค่อยเห็นรูปโฉมของอีกฝั่ายชัดตา ผู้มาอายุเยาว์ยิ่ง น่าจะไม่
เกินยี่สิบปี ชุดเกราะปราณเปล่งแสงเป็นประกายไม่คล้ายสินค้าธรรมดาทั่วไป สองเท้า
เหยียบอยู่บนกระบี่บินคล้ายอสรพิษปราณเล่มหนึ่ง ยามเหินบินอยู่ในสายลม ดูราวกับ
เทพเซียนผู้หลุดพ้นจากห่วงกังวลทั้งมวลผู้หนึ่ง
เห็นสีหน้าเย่อหยิ่งถือดีของอีกฝั่าย จั่วม่อลอบรู้สึกผิดท่าอยู่ในใจ ไม่รอให้มันได้กล่าว
วาจา อีกฝั่ายกลับตวาดถาม “เฮ้ เจ้ารู้วิชาห้าธาตุหรือไม่?”
จั่วม่อขุ่นใจขึ้นมาในบัดดล คิ้วขมวดโดยไม่รู้ตัว มันคาดเดาว่าคนผู้นี้จะต้องเป็นศิษย์
สำนักใหญ่ที่เพิ่งออกท่องเที่ยวหาประสบการณ์ มิเช่นนั้นหากคิดมีชีวิตรอดในโลก
ภายนอก ลำพังสุ้มเสียงเย่อหยิ่งจองหองเช่นนี้ ก็เพียงพอให้ตกตายไปหลายครั้งแล้ว
“รู้อยู่บ้าง” จั่วม่อตั้งใจจะสอบถามเกี่ยวกับนกโง่ ดังนั้นยังคงอดกลั้น
คนผู้นั้นตาลุกวาบ “ตามข้ามา!” กล่าวจบคำ ก็หมุนตัวพุ่งนำออกไป
จั่วม่อลูบจมูก นกโง่งมนี้มาจากที่ใด? โอ้ ไม่ ไม่ ไม่ได้! หากนกโง่ทราบว่ามันให้เจ้าคนที่
เบื้องหน้านี้มีชื่อเดียวกันกับนาง นางต้องอับอายจนเอาหัวชนกำแพงตายเป็นแน่!
ความไม่รู้ฟั้าสูงแผ่นดินต่ำของอีกฝั่าย ทำให้จั่วม่อถึงกับไม่ทราบจะกล่าวกระไรดี ทันใด
นั้นมันฉุกใจขึ้นมา คนโง่เขลาเช่นนี้ไหนเลยจะรอดชีวิตอยู่ในอาณาจักรขุนเขาน้อยได้?
สิ่งเดียวที่มันนึกออก มีเพียงสถานที่เดียวเท่านั้น นั่นคือพรรคฟั้ากระจ่าง!
เรื่องราวมาถึงขั้นนี้ มีเพียงพรรคฟั้ากระจ่างเท่านั้น จึงสามารถหลงเหลือศิษย์ที่ไม่รู้ความ
เช่นนี้อยู่!
“เจ้าเป็นศิษย์พรรคฟั้ากระจ่าง?” จั่วม่อเอียงคอถาม
“ฮ่าฮ่า เจ้านับว่าตาแหลมที่ยังล่วงรู้ว่านายน้อยผู้นี้มาจากพรรคฟั้ากระจ่าง! ในเมื่อล่วงรู้
ก็ดี เช่นนั้นก็จงทำตัวว่าง่ายเชื่อฟัง! หากนายน้อยผู้นี้เบิกบานใจ อาจแบ่งปันน้ำแกงให้
เจ้าสักเล็กน้อย แต่หากเจ้าทำให้นายน้อยผู้นี้ขุ่นข้องรำคาญ ฮึ่ม ไม่ว่าอาณาจักรขุนเขา
น้อยกว้างใหญ่เพียงใด ก็ไม่มีที่ให้เจ้าหลบซ่อนตัวได้” คนผู้นั้นกล่าวกล่าวอย่างเย่อหยิ่ง
ลำพอง แล้วหมุนตัวกลับไป
โอ้ คู่แค้นทางคับแคบโดยแท้!
ในเมื่ออีกฝั่ายเป็นศิษย์พรรคฟั้ากระจ่าง จั่วม่อก็ไม่ต้องห่วงพะวงอันใดอีก มันแสยะยิ้ม
พลิกฝั่ามือวูบ กระบี่บินเล่มหนึ่งพลันปรากฏ กระบี่บินเล่มนี้เป็นสีเขียวเยือกเย็นทั้งเล่ม
เต็มไปด้วยระลอกคลื่นและความปราดเปรียวเป็นอย่างยิ่ง กระบี่นี้เรียกว่ากระบี่วารีสันติ
สุข ระดับสามชั้นสุดยอด เทียบกับกระบี่หยดน้ำเล่มเดิมของจั่วม่อ ยังเหนือล้ำกว่าขั้น
หนึ่ง
จากสินสงครามที่พวกมันยึดมาได้ทั้งหมด จั่วม่อเลือกแต่ยุทธภัณฑ์เวทที่มันชมชอบหรือ
มีประโยชน์ใช้สอย ใส่ไว้ในแหวนของมัน แหวนของมันเวลานี้สุมเต็มไปด้วยยุทธภัณฑ์
เวทอันเลิศล้ำกับเหล่าวัตถุดิบหายาก
กระบี่วารีสันติสุขแม้เป็นเพียงระดับสาม แต่ทั้งเล่มหลอมสร้างขึ้นจากวารีเขียวเยือกเย็น
อุดมไปด้วยพลังปราณวารีอย่างเปียมล้น นับเป็นสุดยอดของยุทธภัณฑ์เวทระดับสาม
แล้ว
ถือกระบี่วารีสันติสุขในมือ จั่วม่อเดินอยู่กลางเวหาดุจเหยียบย่ำบนพื้นราบ เพียะ เพียะ
เพียะ เสียงฝีเท้าแผ่วเบาติดต่อตามกันเป็นจังหวะจะโคนอันพิสดารชนิดหนึ่ง ทุกก้าวที่
เหยียบลงบนอากาศ บังเกิดสายลมหมุนคว้างขึ้นมาอย่างรุนแรง!
เผชิญหน้ากับซิวเจ่อด่านหนิงม่ายผู้หนึ่ง จั่วม่อย่อมไม่หวาดกลัว ตั้งแต่มันยังอยู่ในด่านจู้
จีก็เคยเอาชัยซิวเจ่อด่านหนิงม่ายมาไม่น้อย เวลานี้เมื่อมันฝั่ามายังด่านหนิงม่ายแล้ว
ความเชื่อมั่นก็เพิ่มพูนขึ้นอีกอักโข อย่าว่าแต่ศัตรูในจินตนาการของมันในช่วงนี้ยังเป็น
บรรพชนฟั้ากระจ่าง เมื่อเทียบกับจินตันผู้น่าพรั่นพรึงแล้ว ต่อให้เป็นหนิงม่ายขั้นสามผู้
หนึ่ง ก็ดูเหมือนจะไม่มีอันใดน่ากลัว
มันพอลงมือท่าแรกก็ใช้ออกด้วย …เพลิงธาราผลาญฟั้า!
พริบตาดุจประกายไฟ กระบี่วารีสันติสุขทั้งเล่มปกคลุมด้วยเปลวไฟเสมือนน้ำ เปลวไฟใส
กระจ่างเหล่านี้ยามสะบัดพลิ้วลุกโชน ราวกับชิ้นผลึกใสที่มีชีวิต!
แตกต่างจากเพลิงธาราในกาลก่อนที่ยิ่งใหญ่ ยาวเหยียดหลายสิบจั้ง เปลวไฟเสมือนน้ำ
ในยามนี้ มีความยาวเพียงหนึ่งฉื่อ สงบเงียบงันอย่างพิสดาร!
นี่หมายความว่าเจตจำนงกระบี่ของจั่วม่อรุดหน้าไปอีกขั้น ทั้งจดจ่อรวมรั้งกว่าเดิม
เพลงกระบี่เพลิงธาราเป็นเพียงเคล็ดวิชาระดับสาม แต่จั่วม่อเข้าใจเจตจำนงกระบี่ หาก
มันยืนหยัดก้าวเดินไปในวิถีทางนี้ ขัดเกลาเจตจำนงกระบี่ต่อไป ทำการลองผิดลองถูกใน
หลายๆ รูปแบบ อาจสามารถสร้างเพลงกระบี่และกระบวนท่าใหม่ได้สำเร็จ
จั่วม่อคาดไม่ถึงอยู่บ้าง ในบรรดาเจตจำนงกระบี่ทั้งหมด เจตจำนงกระบี่ที่มันเข้าใจมาก
ที่สุดกลับเป็นเจตจำนงกระบี่เพลิงธารา หาใช่เจตจำนงกระบี่มังกรน้ำแข็งไม่ ในมือของ
มัน เพลงกระบี่ระดับสามอันจิ๊บจ๊อยคล้ายแปรเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล
ราวกับไม่หนักแรงแม้แต่น้อย ไม่มีสะดุดติดขัด ท่าเท้าอันเนิบช้าของมันกลับสร้างภาพ
เงาติดตานับไม่ถ้วน กระบี่น้ำในมือลุกโชนอย่างเงียบสงบ!
จากนั้นสะบัดฟันขึ้นอย่างหักโหม!
ไม่มีการระเบิดอย่างรุนแรงเช่นที่ผ่านมา ไม่มีเจตจำนงกระบี่กวาดออกไปเหมือนเดิม ไม่
มีเสียงแหวกฝั่าอากาศอย่างที่เคย!
ใสกระจ่างราวกับน้ำ เจิดจ้าร้อนแรงดั่งไฟ!
ลำแสงอันเงียบสงบราวกับไม่ได้ตั้งใจฟัน สาดประกายวาบ!
ศิษย์พรรคฟั้ากระจ่างสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง แผดเสียงตวาดอย่างเดือดดาล “ถือ
ดีอย่างไร! เจ้ากล้า…”
เสียงของมันพลันชะงักขาดหาย สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นซีดขาว เจตจำนงกระบี่อันเข้มข้น
จนแทบมีสภาพล้อมกักมันเอาไว้อย่างแน่นหนา!
เจตจำนงกระบี่!
คนผู้นี้ที่แท้เป็นยอดฝีมือที่บรรลุเจตจำนงกระบี่!
พรรคฟั้ากระจ่างก็เป็นสำนักกระบี่เช่นเดียวกัน มันย่อมทราบดีว่ามีอันตรายอย่างไร
พลันตระหนักว่าคราวนี้เตะถูกแผ่นเหล็กเข้าแล้ว!
ควรทราบว่ากระทั่งในบรรดาศิษย์พรรคฟั้ากระจ่าง ยังมีศิษย์พี่เพียงสามคนเท่านั้นที่
เข้าใจเจตจำนงกระบี่ มันถึงกับเคราะห์หามยามร้าย ปะหน้าเข้ากับชนชั้นอันร้ายกาจ
เช่นนี้โดยไม่คาดคิด! ในใจมันเต็มไปด้วยความสำนึกเสียใจ การแก่งแย่งช่วงชิงภายใน
ของพรรคฟั้ากระจ่างนั้นดุเดือดรุนแรงยิ่ง พลังอำนาจของศิษย์พี่ฝังลึกอยู่ในใจมัน
มันกัดฟันแน่น ตวัดมือวูบหนึ่ง กลุ่มแสงเล็กละเอียดซัดไปทางจั่วม่อ!
“ฮึ่ม!” จั่วม่อที่กลางอากาศไม่หลบเลี่ยง เพียงสะบัดมือเบาๆ สร้างกำแพงไฟขึ้นชั้นหนึ่ง!
กำแพงไฟประดุจตาข่ายผืนใหญ่รวบจับละอองแสงไว้ทั้งหมด
จั่วม่อหยุดฝีเท้าเป็นครั้งแรก ทำท่าคว้าจับกลางอากาศ ตาข่ายไฟที่ห่อหุ้มกลุ่มละออง
แสงเอาไว้ลอยช้าๆ เข้าหามัน
“ทรายนภา!” จั่วม่อตาลุกวาบ โดยไม่รีรอลังเล พลันอ้าปากพ่นเส้นใยเปลวไฟสีทองคำ
บริสุทธิ์ออกมา นี่ย่อมเป็นไฟอีกาทองคำ ทันทีที่ไฟอีกาทองคำปรากฏขึ้น จั่วม่อสลาย
เจตจำนงกระบี่ เพลิงธาราโปร่งใสเปลี่ยนเป็นละอองน้ำนับไม่ถ้วน กระจายตัวในอากาศ
ไฟอีกาทองคำวาดเป็นเส้นเพลิง ห่อหุ้มรอบกลุ่มแสงเล็กละเอียดแทนเพลิงธารา
“ไฟอีกาทองคำ!” ศิษย์พรรคฟั้ากระจ่างอุทานเสียงสั่น สีหน้าขาวเผือด
เมื่อไฟอีกาทองคำห่อหุ้มรอบทรายนภา จั่วม่ออดสั่นศีรษะไม่ได้ ช่างเสียของโดยแท้!
ควรทราบว่าทรายนภาเป็นแก่นสารของธาตุดิน อาศัยทรายนภากลุ่มนี้ มีน้ำหนักถึงแปด
ร้อยจิน! นี่เป็นสมบัติล้ำค่าของแผ่นดินโลก ทว่าวิธีการประทับรอยวิญญาณในทรายนภา
กลุ่มนี้หยาบกระด้างมาก จั่วม่อผู้ตระหนี่ถี่เหนียว รู้สึกว่าหัวใจของมันปวดร้าวยิ่ง
ไฟอีกาทองคำสามารถกวาดล้างรอยประทับบนทรายนภาได้อย่างง่ายดาย ทรายนภาที่
เป็นอิสระค่อยเผยให้เห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริงของมัน
มันเป็นผลึกรูปสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ที่สมมาตรเป็นที่สุด เท่ากันทุกด้าน สีทองเข้ม ถืออยู่ใน
มือ จั่วม่อรู้สึกหนักอึ้ง แทบปล่อยผลึกลูกบาศก์ร่วงหลุดมือ
น้ำหนักที่ดี!
พลังปราณแผ่นดินอันพิเศษเฉพาะแผ่กระจายออกมา จั่วม่อพลันรู้สึกราวกับว่ามันอยู่ใน
ฝุั่นทรายอันหนาแน่น
สิ่งที่ดี!
จั่วม่อเบิกบานใจ รีบโยนก้อนผลึกลงในแหวน อย่าได้เห็นว่าผลึกทรายนภาชิ้นนี้มีขนาด
เล็กมาก แต่สินค้านี้เป็นวัตถุดิบระดับสี่ที่หาได้ยาก หากมันสามารถหลอมสร้างให้ดี จะมี
ยุทธภัณฑ์เวทที่ดีเพิ่มขึ้นอีกชิ้นหนึ่ง
ศิษย์พรรคฟั้ากระจ่างเบิกตามองอย่างโง่งม ทรายนภากลุ่มนี้เป็นยุทธภัณฑ์เวทช่วยชีวิต
ของมัน เห็นอีกฝั่ายปราบปรามทรายนภาได้อย่างง่ายดายดุจพลิกฝั่ามือ มันได้แต่อ้าปาก
ค้างแล้ว!
หลังจากนั้นสักครู่ มันค่อยมีปฏิกิริยาตอบโต้ ชี้หน้าจั่วม่อพลางก่นด่า “เจ้า เจ้า เจ้า…”
เจ้าเจ้าเจ้าอยู่ครึ่งค่อนวัน จั่วม่อยังไม่ได้ยินคำอื่นสักครึ่งคำ อดหัวร่อฮี่ฮี่ออกมาไม่ได้ มัน
กวาดตามองอีกฝั่ายขึ้นๆ ลงๆ “นึกไม่ถึงจริงๆ เดรัจฉานน้อย เจ้าเต็มไปด้วยน้ำมัน!”
“เจ้า… เจ้าคิดทำอะไร?” ศิษย์พรรคฟั้ากระจ่างพอเห็นประกายละโมบบนใบหน้าจั่วม่อ
พลันใจหายวาบ แตกตื่นลนลานขึ้นมาทันที
“ไม่ทำอะไรไม่ดีหรอกน่า ฮี่ฮี่ แต่ผู้คนเมื่อมีสิ่งดีๆ สมควรแบ่งปันกัน!” จั่วม่อกล่าวพลาง
หัวร่อ ในมือปรากฏเส้นเชือกสีแดงเหลืองหลายเส้น เชือกแดงแต่ละเส้นบอบบางเท่า
แท่งตะเกียบเท่านั้น
“เชือกมัดเซียน!” ศิษย์พรรคฟั้ากระจ่างแทบล้มทั้งยืน
เมื่อมาจากสำนักใหญ่เยี่ยงพรรคฟั้ากระจ่าง มันอาจไม่ล่วงรู้เรื่องราวทางโลก แต่วิชา
ความรู้ของมันแน่นอนว่าสมบูรณ์พร้อมกว่าเหล่าคนจากสำนักเล็กๆ กองเชือกสีแดงใน
มือจั่วม่อล้วนเป็นเชือดมัดเซียน! เชือกมัดเซียนเป็นชื่อเรียกรวมๆ ของยุทธภัณฑ์เวท
ประเภทหนึ่ง พวกมันมีประโยชน์ใช้สอยเพียงข้อเดียว นั่นคือมัดร่างศัตรู
ความประทับใจแรกของมันที่มีต่อเชือกมัดเซียนกองนี้ ก็คือมูลค่ามหาศาลยิ่ง! เนื่อง
เพราะใช้มัดร่างผู้อื่น เชือกมัดเซียนย่อมต้องถักทอหรือหลอมสร้างขึ้นจากวัตถุดิบที่ดาบ
กระบี่ยากระคาย นั่นจะรับประกันได้ว่าพวกมันจะไม่ถูกศัตรูตัดทิ้งหรือดิ้นรนเป็นอิสระ
ได้โดยง่าย
มันไม่เคยเห็นผู้ใดเพียงพลิกมือวูบ ก็นำเชือกมัดเซียนออกมาเจ็ดแปดเส้นในคราวเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น มันไม่เคยคาดคิดมาก่อน ว่าจะมีวันที่มันต้องเผชิญกับเชือกมัดเซียนเจ็ด
แปดเส้นในคราวเดียว!
“ฮะ เจ้ารอบรู้ไม่เลว” จั่วม่อปากชมเชย แต่มือของมันก็ไม่ได้ชักช้า เชือกมัดเซียนแปด
เส้นพุ่งวาบออกไป
เชือกมัดเซียนพอหลุดออกจากมือ ก็เติบโตพรวดพราด ในพริบตาเดียวกลายเป็นยาวสิบ
จั้ง!
เชือกมัดเซียนแปดเส้นพอขยายใหญ่ขึ้นพร้อมกัน ชั่วพริบตานั้น ทั้งฟั้าดินล้วนถูกบดบัง
ด้วยกลุ่มเชือกมัดเซียน
ศิษย์พรรคฟั้ากระจ่างผู้น่าสมเพชไหนเลยจะต้านรับไว้ได้ หลังจากดิ้นรนอยู่สองสามครั้ง
ก็ถูกมัดจนแน่นหนา
แต่เมื่อจั่วม่อเห็นเชือกมัดเซียนแปดเส้นพันรอบร่างศิษย์พรรคฟั้ากระจ่าง กลายเป็นไข่
เชือกขนาดยักษ์ มองไม่เห็นภายในอย่างสิ้นเชิง ยังต้องตะลึงลานอยู่บ้าง มันรีบเรียกเส้น
เชือกส่วนเกินกลับมาอย่างรวดเร็ว เหลือไว้เพียงเส้นเดียว แต่เมื่อมันเห็นศิษย์พรรคฟั้า
กระจ่างอีกครั้ง อีกฝั่ายกลับหมดสติไปเรียบร้อยแล้ว
จั่วม่อตาสาดประกายวาบ นี่เป็นกลยุทธ์ในการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมไม่เบา!
เชือกมัดเซียนเป็นยุทธภัณฑ์เวทระดับสาม แม้มีประโยชน์ใช้สอยเพียงอย่างเดียว แต่
ราคาแพงมาก เดิทีมันไม่เคยเห็นของเช่นนี้มาก่อน เพียงแต่พบว่าพวกมันน่าเล่นอยู่บ้าง
ดังนั้นใส่พวกมันลงไปในแหวนด้วย ทว่าฉากที่เห็นอยู่ตรงหน้า ทำให้มันตระหนักถึงพลัง
ของกระบวนท่าพิสดารนี้ เชือกมัดเซียนหากมีเพียงเส้นเดียวย่อมไม่ร้ายกาจพอ ผู้อื่น
สามารถหลบหลีกได้โดยง่าย แต่เชือกมัดเซียนยังมีข้อได้เปรียบประการหนึ่ง นั่นคือไม่
ต้องควบคุมมากนัก
เมื่อประจุพลังปราณเข้าไป เชือกมัดเซียนแต่ละเส้นจะยาวถึงสิบจั้ง!
เชือกมัดเซียนยาวสิบจั้งจำนวนแปดเส้น สามารถสร้างตาข่ายสวรรค์ที่ครอบฟั้าคลุมดิน
ปากหนึ่ง
ไม่สามารถหลบเลี่ยงหรือสกัดกั้นได้!
ต่อให้เป็นตัวมันเอง หากต้องเผชิญหน้ากับกระบวนท่าอันบ้าคลั่งเช่นนี้…จั่วม่ออดตัวสั่น
สะท้านไม่ได้…
เพียงนึกถึงกลยุทธ์ใหม่ จั่วม่ออารมณ์ดีขึ้นมาก เมื่อหันกลับไปมองศิษย์พรรคฟั้ากระจ่าง
ที่ถูกมัดอย่างกับบ๊ะจ่าง จั่วม่อยิ่งอารมณ์ดีขึ้นไปอีก
จริงดังคาด ผู้คนสมควรออกจากบ้านบ้าง!
หากพวกมันไม่ออกจากบ้าน จะหากำไรได้จากที่ใด!
มันกวักมือเบาๆ ศิษย์พรรคฟั้ากระจ่างที่ถูกมัดอย่างแน่นหนาลอยมาอยู่เบื้องหน้า จั่วม่อ
ครวญเพลงเสียงเล็กเสียงน้อย พลางเริ่มปลดทรัพย์อย่างช่ำชองชำนาญ
ไม่มีแหวน… …
เช่นนั้นข้าจะเอาเสื้อผ้า อ้อ ไม่ใช่ ข้าจะเอาเกราะปราณ… …