สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 270 กำไรก้อนโต!
จั่วม่อค่อยๆ ฟืนคืนสติ เห็นสตรีซิวเจ่อนั่งเข้าฌานอยู่ข้างกาย เกล็ดเลือดแห้งจับตัว
เป็นชั้นบนใบหน้านางราวกับหน้ากากอัปลักษณ์ชวนขวัญผวาใบหนึ่ง จั่วม่อสังเกตเห็น
พลังสภาวะของนาง ต้องประหลาดใจอยู่บ้าง ในใจอดคาดเดาไม่ได้ นางใช่ได้รับบาดเจ็บ
หรือไม่? หลังได้รับบาดเจ็บ กลิ่นอายสยบขวัญผู้คนคล้ายลดน้อยถอยลงไปมาก
อย่างไรก็ตาม ความสนใจของมันหวนกลับมายังร่างกายของตนอย่างรวดเร็ว ไม่มีความ
เจ็บปวดอย่างที่คาดไว้ ทั้งร่างของมันรู้สึกสุขสบายราวกับนอนหลับมาเต็มอิ่ม คนคึกคัก
แจ่มใส อัดแน่นไปด้วยเรี่ยวแรงกำลัง
มันสังเกตเห็นความแตกต่างทันที พลังที่อยู่ภายในร่างกายของมันแข็งแกร่งมาก
แข็งแกร่งเสียจนมันรู้สึกแปลกๆ คล้ายร่างกายของมันฝั่าด่านอีกครั้ง มันรีบเข้าสู่ทะเล
แห่งจิตสำนึกเพื่อหาผูเยา
ในทะเลแห่งจิตสำนึกกลายเป็นว่างเปล่า หลงเหลือเพียงผูเยากับปั้ายศิลาสุสาน
“ฮะ ไฉนกลายเป็นเช่นนี้?” จั่วม่อเหลือบมองรอบข้างอย่างอยากรู้อยากเห็น
ผูเยาถลึงตามองจั่วม่อราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
จั่วม่อกวาดตามองรอบข้างอยู่ครู่หนึ่ง พอหันกลับมาเห็นสายตาของผูเยา แทบสะดุ้งสุด
ตัว “เจ้าคิดทำอะไร? ข้าไม่ได้ขโมยจิงสือของเจ้าเสียหน่อย!”
ผูเยาแค่นเสียง แต่ไม่กล่าวคำใด เพียงแค่จ้องมองจั่วม่อด้วยตาไม่เป็นมิตร
จั่วม่อนึกถึงไฟอสูรสีแดงเข้มกับปั้ายศิลาสุสานสีดำ ก่าวอย่างไม่ค่อยแน่ใจว่า “ไฟอสูร
กับเมฆดำนั่น ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากคืนให้พวกเจ้า … … ของพวกนั้น ข้าไม่สามารถควบคุม
ได้… … พวกเจ้าก็ทราบ… …”
กล่าวไปกล่าวไป มันชักรู้สึกไม่ถูกต้อง น้ำเสียงเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน ดวงตาเบิกกว้าง
“ไม่ถูกต้อง! ข้ายังไม่ได้คิดบัญชีกับพวกเจ้า! พวกเจ้าทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร? อ๊า!
กล้าใช้ร่างกายของเกอเป็นที่ทิ้งขยะ พวกเจ้าคิดโยนสิ่งใดเข้ามาก็ได้หรือ?”
ผูเยาแทบกระอักเลือด กระทั่งปั้ายศิลาสุสานที่มักสงบนิ่งอยู่ตลอดเวลา ยังสั่นอย่าง
รุนแรง
“เจ้า เจ้า เจ้า … …” ผูเยาแทบมีไฟพวยพุ่งออกจากปาก หลังจากนั้นไม่นาน มันชี้นิ้วสั่น
ระริกพลางกล่าว “ได้รับประโยชน์แล้วอย่ามาแสร้งทำเป็นโง่งม!”
จั่วม่อไม่ได้รู้สึกผิดแม้แต่น้อย มันเลิกคิ้ว เผ่นผึงขึ้นทันที “ประโยชน์? ประโยชน์อันใด?
เกอแทบสูญเสียชีวิตน้อยๆ ก่อนหน้านี้พวกเจ้าแต่ละคนผลัดกันก่อกวน เกอยังพอจะ
อดทนได้! คราวนี้ยอดเยี่ยมยิ่ง พวกเจ้ายิ่งได้ใจกว่าเดิม ถึงกับมาพร้อมกันทั้งสองคน?
อย่านึกว่าเกอไม่ล่วงรู้ว่าพวกเจ้าคิดทำอะไร ข้าบอกพวกเจ้า ต่อไปทำตัวเรียบๆ ร้อยๆ
ให้แก่ข้า! เจ้าวัตถุโบราณที่ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับยุคสมัย เจ้าหินเก่าที่กระทั่งผายลม
ยังทำไม่ได้ พวกเจ้าคิดฉกฉวยผลประโยชน์จากเกอ? ฮ่า อย่าได้คิดเพ้อฝันไป!”
จั่วม่อทำท่ามองลงมาจากที่สูง ชี้หน้าผูเยาและปั้ายศิลาสุสาน เริ่มสบถระรัวเป็นชุด
ผูเยามีสีหน้าตกตะลึง อึดใจใหญ่ค่อยมีปฏิกิริยาตอบสนอง ใบหน้าบัดเดี๋ยวแดงก่ำ บัด
เดี๋ยวขาวซีด
หลังจากบริภาษจนเสร็จสมอารมณ์หมาย จั่วม่อแค่นเสียงเฮอะคำหนึ่ง หมุนตัวจากไป
ทันที รอจนออกจากทะเลแห่งจิตสำนึก พลันนึกขึ้นได้ว่าทีแรกมันไปหาผูเยาเพราะเหตุ
ใด ต้องลอบคร่ำครวญอย่างหวนโหย เผลอปากไวไปหน่อย หลงลืมธุระไปเสียได้ จบกัน
จบกัน!
หากมันหวนกลับไปหาผูเยาในตอนนี้ มิเท่ากับตบปากตัวเองหรอกหรือ แม้ว่าผู้คนมัก
กล่าวว่ายอดบุรุษต้องยกขึ้นได้วางลงได้ แต่พอนึกถึงสีหน้าหยามเหยียดของผูเยา จั่วม่อ
ตัดสินใจรอไปสักพักจะดีกว่า
ภายในทะเลแห่งจิตสำนึก ผูเยาขบกรามแน่น ใบหน้ามันบัดเดี๋ยวเขียวคล้ำ บัดเดี๋ยวซีด
ขาว ด้านหลังมัน เงาหนึ่งลอยอยู่บนปั้ายศิลาสุสาน แต่เดิมเป็นโครงร่างรูปมนุษย์ที่
คลุมเครือรางเลือน เวลานี้กลายเป็นกองเส้นยุ่งเหยิงอย่างสมบูรณ์
“ไม่เคยมีครั้งใดที่อสูรฟั้าอย่างข้าจะได้รับความอัปยศอดสูเช่นนี้! ไม่เคยมี!” เสียงคำราม
ของผูเยาสะท้อนก้องอยู่ในทะเลแห่งจิตสำนึก
กองเส้นยุ่งเหยิงบนผิวหน้าปั้ายศิลาสุสานสว่างวาบขึ้นพร้อมกัน เมฆดำนับไม่ถ้วนพวย
พุ่งออกมา ภายในชั่วพริบตาเดียว เมฆดำม้วนตลบ เปียมล้นไปด้วยเจตนาสังหาร
จั่วม่อไม่ได้รู้ตัวเลย ว่าได้บังคับให้สองคนในทะเลแห่งจิตสำนึกของมันเป็นพันธมิตรกัน
อีกครั้ง
สายตาของมันกลับไปยังสตรีซิวเจ่อ ใบหน้าที่ปกคลุมไปด้วยสะเก็ดเลือดอันน่า
สะพรึงกลัวของนาง ในสายตาของจั่วม่อ ไม่ได้ให้ความรู้สึกลี้ลับน่ากลัวแม้แต่น้อย
เกี่ยวกับความเป็นมาของสตรีซิวเจ่อนางนี้ จั่วม่อยังคงไม่มีเบาะแสอันใด สิ่งเดียวที่มันคิด
ได้ คือนางเกี่ยวพันกับอดีตที่มันจดจำไม่ได้ แต่นี่เป็นเพียงการคาดเดาของมัน ไม่มี
หลักฐานยืนยันสักนิด
โดยไม่รู้ตัว สายตามันมองไปยังเท้าเปล่าสมบูรณ์แบบที่เพียงพอให้ผู้คนสะท้านใจของ
สตรีซิวเจ่อ ทุกครั้งที่เห็นเท้าเปล่าคู่นี้ มันอดไม่ได้ ต้องทอดถอนชมเชยอย่างจริงใจ ไม่ใช่
ว่ามันไม่เคยพบเห็นเท้าเปล่าของสตรีซิวเจ่อคนอื่น ตัวอย่างเช่นเท้าของเสี่ยวกั่วก็งดงาม
กลมกลึงและน่าชม
แต่มีเพียงเท้าเปล่าของสตรีซิวเจ่อนางนี้ที่ทำให้มันทอดถอนชมเชย เท้าคู่นี้สมบูรณ์แบบ
เกินไป สมบูรณ์พร้อมจนไร้ที่ติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคู่เท้าเปล่าที่สมบูรณ์แบบเช่นนี้
ปรากฏขึ้นบนร่างของสตรีอัปลักษณ์ราวกับตัวตลกนางนี้ ยิ่งให้ความประทับใจอย่างลึก
ล้ำ
แต่ไม่ว่าเท้าเปล่าจะน่าอัศจรรย์ใจสักเท่าใด ก็มิสู้หายุทธภัณฑ์เวทที่ดีงามสักชิ้น
จั่วม่อรีบหันเหสายตาไปยังซากศพที่กระจายอยู่รอบบริเวณ กลายเป็นตื่นเต้นคึกคัก
ขึ้นมาอย่างฉับพลัน การค้นหาทรัพย์สินเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ยิ่งกว่า และการค้นหาเอา
จากในร่างกายของศัตรูยิ่งน่าอัศจรรย์มากขึ้นไปอีก
เปั้าหมายแรกของมันย่อมเป็นแผ่นจานดินนภาที่มีพลานุภาพมหาศาล สิ่งนั้นแข็งแกร่ง
อย่างแท้จริง หลังจากรับทราบความร้ายกาจของแผ่นจานดินนภาเก้าแปลงด้วยตัวเอง
จั่วม่อไม่สามารถนึกหายุทธภัณฑ์เวทใดมาเปรียบเทียบได้ แน่นอน สิ่งที่มันจดจำอย่าง
ลึกล้ำที่สุดคือคำอุทานของผูเยา ‘ไม่ต่ำกว่าระดับห้า อาจเป็นระดับหก!’
โลกนี้เป็นแบบไหนกัน?!
ขณะที่ทอดถอนสะทกสะท้อน มันก็แย้มยิ้มพลางหยิบแผ่นจานดินนภาเก้าแปลงขึ้นมา
กวาดจิตสำนึกตรวจสอบ แล้วแทบถูกหมอกปฐพีอันหนาหนักที่อยู่ภายในบดขยี้เป็นชิ้นๆ
มันรีบดึงจิตสำนึกกลับมาอย่างแตกตื่น
ไอ๊หย่า! เป็นระดับหกจริงๆ เสียด้วย!
โอ้โอ้โอ้! ข้าร่ำรวยแล้ว! ร่ำรวยแล้วจริงๆ! จั่วม่อไม่อาจหักห้ามใจได้ กระโดดโลดเต้นไป
รอบๆ อย่างบ้าคลั่ง
คราวนี้ไม่ใช่ว่ามันไม่เคยเห็นโลกอีกแล้ว ทุกวันนี้มันเรียกได้ว่ามั่งคั่งอยู่บ้าง ในร่างกายมี
ยุทธภัณฑ์เวทระดับสี่อยู่หลายชิ้น ในบรรดาชนชั้นหนิงม่ายทั้งหมด มันนับว่าร่ำรวย แต่
ยุทธภัณฑ์เวทกับวัตถุดิบทั้งหมดในร่างมันรวมกัน ยังไม่อาจเทียบได้กับแผ่นจานดินนภา
เก้าแปลง
หากมันขายสินค้าชิ้นนี้ วา โอ โอ้ จะได้จิงสือมากพอที่จะท่วมทับมันจนตาย!
ยุทธภัณฑ์เวทระดับนี้สามารถเป็นสมบัติคู่สำนักของทุกสำนักในอาณาจักรขุนเขาน้อย
สินค้าเช่นนี้ตกอยู่ในมือมัน จั่วม่อไหนเลยจะไม่ปิติยินดีจนแทบคลุ้มคลั่ง?
สักครู่ให้หลัง มันค่อยๆ สงบลง เริ่มตรวจสอบแผ่นจานดินนภาเก้าแปลง โชควาสนาครา
นี้ทำให้มันเบิกบานใจจนบอกไม่ถูก แผ่นจานดินนภาเก้าแปลงทรงพลังยิ่ง แต่ไม่ใช่
ยุทธภัณฑ์เวทที่ซิวเจ่อด่านหนิงม่ายผู้หนึ่งจะใช้งานได้ มันสิ้นเปลืองพลังปราณมาก
เกินไป!
หลิ่วตงหัวมีพลังบำเพ็ญเพียรอยู่ที่จุดสูงสุดของด่านหนิงม่ายขั้นสอง ยังแทบไม่สามารถ
ใช้งานได้ อาศัยพลังบำเพ็ญเพียรด่านหนิงม่ายขั้นแรกของจั่วม่อ ย่อมไม่สามารถ
ขับเคลื่อนได้ ของวิเศษนี้ตกอยู่ในมือมัน ในระยะเวลาอันสั้น มันไม่มีปัญญาใช้งานได้
มันสมควรเก็บเอาไว้หรือขายออกไปดี?
จั่วม่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจเก็บเอาไว้ก่อน ของวิเศษระดับนี้ขายออกได้
ง่ายดาย แต่หากคิดซื้อหาสักอัน กลับไม่ง่ายดายแล้ว
มันไม่เคยใช้ยุทธภัณฑ์เวทระดับหกมาก่อน แต่ยังคงเห็นได้ชัดเจน ว่าระหว่างระดับห้า
กับระดับหกมีช่องว่างที่ยากจะข้ามผ่านแผ่นจานดินนภาเก้าแปลงชิ้นนี้เมื่อแรกหลอม
สร้างเป็นเพียงระดับห้า แต่หลังจากผ่านเวลาสี่ร้อยปี ผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าทุ่มเทหล่อเลี้ยง
มัน ในที่สุดบังเกิดร่องรอยของสติปัญญา ทะยานขึ้นเป็นยุทธภัณฑ์เวทระดับหก
เก็บแผ่นจานดินนภาเก้าแปลงลงในแหวนอย่างระมัดระวัง จั่วม่อกลับไปค้นหาทรัพย์สิน
ของมันต่อ แต่หลังจากพบเห็นของวิเศษเช่นแผ่นจานดินนภาเก้าแปลง เห็นได้ชัดว่าสิน
สงครามอื่นๆ ไม่อาจทำให้ดวงตาของมันเป็นประกายได้อีก
หลังจากนั้นสักครู่ จั่วม่อต้องสั่นศีรษะอย่างผิดหวัง คนทั้งสี่นี้ดูเหมือนว่าจะไม่ได้อยู่ดีมี
สุขในพรรคฟั้ากระจ่างสักเท่าใด นอกจากแผ่นจานดินนภาเก้าแปลงแล้ว พวกมันก็ไม่มี
ของดีอีกเลย ย่ำแย่เสียยิ่งกว่าเจ้าหนุ่มคนแรกที่ถูกมันลอกคราบเสียอีก
พวกมันสองฝั่ายดูเหมือนไม่ได้เป็นกลุ่มเดียวกัน เห็นได้ชัดเจนว่าเจ้าหนุ่มที่มันลอกคราบ
มั่งคั่งกว่าสี่คนนี้มาก
หลังจากผ่านไปนาน จนมันเสร็จสิ้นการปลดทรัพย์ สตรีซิวเจ่อไม่ได้ลุกขึ้นเลย จั่วม่อรู้สึก
ผิดท่า มันย่องเข้าไปใกล้นาง ทาบมือลงบนไหล่ ตรวจสอบร่างกายนาง
ผลการตรวจสอบนี้ทำให้มันสะท้านขึ้นทั้งร่าง
พลังสีม่วงแปลกประหลาดที่มีอยู่ในร่างของสตรีซิวเจ่อ เบาบางจนยากจะตรวจจับได้
ชัดเจน ร่างกายของนางสูญเสียอำนาจยับยั้งดูดรั้งของแสงสีม่วง เผยเค้าลางของการ
แตกสลายอย่างชัดเจน
จั่วม่อตระหนักอย่างฉับพลันว่าย่ำแย่แล้ว รีบแบกนางขึ้นหลังอย่างไม่ลังเล โผพุ่งขึ้นฟั้า
ขณะเดียวกันก็กวาดพลังจิตสำนึกสำรวจไปรอบๆ หลังจากเหาะเหินไปครู่ใหญ่ ค่อยพบ
พานถ้ำภูเขาแห่งหนึ่ง มันแบกสตรีซิวเจ่อเข้าไปในถ้ำ นี่เป็นถ้ำทั่วไป ภายในมีแต่ค้างคาว
อาศัยอยู่
เมื่อพวกมันเหินเข้าไปในถ้ำ ฝูงค้างคาวก็ตื่นตระหนกทันที ไหลบ่าออกจากถ้ำเหมือน
เมฆดำผืนใหญ่
จั่วม่อสะบัดมือวูบ กวาดทำความสะอาดสถานที่จนหมดจด จากนั้นกางแผ่นฟูกสมาธิ
กลั่นเกลาดำไว้ด้านล่าง แล้ววางร่างสตรีซิวเจ่อลงอย่างระมัดระวัง
กระบวนท่านี้ได้ผลอย่างเห็นได้ชัด เส้นใยพลังปราณแทรกซึมเข้าไปในร่างของสตรีซิว
เจ่อ แล้วเปลี่ยนเป็นแสงสีม่วง ผ่านไปครู่ใหญ่ แสงสีม่วงในร่างนางเพิ่มความสว่างขึ้น
เล็กน้อย จั่วม่อเห็นเช่นนี้ ก็ทราบว่ากระบวนการนี้คงไม่เสร็จสิ้นลงในไม่กี่ชั่วยามเป็นแน่
ขบคิดแวบหนึ่ง จั่วม่อตัดสินใจก่อตั้งค่ายกลปฐมเสริมพลังขนาดกลางไว้รอบกายสตรีซิว
เจ่อ ค่ายกลชุดนี้สามารถให้พลังปราณแก่สตรีซิวเจ่ออย่างต่อเนื่อง จั่วม่อพบว่าแสงสีม่วง
ของสตรีซิวเจ่อคล้ายคลึงกับแผนผังปิศาจในร่างมัน ไม่เกรงกลัวสิ่งสกปรกที่ปนเปือนใน
พลังปราณ
เรื่องนี้ทำให้มันกล้ากระทำเช่นนี้
หลังจากเฝั้าดูอยู่ชั่วครู่ แน่ใจว่าสถานการณ์ของสตรีซิวเจ่อไม่มีปัญหา จั่วม่อตกลงใจ
ล่วงหน้าไปก่อน มันจำต้องตามหานกโง่ ยิ่งปล่อยเวลาล่วงผ่านไปนานเท่าใด โอกาสที่จะ
ตามหานกโง่พบก็ยิ่งลดน้อยลงไปเท่านั้น
มันทิ้งม้วนหยกไว้ให้แก่สตรีซิวเจ่อม้วนหนึ่ง บอกทิศทางที่มันมุ่งหน้าไป และเพื่อปั้องกัน
ไม่ให้นางเป็นอันตราย จั่วม่อก่อตั้งค่ายกลขบวนใหญ่ไว้ที่ปากถ้ำ เป็นชุดค่ายกลลวงตา
กับค่ายกลสังหารเชื่อมต่อกันเป็นห่วงโซ่ ไม่เพียงแต่ค้นพบได้ยากเท่านั้น แต่หากผู้ใด
แตะถูกขบวนค่ายกลนี้ จะทำให้กระบวนท่าสังหารแบบต่างๆ ทำงาน
เพื่อสร้างค่ายกลขบวนนี้ จั่วม่อลงทุนไปไม่น้อย ค่ายกลสังการที่ก่อตั้งไว้มีพลานุภาพร้าย
กาจ ภายใต้กระบวนท่าที่เชื่อมโยงเป็นห่วงโซ่ นอกเหนือจากซิวเจ่อที่อยู่ในจุดสูงสุดของ
ด่านหนิงม่ายขั้นสาม หนิงม่ายทั่วไปไม่อาจหลุดรอดพ้น กระทั่งซิวเจ่อด่านหนิงม่ายขั้น
สาม หากไม่มีสมบัติล้ำค่าหรือวิชาลับปั้องกันตัวเอง ยังจะได้รับบาดเจ็บสาหัสอย่าง
แน่นอน
แม้ว่าจะเจ็บปวดใจยิ่ง แต่จั่วม่อยังคงหักใจใช้วัตถุดิบมีค่าเป็นจำนวนมาก
หลังจากก่อตั้งค่ายกลขบวนใหญ่แล้วเสร็จ ตรวจสอบซ้ำๆ หลายรอบ ยังไม่วายมองปาก
ถ้ำอย่างกังวล ก่อนจะตัดใจทะยานร่างขึ้น มุ่งหน้าไปยังทิศทางที่ศิษย์พรรคฟั้ากระจ่างผู้
โดนลอกคราบชี้บอก
หลังจากเหินบินไปนานกว่าครึ่งวัน ก็พบพานซิวเจ่อกลุ่มใหญ่อย่างกะทันหัน
“เจ้าผู้นั้น!” ซิวเจ่อที่ด้านหน้าสุดชี้มายังจั่วม่อ กล่าวอย่างไม่เกรงอกเกรงใจใดๆ “เข้ามา
นี่!”
จั่วม่อเห็นเสื้อผ้าอาภรณ์ของคนผู้นี้คล้ายคลึงกับศิษย์พรรคฟั้ากระจ่างที่มันพบเจอก่อน
หน้านี้ ต้องหัวใจโลดขึ้น เคลื่อนกายตรงเข้าหา แสร้างกล่าวอึกอักอย่างขลาดกลัว “มี มี
มีธุระอันใดหรือ? ข้า ข้ายังมีเรื่องราวต้องไปทำ!”
“เข้ามานี่ แล้วติดตามมา” ศิษย์พรรคฟั้ากระจ่างผู้นั้นชี้ไปยังกลุ่มคนด้านหลังมา กล่าว
อย่างมุทะลุดุดัน “เป็นไร? ให้ความช่วยเหลือแก่พรรคฟั้ากระจ่างเรา เจ้าไม่ยินดี?”
ศิษย์พรรคฟั้ากระจ่างอื่นๆ ที่ด้านหลังคนผู้นั้นจ้องมองจั่วม่อด้วยสายตาไม่พอใจ
จั่วม่อลอบปิติยินดี ปันสีหน้าหวาดกลัวจนหัวหด บินเข้าร่วมกลุ่มอย่างไร้ปากเสียง