สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 271 โอกาส
ในบรรดาผู้คนทั้งหมดในกลุ่ม จั่วม่อไม่อาจนับเป็นอะไรได้ ซิวเจ่อด่านหนิงม่าย
ขั้นแรกผู้หนึ่ง ในอาณาจักรขุนเขาน้อยแทบไม่อาจอยู่รอดได้ ทุกคนพากันหุบปาก
เงียบกริบ มีเพียงเหล่าศิษย์พรรคฟั้ากระจ่างสนทนาปนหัวร่ออย่างรื่นรมย์
“ทุกวันนี้ ผู้ใดจะฝึกปรือเวทวิชาห้าธาตุ! ฟังว่าลู่ฮุยยังไม่ส่งข่าวคราวกลับมา ไม่ทราบ
มันวิ่งไปที่ใดแล้ว คิดเสาะหาผู้คนที่ฝึกปรือวิชาห้าธาตุในระยะเวลาอันสั้น จะเป็นไป
ได้อย่างไร?”
“ลู่ฮุยสมองไม่ค่อยดีอยู่บ้าง วิธีการของพี่ฉีจึงยอดเยี่ยมที่สุด ไยต้องไล่สอบถามพวก
มันทีละคน แค่หาคนมาให้มากขึ้น กวาดต้อนพวกมันมาให้หมด ย่อมมีคนที่รู้วิชาห้า
ธาตุอยู่บ้าง!”
“ฮ่าฮ่า…”
จั่วม่อได้ยินคนเหล่านี้สนทนาราวกับรอบข้างไม่มีผู้อื่น ทันใดนั้น เสียงกระซิบต่ำๆ ดัง
ขึ้นข้างหูมัน “พี่น้อง เจ้าเรียกว่าอะไร?”
“ข้า?” จั่วม่อชี้ตัวเอง ใบหน้าสับสนงุนงง
“ฮ่าฮ่า ข้าเห็นน้องชายท่วงท่าสภาวะไม่ธรรมดา จึงอยากทำความรู้จักเอาไว้ ล่วงเกิน
แล้ว ล่วงเกินแล้ว!” ผู้กล่าววาจาเป็นบุรุษกลางคนใบหน้าฉลาดเฉลียว ข้างกายมันมี
ผู้คนอีกเจ็ดแปดคน ดูท่าพวกมันสมควรเป็นกลุ่มเดียวกัน
จั่วม่อบอกนามแฝงสุ่มส่งนามหนึ่ง “ข้าเรียกว่าหวังหง เจ้าเรียกว่าอะไร?”
“ข้าหลิ่วกุ้ย” บุรุษกลางคนตอบพลางประสานมือคารวะ แล้วซักไซ้ว่า “พี่หวังมาจาก
แห่งหนใด?”
จั่วม่อกล่าวลวกๆ “ข้าพเนจรไปทั่ว” จากนั้นบุ้ยปาก “คนเหล่านั้นเป็นพี่น้องของ
เจ้า?”
“พี่หวังตาแหลมนัก!” หลิ่วกุ้ยกล่าวอย่างยิ้มแย้ม หลังจากตอบโต้กันไม่กี่คำ มัน
ตระหนักว่าจะไม่ได้เรื่องราวใดจากจั่วม่อ จึงไม่คิดสนทนาสืบต่อ สีหน้าของเหล่าคน
ข้างกายมันเคร่งเครียดจริงจัง เห็นได้ว่าไม่ได้อยู่ในอารมณ์จะพูดคุย
ไม่เพียงแค่พวกมันเท่านั้น ทุกผู้คนที่ถูกกวาดต้อนมาล้วนมีสีหน้าวิตกกังวล
จั่วม่อถามเสียงต่ำเบาอย่างกะทันหัน “ไฉนทุกคนเชื่อฟังพวกมัน?” มันไม่เข้าใจจริงๆ
อีกฝั่ายมีศิษย์พรรคฟั้ากระจ่างเพียงสามคนเท่านั้น แต่คนทั้งสามสามารถกวาดต้อยฝูง
ซิวเจ่อมาได้เกือบยี่สิบคน
หลิ่วกุ้ยในใจลอบแตกตื่น ทีแรกมันเห็นคนผู้นี้ซ่อนตัวอยู่ในกลุ่มด้วยสีหน้าหวาดกลัว
แต่ตอนนี้กลับถามไถ่เช่นนี้ ดูไม่คล้ายคนขี้ขลาดแต่อย่างใด มันลอบระมัดระวัง ตอบ
เสียงราบเรียบว่า “เรายังจะทำอะไรได้? พวกมันมาจากพรรคฟั้ากระจ่าง”
จั่วม่อแย้มยิ้ม ไม่เอ่ยคำใดอีก
สักครู่ให้หลัง หลิ่วกุ้ยยิ่งขบคิด ก็ยิ่งรู้สึกว่าวาจาของคนผู้นี้ซ่อนความนัยอย่างลึกล้ำ
เห็นอีกฝั่ายยังไม่คิดเอ่ยปาก มันอดรนทนไม่ได้ ลดเสียงกล่าวถามแผ่วเบา “พี่หวังมี
หนทางใด?”
จั่วม่อเหลือบมองแวบหนึ่ง กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “ข้าจะไปมีหนทางใดได้?”
หลิ่วกุ้ยยิ่งรู้สึกว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้ลึกล้ำสุดหยั่งคาด ก่อนหน้านี้ยังดูอ่อนแอขลาดเขลา แต่
เวลานี้กลับสงบเยือกเย็นจนแทบเป็นอำมหิต ไม่มีทีท่าวิตกกังวลแม้แต่น้อย หลิ่วกุ้ย
พบพานผู้คนมาไม่น้อย มันเชื่อในสายตาของตน ท่วงท่าสภาวะของบุรุษหนุ่มตรงหน้า
นี้ไม่ใช่บุคคลสามัญแน่
นี่เป็นซิวเจ่อยอดฝีมือหรือไม่?
มันนึกทบทวนซิวเจ่อที่มีชื่อเสียงกระเดื่องดังทั้งหมดที่มันรู้จัก แต่ไม่พบผู้ใดที่มี
ลักษณะเช่นนี้
เนื่องเพราะคนผู้นี้อายุเยาว์เกินไป!
“พี่หวังดูอ่อนเยาว์ยิ่งนัก” หลิ่วกุ้ยอดไม่ได้ ต้องทดลองสอบซักอีกครั้ง “เจ้าคล้ายอายุ
ยังไม่เกินยี่สิบด้วยซ้ำ อ่อนเยาว์ยิ่ง แต่ก็บรรลุด่านหนิงม่าย พรสวรรค์เลิศล้ำอย่าง
แท้จริง”
จั่วม่อเพียงแต่แย้มยิ้ม ไม่เอ่ยวาจาแม้สักครึ่งคำ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คาดไม่ถึงก็คือวาจาประดานี้ของหลิ่วกุ้ย กลับสะกิดความสนใจของ
เหล่าสหายข้างกายมัน ควรทราบว่าผู้ที่สามารถบุกฝั่าด่านหนิงม่ายตั้งแต่อายุยี่สิบปี
ส่วนมากล้วนเป็นศิษย์สำนักใหญ่
เหล่าบุรุษส่วนใหญ่แล้วไม่ค่อยสนใจเรื่องรูปโฉมมากนัก โอสถปราณเฉิดโฉมนิรันดร์
ไม่ใช่สินค้าราคาถูก บุรุษแทบทั้งหมดไม่ยินดีจ่ายจิงสือ ดังนั้นการตัดสินอายุของสตรี
ซิวเจ่ออาจเป็นเรื่องยาก แต่สำหรับบุรุษมักจะยังคงเห็นเบาะแสไม่น้อย ใบหน้าของ
จั่วม่อเห็นได้อย่างง่ายดายว่าอ่อนเยาว์เป็นอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม สีหน้าท่าทีที่เปิดเผยบนใบหน้าโดยไม่ตั้งใจ แสดงมุมมองความคิดที่เกิน
อายุของมันมาก
“ผู้น้องเรียกว่าเจิ้งจง เป็นศิษย์พี่ของพวกมัน” ผู้นำกลุ่มของหลิ่วกุ้ยแนะนำตัวทันที
วาจาของมันทำให้ศิษย์อื่นแตกตื่นในทันที พวกมันล้วนเงยหน้า มองศิษย์พี่อย่าง
แปลกใจ กระทั่งหลิ่วกุ้ยยังมีสีหน้าตื่นตะลึง ในความทรงจำของพวกมัน ศิษย์พี่มักไม่
ค่อยกล่าววาจาสักเท่าใด เวลานี้ถึงกับเอ่ยปากแนะนำตัวก่อน ทำเอาพวกมันอดมอง
จั่วม่ออย่างแปลกใจอีกรอบไม่ได้
“พี่เจิ้งสบาย” จั่วม่อประสานมือคารวะ ไม่กล้าดูเบาอีกฝั่ายแม้แต่น้อย จิตสำนึกของ
มันเฉียบคมผิดธรรมดา เจิ้งจงผู้นี้แม้ปิดซ่อนพลังบำเพ็ญเพียร แต่คนผู้นี้ที่แท้เป็นหนิง
ม่ายขั้นสามผู้หนึ่ง!
ในอาณาจักรขุนเขาน้อย หนิงม่ายขั้นสามเป็นยอดฝีมือชั้นสูงสุด! ยอดฝีมือเช่นนี้อาจ
ไม่กล้าต่อต้านพรรคฟั้ากระจ่าง แต่ย่อมไม่ใช่คนที่ศิษย์พรรคฟั้ากระจ่างไม่กี่คนจะ
สามารถชี้นิ้วบงการได้
นอกเสียจากว่าพวกมันมีเปั้าหมายอื่น!
จั่วม่อลอบระวังตัว มันไม่ต้องการให้ปัจจัยที่ไม่อาจควบคุมส่งผลต่อแผนการของมัน
กับสมบัติของโลกในเขตแดนลับ มันไม่ได้สนใจมากนัก แต่ความปลอดภัยของนกโง่
เป็นเรื่องที่มันห่วงใยกังวลที่สุด
เจ้าตัวปัญญาอ่อนนั้นสติปัญญาน้อยนิดจนน่าเวทนา ขนาดว่าเป็นนก นางยังเย่อหยิ่ง
จองหองและเกกมะเหรกเกเร ออกมาภายนอกหากนางไม่ก่อเรื่อง ก็น่าอัศจรรย์ใจ
มากแล้ว
“น้องชายท่านนี้มีฝีมือไม่ธรรมดาจริงๆ ผู้น้องนับถือเลื่อมใสนัก!” เจิ้งจงกล่าวอย่าง
เคร่งขึรม
คนอื่นๆ ตะลึงลานอย่างฉับพลัน พวกมันหันมามองจั่วม่อราวกับมองตัวประหลาด
จั่วม่อรู้สึกอึดอัดใจอยู่บ้างที่กลายเป็นเปั้าความสนใจของทุกผู้คน “ฮ่าฮ่า พี่เจิ้งกล่าว
อันใด ผู้น้องเป็นเพียงเณรน้อยด่านหนิงม่ายขั้นแรกเท่านั้น ต้องรบกวนให้พวกท่าน
ช่วยดูแลข้าต่างหาก!”
เจิ้งจงไม่กล่าวทัดทาน เพียงแย้มยิ้ม แล้วหลุบตาลงตามเดิม
เห็นรอยยิ้มแฝงความนัยของเจิ้งจง จั่วม่อหนังศีรษะชาซ่าน มันตัดสินใจอยู่ห่างจาก
คนกลุ่มนี้ มิให้เกิดปัญหาแทรกซ้อน ถึงตอนนี้มันแน่ใจแล้วว่าคนเหล่านี้มุ่งเปั้าไปที่
เขตแดนลับ เขตแดนลับอันใด มันไม่มีปัญญาไปสนใจ หวังเพียงว่าพวกมันจะไม่
ทำลายแผนการของตน
“ศิษย์พี่ ข้าไม่เห็นว่าคนผู้นี้มีอันใดโดดเด่น!” ศิษย์น้องผู้หนึ่งกล่าวถามผ่านภาษาลับ
พวกมันสามารถสื่อสารผ่านภาษาลับที่รู้กันเฉพาะกลุ่ม ผู้อื่นไม่อาจตรวจพบได้
หลิ่วกุ้ยเหลือบมองแวบหนึ่ง กล่าวตอบด้วยวิธีการสื่อสารลับเช่นกัน “ข้ารู้สึกว่าคนผู้นี้
มีที่มาไม่เรียบง่ายสามัญ เจ้าดู มันไม่มีทีท่าตึงเครียดกังวลแม้แต่น้อย”
เจิ้งจงพลันกล่าวว่า “เจตนาสังหารติดอยู่บนร่างของมัน ยังไม่จางหาย มันเพิ่งฆ่าคน
อย่างน้อยสี่หรือห้าคน”
ประโยคเหล่านี้กล่าวออกมาอย่างไม่มีปีมีขลุ่ย คนอื่นๆ สะท้านขึ้นทั้งร่าง
“ไม่… … ไม่มีทาง!” ศิษย์น้องผู้หนึ่งตะกุกตะกักออกมา “ไม่ใช่ว่ามันมีพลังบำเพ็ญ
เพียรด่านหนิงม่ายขั้นแรกเท่านั้น? มันจะฆ่าคนสี่ห้าคนได้อย่างไร?”
คนอื่นๆ ล้วนเผยสีหน้าไม่อยากจะเชื่ออย่างพร้อมเพรียง
ในอาณาจักรขุนเขาน้อยแห่งนี้ ยากจะจินตนาการว่าซิวเจ่อด่านหนิงม่ายขั้นแรกผู้หนึ่ง
สามารถฆ่าคนสี่ห้าคนในรวดเดียว ด่านหนิงม่ายขั้นแรกเป็นพลังอำนาจระดับต่ำที่สุด
ในอาณาจักรขุนเขาน้อยปัจจุบัน กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ทุกคนที่มันฆ่าล้วนไม่ได้
อ่อนแอกว่ามัน อาศัยตัวเองเพียงลำพังเข่นฆ่าผู้คนสี่ห้าคนที่ไม่ได้อ่อนด้อยกว่าตน นี่
เป็นเรื่องที่กระทำได้ยากมาก
“บางทีมันอาจจะมียุทธภัณฑ์เวทที่ร้ายกาจกระมัง?” ศิษย์น้องผู้หนึ่งกล่าวผ่านภาษา
ลับ
“อย่าตอแยมัน” เจิ้งจงกล่าวย้ำด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ความแข็งแกร่งของคนผู้นี้ไม่
เรียบง่ายปานนั้น ทุกคนระมัดระวังให้มาก”
จั่วม่อสังเกตเห็นคนเหล่านี้เหลือบมองมันเป็นครั้งคราว ต้องลอบคร่ำครวญอย่างหวน
โหย ไม่ใช่ว่ามันกลายเป็นเปั้าหมายของคนเหล่านี้เล่า? นี่ไม่ใช่เรื่องดี!
กลุ่มคนทั้งหมดมีอยู่ประมาณยี่สิบกว่าคน จั่วม่อสงสัยว่าศิษย์พรรคฟั้ากระจ่างเหล่านี้
ได้หยุดยั้งซิวเจ่อทุกคนที่พวกมันพบ บางครั้งมันยังได้ยินคนเหล่านี้สนทนากัน แต่ศิษย์
พรรคฟั้ากระจ่างไม่ได้คบคุมพวกมัน
หลังจากเดินทางต่ออีกหนึ่งชั่วยาม พวกมันพบพานศิษย์พรรคฟั้ากระจ่างอีกสองคน
ในหนึ่งสองรีบกล่าว “พวกเจ้าชักช้ายิ่ง! ศิษย์พี่หวงรอพวกเจ้าอยู่ ไหนจะลู่ฮุยอีก เรา
ไม่รู้ว่ามันวิ่งพล่านไปที่ใด ไม่สนใจหน้าที่ของตน ฮึ่ม ครั้งนี้มันจะไม่ได้รับส่วนแบ่ง!”
ศิษย์พรรคฟั้ากระจ่างที่กวาดต้อนกลุ่มคนมาตอบโต้ว่า “เช่นนั้นก็ประเสริฐ บางทีเรา
อาจจะได้รับสินค้าเพิ่มอีกสักสองสามชิ้น!”
คนอื่นๆ หัวร่อโดยพร้อมเพรียง
“พวกเจ้าดูเหมือนเก็บเกี่ยวได้ไม่เลว รีบด่วน ศิษย์พี่หวงรอจนขุ่นข้องรำคาญแล้ว”
จั่วม่อในใจลอบบังเกิดความคิดฆ่าฟัน ศิษย์พรรคฟั้ากระจ่างเหล่านี้ช่างแห่แหนกัน
อย่างเอิกเกริกนัก ดูเหมือนพวกมันยึดถืออาณาจักรขุนเขาน้อยเป็นสวนหลังบ้านของ
พวกมันอย่างแท้จริง
กลุ่มคนบินเข้าไปในหุบเขาน้อยแห่งหนึ่ง หุบเขาแหง่นี้ถูกศิษย์พรรคฟั้ากระจ่างเฝั้า
ระวังอย่าแน่นหนา แต่ละคนถือกระบี่บินยุทธภัณฑ์เวทพรักพร้อม ราวกับกำลัง
เผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ มีซิวเจ่อยี่สิบสามสิบคนรวมตัวกันอยู่ที่นี่
หวงจั๋วกวงยืนอยู่บนยอดเขาอย่างทระนง ทอดสายตามองกลุ่มซิวเจ่อ กล่าวถามด้วย
เสียงลึกล้ำ “พบคนที่รู้วิชาห้าธาตุครบทุกธาตุแล้วหรือไม่?”
หวงจั๋วกวงผู้นี้ดวงตาเรียวยาว คิ้วเข้มพาดตรง จมูกโด่ง คางเรียวแหลมอยู่บ้าง สวม
เกราะปราณสีเหลืองสดใส ผ้าคลุมไหล่สีแดงเข้ม รัดผมด้วยห่วงทองแดง สองมือสวม
ถุงมือสีน้ำเงินเข้มคู่หนึ่ง สวมรองเท้าหัวพยัคฆ์เนตรทมิฬ กอรปด้วยสภาวะโอ่อ่าอาจ
หาญดุจยอดยุทธ์ มันเป็นศิษย์ที่เด่นล้ำที่สุดในบรรดาศิษย์พรรคฟั้ากระจ่างรุ่นที่สอง
ทั้งยังอยู่ในสาขาที่ทรงอำนาจที่สุด สาขากระบี่ และโดยตัวมันเอง หวงจั๋วกวงเป็นศิษย์
ที่บรรพชนฟั้ากระจ่างรักใคร่เอ็นดูที่สุด ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันเป็นผู้นำของศิษย์พรรค
ฟั้ากระจ่างทั้งหมด
“เรายังขาดคนที่มีฝีมือทางเวทวิชาธาตุน้ำ” ศิษย์น้องหญิงนางหนึ่งกล่าวอย่างนุ่มนวล
นางสวมเสื้อคลุมขนห่านสีเหลือง ดวงตาเต็มไปด้วยประกายเย้ายวน นางกล่าวอย่าง
สงสัยใจ “ศิษย์พี่ เราไฉนไม่เรียกให้หอสำนักนอกส่งผู้คนมาช่วย? ไม่ใช่สะดวกดาย
กว่าหรือ?”
“หอสำนักนอก เฮอะ!” หวงจั๋วกวงแค่นเสียงอย่างเย็นชา “เหล่าสัดใส่ข้าว พวกมัน
กระทั่งเมืองหนานเสิ้งยังไม่มีปัญญาปั้องกัน ยังคาดหวังว่าพวกมันจะช่วยเราได้หรือ?”
“อ๊า!” ศิษย์น้องหญิงผวาเฮือก “หอสำนักนอกเกิดเรื่องอันใด? ผู้ใดกล้าเป็นศัตรูกับ
พรรคฟั้ากระจ่างเรา?”
“ฮึ่ม! สนใจไยกันว่าเป็นผู้ใด!” หวงจั๋วกวงหรี่ตา สุ้มเสียงเย็นเยียบ เต็มไปด้วยเจตนา
สังหาร “เพียงแค่เชือดพวกมันทิ้งก็พอ! รอจนเสร็จสิ้นเรื่องทางนี้ เราจะกลับไปจัดการ
ซือฟูั่มอบหอสำนักนอกให้แก่เฮ่อเสียง มิคาดเจ้าผู้นี้น่าผิดหวังยิ่ง! ในเมื่อซือฟูั่ยังปิด
ด่านฝึกตน เช่นนั้นข้าผู้เป็นศิษย์ เป็นธรรมดาที่จะช่วยแบ่งเบาภาระของซือฟูั่”
ศิษย์น้องหญิงเหม่อมองศิษย์พี่ด้วยดวงตาลุ่มหลงงมงาย รู้สึกว่ามันสง่างามเหนือผู้ใด
“พวกเจ้า ผู้ใดล่วงรู้เวทวิชาธาตุน้ำ?” คนผู้หนึ่งตวาดถามมายังกลุ่มของจั่วม่อ
ไม่มีผู้ใดตอบคำ
รอยยิ้มหยันเย็นชาจุดขึ้นที่มุมปากศิษย์พรรคฟั้ากระจ่างผู้นั้น มันกล่าวสืบต่อ “ผู้ที่รู้
เวทวิชาธาตุน้ำจงลุกขึ้นและช่วยเหลือเรา เราจะมอบกระบี่บินระดับสี่ให้เป็นสิ่งตอบ
แทน!”
มันชูกระบี่บินในมือขึ้นสูง
กระบี่บินเล่มนี้รูปร่างพิเศษเฉพาะยิ่ง คลับคล้ายเขี้ยวของสัตว์ประหลาด ตัวกระบี่มิ
ทราบทำจากวัตถุใด สีขาวล้วนไม่มีสีอื่นเจือปน อยู่ห่างออกมาสองสามจั้ง ยังรู้สึกได้
ถึงระลอกเจตนาสังหารแผ่ซ่านออกมาอย่างชัดเจน
อาวุธอันดุร้ายกระไรปานนี้!
จั่วม่อตื่นตะลึง กระบี่บินเล่มนี้วิเศษยิ่ง เพียงเจตนาสังหารอันคมกล้าและบริสุทธิ์ก็
เพียงพอจะทำให้เซียนกระบี่นับไม่ถ้วนเกิดบ้าคลั่งขึ้นมา
จริงดังคาด ฝูงชนที่เดิมทีสงบนิ่ง แตกระเบิดทันที
“ข้าทราบ!”
“ข้า ข้า ข้า!
ในชั่วพริบตา เจ็ดแปดมือชูขึ้นอย่างพร้อมเพรียง
จั่วม่อก็ชูมือขึ้นด้วย มันต้องการชมดูว่ากลุ่มนี้ที่แท้คิดทำอะไรกันแน่ มันสังเกตเห็นว่า
เจิ้งจงก็ยกมือขึ้นเช่นกัน จั่วม่อลอบกวาดตามองไปรอบๆ พยายามจับคู่ข่าวสารที่
ได้รับจากปากของลู่ฮุย กับบรรดาศิษย์พรรคฟั้ากระจ่างที่อยู่เบื้องหน้า
เปั้าหมายหลักของมันย่อมเป็นคนแซ่เหลย ที่กล่าวว่าเคยพบพานเงาสีเทา
สายตาของจั่วม่อเลื่อนขึ้นไปบนยอดเขาอย่างรวดเร็ว เพ่งมองเงาร่างอันเจิดจ้าบาดตา
ที่ยืนหยัดอย่างถือดีนั่น
วีรบุรุษฟั้ากระจ่าง … หวงจั๋วกวง!
สรุปพลังบำเพ็ญเพียรของจั่วม่อในปัจจุบัน
พลังซิวเจ่อ – ด่านหนิงม่ายขั้นแรก
พลังอสูร – ผูเยาเคยกล่าวไว้นานแล้วว่าอยู่ในด่านฮั่วอู่ หรือเท่ากับจู้จี้ แต่หลังจาก
สร้างเมือง เคยมีกล่าวถึงว่าก้าวหน้าครั้งใหญ่ แต่ยังไม่ได้สรุปว่าขึ้นถึงขั้นไหน คาดว่า
อาจทะลวงขึ้นมาด่านจ่งหุน หรือเทียบเท่าหนิงม่ายแล้ว
พลังปิศาจ – มีสังขารปิศาจด่านเจี้ยว หรือเทียบเท่าหนิงม่าย สังขารปิศาจสุกงอมครั้ง
ที่สอง น่าจะเทียบเท่าหนิงม่ายขั้นสอง