สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 273 ปลายประบี่มฤตยู
หวงจั๋วกวงยืนอยู่กลางอากาศอย่างโอ่อ่าอาจหาญ
ดวงตาเยือกเย็นของเจิ้งจงเผยแววหวาดหวั่นพรั่นพรึง มันถูกหลอก! ความเย่อหยิ่ง
จองหองบนใบหน้าของหวงจั๋วกวงหายไปโดยไม่เหลือร่องรอยตั้งนานแล้ว ดวงตาทอ
ประกายขบขันระคนดูแคลน
ที่แท้ความดุดันรุนแรงและเย่อหยิ่งอหังการ เป็นเพียงคราบปลอมแปลงที่หวงจั๋วกว
งเสกสรรปันแต่งขึ้นมา!
เจิ้งจงตระหนักในทันทีว่ามันถูกหลอก ตั้งแต่เริ่มแรกมันหลงคิดไปว่าหวงจั๋วกวงเดินไป
ตามแนวทางดุดันรุนแรงและเย่อหยิ่งอหังการ แต่ในยามนี้ มันพบว่าตนเองผิดอย่าง
สิ้นเชิง
กระบี่แห่งท้องฟั้านั้นไร้ขอบเขต เวิ้งว้างว่างเปล่า กว้างใหญ่ไพศาล มองไม่เห็นและไม่
มีตัวตน!
เจตจำนงกระบี่ของหวงจั๋วกวงพิสดารล้ำ เจิ้งจงไม่เคยพบเห็นจากที่ใดมาก่อน และสิ่ง
ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด คือท้องฟั้าทั้งผืนดูเหมือนคอยเฝั้าเกื้อหนุนหวงจั๋วกวงดุจเป็น
หนึ่งเดียวกัน เผชิญกับดวงตาที่เย็นชาและลึกล้ำเท่าท้องฟั้าสีครามของหวงจั๋วกวง จิต
ต่อสู้ของเจิ้งจงอ่อนด้อยลงโดยไม่รู้ตัว
เจิ้งจงเชี่ยวชาญเชิงยุทธ์ พลังบำเพ็ญเพียรของมันยังสูงส่งกว่าหวงจั๋วกวงช่วงหนึ่ง มัน
พบเห็นว่าผิดท่าในทันที
แต่จะให้หลบหนีไปเช่นนี้ มันก็ไม่ยินยอมพร้อมใจ
เจิ้งจงสามารถมองเห็นสถานการณ์ด้านล่าง มันทราบว่าหากสามารถยันเอาไว้ได้ระยะ
หนึ่ง รอจนศิษย์น้องของมันเก็บกวาดด้านล่างเรียบร้อยแล้ว สามารถมาช่วยเหลือมัน
ได้ ไม่ว่าเจตจำนงกระบี่ของหวงจั๋วกวงจะพิสดารล้ำสักปานใด หรือกระบวนท่ากระบี่
จะมีการเปลี่ยนแปลงอีกเท่าใด แต่หากมันกับเหล่าศิษย์น้องลงมือร่วมกัน พวกมัน
ย่อมสามารถสังหารอีกฝั่ายได้อย่างแน่นอน
ถึงจุดนี้ เจิ้งจงเท่ากับพ่ายแพ้ไปแล้ว แต่เปั้าหมายของมันก็ชัดแจ้งยิ่ง มันไม่คิด
พยายามเอาชนะหวงจั๋วกวง แต่คิดแย่งชิงเขตแดนลับ ดังนั้นมันตกลงใจลากถ่วงการ
ต่อสู้ออกไป
“ศิษย์น้องของเจ้าจะถูกฆ่าตายทั้งหมด” เจิ้งจงกล่าวอย่างกะทันหัน
หวงจั๋วกวงแย้มยิ้มอย่างไม่แยแส ตอบโต้ว่า “เศษสวะเหล่านั้น ตายก็ตายไปเถอะ ผู้ใด
สนใจด้วย?”
บนใบหน้าของมันไม่หลงเหลือร่องรอยเย่อหยิ่งหรือมุทะลุอีก ในดวงตามีแต่ความสงบ
นิ่งและเย็นชา
เจิ้งจงหัวใจเย็นเฉียบ ตระหนักในทันทีว่านี่เป็นบุคคลอันอำมหิตไร้น้ำใจผู้หนึ่ง แต่
ยังคงฝืนกล่าวแดกดันว่า “เจ้าไฉนไม่รีบหลบหนี?”
“หนี?” หวงจั๋วกวงคล้ายได้ยินเรื่องชวนหัวอันน่าขบขันที่สุดในโลก “ไฉนข้าควรจะ
หลบหนี? ข้าทราบว่าเจ้ากำลังถ่วงเวลา รอให้ศิษย์น้องของเจ้ามาช่วยเหลือ”
สุ้มเสียงของหวงจั๋วกวงไม่มีวี่แววเดือดเนื้อร้อนใจ มุมปากยกยิ้ม ดวงตาค่อยๆ หรี่แคบ
ลง “น่าเสียดายที่เจ้ากลับไม่ทราบ ว่าความแตกต่างในพลังฝีมือระหว่างเจ้ากับข้า
ไม่ใช่สิ่งที่เพียงอาศัยจำนวนคนก็สามารถถมจนเต็มได้”
เจิ้งจงตื่นตระหนกอยู่บ้าง น้ำเสียงเชื่อมั่นอย่างเปียมล้นของหวงจั๋วกวงไม่ใช่เสแสร้ง
แกล้งดัด แต่มันยังคงงุนงงสงสัย มันแม้เป็นฝั่ายเสียเปรียบ แต่ความแตกต่างในพลัง
ฝีมือของพวกมันไม่ได้มากมายเท่าที่หวงจั๋วกวงกล่าวมาเสียหน่อย
เว้นเสียแต่ว่า…หวงจั๋วกวงยังซ่อนพลังที่แท้จริงของมันเอาไว้! เจิ้งจงเย็นวาบไปถึงขั้ว
หัวใจ
จั่วม่อรวดเร็วยิ่ง ราวกับสายฟั้าสายหนึ่ง มันบรรลุถึงทางเข้าเขตแดนลับในไม่ช้า
ทางเข้านั้นอยู่ภายในถ้ำแห่งหนึ่ง นอกปากถ้ำกลายเป็นสนามรบอันสับสนวุ่นวายแต่
แรก ปราณกระบี่เหินพุ่งไปทั่ว ทุกหนแห่งเต็มไปด้วยยุทธภัณฑ์เวทหลากสีวาบผ่าน
พลังปราณในหุบเขาน้อยปันปั่วนทั่วบริเวณ
เมื่อหลิ่วกุ้ยกับพวกพบเห็นจั่วม่อ พวกมันสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย
ศิษย์พี่เคยเตือนว่าอย่าตอแยคนผู้นี้ พวกมันยังเห็นสายฟั้าแกร่งภูตหยางของจั่วม่อ
ด้วยตาตัวเอง ลอบระแวงระวังแต่แรก พอเห็นจั่วม่อมุ่งตรงมายังเขตแดนลับ พลัน
เห็นผิดท่าในทันที
พวกมันทั้งเจ็ดซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางผู้คนที่กำลังรบพุ่งวุ่นวาย แต่ละคนระมัดระวังเป็น
อย่างยิ่ง เก็บเกี่ยวผลกำไรได้ไม่น้อย อย่างไรก็ตาม เป็นที่ชัดเจนว่าผลประโยชน์เพียง
เล็กน้อยเหล่านี้ ไหนเลยจะเทียบได้กับเขตแดนลับที่ยังไม่ได้สำรวจ
จั่วม่อก็สังเกตเห็นหลิ่วกุ้ยกับพวกที่ปากทางเข้าเขตแดนลับ เห็นความระแวงระวังบน
ใบหน้าพวกมัน ก็ทราบว่าหากเสนอแผนการออกไป คาดว่าอีกฝั่ายคงไม่มีทางเชื่อ
เช่นนั้นจำต้องทำอะไรสักอย่างเสียก่อน ลอบตกลงใจแน่วแน่ จั่วม่อไม่ลังเลอีกต่อไป
เรียกกระบี่วารีสันติสุขออกมา
สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพลันกระทืบเท้าอย่างรุนแรง ร่างดีดพุ่งขึ้น! ประหนึ่งลูกธนู
หลุดจากแล่ง ร่างจั่วม่อทะยานลิ่วขึ้นไปเจ็ดสิบแปดสิบจั้ง เมื่อถึงจุดสูงสุด ก็หมุนตัวตี
ลังกาครึ่งรอบ เปลี่ยนเป็นศีรษะอยู่ล่าง เท้าอยู่บน สองขางอเข้าราวกับขดลวดที่ถูก
กดลงจนสุดล้า ทันใดนั้น ดีดกระแทกใส่อากาศว่างเปล่าสุดแรง
ปัง!
ราวกับกลางอากาศมีกำแพงล่องหนอยู่ด้านบน สองเท้าของมันกระแทกใส่อย่าง
รุนแรง ระเบิดวาบ พุ่งดิ่งลงมา!
พลังปราณทั้งร่างถูกเร่งเร้าในพริบตา!
ร่างเหยียดตรงแน่ว จากปลายกระบี่จรดปลายเท้ากลายเป็นเส้นตรงอันเฉียบคม คน
คล้ายกระบี่บินเล่มหนึ่ง
เสียงแหวกฝั่าอากาศแหลมคมกรีดก้องในบัดดล กลบกลืนทุกสรรพเสียงในหุบเขาไป
สิ้น
ทุกผู้คนสะท้านเฮือก พากันหยุดมือโดยไม่รู้ตัว เมื่อพวกมันเงยหน้าขึ้นชมดู แต่ละคน
ดุจถูกสายฟั้าฟาดใส่!
ระลอกคลื่นอากาศรูปกระสวยดิ่งลงมา เห็นเป็นเงาพร่าเลือน มวลอากาศภายในหุบ
เขาเริ่มสั่นไหว แรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงของอากาศสาดพุ่งลงสู่พื้น พื้นดินเขย่า
สะท้านดุจลูกเต๋าในชามเจ้ามือ
ในเวลานี้จั่วม่อหลงลืมทุกสิ่งไปอย่างสิ้นเชิง เสียงลมดังอึงอลอยู่ข้างหูทำให้มันไม่ได้ยิน
สิ่งใด ความเร็วสุดขีดอันน่าตื่นเต้น ทำให้เลือดของมันเดือดพล่านอย่างเร่าร้อน อด
แผดเสียงกู่อย่างคึกคะนองไม่ได้!
เร็วขึ้นอีก เร็วขึ้นอีก เร็วขึ้นไปอีก!
มันดูเหมือนจะเร่งเร้าพลังปราณทั้งหมดและเรี่ยวแรงกำลังทั้งหมดในช่วงระยะทาง
สั้นๆ เพียงหนึ่งร้อยจั้ง กระแสอากาศปันปั่วนระเบิดขึ้นอย่างเกรี้ยวกราดรอบกายมัน
อุณหภูมิพุ่งทะยานขึ้นพร้อมกัน
จั่วม่อหวนนึกถึงไฟเวิ้งว้างเมื่อคราวที่แล้ว เดิมทีมันตั้งชื่อกระบวนท่าที่ใช้ออกโดย
บังเอิญในคราวนั้นว่า ‘ร่วงหล่นจากฟากฟั้า’ แต่ต่อมาค่อยล่วงรู้ว่าว่ากระบวนท่านี้มี
นามเรียกขานว่าเพลิงดาวตกเวิ้งว้าง มีชื่อเสียงเลื่องลือในหมู่นักบวชเซน
อย่างไรก็ตาม จงหยูเคยทดลองหลายครั้งหลายหน แต่ไม่อาจสร้างไฟเวิ้งว้างขึ้นมาได้
แต่จั่วม่อพบลักษณะเฉพาะบางอย่าง กระแสอากาศปันปั่วนรอบกายมันจะไม่กระจัด
กระจายออกไปในระหว่างที่พุ่งดิ่งลงมา เมื่อความเร็วของมันบรรลุถึงระดับหนึ่ง มัน
สามารถฉีกกระแสอากาศปันปั่วน สร้างแรงดูดแปลกประหลาดชนิดหนึ่ง แรงดูดนี้จะ
ยับยั้งกระแสอากาศปันปั่วนให้แนบชิดกับร่างกายของมัน ก่อเกิดเป็นพื้นที่กระแส
ปันปั่วนแห่งหนึ่ง
ไฟเวิ้งว้างจะถือกำเนิดขึ้นในพื้นที่กระแสปันปั่วนนี้เอง
เช่นเดียวกับหินจุดไฟสองก้อนกระแทกใส่กัน เกิดประกายไฟแลบพุ่งออกมา ในพื้นที่
กระแสปันปั่วนนี้ ประดุจก้อนหินจุดไฟ เคลื่อนที่เข้าชนกับหินจุดไฟอีกก้อนด้วย
ความเร็วสูงมาก ย่อมบังเกิดประกายไฟขึ้นตามธรรมชาติ
จิตสำนึกของจั่วม่อไม่ต่างอันใดจากเส้นหนวดเล็กละเอียด กระตุ้นกระแสปันปั่วนได้
อย่างถูกต้องแม่นยำ
ซี่ เปรี๊ยะ!
เส้นใยไฟพวยพุ่งออกมาจากกระแสอากาศปันปั่วนรอบกายมัน อย่างรวดเร็ว พื้นที่
กระแสปันปั่วนรอบกายจั่วม่อราวกับฟืนชุ่มน้ำมัน ลุกพรึ่บขึ้นโดยพร้อมเพรียง
เห็นเส้นใยเพลิงนับสิบสาย ราวกับงูไฟสิบกว่าตัว แหวกว่ายหมุนควงไปตามร่างกาย
ของจั่วม่อด้วยความเร็วสูง
แต่แล้วชั่วอึดใจถัดมา จั่วม่อพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน
งูไฟเหล่านี้คล้ายได้กลิ่นโลหิต ทั้งหมดถาโถมไปยังปลายกระบี่บิน ปลายกระบี่ราวกับ
วังวนอันทรงพลังขุมหนึ่ง ดูดกลืนเปลวเพลิงเข้าไปไม่หยุดยั้ง ในชั่วกะพริบตาเดียว
เปลวไฟรอบกายจั่วม่อถูกดูดกลืนไปยังปลายกระบี่จนหมดสิ้น
ในเวลานี้เอง ปลายกระบี่ลุกไหม้เจิดจรัสด้วยแสงสีแดงสดใสบาดตา!
ในสายตาของทุกผู้คนในหุบเขา เห็นลำแสงสีแดงลุกโชติช่วง พุ่งดิ่งลงมาเป็นเส้นตรง
ด้วยความเร็วอันน่าอัศจรรย์ใจ!
เจตจำนงกระบี่ทั้งมวลกับไฟเวิ้งว้างทั้งหมด ถูกบีบอัดไว้ในพื้นที่เท่ารูเข็มตรงปลาย
กระบี่ ทุกผู้คนล้วนแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝั่อ!
“มารดาของข้า! หนีเร็ว!”
ไม่ทราบว่าผู้ใดตะโกนเป็นคนแรก ทั้งกลุ่มตื่นตระหนกในทันที เสียงกรีดร้องดังระงม
พวกมันเพียงแค้นบิดามารดาไม่ให้ขามาอีกคู่ ไม่ว่าฝั่ายใดพวกใดล้วนห้อเหยียดไม่คิด
ชีวิต ทั้งสะดุดคว่ำ ล้มลุกคลุกคลาน พวกมันโลดทะยานติดตามกันไปทางสองฟากข้าง
หุบเขา เพียงชั่วกะพริบตาเดียว บริเวณปากทางเข้าที่เคยแออัด กลายเป็นโล่งโจ้ง
ตลอดแนว
หลิ่วกุ้ยกับพวกล้วนสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง!
ตอนที่ศิษย์พี่เตือนไม่ให้พวกมันตอแยคนผู้นี้ บางคนไม่ได้ยึดถือเป็นจริงเป็นจังมากนัก
แม้สายฟั้าแกร่งภูตหยางของจั่วม่อจะทำให้พวกมันระมัดระวังอยู่บ้าง แต่ก็ก็เพียงแค่
ระมัดระวังเท่านั้น ไม่ได้คิดใส่ใจกังวลอันใด
จนกระทั่งกระบี่นี้ปรากฏขึ้น กระบี่ที่บีบอัดเจตจำนงกระบี่กับแรงระเบิดทั้งหมดไป
จนถึงขีดสุด!
พวกมันค่อยเคารพยำเกรงอย่างแท้จริง!
ในคนทั้งเจ็ดไม่มีผู้ใดกล้าเผชิญหน้ากับกระบี่นี้ พวกมันยืนอยู่กับที่อย่างกับหุ่นไม้
ใบหน้าแหงนเงยขึ้น อ้าปากกว้าง เบิกตามองแสงเจิดจ้าอย่างเลอะเลือนงมงาย
นี่… … ตัวประหลาดนี้มาจากที่ใด!?
สายตาของพวกมันแหลมคมกว่าคนทั่วไป กระบี่ยังมาไม่ถึง แต่จุดแสงสีแดงที่ถูกบีด
อัดไปถึงขีดจำกัด ทำให้พวกมันรู้สึกถึงอันตราย อันตรายที่ร้ายแรงเสียจนแทบหายใจ
ไม่ออก
พลังปราณกับกระแสอากาศปันปั่วนที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ในหุบเขา ราวกับม้าปั่าที่
เชื่องเชื่อ เงียบสงบลงอย่างพร้อมเพรียง พื้นดินที่สั่นสะเทือนคล้ายสัมผัสได้ถึง
อันตราย กลายเป็นเงียบงันไปเช่นกัน
นอกเหนือจากผู้คนที่ตื่นตระหนก ทุกสรรพสิ่งในหุบเขาคล้ายหยุดนิ่งลงในชั่วขณะนี้
พวกมันคล้ายกำลังเฝั้ารอ รอราชาสวรรค์ลงมาเยือนโลกหล้า!
หวงจั๋วกวงกับเจิ้งจงดวงตาสาดประกายวาบโดยพร้อมเพรียง บนท้องฟั้าไม่ไกลจาก
พวกมัน เห็นลำแสงสีแดงเจิดจ้าพุ่งดิ่งลงจากฟากฟั้า
เห็นจุดแสงสีแดงที่ปลายกระบี่ กระทั่งพวกมันยังสีหน้าแปรเปลี่ยนไปวูบหนึ่ง
หวงจั๋วกวงใบหน้าทอแววประหลาด มันสังเกตเห็นสีหน้าตึงเครียดกังวลของเจิ้งจง
ต้องฉุกใจคิด จงใจยืมหอกสนองคืนผู้ใช้ว่า “ฮะ คนผู้นี้ไม่อ่อนด้อย มันกำลังต่อสู้กับ
พวกศิษย์น้องของเจ้าใช่หรือไม่?”
วาจาของหวงจั๋วกวงแทงใจดำเจิ้งจงพอดี อย่างไรก็ตาม มันเชื่อว่าศิษย์น้องจะไม่
บุ่มบ่ามวู่วาม จึงสวนคำด้วยสุ้มเสียงเยาะหยัน “ไม่เป็นไร ปล่อยให้คนผู้นั้นคว้าเขต
แดนลับไป ยังดีกว่าให้เจ้าครอบครองเขตแดนลับ”
“เจ้าที่แท้มีความแค้นใดต่อข้า?” หวงจั๋วกวงหรี่ตามองอีกครั้ง
“ความแค้น?” เจิ้งจงหัวร่อเสียงเย็นเยียบ “คนที่ยังเหลือรอดอยู่ในอาณาจักรขุนเขา
น้อย มีผู้ใดไม่มีความแค้นกับเจ้าบ้าง?”
“นั่นก็ใช่แล้ว” หวงจั๋วกวงผงกศีรษะรับ “โลกก็เป็นเช่นนี้เอง หากเจ้าขุ่นแค้น ก็จง
แค้นที่เจ้าโชคไม่ดีเถอะ”
จั่วม่อผู้ก่อกวนเรื่องราวใหญ่โตและทำให้ผู้คนตื่นตระหนกกันไปทั่ว ไม่ได้มีเค้า
ภาคภูมิใจใดๆ อยู่บนใบหน้าแม้แต่น้อย ร่างกายห่อหุ้มด้วยกระแสอากาศปันปั่วน สี
หน้ามันซีดขาวราวกระดาษ ดวงตาเบิกโพลง หัวใจจุกขึ้นมาถึงลำคอ
ในใจมันหลงเหลือเพียงความคิดเดียว คราวนี้เล่นเลยเถิดจนย่ำแย่จริงๆ แล้ว!
กระบี่วารีสันติสุขเป็นกระบี่บินธาตุน้ำ มันเมื่อใช้เพลงกระบี่เพลิงธารา ย่อมเลือก
กระบี่บินธาตุน้ำเป็นกระบี่คู่มือ กระบี่วารีสันติสุขเป็นกระบี่บินที่ดี สร้างจากน้ำเยือก
เย็นทั้งเล่ม เปียมล้นด้วยพลังธาตุน้ำบริสุทธิ์
แต่ท่านย่ามันเถอะ!
พลังธาตุน้ำบริสุทธิ์ที่ยากจะหาใดเทียบเทียม คราวนี้กลับกลายเป็นภัยมหันต์!
การบีบอัดเจตจำนงกระบี่เพลิงธาราไม่มีปัญหาใด แต่จั่วม่อคาดไม่ถึง ว่าเจตจำนง
กระบี่ที่ถูกบีบอัดกลับสร้างแรงดึงดูดอันแรงกล้าขุมหนึ่ง ดูดกลืนไฟเวิ้งว้างเข้าไปด้วย
ทั้งหมดถูกบีบอัดรวมกันไว้ที่ปลายกระบี่
เวลานี้เป็นปัญหาใหญ่แล้ว!
ไฟเวิ้งว้างเป็นไฟที่รุนแรงยิ่ง ทั้งยังเป็นเปลวไฟที่จั่วม่อไม่คุ้นเคยมากที่สุด น้ำกับไฟไม่
อาจหลอมรวมอยู่ในที่เดียวกัน เมื่อไฟเวิ้งว้างเข้าสู่กระบี่วารีสันติสุข จุดจบเดียวที่มัน
คิดออก คือการระเบิดพินาศสิ้น!
ไม่ต้องกล่าวถึงว่า ไฟเวิ้งว้างภายในกระบี่วารีสันติสุขยังถูกบีบอัดไปจนถึงขีดจำกัด
สูงสุด มารดาของข้า! เจ้าสิ่งร้ายกาจนี้อย่าว่าแต่จะอยู่ในกระบี่วารีสันติสุขเลย ต่อให้
สัมผัสหยดน้ำเพียงหยดเดียว ก็ยังคงมีจุดจบเดียว…
ตูม! เสียงดังสนั่นลั่นโลก ในรัศมีสามสิบจั้งจะไม่หลงเหลือแม้แต่กระดูกสักชิ้น!
เท่านั้นยังไม่พอ คราวนี้ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นอันตรายพอๆ กัน นั่นคือเจตจำนงกระบี่ที่
ถูกบีบอัดไปถึงขีดสุด! ด้วยเจตจำนงกระบี่นี้เอง ที่ช่วยยื้อให้ปัจจัยทั้งสามเข้าสู่สภาวะ
สมดุลอันละเอียดอ่อนอย่างน่าประหลาดใจ เพียงแต่นี่เป็นความสมดุลที่แสนจะ
เปราะบาง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง นั่นคือหากจั่วม่อปล่อยมือ กระบี่บินจะระเบิดใน
บัดดล…
จากผลลัพธ์เมื่อครู่ เสริมด้วยเจตจำนงกระบี่ที่ถูกบีบอัดเข้าไป… …
หากระเบิดจริง เช่นนั้นภายในรัศมีห้าสิบจั้ง อ้อ ไม่ใช่ ภายในแปดสิบจั้ง เกรงว่าจะไม่
มีเหลือกระทั่งเส้นผมสักเส้นด้วยซ้ำ!
มองไปยังพื้นดินที่กำลังใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ด้วยระดับความเร็วอันน่าปวดใจ
จั่วม่อใบหน้าขาวเผือดกว่าเดิม มือไม้สั่นระริก อยากร่ำไห้แต่ไร้น้ำตา
ช่วยข้าด้วย… …