สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 274 ท่านรับประทานเนื้อ พวกข้าขอดื่มน้ำแกง
- Home
- สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation
- บทที่ 274 ท่านรับประทานเนื้อ พวกข้าขอดื่มน้ำแกง
ทำอย่างไรดี… …ทำอย่างไรดี… …
จั่วม่อในใจแตกตื่นลนลาน ร้อนรนจนอวัยวะภายในแทบลุกไหม้ พลังสภาวะอันใด
แผนการอันใด ชั่วขณะนี้หลงลืมไปหมดสิ้น
เสียงกู่ร้องอย่างฮึกเหิมย่ามใจแปรเปลี่ยนอย่างฉับพลัน จากที่เต็มไปด้วยเจตนาสังหาร
กลายเป็นสุ้มเสียงคล้ายไก่ถูกรัดคอ ท่ามกลางเสียงกรีดร้องลากยาวโหยหวน หนึ่งคน
หนึ่งกระบี่ที่มีไฟลุกโชติช่วงพลันชะลอช้าลง ช้าลงเรื่อยๆ ซ้ำยังเสียหลักปัดไปปัดมา
หลังจากนั้นสักครู่ มันเหมือนกับนกน้อยที่อ้วนเกินไปจนบินไม่ไหว ร่อนตุปัดตุเปั๋ลง
บนพื้นที่ว่างข้างทางเข้าถ้ำ
ทุกผู้คนตัวแข็งทื่อดุจก้อนหิน จ้องมองฉากอันแปลกพิลึกนี้เป็นตาเดียว
จั่วม่อถอนหายใจโล่งอก ปลายกระบี่วารีสันติสุขยังแดงฉานเจิดจ้า แต่เห็นได้ชัดว่าไม่
ถึงกับน่าสยดสยองเท่าเมื่อครู่ ยามนี้มันต้องการขว้างกระบี่บินทิ้งไปให้ไกลที่สุดเท่าที่
ทำได้ แต่เมื่อคิดว่ากระบี่จะระเบิดทันทีที่หลุดออกจากการควบคุม มันได้แต่กุม
กระชับเอาไว้อย่างแนบแน่น
ทั้งหุบเขาเงียบกริบดุจปั่าช้า ทุกผู้คนเหม่อมองจั่วม่ออย่างโง่งม
หรือเมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตา? คนที่เต้นเร่าๆ อยู่เบื้องหน้านี้ กับบุรุษไร้เทียมทาน
เมื่อสักครู่ เป็นคนเดียวกันจริงๆ หรือ?
การเปลี่ยนแปลงนี้น่าขบขันเกินไป เนื่องเพราะมันฉับพลันทันใดเกินไป ความแตกต่าง
ยังใหญ่โตเกินไป ทำให้ผู้คนไม่ทราบจะมีปฏิริยาอย่างไร ทุกผู้คนเอาแต่จ้องมองจั่วม่อ
ตาเขม็ง ไม่มีผู้ใดต่อสู้กันอีก ยามกะทันหันไม่ทราบจะทำอย่างไรดี
กระจายไปเร็ว… … กระจายไปเร็วๆ… …
จั่วม่อท่องพึมพำใส่กระบี่วารีสันติสุข เสียงของมันเบามาก แต่เนื่องจากรอบข้างเงียบ
กริบ จึงคล้ายเสียงดังฟังชัดเป็นพิเศษ ทุกผู้คนพอฟัง หลายคนแทบเหลือกตาขึ้น
บรรยากาศกลายเป็นกระอักกระอ่วนยิ่ง แต่ละคนข้ามองดูเจ้า เจ้ามองดูข้า แต่ไม่มี
ผู้ใดกล้าขยับเคลื่อนไหว
หุบเขาที่เดิมทีเต็มไปด้วยการรบพุ่งวุ่นวาย เวลานี้กลายเป็นเงียบสงัดอย่างผิดปกติ
ไฟเวิ้งว้างกับเจตจำนงกระบี่สูญเสียแรงกดดัน กระจายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว เพียง
ไม่กี่อึดใจ ปลายกระบี่สีแดงฉานของกระบี่วารีสันติสุขก็กระจายหายไป ปลายกระบี่
วารีสันติสุขกลับคืนสู่สภาพปกติ จั่วม่อในที่สุดหัวใจค่อยกลับเข้ามาอยู่ในทรวงอก
รู้สึกร่างกายอ่อนยวบ ทรุดนั่งลงกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง
อันตรายจริงๆ! เรือเกือบพลิกคว่ำในน้ำตื้นเสียแล้ว หากมันฆ่าตัวตายเองเช่นนี้ ไม่ใช่
เรื่องตลกใหญ่หรอกหรือ?
ในใจมันเต็มไปด้วยความสำนึกเสียใจ อ้าปากหอบหายใจอย่างหนักหน่วง แต่เพิ่งจะ
หอบหายใจได้เพียงสองรอบเท่านั้น ทันใดนั้นชะงักกึก …ไม่ถูกต้อง!
ไฉนรอบข้างเงียบถึงเพียงนี้… …
จั่วม่อหันมองไปรอบๆ ในใจสั่นไหวอยู่บ้าง เห็นกลุ่มคนยืนเงียบกริบล้อมเป็นวง พา
กันมองมายังมันเป็นตาเดียว ต้องขนหัวลุกซู่ แทบกรีดร้องออกมา แต่พอนึกขึ้นได้ว่า
ตัวเองถือเป็นผู้นำของคนกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่ง ค่อยกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ แล้วลุกขึ้น
ยืน
“พวกเจ้าไฉนไม่สู้กันต่อ?”
ไม่มีผู้ใดเอ่ยปาก หลิ่วกุ้ยไม่ทราบจะกล่าวกระไรดี สถานการณ์สับสนวุ่นวายที่พวกมัน
สู้อุตส่าห์สร้างขึ้นมา ถูกคนผู้นี้ขัดขวางกลางคันด้วยวิธีการอันแปลกประหลาด แต่
พวกมันย่อมไม่กล้าโถมออกมาเอาเรื่องในเวลานี้ นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น คนผิวคล้ำเบื้อง
หน้านี้เห็นได้ชัดว่าแข็งแกร่งกว่าพวกมันมาก ทั้งยังน่าสะพรึงกลัวเป็นที่สุด
พวกมันย่อมไม่ทราบว่าเมื่อครู่จั่วม่อแทบทำตัวเองระเบิดเป็นผุยผง แต่พลังอำนาจอัน
ร้ายกาจสำแดงให้เห็นอย่างชัดเจน ก่อนที่จะทราบเจตนาของคนผู้นี้ เสนอหน้าออกไป
เท่ากับแส่หาที่ตาย คนอื่นๆ ก็ล้วนมีความคิดเช่นเดียวกันกับหลิ่วกุ้ย ครึ่งกระบวนท่า
ของจั่วม่อขู่ขวัญผู้คนจนแทบปัสสาวะราด
จั่วม่อเห็นไม่มีผู้ใดตอบมัน รู้สึกขัดเขินอยู่บ้าง ทำทีหันไปสนใจประตูทางเข้าเขตแดน
ลับแทน
ทีนี้ไม่จำเป็นต้องเรียก ผู้คนพากันโถมมาข้างหน้าทันที
จั่วม่อหันขวับอย่างตื่นตระหนก “พวกเจ้าทำอะไร?”
สุ้มเสียงหนึ่งพลันดังขึ้นจากกลุ่มคน “พี่ใหญ่ ท่านรับประทานเนื้อ แต่ให้พวกเราดื่มน้ำ
แกงบ้าง!”
“ใช่ใช่!”
“พี่ใหญ่ ของดีท่านเลือกก่อน ที่เหลือแบ่งให้พวกเราบ้างเท่านั้น!”
เสียงร่ำร้องอย่างเห็นพ้อง ดังติดต่อตามกันไม่ขาดสาย
จั่วม่อเหม่อมองอย่างโง่งม หลิ่วกุ้ยกับพวกก็ยืนเซ่อพอกัน ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่า
สถานการณ์จะพัฒนามาถึงจุดที่แปลกประหลาดเช่นนี้
“พวกเจ้าเต็มใจกับผลลัพธ์เช่นนี้หรือ?” จั่วม่อถามอย่างพูดไม่ออกบอกไม่ถูกอยู่บ้าง
“พี่ใหญ่ล้อเล่นอันใด ท่านเข้มแข็งที่สุด ย่อมต้องให้ท่านเลือกก่อน” คนที่กล่าววาจา
เป็นคนแรก เห็นจั่วม่อไม่ใช่คนที่ไม่คบค้าสมาคมกับผู้คน ค่อยมีความกล้าเพิ่มขึ้น ลุก
ขึ้นยืนกล่าววาจา
“ถูกต้อง!”
“มีเหตุผล!”
ทุกผู้คนล้วนเห็นพ้องต้องกัน หลิ่วกุ้ยกับพวกไม่กล้ากล่าวอันใด ผู้อื่นอาจไม่ทราบว่า
พวกมันลอบเล่นเล่ห์กล แต่คนที่มีความเป็นมาลึกลับผู้นี้ทราบดี หากพวกมันเสนอ
หน้าในตอนนี้ อีกฝั่ายอาจเปิดเผยสิ่งที่พวกมันทำเมื่อครู่ ทีนี้พวกมันคงถูกสับเป็นชิ้น
เล็กชิ้นน้อยแล้ว
จั่วม่อค่อยๆ สงบลง กล่าวอย่างขบขันอยู่บ้าง “พวกเจ้าเชื่อถือข้าถึงเพียงนี้?”
“พี่ใหญ่ ท่านกระทั่งกระบี่เขี้ยวขาวยังไม่ชายตามอง สิ่งของธรรมดาสามัญจะเข้าตา
ท่านได้อย่างไร?” บุรุษที่กล่าววาจาคนแรกเป็นบุคคลอันชาญฉลาดผู้หนึ่ง “ส่วนสินค้า
ที่ดีไปกว่านั้น พวกเราย่อมไม่กล้าอาจเอื้อม”
“นั่นก็ใช่แล้ว ผู้ใดกล้าละโมบ แตะต้องสิ่งของของพี่ใหญ่ พวกเราจะช่วยกันสับมันเป็น
พันชิ้น!”
“สับมัน!”
ทั้งหมดส่งเสียงเห็นด้วยอย่างพร้อมเพรียง หลิ่วกุ้ยกับพวกหนาวสันหลังวูบ สั่นเทาไป
ทั้งร่าง พวกมันล้วนเป็นมือเก่าที่มีประสบการณ์โชกโชน ทราบว่าต่อหน้าคนเดนตาย
เหล่านี้ คิดหวังผลกำไรจากเขตแดนลับ คงเป็นไปไม่ได้แล้ว
จั่วม่อพอฟัง ในใจขมปร่าอยู่บ้าง กระบี่เขี้ยวขาวเล่มนั้น มันไฉนจะไม่ชมชอบดังที่ว่า
มา มันเพียงแต่มัวกังวลกับนกโง่จนไม่มีเวลาจะสนใจต่างหากเล่า…
เกอที่จริงแล้วไม่ได้ไม่อยากมองเสียหน่อย…
อย่างไรก็ตาม มันพลันเข้าใจอย่างรวดเร็วว่าคนเหล่านี้คิดอย่างไร
ก่อนหน้านี้มันเพียงคิดหาทางลอบเชือดหวงจั๋วกวงเท่านั้น ตอนนี้สถานการณ์
กลายเป็นเช่นนี้ นับว่าเหนือความคาดหมายของมันไปแล้ว
แต่คำตอบของมันนั้นรวดเร็วมาก “หากเป็นเช่นนี้ ก่อนอื่นเราต้องร่วมมือกันฆ่า
หวงจั๋วกวงเสียก่อน หากไม่ฆ่ามันให้สิ้นเรื่องสิ้นราว เขตแดนลับนี้ยังไม่ถือว่าอยู่ในมือ
เรา”
วาจาของจั่วม่อพอกล่าวออกมา หลายคนเริ่มลังเลอย่างเห็นได้ชัด พวกมันเพียงแต่
แสวงหาความร่ำรวย แต่ไม่คิดเอาชีวิตมาทิ้ง ชื่อเสียงอันโหดเหี้ยมของหวงจั๋วกวงหยั่ง
รากลึกในใจของพวกมันมานานแล้ว
บุรุษที่กล่าววาจาเป็นคนแรกพลันเอ่ยปาก “พวกเราเกรงกลัวอันใด? หากหวงจั๋วกวง
หนีรอดไปได้ พวกเราที่อยู่ที่นี่ในวันนี้ ยังจะมีผู้ใดหลบหนีความรับผิดชอบได้? ศิษย์
พรรคฟั้ากระจ่างล้วนล้มตายเป็นเบืออยู่ที่นี่”
จั่วม่อต้องลอบชมเชยความปราดเปรื่องของคนผู้นี้
จริงดังคาด ผู้คนที่ลังเลเริ่มกู่ร้องอย่างฮึกเหิม “ลงมือเถอะ!”
“พวกเรามีกันตั้งมากมาย แค่ฟันคนละกระบี่ก็สามารถเชือดมันทิ้งในทันที!”
จั่วม่อช่วยเติมเชื้อไฟในช่วงเวลาที่ดีที่สุด “บนร่างของหวงจั๋วกวงมียุทธภัณฑ์เวทดีๆ
อยู่หลายชิ้น ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้ใดมีโชควาสนาแล้ว”
วาจาประดานี้ได้ผลอย่างยิ่ง! ไม่มีสิ่งใดน่าสนใจมากไปกว่ายุทธภัณฑ์เวท ความฮึกเหิม
ของพวกมันพลุ่งพล่านขึ้นมาในบัดดล หลิ่วกุ้ยกับพวกพอฟังเช่นนี้ ค่อยปิติยินดีขึ้นมา
หากยอดฝีมือลึกลับผู้นี้สามารถร่วมมือกับศิษย์พี่ หวงจั๋วกวงก็ยากจะหลบหนีแล้ว
“พี่ใหญ่ สั่งการมาเถอะว่าจะให้ทำอย่างไร พวกเราจะทำตามที่ท่านบอก!” หลิ่วกุ้ยรีบ
ตะโกนหนุน
จั่วม่อพบว่าสถานการณ์ดีกว่าที่มันคาดเอาไว้ อาศัยผู้คนกลุ่มนี้ มันสามารถจัดการได้
ง่ายขึ้น แม้ว่าไม่อาจพึ่งพาพวกมันกระทำเรื่องที่ยากลำบาก แต่ไม่ใช่ว่าสิ่งที่มี
ประโยชน์จะเป็นเรื่องยากไปเสียทุกอย่าง
ขณะที่มันเริ่มออกคำสั่ง ผู้คนที่รับคำสั่งเต็มไปด้วยความสับสนงุนงง พวกมันไม่เข้าใจ
อย่างสิ้นเชิง ว่าสิ่งที่จั่วม่อขอให้พวกมันกระทำมีประโยชน์อะไร
จั่วม่อเพียงขอให้พวกมันปลดปล่อยปราณกระบี่กับเวทวิชาภายในหุบเขาอย่าง
ต่อเนื่อง แม้ว่าใบหน้าพวกมันจะยังมึนงง แต่พวกมันยังคงทำตามแต่โดยดี พากัน
ปลดปล่อยเวทวิชากับปราณกระบี่ใส่พื้นที่ว่างเปล่า
ในเวลานี้ ทั่วทั้งหุบเขาเต็มไปด้วยแสงหลากสี ยุ่งเหยิงวุ่นวายสุดทนดู
จั่วม่อยืนอยู่หน้าทางเข้าเขตแดนลับ ประตูทางเข้าเขตแดนลับเป็นกลุ่มก้อนแสงลอย
อยู่กลางอากาศ มองประตูทางเข้า ในใจค่อยเข้าใจเรื่องราวมากกว่าเดิม ทางเข้านี้เป็น
ค่ายกลห้าธาตุที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติชุดหนึ่ง คิดเปิดออกไม่ยากนัก เพียงแค่ต้องใช้
เวทวิชาทั้งห้าธาตุพร้อมกันเท่านั้น
จั่วม่อเหลือบมองหลิ่วกุ้ยแวบหนึ่ง เห็นหลิ่วกุ้ยพยักหน้าเป็นสัญญาณบอกว่าพร้อม จึง
เริ่มส่งพลังปราณห้าธาตุเข้าไปในทางเข้าอย่างรวดเร็ว
ทันที่เวทวิชาห้าธาตุกระทบถูกลูกกลมแสง แสงห้าสีพลันระเบิดวาบ
บนท้องฟั้า หวงจั๋วกวงสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างฉับพลัน ดวงตาสาดประกายอำมหิต
ร่างหายวับไปทันที
เหล่าตัวบัดซบที่สมควรตาย!
ก่อนหน้านี้ที่มันมีความเชื่อมั่นอย่างเปียมล้น เหตุผลสำคัญที่สุดคือมันเชื่อว่าคน
เหล่านี้ไม่สามารถเปิดทางเข้าเขตแดนลับได้ มันเคยตรวจสอบทางเข้าเขตแดนลับ
อย่างละเอียดถี่ถ้วน พบว่าต้องใช้เวทวิชาห้าธาตุพร้อมกัน เสาะหาผู้ที่รู้วิชาห้าธาตุ
หนึ่งหรือสองวิชานั้นง่ายดายยิ่ง แต่คิดเสาะหาซิวเจ่อที่มีฝีมือครบทั้งห้าธาตุ กลับไม่ใช่
เรื่องง่าย
การใช้ซิวเจ่อห้าคนร่ายเวทวิชาห้าธาตุพร้อมกัน เป็นหนทางในความอับจนของพวก
มัน อันที่จริงหวงจั๋วกวงทราบดี ว่าวิธีการนี้ไม่สามารถเปิดทางเข้าเขตแดนลับได้อย่าง
สมบูรณ์
ไม่ว่าจะมีซิวเจ่อกี่คนยึดครองปากทางเข้า มันจึงไม่เคยห่วงกังวลแม้แต่น้อย ในเมื่อไม่
มีผู้ใดสามารถเปิดทางเข้า เช่นนั้นเขตแดนลับแห่งนี้ย่อมตกเป็นวัตถุในถุงย่ามของ
พรรคฟั้ากระจ่างอยู่วันยันค่ำ ไม่มีผู้ใดสามารถแย่งชิงไปได้
ดังนั้นเมื่อจู่ๆ ทางเข้าถูกเปิดออก ลำแสงสาดประกายจ้า หวงจั๋วกวงทั้งตื่นตระหนก
ทั้งเดือดดาล
ร่างของมันแล่นวาบเข้าไปในหุบเขา มุ่งเปั้าไปยังจั่วม่อ สำหรับซิวเจ่ออื่น ในสายตา
ของมันเป็นเพียงฝูงปลาเล็กปลาน้อย ข้อเท็จจริงก็เป็นไปตามที่มันคิด เมื่อมันปรากฏ
ตัวขึ้นในหุบเขา ซิวเจ่ออื่นๆ พากันแตกฮือหลบหนีขึ้นไปบนฟั้า ราวกับฝูงนกตื่น
เกาทัณฑ์
หวงจั๋วกวงพบจั่วม่อที่ด้านหน้าปากทางเข้าเขตแดนลับ
“สายตาข้าช่างเลอะเลือน ที่แท้เจ้ามีฝีมือทั้งห้าธาตุ” หวงจั๋วกวงดวงตาสาดประกาย
เย็นเยียบ “นึกไม่ถึงว่าวันนี้ข้าจะได้พบพานยอดฝีมืออีกคนที่นี่ ช่างโชคดีกระไรปาน
นี้”
เจ้าคนเสียสติ!
จั่วม่อเหลือกตา เวลาเช่นนี้ยังจะพร่ำพิรี้พิไรมากความ โดยไม่ลังเล มันตวัดมือ กรีด
วาดกระบวนท่าสายฟั้าแกร่งภูตหยางอย่างรวดเร็ว! สายฟั้าแกร่งภูตหยางเป็น
กระบวนท่าในหัตถ์พันใบน้อยที่มันช่ำชองชำนาญที่สุด ในปัจจุบัน มันสามารถซัดออก
ได้โดยแทบไม่ต้องคิด
“สายฟั้าแกร่ง?” หวงจั๋วกวงประหลาดใจอยู่บ้าง แต่ไม่ได้ตื่นตระหนก “เพียงเพราะ
สิ่งนี้ ถึงกับกล้าลงมือต่อข้า?”
มือขวาของจั่วม่อยิงสายฟั้าแกร่งภูตหยางออกไปอย่างฉับพลัน ท่ามกลางเสียงปะทะ
สายฟั้าแกร่งคล้ายฟาดใส่สิ่งที่มองไม่เห็นบางอย่าง หวงจั๋วกวงในที่สุดมีสีหน้าตะลึงงัน
เป็นไปได้อย่างไร? เจ้าผู้นี้สามารถหาปราณกระบี่ของมันพบอย่างง่ายดายได้อย่างไร?
ปราณกระบี่ฟั้ากระจ่างของมัน ทั้งมองไม่เห็นและไม่มีรูปลักษณ์ ยากตรวจพบถึงที่สุด
จั่วม่อกลับไม่รู้สึกว่ายากลำบากอันใด กล่าวถึงปราณกระบี่ที่มองไม่เห็นและไม่มี
รูปลักษณ์ ยังจะมีปราณกระบี่ใดสามารถยกขึ้นเทียบกับเคล็ดกระบี่สุญตาของศิษย์พี่
เหวยเสิ้งได้?
แม้ว่าเจตจำนงกระบี่ท้องฟั้าของหวงจั๋วกวงก็กอรปด้วยคุณสมบัติที่มองไม่เห็นและไม่
มีรูปลักษณ์เช่นเดียวกัน แต่ไม่ได้โดดเด่นอันใด เหตุที่คนส่วนใหญ่พ่ายแพ้ใต้เงื้อมมือ
ของหวงจั๋วกวง ก็เป็นเพราะความไม่มีตัวตนและยากจะค้นพบนี้เอง แต่สำหรับจั่วม่อผู้
มีพลังจิตสำนึกเหนือล้ำ ทั้งยังครอบครองพลังอภิญญาเนตรปราณ จุดนี้ไม่มีสิ่งใดน่า
หวาดกลัว
ในเวลานี้เอง เจิ้งจงติดตามมาปรากฏกายขึ้นด้านหลังหวงจั๋วกวง
หลิ่วกุ้ยกับพวกอีกหกคนก็ปรากฏขึ้นอย่างพร้อมเพรียง คนทั้งแปดสร้างเป็นวงล้อมที่
สมบูรณ์พร้อมวงหนึ่ง จั่วม่อดีดกายล่าถอยออกจากวงล้อม
มุมปากหวงจั๋วกงยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน คิดใช้พวกมากกลุ้มรุม?
พวกมันย่อมไม่ทราบ สิ่งที่หวงจั๋วกวงหวาดกลัวน้อยที่สุดก็คือการใช้พวกมากกลุ้มรุม!
เพราะยิ่งอีกฝั่ายมีคนมากเท่าใด เคล็ดวิชากระบี่ของมันยิ่งสามารถปลดปล่อยพลัง
ออกมาได้มากเท่านั้น
โง่เขลานัก!
มันตกลงใจแสดงให้คนโง่เขลาเหล่านี้ได้ชมดู ว่าพวกมันผิดพลาดร้ายแรงถึงเพียงไหน
ขณะที่มันกำลังจะเริ่มลงมือ รอยยิ้มเยาะหยันพลันแข็งค้างอยู่ที่มุมปาก!