สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 291 หงจุนเซวียน
เห็นซิวเจ่อหลายสิบคนยืนเหยียบอยู่บนกระบี่บิน ร่างกายส่องแสงเรืองรอง ทุก
คนใบหน้าเย็นยะเยียบ เหินร่อนลงท่ามกลางเหล่าซิวเจ่อหอสำนักนอก คนที่นำมา
ด้านหน้าสุด พอหยุดยั้งลงก็ชี้นิ้วไปยังเฮ่อเสียง ก่นด่ารัวเร็ว
“เฮ่อเสียง! เจ้ากล้ามาก! ศิษย์พี่ใหญ่ถูกคนฆ่าตาย! เจ้ากลับกล้าปกปิดเอาไว้ ไม่
รายงานขึ้นไป!”
มันไม่แยแสสนใจคำแก้ตัวของเฮ่อเสียง มองกราดไปยังเหล่าผู้อาวุโสด้วยสีหน้า
เย็นชา “ในฐานะศิษย์คนรองของท่านบรรพชนฟ้ากระจ่าง ข้าหงจุนเซวียน นับแต่นี้
เป็นต้นไปจะเป็นผู้ควบคุมหอสำนักนอก! ผู้ใดไม่เชื่อฟัง ล้วนฆ่าโดยไม่ละเว้น!”
ผู้อาวุโสทั้งหมดล้วนสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นปั้นยาก แต่ไม่มีผู้ใดกล้ากล่าววาจา
หลายคนเคยพบเห็นหงจุนเซวียนมาก่อน
“แต่ข้าผู้มีเมตตาจะให้พวกเจ้าได้มีโอกาสทำคุณไถ่โทษ” หงจุนเซวียนดวงตาทอ
ประกายอำมหิต ชี้ไปยังค่ายเว่ยที่กระจายตัวอยู่บนสนามรบ กล่าวอย่างมืดมน “ข้า
จะมอบไพร่พลแก่เจ้าหนึ่งพันคน หากเจ้าสามารถเอาชนะกลุ่มคนบ้านนอกเหล่านี้ได้
ข้าจะไม่ถือสาหาความกับเรื่องที่แล้วมาของเจ้า แต่หากผู้ใดไม่กล้าสู้ อย่าได้ตำหนิว่า
กระบี่ข้าไร้เมตตา!”
เหล่าผู้อาวุโสหน้าเขียวคล้ า
พวกมันไม่ล่วงรู้ขีดความสามารถในการสู้รบของกองกำลังนี้ แต่ลำพังเจตนา
สังหารอันหนักข้น ก็เพียงพอจะสะท้านขวัญวิญญาณผู้คน เพียงแค่มองดูก็พากันแข้ง
ขาอ่อนยวบ ไม่สามารถปลุกปลอบความกล้าขึ้นมาได้
“เป็นไร?” หงจุนเซวียนใบหน้ายิ่งเย็นยะเยียบกว่าเดิม “พวกเจ้าไม่ยินดี?”
ศิษย์พรรคฟ้ากระจ่างอื่นๆ พากันถลึงมองอย่างเป็นปรปักษ์ หากเฮ่อเสียงกับ
พวกกล้าแสดงท่าทีต่อต้านแม้แต่น้อย พวกมันจะชักกระบี่ลงมือในบัดดล
เฮ่อเสียงหน้าซีดคล้ าเหมือนคนตาย มันทราบกระจ่างว่าไม่มีหนทางอื่นใดอีก
ความอดทนของพรรคฟ้ากระจ่างมาถึงขีดจำกัดแล้ว ได้แต่กล่าวอย่างเต็มฝืน “ข้า
ยินดี”
มีเพียงหนทางเดียวที่หลงเหลือ แสวงหาหนทางรอดในความตาย
หงจุนเซวียนกับพวกไม่เปิดโอกาสให้มันได้เลือก สำหรับเรื่องหลบหนี ไม่เคยมี
อยู่ในใจมันตั้งแต่แรก ไม่ว่าอาณาจักรขุนเขาน้อยจะมีขนาดใหญ่โตเท่าใด ก็ไม่มีที่ใด
ให้มันสามารถหลบซ่อนตัวได้
เห็นเฮ่อเสียงยินยอมรับคำ ผู้อาวุโสอื่นๆ ในดวงตาเริ่มทอแววลังเล โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งหลายคนที่เป็นหนิงม่ายขั้นสาม ซึ่งกำลังครุ่นคิดหาทางหลบหนี แต่เหล่าศิษย์
พรรคฟากระจ่างรายล้อมพวกมันเอาไว้อย่างแน่นหนา พวกมันทราบว่าการหลบหนี
คงไม่ง่ายดายนัก
พวกมันยืนเงียบงันอยู่ข้างกายเฮ่อเสียง
ดวงตาของศิษย์พรรคฟ้ากระจ่างเช่นหงจุนเซวียนสาดประกายชิงชังรังเกียจ
สำหรับพรรคฟ้ากระจ่าง จากเบื้องสูงถึงเบื้องต่ า การตายของหวงจั๋วกวงไม่ต่างอันใด
กับฟ้าผ่าในวันอากาศแจ่มใส เหล่าศิษย์พรรคฟ้ากระจ่างส่วนใหญ่เทิดทูนบูชาศิษย์พี่
ใหญ่เป็นที่สุด การตายของศิษย์พี่ใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอาณาจักรขุนเขาน้อยที่
เป็นดั่งสวนหลังบ้านของพวกมัน พวกมันล้วนรู้สึกว่าไม่ควรมีอันตรายใดจึงจะถูก เมื่อ
เกิดเรื่องเช่นนี้ จะให้พวกมันยอมรับได้อย่างไร
เฮ่อเสียงทราบดีว่าอธิบายไปก็ไร้ประโยชน์ มันไม่กล่าวคำใด หันกลับไปเลือก
ผู้คนหนึ่งพันคนออกมา
เหล่าศิษย์พรรคฟ้ากระจ่างมาถึงอย่างกะทันหัน เป็นเหตุให้สนามรบที่เพิ่งจะ
ผ่อนคลาย กลายเป็นตึงเครียดขึ้นอีกหน สายตาทุกคู่หันมามองหงจุนเซวียนเป็น
ตาเดียว นี่ทำให้หงจุนเซวียนรู้สึกตื่นเต้นระคนพึงพอใจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ศิษย์พี่
ใหญ่เมื่อไม่อยู่อีกแล้ว ย่อมเป็นทีของมันได้เปล่งประกาย
มันรอคอยวันนี้มานานแล้ว
หากสามารถยึดครองเมืองแห่งนี้ อาณาจักรขุนเขาน้อยจะกลับมาอยู่ในอุ้งมือ
ของสำนักมันอีกครั้ง อาศัยความสำเร็จเช่นนี้ สถานะในสำนักของมันจะพุ่งทะยานขึ้น
ฟ้า เข้าแทนตำแหน่งของศิษย์พี่ใหญ่ กลายเป็นผู้นำคนใหม่ของเหล่าศิษย์รุ่นเยาว์
ส่วนเรื่องเฮ่อเสียงกับพวก ในสายตามันคนเหล่านี้ไร้ประโยชน์สิ้นดี หากมิใช่เพราะ
พวกมัน สถานการณ์ในอาณาจักรขุนเขาน้อยจะกลายเป็นเลวร้ายเช่นนี้หรือ?
“เหล่าศิษย์พรรคฟ้ากระจ่างเป็นเช่นนี้ พวกมันคงไม่สามารถพลิกฟื้นได้อีกแล้ว”
บุรุษร่างใหญ่สั่นศีรษะ สุ้มเสียงเต็มไปด้วยความชิงชังรังเกียจอย่างบอกไม่ถูก
“ฮี่ฮี่ สวรรค์เมื่อต้องการทำลายล้างพวกมัน ก่อนอื่นก็ต้องทำให้สติฟั่นเฟือน
เสียก่อน ต้าเหรินไยต้องถือสาหาความเหล่าเศษสวะเช่นนี้” บุรุษกลางคนกล่าวพลาง
หัวร่อเบาๆ
“นั่นก็ใช่แล้ว” ชายร่างใหญ่ผงกศีรษะ จากนั้นเผยสีหน้าคาดหวังอย่างเต็มเปี่ยม
“แต่นี่ถือเป็นเรื่องดี เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็จะได้ชมดูเสียที ว่ากองทหารเกราะดำนี้จะ
วิเศษสักเท่าใด”
ไม่ใช่เพียงแค่บรรดาผู้ชมเท่านั้นที่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงทางด้านหอ
สำนักนอก ซู่หลงเองก็พบเห็นได้ไม่ยาก
สีหน้ามันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจังทันที เหลือบมองเหล่าป่านบนก้อนเมฆ
เหนือเมืองอีกาทองคำแวบหนึ่ง แล้วลดเสียงลง กระซิบสนทนากับต้าเหรินในสร้อยคอ
“ต้าเหริน พวกมันดูเหมือนคิดบุกโจมตี”
“บุกโจมตี?” สุ้มเสียงของต้าเหรินในสร้อยคอกลายเป็นตื่นเต้นยินดีในบัดดล
“ประเสริฐ! ประเสริฐยิ่ง! ฆ่าพวกมันให้หมด!”
ซู่หลงอกสั่นขวัญแขวน เจตนาสังหารของต้าเหรินท่านนี้เข้มแข็งอย่างแท้จริง
แต่แน่นอนว่ามันจะไม่ยึดถือเป็นจริงเป็นจัง มันประเมินสถานการณ์ เห็นว่าคงไม่มี
เวลาพอจะเก็บรวบรวมสินสงครามอย่างที่ตั้งใจไว้แล้ว มันหดหู่อยู่บ้าง เหล่าป่านส่ง
พวกมันมาเก็บของ ตอนนี้เห็นทีภารกิจนี้คงไม่อาจลุล่วงได้เสียแล้ว
แค่ภารกิจแรกที่เหล่าป่านมอบให้กับค่ายเว่ยของมัน ยังไม่มีปัญญากระทำให้
สำเร็จลุล่วง ซู่หลงอึดอัดขัดข้องยิ่ง
แต่ในเวลานี้ มันทราบดีถึงการควรไม่ควร สถานการณ์ตรงหน้าสำคัญกว่าอย่าง
เห็นได้ชัด ฝ่ายตรงข้ามแบ่งไพร่พลออกมาหนึ่งพันคน เริ่มจัดกระบวนทัพ ย่อมไม่ได้
คิดส่งเทียบเชิญพวกมันไปร่วมงานเลี้ยงเป็นแน่ มันไม่รีรอลังเล ส่งสัญญาณให้หมู่
ทหารทุกหมู่ของมันกลับมารวมตัวกัน
ค่ายเว่ยที่กระจายตัวไปเก็บรวบรวมสมบัติทั่วสนามรบ มีซู่หลงเป็นจุดศูนย์กลาง
แต่ละหมู่โลดแล่นมาในบัดดล ซู่หลงราวกับแม่เหล็กมหึมาดึงดูดพวกมันเข้ามาหา
ตัวเอง เกราะดำอันหนักหน่วงไม่ได้เป็นอุปสรรคแม้แต่น้อย แม้ว่าไม่สามารถเหาะเหิน
เดินอากาศ แต่ท่าร่างของแต่ละคนก็ว่องไวปราดเปรียว เพียงกระโดดขึ้นลงไม่กี่ครั้ง
พวกมันก็หวนคืนไปตั้งกระบวนทัพประจำค่ายเสร็จสิ้น
จั่วม่อนั่งอยู่บนเมฆมงคล ลอบพยักหน้าชมเชย ซู่หลงค่อนข้างไว้ใจได้ทีเดียว
มันไม่ทราบว่าผูเยาสั่งการอันใดกับซู่หลง แต่ดูจากการที่ซู่หลงสำแดงค่ายกลศึกไป
พลาง กระจายกันออกเก็บรวบรวมสินสงครามไปพลาง ก็พอจะคาดเดาได้ ซู่หลง
นับว่ามีไหวพริบแก้ปัญหาได้ไม่เลว เวลานี้จั่วม่อแม้ไม่กล่าวอันใด แต่ลอบตระเตรียม
หอรบค่ายกลสงครามไว้รอให้การช่วยเหลือได้ทุกเมื่อ ไม่ว่ากองกำลังใด หากไม่เคย
ผ่านประสบการณ์ต่อสู้จริง ท้ายที่สุดก็ใช้การไม่ได้ ก่อนหน้านี้มันคาดการณ์ว่าด้วย
ระยะเวลาอันสั้นเช่นนี้ ค่ายเว่ยคงยังไม่มีผลลัพธ์ใด ถึงตอนนี้ค่อยพบว่าความรุดหน้า
ของค่ายเว่ยยังก้าวไกลกว่าที่มันคาดคิด อดบังเกิดความเชื่อมั่นอยู่บ้างไม่ได้
การสู้รบในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เมื่อสักครู่ แทบจะสูบกลืนความสามารถในการสู้
รบของค่ายตะวันตกกับค่ายตะวันออกไปทั้งหมด หอรบค่ายกลสงครามอาจสามารถ
ให้ความช่วยเหลือได้จำกัดมาก จั่วม่อได้แต่เร่งรัดให้พวกมันรีบฟื้นฟูพลังปราณ
มันยังอยากรู้อยากเห็นมาก ว่าค่ายเว่ยจะมีพลังสักเท่าใด
ด้วยความเข้าใจในตัวผูเยา หากเจ้าผู้นี้ไม่มีความมั่นใจ มันจะไม่มีวันเสนอหน้า
ออกมาแส่หาความอัปยศด้วยตัวเอง
ผูเยาจะลงมือในสถานการณ์เดียวเท่านั้น นั่นคือมีโอกาสโอ้อวด!
ไพร่พลของค่ายเว่ยรวมตัวกันด้วยความรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซู่หลงไม่ได้สั่ง
ให้พวกมันกลับเข้าเมือง แต่ตั้งทัพเตรียมต้อนรับศัตรูอยู่นอกกำแพงเมือง
“พวกมันมีบททดสอบของพวกมัน เจ้าก็มีบททดสอบของเจ้า”
วาจาเหล่านี้จู่ๆ ก็กล่าวออกมาจากสร้อยคอ ทำเอาซู่หลงถึงกับสะดุ้งอย่างหวาด
ผวา
“ข้าสั่งสอนเจ้าไปตั้งมากมาย หากเจ้าขยันหมั่นเพียร สมควรรับมือสถานการณ์
เล็กน้อยนี้ได้ไม่ยากนัก”
ผูเยากล่าวเสียงราบเรียบ ไร้อารมณ์ความรู้สึก
“หากเรื่องเพียงเล็กน้อยเท่านี้เจ้ายังรับมือไม่ไหว ก็ไม่จำเป็นต้องมีชีวิตอยู่อีก
ต่อไป เหล่าป่านของเจ้าอาจใจอ่อน แต่หากเจ้าใช้การไม่ได้ ก็เป็นได้แค่ภาระของมัน
เท่านั้น”
ซู่หลงไม่ได้เคียดแค้นขุ่นเคือง มันอยู่มาหลายสิบปี เคยเป็นทาสฝึกตนมานาน
กว่ายี่สิบปี ยังจะมีความเจ็บปวดใดที่ไม่เคยพบ? ความทุกข์ยากใดที่ไม่เคยเห็น? วาจา
ของต้าเหรินอาจไม่น่าฟัง แต่ไม่มีคำใดผิดพลาด น่าแปลกที่ทำให้ความกระวนกระวาย
ในใจสงบลง มันกระชับเกราะดำบนร่าง เงยหน้าขึ้น ในดวงตาหลงเหลือเพียงประกาย
มุ่งมั่นอันแรงกล้า
หากเรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้พวกมันยังไม่มีปัญญารับมือ จะเอาหน้าที่ไหน
กลับไปพบเหล่าป่าน?
มันกราดสายตามองไปรอบๆ อย่างแช่มช้า กล่าวด้วยเสียงลึก “นี่เป็นศึกแรก
ของเรา! ข้าทราบว่าทุกคนเฝ้ารอวันนี้มาเนิ่นนาน เราโหมฝึกปรืออย่างไม่คิดชีวิตเพื่อ
สิ่งใด? ก็เพื่อศึกนี้! ต่อให้วันนี้เราต้องตายกันทั้งหมด ก็ต้องสร้างชื่อค่ายเว่ยให้เป็นที่
เลื่องลือ!”
สุ้มเสียงของมันไม่ดัง แต่ทุกผู้คนในค่ายเว่ยพลันเต็มไปด้วยความฮึกเหิม
จั่วม่อไม่ได้ยินว่าพวกมันกล่าวอันใด แต่มันมองพลังปราณสีดำที่พลุ่งพล่าน
เหนือค่ายเว่ยอย่างตื่นตะลึง เนื่องเพราะจู่ๆ ปราณสีดำพลันแข็งกล้าขึ้นหลายส่วน ใน
สายตามันพลังงานเหล่านี้ดำมืดราวกับน้ าหมึก กระทั่งมันยังอดไม่ได้ ต้องบังเกิดลาง
สังหรณ์อันตรายอย่างรุนแรง
ค่ายกลศึกอันร้ายกาจ!
จั่วม่อตะลึงงัน สตรีซิวเจ่อที่ด้านข้างจ้องมองไปยังค่ายเว่ย ดวงตาพลันทอแสงสี
ม่วงอันน่าขนลุก
ด้วยเนตรปราณ จั่วม่อเห็นเส้นใยพลังงานสีดำพวยพุ่งออกมาจากค่ายเว่ยแต่ละ
คน เมื่อพลังงานสีดำลอยออกมา พวกมันจะเข้าไปในค่ายกล ว่ายเวียนไปมาอยู่ภายใน
ค่ายกล ในชั่วกะพริบตาเดียว ค่ายกลขบวนนั้นก็เต็มไปด้วยเส้นใยพลังงานสีดำเล็ก
ละเอียดมากมายนับไม่ถ้วน
“ไปกันเถอะ!” เฮ่อเสียงตวาดหนักๆ
ผู้อาสุโสอื่นๆ เรียกกระบี่บินออกมาและเปิดใช้งานโล่พลังปราณอย่างเงียบเชียบ
ด้านหลังพวกมัน ซิวเจ่อทั้งหนึ่งพันคนก็ทยอยเปิดใช้งานชุดเกราะปราณของตน
เช่นกัน
ท้องฟ้าปกคลุมด้วยสีสันอันหลากหลายอีกครั้ง
สายตาของผู้ชมกลับมารวมตัวกันเป็นตาเดียว เฝ้ารอการปะทะเดือดของสอง
กองกำลัง
ในแง่ของความแข็งแกร่ง หอสำนักนอกได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด ในสายตาของ
หลายคน เกราะปราณของพวกมันเหนือกว่าเกราะหนักของค่ายเว่ย นี่เป็นครั้งแรกที่
พวกมันเห็นคนใช้เกราะหนักที่เทอะทะงุ่มงามเช่นนี้
ในแง่ของพลังฝีมือส่วนบุคคล ฝ่ายหอสำนักนอกยิ่งได้เปรียบมากขึ้นไปอีก ใน
หมู่ผู้อาวุโสหอสำนักนอก มีซิวเจ่อด่านหนิงม่ายขั้นสามอยู่หลายคน ส่วนทางด้านค่าย
เว่ย? แม้ว่าวิชาที่พวกมันฝึกปรือจะลี้ลับคลุมเครือยิ่ง แต่พลังฝีมือส่วนตัวของแต่ละคน
ล้วนดาษดื่นสามัญ ไม่มียอดฝีมือที่เด่นล้ า
หลายคนเหลือบมองไปยังจั่วม่อโดยไม่รู้ตัว พลางสั่นศีรษะ
หงจุนเซวียนแค่นเสียงเย้ยหยัน “เกราะหนัก พวกมันยังคิดว่านี่เป็นหลายพันปี
ก่อนหรือ ของโบราณเช่นนี้ยังกล้านำออกมาให้ผู้คนชมดู ผู้ใดบอกข้าว่าพวกมันร่ ารวย
มาก? พวกหอสำนักนอกมากมายถูกคนเหล่านี้ฆ่าตายหรือ? เศษสวะย่อมเป็นเศษสวะ
อยู่วันยันค่ า แม้ว่าจะเข้าสังกัดพรรคฟ้ากระจ่างของพวกเราแล้ว แต่ยังคงใช้การ
ไม่ได้!”
“ฮี่ฮี่ นั่นก็ใช่แล้ว พวกมันไหนเลยจะเปรียบเทียบกับศิษย์พี่ได้ เวลานี้ศิษย์พี่
สามารถควบคุมพวกมันได้อย่างง่ายดาย!” ศิษย์น้องรีบประจบประแจง “ไม่ใช่แค่
เพียงเมืองอีกาทองคำเท่านั้น ต่อให้มีมากกว่านี้ ศิษย์พี่ก็สามารถกวาดพิชิตได้โดยราบ
คาบ!”
หงจุนเซวียนพออกพอใจยิ่ง “เมื่อเรายึดเมืองนี้ได้ ความเหนื่อยยากของพวกเจ้า
ย่อมจะได้รับการตอบแทน!”
“ศิษย์พี่ฉลาดปราดเปรื่อง!”
“ติดตามศิษย์พี่ วันคืนของพวกเราก็โชติช่วงเรืองรองแล้ว!”
ศิษย์น้องคนอื่นๆ ช่วยกันเยินยอหงจุนเซวียนเป็นการใหญ่ หงจุนเซวียนอิ่มอก
อิ่มใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน มันโบกมือให้ทุกคนหยุดสอพลอ “เรามาดูกันว่าเศษสวะ
เหล่านี้มีประโยชน์สักเท่าใด”
เหล่าศิษย์น้องล้วนหันไปมองทางเฮ่อเสียง
“ฆ่ามัน!” เฮ่อเสียงไม่กล่าวมากความ ถือกระบี่พุ่งออกไปด้านหน้าสุด ผู้อาวุโส
อื่นก็ไม่กล่าวคำใดอีก ไล่ตามไปอย่างกระชั้นชิด ซิวเจ่อหนึ่งพันคนย่อมไม่กล้าฝ่าฝืน
เสียงกรีดฝ่าอากาศแหลมสูงดังสะท้านอยู่กลางนภา
ห่าพิรุณลำแสงถาโถมเข้าหาค่ายเว่ยนอกกำแพงเมืองอีกาทองคำ!
สิบลี้!
ไม่มีการเคลื่อนไหว กระแสพลังงานสีเงินไม่ได้ปรากฏขึ้นอย่างที่หลายคนคิด
เอาไว้ ผู้คนล้วนประหลาดใจ
“บางทีพลังงานของหอรบค่ายกลสงครามถูกใช้ไปหมดแล้ว?” บุรุษกลางคน
งงงวยอยู่บ้าง “หรือบางที เจ้าเมืองอีกาทองคำมีความเชื่อมั่นในกองทหารเกราะดำ
อย่างเปี่ยมล้น?”
บุรุษร่างใหญ่ใบหน้าทั้งฉงนทั้งประหลาดใจ สองข้อที่กล่าวมาล้วนเป็นไปได้มาก
แต่ความหมายแตกต่างกันไปคนละทาง
เฮ่อเสียงกับเหล่าผู้อาวุโสตั้งใจเผชิญห่าฝนสายฟ้าแกร่งตั้งแต่แรก คาดไม่ถึงว่า
บินเข้ามาใกล้ถึงเพียงนี้แล้ว เมืองอีกาทองคำกลับไม่ยิงสายฟ้าแกร่งออกมาแม้แต่เส้น
เดียว
นี่ทำให้พวกมันปิติยินดี ขวัญกำลังใจเพิ่มพูนขึ้นอีกอักโข!
ผู้อาวุโสหลายคนที่ลอบวางแผนหลบหนี รู้สึกมั่นใจขึ้นมาทันที ซิวเจ่อหนังพัน
คนที่ด้านหลังก็เริ่มเชื่อมั่นไม่น้อย
สิ่งที่พวกมันหวาดกลัวที่สุดคือสายฟ้าแกร่ง เวลานี้เมื่อมหันตภัยอันยิ่งใหญ่ที่สุด
หายไป อีกฝ่ายก็เป็นแค่พวกบ้านนอกที่สวมเกราะหนักเท่านั้น ยังมีอันใดต้องกลัว?
ใช่! ยังจะมีอันใดต้องหวาดกลัวอีก?
เห็นความหวังในการรอดชีวิต เฮ่อเสียงจิตกระหายสงครามพลันเดือดพล่าน
ร้องตวาดอย่างดุดัน “ฆ่า! ฆ่า! ฆ่า!”
หนึ่งพันซิวเจ่อหอสำนักนอกกู่ร้องตาม ““ฆ่า!ฆ่า!ฆ่า!”
เจ็ดลี้!
ห้าลี้!
สามลี้!
เหล่าซิวเจ่อที่โถมลงมาพร้อมสุ้มเสียงฝ่าอากาศแหลมสูง เริ่มขยายใหญ่ขึ้นใน
สายตาของซู่หลงด้วยระดับความเร็วอันน่าตระหนก
ทักษะปิศาจเร่งเร้าไปถึงขอบเขตสูงสุด ซู่หลงลืมตาโพลง ภายในดวงตาสีแดง
เลือด ปรากฏพลังงานสีดำพุ่งผ่านดุจคมมีดดำทมิฬ มันพลันกู่คำรามอย่างเกรี้ยว
กราด!
“ฆ่า!”