สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 290 ค่ายเว่ยออกศึก
เฮ่อเสียงหัวใจเต้นระส่ าดุจกลองศึก ผู้อาวุโสที่เหลือล้วนหน้าเผือดสี พวกมันยัง
ไม่ทันฟื้นตัวจากการเฝ้าดูการต่อสู้เมื่อสักครู่ กองทัพหนึ่งพันห้าร้อยคนพินาศสิ้น ไม่
เหลือรอดแม้แต่คนเดียว พลังอำนาจของพวกมันลดฮวบลงทันทีถึงหนึ่งในห้า
ซากศพที่เกลื่อนกลาดอยู่ทั่วภูเขา ทำให้ดูคล้ายพวกมันอยู่ในนรกภูมิ เหล่าผู้
อาวุโสที่เคยแย่งชิงกันเข้าตีเมืองเป็นคนแรก เวลานี้เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นขวัญ
ผวา หากเป็นพวกมันที่ออกไปเป็นคนแรก… …
กล่าวตามความสัตย์ ผู้อาวุโสที่สองแสดงฝีมือได้ดีเยี่ยม มันครอบครองอาวุธ
วิเศษอันยิ่งใหญ่เช่นม่านไหมค่ายกลเมฆา ทั้งยังองอาจห้าวหาญ ออกไปนำทัพที่
ด้านหน้า เหล่าผู้อาวุโสเชื่อว่าในหมู่พวกมันที่เหลือ ไม่มีผู้ใดแสดงฝีมือได้ดีกว่าผู้อาวุโส
ที่สองอีกแล้ว แต่กระนั้นผู้อาวุโสที่สองยังคงตกตายอย่างน่าอนาถ แตกพ่ายยับเยิน ไม่
มีผู้ใดเหลือรอด นี่มิใช่ว่าพวกมันไม่แข็งแกร่ง แต่คู่ต่อสู้ร้ายกาจเกินไป!
นั่นมันหอรบค่ายกลสงครามผีสางอันใด? สายฟ้าแกร่งที่ปลดปล่อยออกมาราว
กับคลื่นกระแสน้ าไม่ขาดตอน ช่างอยู่เหนือสามัญสำนึกผู้คนเกินไป หากไม่ได้พบเห็น
อยู่คาตา พวกมันไหนเลยจะเชื่อได้ลง ว่าในโลกนี้จะมีหอรบค่ายกลสงครามอันบ้าคลั่ง
เช่นนี้อยู่ด้วย ต่อให้มีอยู่จริง สิ่งของร้ายกาจนี้ไฉนมาปรากฏตัวอยู่ในอาณาจักรขุนเขา
น้อยอันเล็กกระจ้อยร่อยนี้ได้?
เอาสิ่งของเยี่ยงนี้ออกมา หรือเจ้าจะไม่ให้ทุกคนมีชีวิตอยู่แล้ว?
ไหนจะค่ายกลวงแหวนฟ้าสำเนียงจันทร์นั่นอีกเล่า? เจ้าสิ่งนั้นยังจะสามารถ
เรียกว่าค่ายกลวงแหวนฟ้าสำเนียงจันทร์ได้อีกหรือ? เจ้าไม่ละอายใจหรือ พี่ชาย เจ้า
ไม่ใช่คนเดียวที่เล่นกับค่ายกลวงแหวนฟ้าสำเนียงจันทร์ เจ้าแน่ใจหรือว่าค่ายกลของ
เจ้ายังจะเรียกว่าค่ายกลวงแหวนฟ้าสำเนียงจันทร์ได้อีก?
เหล่าผู้อาวุโสจ้องมองเมืองอีกาทองคำอย่างโศกเศร้าระคนเจ็บแค้น
พี่ชาย ยอดเยี่ยมยิ่ง เจ้าร้ายกาจถึงเพียงนี้ ยังจะวิ่งมาอาณาจักรขุนเขาน้อยแย่ง
ชิงชามข้าวของพวกเราเหล่าคนตัวเล็กๆ หาอันใด!
เพราะเหตุใด … …
กระทั่งเฮ่อเสียงยังไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรต่อไป ทำสงครามต่อ? มันเหลียวมอง
เหล่าผู้อาวุโสรอบข้าง แต่ละคนเต็มไปด้วยความท้อแท้สิ้นหวัง สูญเสียความกล้าหาญ
ไปสิ้น ต่อให้มีผู้อาวุโสที่ยังหาญกล้านำทัพเข้าต่อสู้ แต่ไพร่พลของพวกมันก็ไม่เต็มใจ
แล้ว มันรู้สึกชัดถึงขวัญกำลังใจของกองทัพที่ตกต่ าลงถึงขีดสุด
แต่ท่ามกลางสายตามากมายเฝ้าดูพวกมันอยู่ มันรู้สึกว่าล่าถอยไปเช่นนี้ก็ไม่ได้
นั่นเสื่อมเสียหน้ายิ่ง
ขณะที่เฮ่อเสียงกำลังดิ้นรนกับภาวะไม่รู้จะเดินหน้าหรือล่าถอยดีนี้ ทางเมือง
อีกาทองคำกลับมีการเคลื่อนไหวอีกครั้ง
เห็นผู้คนมากมายปรากฏขึ้นบนกำแพงเมืองอีกาทองคำอย่างกะทันหัน จากนั้น
พากันกระโดดลงมาจากกำแพงไม่ขาดสาย
เฮ่อเสียงดวงตาเบิกกว้าง จ้องมองเหล่าซิวเจ่อที่กระโดดลงมาจากกำแพงอีกา
ทองคำอย่างต่อเนื่อง
นี่มัน… …พวกมันคิดโจมตี?
ไม่ทราบเพราะเหตุใด มันสั่นเทาไปทั้งร่าง พอหันกลับไปมองผู้อาวุโสอื่นๆ ที่อยู่
รอบกาย พลันงงงันวูบ รอบกายมันกลายเป็นว่างเปล่า เหล่าผู้อาวุโสที่เคยห้อมล้อม
อยู่ใกล้ๆ หายตัวไปทั้งหมด จนกระทั่งหันมองไปรอบๆ ค่อยพบเห็นว่าพวกมันล้วนล่า
ถอยกลับไปอีกสามจั้ง ทิ้งมันไว้ที่เดิมเพียงลำพัง
ใบหน้าของทุกคนทอแววหวาดผวา
การเคลื่อนไหวของเมืองอีกาทองคำดึงดูดสายตาทุกผู้คนอีกครั้ง เหล่าซิวเจ่อที่
ชมดูอยู่ในระยะไกล พากันเปลี่ยนสายตามายังกลุ่มคนที่ถาโถมออกมาจากเมืองอีกา
ทองคำ
คนกลุ่มนี้ล้วนสวมใส่ชุดเกราะหนักสีดำสนิท แต่ท่าร่างของพวกมันคล้ายแผ่ว
เบาและคล่องตัว ทุกคนยิ่งชมดูก็ยิ่งมีสีหน้างุนงง ในบรรดาเกราะปราณหลากหลาย
ประเภท แทบไม่มีผู้ใดใช้เกราะหนักเลย เนื่องเพราะการต่อสู้ของซิวเจ่อส่วนใหญ่
เกิดขึ้นบนท้องฟ้า เกราะปราณอันหนักหน่วงจะส่งผลกระทบต่อความรวดเร็วของ
พวกมัน ชุดเกราะปราณที่นิยมใช้กันส่วนใหญ่จะเป็นเกราะเบา แกะสลักค่ายกลที่
สามารถใช้งานระหว่างการต่อสู้ โดยทั่วไปแล้วความสามารถในการป้องกันของชุด
เกราะปราณไม่ได้พึ่งพาตัวเกราะเอง แต่ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของโล่พลังปราณที่
เกิดจากค่ายกลของชุดเกราะปราณ
สามารถเห็นได้ว่าเกราะปราณสีดำบนร่างคนเหล่านี้ โดยเนื้อแท้แล้วหนักมาก
มีเพียงซิวเจ่อที่ฝึกปรือสังขารเท่านั้นจึงสามารถรองรับเกราะหนักเช่นนี้ได้ ดูท่า
ร่างอันคล่องแคล่วปราดเปรียวของผู้คนเหล่านี้ พวกมันคล้ายเป็นซิวเจ่อที่ฝึกปรือ
สังขารกลุ่มหนึ่ง
บนกำแพงเมือง เห็นกระแสซิวเจ่อเกราะดำทยอยกระโดดลงมาไม่ขาดสาย แต่
ละคนท่าร่างว่องไวยิ่ง เห็นได้ชัดว่าผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ถาโถมไม่ขาดตอนดุจ
สายน้ า กลุ่มซิวเจ่อเกราะดำรวมตัวกันอย่างรวดเร็วด้านนอกเมือง จนกระทั่งจำนวน
คนเกราะดำมีมากถึงหนึ่งพันคน เหล่าผู้ชมล้วนสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ
เฮ่อเสียงกับพวกใบหน้าดำคล้ าดุจขี้เถ้า!
ผู้ใดว่าเมืองอีกาทองคำไม่มีกำลังพลมากมาย?
ต้องใช้ผู้คนเท่าใดในการสร้างหอรบค่ายกลสงครามสามสิบหกหอรบนั้น นี่ยากที่
จะคำนวณอย่างถ่องแท้ แต่แน่นอนว่าต้องไม่ต่ ากว่าหนึ่งพันคน เวลานี้ปรากฏซิวเจ่อที่
ฝึกปรือร่างกายอีกหนึ่งพันคนโผล่ออกมา เช่นนั้นคนที่ซ่อนตัวอยู่ในเมืองอีกาทองคำ
ที่แท้มีมากมายเท่าใด?
เฮ่อเสียงกระทั่งเรี่ยวแรงจะก่นด่ายังไม่มี ผู้อาวุโสอื่นๆ ได้แต่หันมองหน้ากัน
เท่านั้น
หนึ่งพันซิวเจ่อเกราะหนักตั้งขบวนทัพในบัดดล ท่าร่างของพวกมันรวบรัดหมด
จด ไม่มีการเอะอะโวยวาย ในระยะเวลาอันกระชั้นสั้น พวกมันก็จัดตั้งกระบวนทัพ
ค่ายกลของพวกมันแล้วเสร็จ
ซิวเจ่อเกราะหนักทั้งหนึ่งพันคนยืนอย่างเคร่งขรึมเป็นระเบียบ ไม่มีสุ้มเสียง ไม่มี
ผู้ใดขยับ สรรพเสียงทั้งหมดจางหายไป
สายลมกระโชกผ่าน ฝุ่นผงกับใบไม้แห้งหมุนคว้างขึ้นกลางอากาศ เจตนาสังหาร
เย็นเยียบดุจคมมีด คนทั้งหนึ่งพันคล้ายก้อนหินหนักกดทับบนทรวงอกทุกผู้คน
บันดาลให้พวกมันรู้สึกหายใจลำบากโดยไม่รู้ตัว
ซู่หลงปวดเศียรเวียนเกล้าอยู่บ้าง
ประการแรก พวกมันไม่สามารถละเลยภารกิจที่เหล่าป่านมอบให้ได้ เหล่าป่าน
สั่งให้พวกมันเก็บรวบรวมสินสงคราม หากพวกมันไม่ทำตาม เหล่าป่านจะต้องไม่ยินดี
อย่างแน่นอน อย่าว่าแต่มันเองก็ไม่เต็มใจทำให้เหล่าป่านไม่ยินดี
อย่างไรก็ตาม วาจาของต้าเหรินในสร้อยคอก็ไม่สามารถละเลยได้เช่นกัน นั่น
เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนของพวกมันโดยตรง หากล่วงเกินคนผู้นั้น วันคืนของพวกมันก็
มืดมนยิ่ง
ทันใดนั้นมันฉุกใจวูบ บังเกิดความคิดอันดีงามขึ้น
เหล่าผู้คนที่ให้ความสนใจกับกองทหารเกราะดำ แบ่งเป็นสองฝ่ายที่มีความคิด
แตกต่างกันไปคนละทาง
ฝ่ายหนึ่งหัวร่อเยาะเย้ยเจ้าเมืองอีกาทองคำ ที่หน้ามืดตามัวสร้างกองกำลังสวะ
เช่นนี้ขึ้นมา ควรทราบว่าไม่ว่าจะเป็นเซียนกระบี่หรือเซียนวรยุทธ์ พวกมันก็มุ่งเน้น
ทักษะในการเหาะเหิน สนามรบหลักคือบนท้องฟ้า หากกองกำลังนี้บินขึ้นไปบน
อากาศ พวกมันไม่ต่างอันใดจากเต่าขาเจ็บ ได้แต่รอความตายแต่ถ่ายเดียว
ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งกลับอยากรู้อยากเห็นมากกว่า จนกระทั่งถึงตอนนี้ เจ้าเมือง
อีกาทองคำลงมือแต่ละครั้ง ล้วนมีแต่ทำให้ผู้คนประหลาดใจ บุคคลอันร้ายกาจนี้ไหน
เลยจะกระทำเรื่องผิดพลาดอันต่ าต้อยและตื้นเขินเช่นนี้ได้? การเคลื่อนไหวคราวนี้
ต้องแฝงความนัยบางอย่างไว้เป็นแน่
บุรุษกลางคนกับชายร่างใหญ่อยู่ในฝ่ายที่มีความเห็นที่สอง
“หากยังไม่ได้เห็นของจริง นี่ยากจะกล่าวอยู่บ้าง” ชายกลางคนดวงตาทอ
ประกาย กล่าวเสียงหนักๆ “เฉพาะผู้ที่สามารถทำลายสามัญสำนึกของผู้คน จึงคู่ควร
เป็นวีรบุรุษที่แท้จริง”
บุรุษร่างใหญ่จ้องมองกองทหารเกราะดำที่อยู่นอกเมืองอีกาทองคำตาเขม็ง ผู้อื่น
อาจเห็นว่ากองกำลังนี้น่าขบขัน แต่สำหรับมันที่เคยพบเห็นกองกำลังยอดฝีมือมาก่อน
แล้ว กองทหารเกราะดำนี้แม้ยังไม่อาจเรียกได้ว่ายอดฝีมือ แต่ดูเหมือนแฝงไว้ด้วยพลัง
สภาวะชนิดหนึ่งที่ทำให้ผู้คนไม่อาจละเลยได้
คนอื่นอาจจะไม่สนใจเรื่องนี้ แต่บุรุษร่างใหญ่ทราบดีว่าการก่อเกิดพลังสภาวะ
เช่นนี้ หาใช่เรื่องง่ายดายไม่
เจ้าเมืองอีกาทองคำผู้นี้เป็นอัจฉริยะตัวจริงเสียงจริง!
บุรุษร่างใหญ่ดวงตายิ่งร้อนระอุขึ้น
‘องครักษ์ทุกข์ยาก’ เป็นทักษะปิศาจที่มหัศจรรย์สุดขั้ววิชาหนึ่ง หากไม่มีความ
มานะบากบั่น ก็ไม่มีวันฝึกปรือได้สำเร็จ แต่หากสามารถทนทุกข์ทรมานรับความ
เจ็บปวดแสนสาหัส ความรุดหน้าจะรวดเร็วยิ่งกว่าทักษะปิศาจอื่นใด เมื่อครั้งที่อ๋อง
ปิศาจผู้นั้นได้รับ ‘นรกทุกข์ยาก’ เป็นครั้งแรก มันรู้สึกว่าเป็นวิชาที่ไม่เลว แต่ยังคิดว่า
ความก้าวหน้านั้นเชื่องช้าเกินไป มันไม่มีความอดทนมากพอจะค่อยๆ เพาะสร้าง
องครักษ์ส่วนตัวของมัน ดังนั้นทำการปรับปรุงแก้ไขเคล็ดวิชาเสียใหม่ให้เหมาะสม
สร้างวิชาใหม่ขึ้นมา กลายเป็น ‘องครักษ์ทุกข์ยาก’ นี่กลายเป็นทักษะปิศาจที่รุดหน้า
รวดเร็วยิ่ง ทว่าความเจ็บปวดทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้น ย่อมทวีคูณขึ้นอีกหลายเท่าเป็น
ธรรมดา
สำหรับราชาแห่งอาณาจักรปิศาจเช่นมัน ย่อมมีผู้คนใต้อำนาจนับไม่ถ้วน แม้ว่า
อัตราความล้มเหลวสูงลิ่วอย่างน่าตระหนก มันก็หาได้ใส่ใจไยดีแม้แต่น้อย
อ๋องปิศาจผู้นี้อาจจะไม่เคยคาดคิด ว่าวันหนึ่งทักษะปิศาจอันพิสดารนี้ จะถูกส่ง
มอบให้แก่เหล่าทาสฝึกตนที่ชีวิตไม่มีราคาค่างวดใด ทาสฝึกตนเหล่านี้ถูกซื้อขาย
เปลี่ยนมือมาหลายต่อหลายทอด ทนทุกข์ทรมานมานับไม่ถ้วน คนที่รอดชีวิตมาจนถึง
ทุกวันนี้ ย่อมเป็นผู้ที่ทรหดอดทนเหนือผู้ใด นอกจากนี้ ผูเยาโดยธรรมชาติแล้วไม่ได้มี
อารมณ์ไร้สาระอย่างเช่นความเวทนาสงสาร เพื่อพิสูจน์คุณค่าของอสูรฟ้า มันคอยเร่ง
เร้าคนเหล่านี้อย่างไร้ปราณี
วันนี้เป็นครั้งแรกที่ค่ายเว่ยเปิดเผยตัวเอง
กลุ่มตัวประหลาดนี้ที่แท้คิดทำอันใด?
ขณะที่ทุกคนสับสนงุนงง พลันเห็นกระบวนทัพจู่ๆ ก็กระจายออกไป แต่ละ
กองร้อยราวกับสายน้ าที่ ก็แยกออกเป็นลำน้ าเล็กๆ สิบสายในบัดดล พวกมันสามสิบ
หกคนรวมเป็นหนึ่งหมู่ เร่งความเร็วโลดแล่นไปตามภูเขา
พวกมันรวดเร็วถึงที่สุด เกราะหนักบนร่างคล้ายไม่ส่งผลกระทบต่อพวกมันเลย
สิ่งที่น่าชื่นชมมากที่สุดก็คือ แม้กระทั่งโลดแล่นด้วยระดับความเร็วสูงสุดยอดเช่นนี้
ขบวนทัพของพวกมันก็ไม่ได้สับสนวุ่นวายแม้แต่น้อย
เหนือเมืองอีกาทองคำ จั่วม่ออุทานอย่างแปลกใจอยู่บ้าง
หลังจากทุ่มเทอยู่กับค่ายกลมายาวนาน มันก็มีความรู้สึกเฉียบไวต่อค่ายกลเป็น
พิเศษ เพียงเหลือบมองปราดเดียว ก็ตระหนักว่าหนึ่งหมู่สามสิบหกคนนั้น เป็น
รูปแบบของค่ายกลศึกบางอย่าง
มันเพ่งจิต เปิดใช้งานเนตรปราณ
เห็นด้านบนของแต่ละหมู่เล็กๆ เหล่านั้น ปราณสีดำเชิดขึ้นสูง ราวกับอสรพิษดำ
สิบกว่าตัวแหวกว่ายไปรอบๆ เต็มไปด้วยเจตนาสังหารอันล้นปรี่
นี่มันค่ายกลศึกอันใด?
เจตนาสังหารของค่ายกลขบวนนี้หนักข้นเสียจนจั่วม่อไม่เคยเห็นสิ่งใด
เปรียบเทียบได้ กระทั่งเจตนาสังหารของค่ายจูเชวี่ยของกงซุนชา ยังอ่อนด้อยกว่า
กระบวนทัพค่ายกลศึกของค่ายเว่ยในยามนี้
อย่างที่คิดไว้ ผูเยายังคงมีเคล็ดลับซ่อนอยู่ในแขนเสื้อของมันอีกมากมาย!
จั่วม่อลูบคางพลางครุ่นคิด
หยาดเหงื่อไหลลงมาจากศีรษะของซู่หลงเป็นทางยาว มันยังได้ยินต้าเหรินใน
สร้อยคอก่นด่าไม่หยุดปาก
“เจ้าฝึกปรืออะไรมาบ้าง? อ๊า! นี่แค่ค่ายกลปิศาจน้อยสังหารจำนวนสามสิบหก
คนเท่านั้น เจ้ายังแทบรับไว้ไม่ได้ เช่นนั้นค่ายกลมหาปิศาจสังหารที่มีผู้คนมากกว่า
หนึ่งพันคนเล่า เจ้าจะฝึกปรือได้อย่างไร!”
ผูเยาไม่ได้มีท่วงท่าสงบเยือกเย็นเหมือนยามอยู่ต่อหน้าจั่วม่อแม้แต่น้อย เสียง
ตะโกนของมันดุจสายฟ้าคำราม ทำให้ซู่หลงใจสั่นระรัว เห็นได้ชัดว่าผูเยาไม่พอใจยิ่ง
ซู่หลงถ่ายทอดคำสั่งไปยังหมู่เล็กๆ ทุกหมู่อย่างรวดเร็ว ทุกผู้ใจสะท้านใจเฮือก
แล้วเต็มไปด้วยความกระหายในการต่อสู้ พวกมันรีดเค้นจิตวิญญาณออกมาสิบสอง
ส่วนจากเวลาปกติ
เจตนาสังหารของแต่ละหมู่ยิ่งหนักข้นจนแทบมีรูปร่าง ในเวลานี้ แม้แต่ซิวเจ่อที่
ไม่มีเนตรปราณเหมือนจั่วม่อ ยังสามารถมองเห็นรูปลักษณ์อันพิเศษเฉพาะนี้ได้
“เจตนาสังหารอันคมกล้ากระไรปานนี้!” บุรุษกลางคนมีสีหน้าแตกตื่นลนลาน
เป็นครั้งแรก กล่าวด้วยสุ้มเสียงหนักอึ้งว่า “ค่ายกลศึกขบวนนี้มีเจตนาสังหารหนัก
หน่วงที่สุดเท่าที่ข้าน้อยเคยพบเห็นมาทั้งชีวิต! ไม่ทราบว่าผู้ใดสามารถสร้างค่ายกลศึก
อันชั่วร้ายเช่นนี้ได้?”
“ค่ายกลที่สามารถฆ่าคนล้วนเป็นค่ายกลที่ดี!” เกี่ยวกับประเด็นนี้ บุรุษร่างใหญ่
กลับไม่ถือสา มันมองตามการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องของค่ายเว่ยเกราะดำอย่างสน
อกสนใจเต็มที่
เจตนาสังหารคล้ายควบแน่นจนมีรูปลักษณ์ขึ้นมาจริงๆ เหนือศีรษะของแต่ละ
หมู่ เห็นงูดำหลายตัวส่ายไหวไปมาอย่างเลือนราง บันดาลให้ผู้คนหวาดผวาอย่างสุด
ระงับยับยั้ง
ผู้คนฝ่ายที่เคยหัวร่อเยาะจั่วม่อก่อนหน้านี้ ยามนี้ได้แต่อ้าปากค้าง หัวใจเต้นระ
ส่ า แม้ว่าพวกมันยังไม่เคยเห็นการโจมตีของกององครักษ์เกราะดำเหล่านี้ แต่เพียง
เจตนาสังหารอันน่าตระหนกนี้ ก็มากพอที่จะทำให้คนจำนวนมากสูญเสียความกล้า
หาญของพวกมันไป
“ร้ายกาจอย่างที่คาด!” จั่วม่อผู้ครอบครองเนตรปราณ สามารถเห็นได้ชัดตาก
ว่าผู้ใด ขอเพียงสัมผัสถูก เจตนาสังหารที่เปลี่ยนเป็นอสรพิษดำจะรัดพันรอบกายศัตรู
ในบัดดล แต่ละหมู่ทหารราวกับสัตว์ร้ายกินคน ภายในค่ายกลสังหาร พวกมันแต่ละ
คนดวงตาเปลี่ยนเป็นสีแดงเลือด ผนวกกับพลังสภาวะอันน่าขนพองสยองเกล้า หาก
มิใช่ว่าพวกมันฝึกปรือวิชาองครักษ์ทุกข์ยาก ทรหดอดทนเหนือผู้คนทั่วไป ภายใต้
เจตนาสังหารอันหนักข้นนี้ เกรงว่าร่างกายคงแตกสลายเสียนานแล้ว
จั่วม่ออดอยากรู้อยากเห็นไม่ได้ หากค่ายกลศึกนี้ปะทะกับศัตรู จะเป็นเช่นไรกัน
แน่ อันที่จริงมันอยากแล่นไปถามผูเยา แต่นึกขึ้นได้ว่าหากไปถามในตอนนี้ เจ้าผู้นั้น
ต้องเชิดจมูกสูงชันเทียมฟ้าเป็นแน่
มันหยุดความคิดทันที แต่แล้วทันใดนั้น สุดท้ายค่อยนึกออก “ไม่ใช่ว่าข้าบอกให้
พวกมันไปปล้นชิงยุทธภัณฑ์เวทหรอกหรือ? แล้วพวกมันมัวฝึกซ้อมอันใดอยู่ในนั้น?”
ความคิดนี้พอบังเกิด มองไปยังพื้นดินที่เต็มไปด้วยซากศพและยุทธภัณฑ์เวท
กระจัดกระจาย จั่วม่อบันดาลโทสะทันที นี่ต้องเป็นฝีมือของเจ้าตัวร้ายผูเยาอย่าง
แน่นอน!
จิงสือมากมายถึงเพียงนั้น … …
ขณะที่มันกำลังจะแผดด่าให้สมแค้น ทันใดนั้นจากปลายหางตา เห็นลำแสง
กระบี่หลายสิบสายพุ่งวาบมาจากขอบฟ้า