สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 293 ก้าไรก้อนโตที่ไม่คาดฝัน
ซู่หลงขบกรามอย่างรุนแรง พลังงานสีดำราวกับไฟนรกแผดเผาร่างมันอย่าง
เกรี้ยวกราด มันทราบว่าพลังงานสีดำเหล่านี้คือสิ่งใด นั่นคือเจตจำนงสังหาร! ค่ายกล
ปิศาจสังหารภูตอีกาสามารถควบรวมเจตจำนงสังหารทำร้ายศัตรู แต่เจตจำนงสังหาร
นี้ไม่ต่างจากดาบสองคม คิดทำร้ายศัตรู ก็ต้องทำร้ายตัวเองก่อน
เร่งเร้าพลังองครักษ์ทุกข์ยากไปถึงขีดสุด พลังงานสีดำค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปใน
ร่าง ทั้งร่างของมันสั่นระริกอย่างไม่อาจควบคุม
ความเจ็บปวด ความทุกข์ยาก ล้วนเป็นอาหารเสริมที่ดีที่สุดของทักษะปิศาจชุด
นี้
แตกต่างจากที่คนนอกได้เห็น การใช้กระบวนปิศาจน้อยสังหาร สำหรับค่ายเว่ย
ในตอนนี้นับว่ายากเย็นแสนเข็ญ ในการฝึกฝนตามปกติ อัตราความสำเร็จของ
กระบวนปิศาจน้อยสังหารไม่สูงนัก แต่วันนี้อาจเพราะความมุ่งมั่นต่อหน้าเหล่าป่าน
การเปิดใช้กระบวนปิศาจน้อยสังหารของพวกมัน ไม่มีหมู่ใดกระทำผิดพลาดแม้แต่หมู่
เดียว!
ทว่า… …
ซู่หลงรู้สึกว่าเส้นใยพลังงานสีดำเจาะเข้าไปในร่างกายมัน ราวกับแมลงเล็กๆ
ชอนไชไปทั่วร่าง แผดเผาทุกตารางนิ้วบนร่างกาย! มันไม่กล้าขยับเคลื่อนไหว เกรงว่า
หากเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย จะสูญเสียการควบคุมทันที
ไม่ใช่แค่มันผู้เดียว ไพร่พลค่ายเว่ยทุกคนคล้ายถูกตอกตรึงอยู่กับที่ ราวกับเสาไม้
อันมั่นคง พวกมันถูกปกคลุมด้วยพลังงานสีดำอย่างท่วมท้น ได้แต่กัดฟันทานทน เร่ง
เร้าพลังทักษะปิศาจเข้าต่อต้านอย่างบ้าคลั่ง
“กลับเข้าไปในเมืองเดี๋ยวนี้”
ภายในสร้อยคอ สุ้มเสียงของผูเยาไม่ได้กราดเกรี้ยวดุดันเหมือนเมื่อครู่ แต่
กลายเป็นเคร่งขรึมจริงจังอย่างหาได้ยาก
ซู่หลงไม่มีปัญญากล่าววาจาตอบคำ กัดฟันแน่นกว่าเดิม พลังงานสีดำบนร่าง
หนักข้นมากขึ้น พลังงานสีดำคล้ายเริ่มแสดงร่องรอยของการแปรเปลี่ยนเป็นเปลวไฟ
มันกระทั่งยกเท้าก้าวเดินยังทำไม่ได้ พลังงานสีดำหนาหนักขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางค่าย
เว่ยทั้งหมด
จั่วม่อเห็นว่าไม่ถูกต้อง ตามหลักการ เวลานี้พลังงานสีดำสมควรสลายไปเอง แต่
พลังงานสีดำภายในกระบวนทัพค่ายกลกลับยิ่งมายิ่งหนาหนักขึ้น หากยังเป็นเช่นนี้
ต่อไป ค่ายเว่ยจะถูกเจตจำนงสังหารอันคมกล้าและป่าเถื่อนกลืนกินเข้าไป
“วารีนิล! รีบด่วน!” สุ้มเสียงร้อนรนอยู่บ้างของผูเยาดังขึ้นในใจจั่วม่อ
จั่วม่องงงันวูบ จากนั้นหน้าเปลี่ยนสี เหินทะยานลงจากเมฆมงคล ตวัดมือซัดวารี
นิลออกมา ในเวลานี้ มันไม่สนใจว่าวารีนิลมีคุณค่ามากเท่าใด เพียงกลัวว่าจำนวนวารี
นิลจะไม่มากพอ รีบซัดวารีนิลทั้งหมดที่มีอยู่ในมือลงไปยังค่ายเว่ยราวกับหยาดพิรุณสี
นิลห่าใหญ่
วารีนิลแต่ละหยดหนักหน่วงปานตะกั่ว ท่ามกลางเสียงประพรมดังรัวเร็ว ส่วน
หนึ่งหยดลงบนพื้น กระแทกพื้นเป็นหลุมเล็กๆ ฝุ่นคลีฟุ้งกระจาย
แต่เมื่อตกกระทบร่างกายของไพร่พลค่ายเว่ย ราวกับสายฝนเทใส่ผืนทราย ซึม
ซับเข้าไปในร่างกายในชั่วพริบตา จมหายไปโดยไม่มีร่องรอย
ในครั้งนั้น จั่วม่อกับกงซุนชาฆ่าสัตว์ร้ายวารีนิลเนตรจันทราหนักสามพันจิน
จั่วม่อเก็บเกี่ยววารีนิลได้มากถึงหนึ่งพันห้าร้อยกว่าจิน เวลานี้วารีนิลทั้งหนึ่งพันห้า
ร้อยกว่าจินโปรยปรายเป็นสายฝนลงบนร่างกายของเหล่าไพร่พลค่ายเว่ย
วารีนิลเป็นวัตถุดิบระดับสามที่ใช้กันอย่างกว้างขวาง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า
มันราคาถูก
หากกล่าวว่าค่ายกลปิศาจสังหารภูตอีกาทำให้ทุกผู้คนหวาดหวั่นขวัญผวา
เช่นนั้นการที่ผู้ชมเห็นจั่วม่อโปรยซัดวารีนิลหนึ่งพันห้าร้อยจินออกไปหมดสิ้นในชั่ว
พริบตา ก็ทำให้พวกมันแทบเสียสติด้วยความเจ็บปวดใจอันใหญ่หลวง!
พวกมันในดวงตาแดงฉานด้วยความอิจฉาริษยา
วารีนิลมากกว่าพันจิน… …
คนผู้หนึ่งจะฟุ่มเฟือยถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?
เห็นพลังงานสีดำเริ่มเบาบางลง สีหน้าเจ็บปวดของพวกซู่หลงก็บรรเทาลงมาก
จั่วม่อค่อยคลายใจ ทันใดนั้นนึกขึ้นได้ว่ายังมีไข่มุกเนตรจันทราครึ่งซีกอีกสี่ชิ้น รีบ
ถามผูเยา “ไข่มุกเนตรจันทราใช้ได้หรือไม่?”
ผูเยาประหลาดใจอยู่บ้าง “ไข่มุกเนตรจันทราราคาแพงมากทีเดียว”
“นั่นหมายความว่ามันมีประโยชน์หรือไม่?” จั่วม่อถามย้ า
“อ้อ มีประโยชน์มาก”
ทันทีที่ผูเยากล่าวจบ จั่วม่อก็นำไข่มุกเนตรจันทราครึ่งซีกออกมาทั้งหมด
“ไข่มุกเนตรจันทรา!” ในบรรดาผู้ชมย่อมไม่ได้ขาดแคลนผู้มีสายตาแหลมคม
พอเห็นของในมือจั่วม่อ พากันอุทานอย่างพร้อมเพรียง
“วารีนิล! ไข่มุกเนตรจันทรา! มันต้องเคยฆ่าสัตว์ร้ายวารีนิลเนตรจันทรามาแล้ว!
แข็งแกร่งยิ่ง!”
“ของสิ่งนี้ราคาแพงมาก… … มันคิดทำอะไร?”
จั่วม่อวางไข่มุกเนตรจันทราไว้กลางฝ่ามือ บดขยี้อย่างรุนแรง ไข่มุกเนตรจัน
ทรากลายเป็นกองฝุ่นสีขาวในบัดดล
เสียงวิพากษ์วิจารณ์อื้ออึงชะงักขาดหายไปทันที พวกมันเบิกตามองมือจั่วม่ออ
ย่างตื่นตะลึง
จั่วม่อค่อยๆ โคจรพลังปราณไปยังฝ่ามือ ผงไข่มุกเนตรจันทราแปรเปลี่ยนเป็น
กลุ่มควันขาว ปกคลุมทั่วกองทัพค่ายเว่ย
“ข้ายิ่งแน่ใจมากขึ้นทุกขณะ เจ้าเมืองอีกาทองคำผู้นี้ ประวัติความเป็นมาจะต้อง
ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน” บุรุษกลางคนสีหน้านิยมชมชื่น “ข้าไม่ทราบว่านี่เป็นศิษย์
ของสำนักใด คนผู้นี้เปี่ยมน้ าใจไมตรี จิตปณิธานสูงส่ง ต้าเหรินอาจต้องหาทางทำ
ความรู้จักกับมัน”
บุรุษร่างใหญ่ก็นับถือเลื่อมใสไม่แพ้กัน ไม่ต้องกล่าวถึงอื่นใด ลำพังน้ าใจอัน
กว้างขวางที่มีต่อผู้ใต้บังคับบัญชา ก็หาได้ไม่ง่ายแล้ว มันเชื่อมั่นในวิจารณญาณของ
เซียนเซิงวัยกลางคน ไม่น่าแปลกใจเลยว่าเจ้าเมืองอีกาทองคำผู้นี้จะต้องเป็นทายาท
ของสำนักโบราณที่เร้นกาย ค่ายกลศึกอันร้ายกาจเช่นนั้น ผู้ใต้บังคับบัญชาที่แกร่งกล้า
สามารถเช่นนั้น เป็นสิ่งที่มีเพียงศิษย์สำนักใหญ่เหล่านั้นจึงสามารถครอบครองได้ สิ่งที่
ช่วยยืนยันความเชื่อมั่นของมันมากกว่าเดิม ก็คือวารีนิลหนึ่งพันห้าร้อยจินกับไข่มุก
เนตรจันทราครึ่งซีกทั้งสี่ชิ้นที่จั่วม่อนำออกมาใช้อย่างไม่เสียดาย
การกระทำเช่นนี้มันคุ้นเคยมากเกินไป!
พฤติการณ์เช่นนี้ ไม่ใช่สิ่งที่สำนักเล็กๆ จะสามารถจ่ายออกมาได้อย่างเป็น
ธรรมชาติถึงเพียงนี้ บุรุษร่างใหญ่นึกถึงตนเองกับกลุ่มคนรอบกายมัน ที่ใช้พันตำลึง
ทองแลกกับรอยยิ้มเดียวของหญิงงาม เทียบกับคนผู้นี้แล้ว ช่างน่าอับอายเหลือจะ
กล่าว!
น่าอายนัก อา น่าอายนัก!
บุรุษร่างใหญ่ตัดสินใจแน่วแน่ เมื่อสงครามจบสิ้นลง จะต้องขอพบหน้าเจ้าเมือง
อีกาทองคำผู้นี้สักครา!
ซู่หลงกับพวกล่วงรู้มูลค่าของวารีนิลกับไข่มุกเนตรจันทรา ดวงตาของพวกมันรื้น
ด้วยหมอกน้ าตา คราวนี้พลังงานสีดำแทบแตกซ่านจนหลุดจากการควบคุม พวกมัน
มักถูกกดขี่ข่มเหงอยู่ตลอดเวลา ถูกก่นด่าเฆี่ยนตี ไม่มีผู้ใดใช้จ่ายกับพวกมันมากนัก
ไม่เคยมีมาก่อน… …
เสียงของต้าเหรินในสร้อยคอดังขึ้นอีกหน “รวบรวมสมาธิ กลับเข้าเมืองทันที
ค่อยๆ ขยับช้าๆ”
ซู่หลงระงับความตื้นตันในใจ ไม่กล่าวพิรี้พิไรมากความ ทำมือเป็นสัญญาณแก่
ผู้อื่น พวกมันค่อยๆ เคลื่อนไปยังเมืองอีกาทองคำ ประตูเมืองเปิดกว้างรอรับพวกมัน
เทียบกับท่าร่างอันหมดจดปราดเปรียวในตอนที่พวกมันกระโดดลงจากกำแพงเมือง
แล้ว เวลานี้พวกมันก็เชื่องช้าดุจเต่าขาเจ็บ ไม่มีท่วงท่าสภาวะใดหลงเหลือ
แต่ไม่มีผู้ใดกล้าดูแคลนพวกมันอีก สายตาของผู้คนที่มองมายังค่ายเว่ยมีแต่
ความขนพองสยองเกล้า
กองทหารที่ดูเชื่องช้าประดุจหุ่นเชิดคุณภาพต่ า กลุ่มคนบ้านนอกสวมเกราะ
หนักสีดำที่ถูกเยาะเย้ยถากถาง เพิ่งจะสังหารหมู่ซิวเจ่อหนึ่งพันคนในชั่วอึดใจเดียว!
กองทัพค่ายเว่ยเมื่อกลับเข้าไปในเมือง ก็ตรงดิ่งกลับไปยังค่ายของพวกมัน เพื่อ
กลั่นเกลาเจตจำนงสังหาร วารีนิลและไข่มุกเนตรจันทราที่รวมกันอยู่ในร่างกาย
จั่วม่อไม่ได้อยู่ในอารมณ์พบปะสนทนากับผู้ใด เพียงสั่งการให้หอรบค่ายกล
สงครามคอยเฝ้าระวังสถานการณ์
มันแล่นไปยังที่พำนักของค่ายเว่ย เห็นเหล่าทาสฝึกตนเกราะดำห่อหุ้มด้วย
พลังงานสีดำ ยืนนิ่งสนิทประหนึ่งเสาไม้พันต้น ต้องสอบถามผูเยาอย่างวิตกกังวล “ที่
แท้เกิดอะไรขึ้น? มีปัญหาอันใด? ใช่แล้ว พวกมันใช้ค่ายกลศึกอันใด?”
“ค่ายกลปิศาจสังหารภูตอีกา เป็นค่ายกลที่ลี้ลับคลุมเครืออยู่บ้างชนิดหนึ่ง” ผู
เยากล่าวอย่างเสียไม่ได้ “เป็นค่ายกลศึกที่ใช้ร่วมกับวิชาองครักษ์ทุกข์ยากได้อย่าง
เหมาะเจาะเป็นที่สุด ค่ายกลศึกขบวนนี้เป็นสิ่งของที่มันได้รับมาจากการสังหารปิศาจ
ด่านเจียงผู้หนึ่ง”
(ปิศาจด่านเจียง – ด่านพลังที่ห้า เทียบเท่าหยวนอิง เหนือกว่าจินตันด่านหนึ่ง)
“มัน?” จั่วม่องุนงงเล็กน้อย
“ป้ายศิลานั่น” ผูเยาสะบัดเสียงอย่างขุ่นข้อง
“อ้อ” จั่วม่อคล้ายเข้าใจคล้ายไม่เข้าใจ แต่ลอบจดจำไว้ ดูเหมือนป้ายศิลาสุสาน
ไม่ธรรมดาอย่างที่คาดไว้จริงๆ กระทั่งปิศาจด่านเจียงก็สามารถสังหารได้ มันถามต่อ
“แล้ววันนี้เป็นเรื่องราวใด?”
“สิ่งที่เจ้าเห็นในวันนี้ เป็นกระบวนท่าแรกของค่ายกลปิศาจสังหารภูตอีกา
เรียกว่ากระบวนปิศาจน้อยสังหาร” ผูเยากล่าว “แม้ว่าจะไม่มีเนื้อหาเชิงเคล็ดวิชา
มากนัก แต่ระยะเวลาฝึกปรือของพวกมันสั้นเกินไป สำหรับพวกมันยังใช้งานได้ยาก
เกินไป”
“แล้วตอนนี้พวกมันทำอะไร?”
ผูเยาขุ่นเคืองอยู่บ้าง เดิมทีมันคิดอวดโอ่ต่อหน้าจั่วม่อ แต่นึกไม่ถึงว่าจะต้องให้
ผู้อื่นมาช่วยมันแทน นี่ทำให้มันอึดอัดขัดข้องราวกับกินแมลงวันเข้าไปทั้งตัว
เห็นจั่วม่อจ้องมองมันตาเขม็ง ผูเยาได้แต่เบ้ปาก กล่าวอย่างเสียไม่ได้ว่า “พวก
มันได้รับโชควาสนาในคราเคราะห์ เจตจำนงสังหารช่วยชำระล้างสังขารของพวกมัน
หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น นี่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่สำหรับพวกมัน นับเป็นโอกาสอันดีใน
การฝ่าด่าน เนื่องเพราะเจ้ายอมสละวารีนิลกับไข่มุกเนตรจันทราให้แก่พวกมัน หาก
พวกมันยังไม่มีปัญญาฝ่าด่านสำเร็จ ก็ล้วนแต่เป็นลูกหมูแล้ว!”
จั่วม่อคลายใจลงทันที จากนั้นยิ้มเยาะ “พวกมันเป็นลูกหมูหรือไม่ข้าไม่กล้าพูด
หรอก อ๊า แต่ว่าก็ว่าเถอะ เหล่าผู ต่อไปเจ้าจะต้องทำตัวให้น่าเชื่อถือกว่านี้ เจ้าบอกว่า
เจ้าอยากจัดการค่ายเว่ยโดยลำพังคนเดียว ดีมาก ข้าก็ไม่ว่าอะไร ข้าเห็นด้วยทันทีเสีย
ด้วยซ้ า แต่เจ้าดูเอาเถอะ ฝึกปรือมาตั้งนาน กลับฝึกได้แต่ค่ายกลปิศาจโง่*ขบวนหนึ่ง
กับทักษะทำร้ายตัวเองท่าหนึ่ง โอ้ กรุณาเถอะ เจ้าคืออสูรฟ้าผู้หนึ่งเชียวนะ เจ้าต้อง
เอาสิ่งที่ใช้การได้ออกมาสิ! คนไม่อาจตระหนี่เกินไป โอ้ ไม่ใช่ ไม่ใช่ อสูรฟ้าไม่อาจ
ตระหนี่เกินไป เจ้ากระทั่งต้องให้เกอวิ่งมาช่วยเหลือ! เจ้านึกว่าวารีนิลกับไข่มุกเนตร
จันทราไม่ได้ใช้จิงสือหรือไร? อสูรฟ้าผู้สูงส่งเอ๋ย นั่นมันราคาแพงมากเลยนะ!”
กล่าวจบ มันไม่เหลือบมองใบหน้าที่บัดเดี๋ยวขาวบัดเดี๋ยวเขียวของผูเยา หมุนตัว
ออกจากทะเลแห่งจิตสำนึกไปทันที
ทันทีที่ออกมาจากทะเลแห่งจิตสำนึก จั่วม่อไม่สามารถหยุดยั้งตัวเอง ต้องแผด
เสียงหัวร่อดังกระหึ่ม เมื่อหวนนึกถึงสีหน้าเดี๋ยวขาวเดี๋ยวเขียวอันน่าเกลียดสุดทนดู
ของผูเยา มันรู้สึกร่างกายปลอดโปร่งโล่งสบายอย่างบอกไม่ถูก
*(คำว่าฆ่าหรือสังหาร กับคำว่าโง่ ในภาษาจีนแม้จะออกเสียงไม่เหมือนกัน แต่ก็
คล้ายกันมาก ในที่นี้จั่วม่อจงใจเปลี่ยน ค่ายกลปิศาจสังหารเป็นค่ายกลปิศาจโง่ เพื่อ
ล้อเลียนผูเยา)
หลังจากไพร่พลรวมสองพันห้าร้อยคนทอดร่างเป็นซากศพอยู่นอกเมืองอีกา
ทองคำ หงจุนเซวียนผู้ประจักษ์ทุกอย่างด้วยสายตาตัวเอง ต่อให้ทระนงถือดีกว่านี้ ยัง
ต้องรีบหดหัวหลุบหางอย่างเรียบๆ ร้อยๆ
หากจะให้ถอยทัพกลับไปอย่างน่าสังเวชเช่นนี้ มันย่อมมิอาจยินยอมพร้อมใจ
แต่หากบอกให้มันโหมโจมตีอีกครั้ง มันก็ไม่มีความกล้าหาญพอ เฮ่อเสียงกับพวกล้วน
ถูกสังหารกลางศึก มันแค่ชมดูก็หน้าซีดจนขาว ยังจะเอาความกล้าหาญมาจากที่ใด?
ในความอับจน มันได้แต่สั่งตั้งค่ายตรึงกำลังเอาไว้ ค่อยๆ รวมหัวปรึกษาหารือกันไป
ก่อน
รัตติกาลมาเยือนอย่างรวดเร็ว เมืองอีกาทองคำที่เคยเต็มไปด้วยแสงสว่าง
เรืองรอง วันนี้ดำมืดสนิทใจ แต่ฝ่ายค่ายของหอสำนักนอกกลับสว่างไสวดุจเวลา
กลางวัน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าพวกมันหวาดกลัวจนหัวหด เกรงว่าเมืองอีกาทองคำจะลอบ
โจมตียามวิกาล เหล่าซิวเจ่อที่เฝ้าชมดูจากที่ห่างไกลล้วนรอคอยให้ถึงเวลารุ่งสาง คืน
นี้ดูสงบราบคาบ คล้ายไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
เวลาไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว วิกาลคล้อยดึก ล่วงเลยมาถึงยามเที่ยงคืน
ทันใดนั้น ประตูเมืองเปิดแง้มออกเล็กน้อย เจดีย์น้อยลอบชะโงกหน้าแอบมอง
ออกมาครึ่งตัว พอเห็นว่าไม่มีผู้ใดอยู่แถวนั้น ค่อยกล้าลอยออกมาอย่างไม่ห่วงกังวล
ด้านหลังมัน หุ่นเชิดทองแดงชักแถวย่องกริบตามกันมาเป็นทิวแถว หุ่นเชิดแต่ละตัว
ล้วนสะพายถุงผ้าไว้บนแผ่นหลัง
เจดีย์น้อยบินนำไปด้านหน้าช้าๆ บางครั้งกวาดตามองไปรอบๆ บรรดาหุ่นเชิด
ทองแดงแยกย้ายโถมเข้าหาซากศพบนพื้นอย่างคล่องแคล่วว่องไว ตรงกันข้ามกับ
ร่างกายที่ดูงุ่มง่ามของพวกมัน
พวกมันต่างคนต่างดึงยุทธภัณฑ์เวทกับชุดเกราะปราณออกจากร่างกายของ
ซากศพอย่างเงอะงะ จากนั้นโยนลงไปในถุงผ้าบนหลังของพวกมัน แรกเริ่มเดิมทีการ
เคลื่อนไหวของพวกมันหยาบกระด้างและติดขัด แต่ก็ค่อยๆ ราบรื่นขึ้นเป็นลำดับ
ถุงผ้าบนหลังของเหล่าหุ่นเชิดเต็มปรี่จนแทบล้นอย่างรวดเร็ว ในเวลานี้เอง เงาสี
เทาวาบผ่านด้านหลังพวกมัน ฉวยถุงผ้าออกไปในพริบตา บรรดาหุ่นเชิดทองแดง
ค่อยๆ นำถุงผ้าใบที่สองออกมา เริ่มทำงานของพวกมันต่อ
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อผู้คนมองไปยังเมืองอีกาทองคำ พวกมันล้วนยืนตะลึงงัน
เห็นซากศพที่กลาดเกลื่อนบนภูเขา เวลานี้ล้วนเปลือยเปล่าโล่งโจ้ง!
นี่มัน… … นี่มัน … …
มองซากศพสะอาดเกลี้ยงเกลา ไม่มีผ้าผ่อนปิดกายสักชิ้นบนภูเขา ทุกผู้คน
สูญเสียความสามารถในการกล่าววาจาอย่างสิ้นเชิง เมื่อหงจุนเซวียนเห็นฉากนี้ ยาม
กะทันหันไม่ทราบจะกล่าวกระไร
ร้ายกาจ… …
ภายในเมืองอีกาทองคำ เปาอี้จมลงไปในความบ้าคลั่งอย่างสมบูรณ์ จ้องมอง
กองภูเขายุทธภัณฑ์เวท ใบหน้าแดงก่ าขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจัดเรียงคัดแยกยุทธภัณฑ์เวท
อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
เจดีย์น้อยที่ด้านข้าง นอนเอกเขนกพลางโยนยุทภัณฑ์เวทเข้าปากอย่างต่อเนื่อง
แต่ก่อนเปาอี้ค่อนข้างไม่เห็นด้วยที่เจดีย์น้อยกลืนกินยุทธภัณฑ์เวท แต่วันนี้มันสนิท
สนมกลมเกลียวกันอย่างผิดปกติ เปาอี้กระทั่งนำยุทธภัณฑ์เวทกองโต มากองประเคน
เอาไว้ให้ตรงหน้าเจดีย์น้อย
เมื่อจั่วม่อเห็นรายการสินค้าปัจจุบันของเปาอี้ ถึงกับตาโตเท่าไข่ห่าน ราวกับถูก
หวดฟาดกลางแสกหน้า รู้สึกวิงเวียนศีรษะ หน้ามืดทะมึน
รวยแล้ว! ครั้งนี้ถูกความรวยหล่นทับจริงๆ แล้ว!