สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 294 วิหคเพลิงคืนรัง
จำนวนสินสงครามจากคนสองพันห้าร้อยคนนั้นน่าอัศจรรย์ใจยิ่ง
นอกจากยุทธภัณฑ์เวทระดับสามสามัญจำนวนมากมายมหาศาลแล้ว ยังมี
ยุทธภัณฑ์เวทระดับสี่อีกสิบสองชิ้น เหล่าผู้อาวุโสล้วนมั่งคั่งร่ ารวย ม่านไหมค่ายกล
เมฆาแน่นอนว่าจะไม่สูญหายไป จำนวนวัตถุดิบกับจิงสือเป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจ สิน
สงครามทั้งหมดของคราวนี้ สามารถยัดใส่เรือเมล็ดอินทผลัมได้เต็มลำพอดี
นี่เป็นระดับความมั่งคั่งอันน่าทึ่ง
ดังนั้นเมื่อจั่วม่อได้รับรายงานสินค้าปัจจุบันที่เปาอี้ส่งขึ้นมา ความมั่งคั่งก้อนโต
มโหฬารนี้ทำให้มันถึงกับหน้ามืดวิงเวียน แต่เมื่อลองขบคิดดูก็เข้าใจได้ ซิวเจ่อหอ
สำนักนอกปกติก็ร่ ารวยกว่าคนทั่วไปตั้งแต่แรก และในเมื่อมีจำนวนมากมายถึงสอง
พันห้าร้อยคนในคราวเดียว จำนวนอันมหาศาลย่อมเป็นที่คาดคำนวณได้
อีกหลายวันต่อมา จั่วม่อยังจมอยู่ในความสุขสำราญอันยิ่งใหญ่
หงจุนเซวียนไม่กล้าบุ่มบ่าม วันนั้นมันประจักษ์ด้วยสายตาตัวเอง ค่ายเว่ยเพียง
กระดิกนิ้วก็เข่นฆ่าหนึ่งพันคนจนสิ้นซาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มันหวาดระแวงพลังสีดำ
แห่งความตายซึ่งไม่สนใจการป้องกันของเกราะปราณมากเป็นพิเศษ
มันติดอยู่ในสถาการณ์จะรุดหน้าก็ใช่ที่ ล่าถอยก็ใช่ที่
“พวกเจ้าผู้ใดมีความคิดดีๆ บ้าง?” หงจุนเซวียนดวงตาแดงก่ าด้วยสายเลือด สุ้ม
เสียงแหบแห้ง
เหล่าศิษย์น้องข้ามองดูเจ้า เจ้ามองดูข้า หลังจากนั้นสักครู่ ศิษย์น้องผู้หนึ่งค่อย
กล่าวว่า “ด้านหลังเมืองอีกาทองคำมีซิวเจ่อมากมาย ศิษย์พี่ไฉนไม่เกณฑ์พวกมันเข้า
ร่วม วันนั้นข้าเห็นว่าหลังจากจบศึก สภาพของกองทัพเกราะหนักเหล่านั้นดูไม่ค่อยดี
นัก เมืองอีกาทองคำอาจไม่ได้แข็งแกร่งเท่าที่เราคิด หากสามารถรวบรวมผู้คนได้
มากกว่านี้ โอกาสชนะของเราจะเพิ่มขึ้น”
หงจุนเซวียนสั่นศีรษะ “หากฝ่ายเราได้ชัย แล้วสั่งให้พวกมันยอมจำนน พวกมัน
ย่อมเชื่อฟังแต่โดยดี ทว่าเวลานี้ กลับไม่ทราบผู้ใดจะได้ชัย ต่อเมื่อท่านอาจารย์มาเอง
เท่านั้น พวกมันจึงจะยอมเชื่อฟัง”
ทุกผู้คนจมลงในความเงียบอีกครั้ง
พวกมันมาครั้งนี้มุ่งหวังความดีความชอบ แต่ดูจากตอนนี้ เกรงว่ากระทั่ง
ความหวังยังไม่มีเหลือ แต่ความผิดหวังที่ไม่ประสบผลสำเร็จ ก็ยังดีกว่าการสูญเสีย
ชีวิตของพวกมัน เมืองอีกาทองคำเข้มแข็งกว่าที่ผู้ใดจะคาดคิด พวกมันรู้สึกว่าใน
อาณาจักรขุนเขาน้อย ไม่มีกลุ่มใดสามารถพิชิตเมืองน้อยแห่งนี้ได้
หงจุนเซวียนทราบดีว่าศิษย์น้องทั้งหมดครุ่นคิดอันใด แต่เวลานี้มันก็ไม่มี
ทางออก การมาคราวนี้เป็นการตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่ อำนาจบารมีที่สั่งสมมา
นานอาจสูญสิ้นกันในคราวนี้
แต่มันเป็นบุคคลอันเด็ดขาดผู้หนึ่ง เข้าใจดีว่ายามนี้หนทางรอดเพียงหนึ่งเดียว
คือขอความช่วยเหลือจากท่านอาจารย์
ก่อนที่ท่านอาจารย์จะมาถึง หากมันสามารถรักษากองกำลังหอสำนักนอก
ในตอนนี้เอาไว้ได้ แม้จะไม่มีความดีความชอบยิ่งใหญ่ แต่ยังถือว่ามีผลงาน พอคิดได้
เช่นนี้ มันก็ตอบสนองทันที “เวลานี้ให้ตรึงกำลังเอาไว้ก่อน ข้าต้องรบกวนศิษย์น้องสัก
คน เดินทางกลับไปยังสำนัก ส่งจดหมายถึงท่านอาจารย์ให้แก่ข้า นั่นจะรวดเร็วกว่าน
กกระเรียนกระดาษ”
ศิษย์น้องหลายคนรีบโถมออกมาแย่งกันอาสา พวกมันล้วนอยากออกจากไป
สถานที่แห่งฝันร้ายนี้ให้เร็วขึ้นสักนิดก็ยังดี
สุดท้ายศิษย์น้องเจ็ดรับม้วนหยกจากมือหงจุนเซวียนอย่างปิติยินดี จากนั้น
ประสานมืออำลา มันรีบเหินร่างขึ้นกลางอากาศ ขี่กระบี่บินจากไป ศิษย์น้องคนอื่นแม้
ไม่พอใจ แต่จะทำอย่างไรได้ ผู้ใดใช้ให้ศิษย์น้องเจ็ดเดินทางรวดเร็วที่สุดในหมู่พวกมัน
ขณะที่ทุกคนยังคงบ่นพึมพำไม่ทันขาดปาก ลำแสงกระบี่สายหนึ่งเหาะทะยาน
มายังค่ายด้วยความเร็วอันน่าตระหนก
“ฮะ ศิษย์น้องเจ็ดไฉนย้อนกลับมา?” หนึ่งในนั้นกล่าวอย่างสงสัยใจ
พวกมันเห็นศิษย์น้องเจ็ดพุ่งลงมาในค่ายด้วยสีหน้าหวาดกลัว ขณะที่ลงสู่พื้น ยัง
สะดุดล้มลุกคลุกคลาน ใบหน้าเต็มไปด้วยความแตกตื่นลนลาน “ศิษย์พี่รอง! ศิษย์พี่
รอง! แย่แล้ว! มีผู้คนเข่นฆ่าเข้ามาทางพวกเรา… …”
บึม ทั้งค่ายกลายเป็นสับสนวุ่นวายทันที บรรดาศิษย์พรรคฟ้ากระจ่างล้วนสีหน้า
เดือดดาล นี่พรรคฟ้ากระจ่างกลายเป็นลูกพลับอ่อนนุ่มให้ผู้คนบีบเค้นได้ตามอำเภอใจ
ตั้งแต่เมื่อใด? เหล่ากเฬวรากจากที่ใดก็สามารถวิ่งเข้ามาปัสสาวะรดศีรษะพวกมัน
หรือ? หงจุนเซวียนผู้เดิมทีก็อึดอัดขัดข้องในความพ่ายแพ้ต่อเมืองอีกาทองคำอยู่แล้ว
พลันเดือดดาลทะยานฟ้า!
“ฮึ่ม! พวกมันกล้าต่อต้านสวรรค์! พอเห็นเมืองอีกาทองคำ พวกมันล้วนคิดว่า
ตัวเองเป็นเมืองอีกาทองคำหรือไร!”
เหล่าศิษย์พรรคฟ้ากระจ่างรีบตอบรับ ท่ามกลางเสียงคำรามก้อง แต่ละคนพุ่ง
ทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า
หลังจากไม่มีการสู้รบมาสองสามวัน ซิวเจ่อที่รอชมดูรู้สึกเบื่อหน่ายอยู่บ้าง แต่
ทันใดนั้นเห็นหอสำนักนอกโผพุ่งขึ้นฟ้าอีกครั้ง เริ่มพากันตื่นเต้นคึกคักขึ้นมาทันที
พวกมันจะเริ่มโจมตีเมืองอีกาทองคำอีกแล้วหรือไม่?
หลายคนลอบสั่นศีรษะ หลายวันมานี้น่าเบื่อหน่ายยิ่ง หลายคนกำลังคิดหาวิธี
โจมตีเมืองอีกาทองคำ แต่ในความเป็นจริงกลับพบว่า เมืองอีกาทองคำเล็กๆ แห่งนี้
ไม่ใช่สิ่งที่พวกมันสามารถเขมือบกลืนลงไปได้ เมืองอีกาทองคำเพิ่งเปิดเผยไพ่ออกมา
เพียงสองใบเท่านั้น กลับเข่นฆ่าสังหารหอสำนักนอกไปแล้วกว่าสองพันห้าร้อยคน
ผู้ใดจะทราบว่าในแขนเสื้อของพวกมันมีไพ่ลับซ่อนอยู่มากมายเท่าใด?
ไม่ต้องกล่าวถึงอื่นใด เพียงแค่กำแพงเมืองที่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของแสงอาทิตย์
อันเลือนราง ก็น่าแตกตื่นสะท้านใจมากพอแล้ว คนเหล่านี้ล้วนเคยเข้าไปซื้อหาฟูก
สมาธิกลั่นเกลาดำในเมืองอีกาทองคำ ลวดลายค่ายกลหนาแน่นละลานตาล้วน
สามารถพบเห็นได้ทุกหนทุกแห่งภายในเมืองอีกาทองคำ ทำเอาหลายคนที่คิดว่าพวก
มันมีฝีมือในเชิงค่ายกล ถึงกับอับอายจนแทบแทรกแผ่นดิน
เมืองที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ หากมิใช่ยอดฝีมือด่านจินตัน ผู้ที่กล้าบุกโจมตีก็มีแต่
จะเอาชีวิตไปทิ้งเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ทิศทางที่พวกหอสำนักนอกกำลังเผชิญหน้า… …ดูเหมือนจะ
ตรงกันข้ามกับเมืองอีกาทองคำ
ผู้คนเฝ้ามองอย่างตะลึงลาน หอสำนักนอกคิดทำอะไร? แต่แล้วพวกมันเห็นซิว
เจ่อเจ็ดร้อยกว่าคนปรากฏขึ้นในครรลองสายตา ค่อยเข้าใจกระจ่าง ข่าวที่หอสาขา
ของหอสำนักนอกถูกจู่โจมทำลายแทบหมดสิ้นแพร่สะพัดไปทั่วอาณาจักรขุนเขาน้อย
หลายคนเคยคาดเดาว่ากองกำลังสุดแกร่งและสุดลี้ลับนี้ คล้ายว่าจะเป็นกองกำลังที่มา
จากเมืองอีกาทองคำ!
เห็นค่ายจูเชวี่ยทั้งหกกองร้อย ลอยเผชิญหน้ากับหอสำนักนอกที่กลางเวหาอย่าง
เงียบงัน
“กองกำลังอันยอดเยี่ยม!” บุรุษกลางคนดวงตาสาดประกายสุกใส ร้องอุทาน
อย่างช่วยไม่ได้
“เช่นนั้นหรือ? จำนวนของพวกมันคล้ายน้อยเกินไปบ้าง?” คนร่างใหญ่กล่าว
พลางมองบุรุษกลางคนอย่างแปลกใจ โดยทั่วไปยากนักที่จะได้ยินเซียนเซิงวัยกลางคน
ชื่นชมผู้อื่น คาดไม่ถึงว่าเมืองอีกาทองคำและกองกำลังนี้ สองสามวันมานี้ถึงกับทำให้
เซียนเซิงยกย่องชื่นชมไม่ขาดปาก
“จุดอ่อนเดียวก็คือมีคนไม่มากพอเท่านั้น!” บุรุษกลางคนกล่าว “ต้าเหรินลอง
พิจารณาดูคนเหล่านี้ให้ดี ขบวนทัพของพวกมันไม่ได้เคร่งครัดเข้มงวดเท่ากองทหาร
เกราะหนักเมื่อหลายวันก่อน แต่อันที่จริง นี่เป็นสภาวะที่ภายนอกหลวมคลาย แต่
ภายในเข้มงวด นี่เป็นลักษณะของกองกำลังที่มีประสบการณ์สู้รบอย่างโชกโชน
กระทั่งเผชิญหน้ากับศัตรูจำนวนมากกว่าหลายเท่า พวกมันอย่างน้อยไม่ตื่นตระหนก
หรือแตกฮือหลบหนี นี่หมายความว่าพวกมันมีความมั่นใจ”
“หากกลุ่มนี้อยู่ในสำนักเรา จะอยู่ในลำดับใด?” คนร่างใหญ่กระหายใคร่รู้
“สมควรเข้าสู่สิบลำดับแรก” เซียนเซิงวัยกลางคนกล่าวเสียงหนักแน่น
บุรุษร่างใหญ่หน้าเปลี่ยนสีในบัดดล ในที่สุดค่อยเริ่มพินิจดูกองกำลังที่มีเพียงเจ็ด
ร้อยแปดร้อยคนเหล่านี้อย่างจริงจัง กองกำลังสิบลำดับแรกของสำนักมันล้วนมี
ชื่อเสียงอยู่ในอาณาจักรของพวกมัน การครอบครองกองกำลังที่สามารถเข้าสู่สิบ
ลำดับบนยังเป็นความฝันของมัน แต่จนกระทั่งถึงตอนนี้ มันยังอยู่ห่างไกลจาก
เป้าหมายอีกมากนัก
มีเพียงไม่กี่คนที่มีสายตาแหลมคม ความรู้สึกที่รุนแรงที่สุดซึ่งค่ายจูเชวี่ยมีให้แก่
พวกมัน คือความกดดันที่กวาดใส่พวกมันอย่างหนักหน่วง
คนเหล่านี้แค่ยืนนิ่งอยู่ที่นั่น กลับมีแรงกดดันที่มองไม่เห็นกวาดออกมาโดยไม่
รู้ตัว
กงซุนชากวาดตามองซากศพเปลือยเปล่าที่กลาดเกลื่อนอยู่ทั่วภูเขา หินหนักที่
ถ่วงในใจค่อยร่วงหล่นลง มุมปากยกยิ้มรื่นเริง มีเพียงศิษย์พี่เท่านั้นที่สามารถสร้าง
ฉากอันตระการตาเช่นนี้ได้ กระทั่งกางเกงยังไม่เหลือทิ้งไว้เบื้องหลัง นี่เป็นรูปแบบ
เฉพาะตัวของศิษย์พี่ที่ยากจะหาผู้ใดเทียบเทียม
หรี่ตามองฝ่ายตรงข้ามที่ขวางอยู่เบื้องหน้า กงซุนชาแย้มยิ้มขบขันอีกครา อาศัย
สายตาของมันในตอนนี้ มองปราดเดียวก็สามารถเห็นได้ว่าหอสำนักนอกได้รับ
ผลกระทบอันรุนแรง ขวัญกำลังใจของพวกมันต่ าเตี้ยเรี่ยดิน
ดูเหมือนศิษย์พี่จะลงมือหนักไปหน่อย!
บรรดาซิวเจ่อค่ายจูเชวี่ย พอเห็นซากศพโล่งโจ้งกองอยู่ทั่วภูเขา ล้วนมีสีหน้า
แปลกพิกลยิ่ง
จั่วม่อได้รับรายงานว่าศิษย์น้องกงซุนกับพวกกลับมาแล้ว มันรีบปีนขึ้นไปบน
เมฆมงคล นำสตรีซิวเจ่อลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าเหนือเมืองอีกาทองคำอย่างแช่มช้า
เห็นสีหน้าของเหล่าวิหคเพลิงทอแววเหน็ดเหนื่อยอยู่บ้าง แต่ขวัญกำลังใจยัง
เปี่ยมล้น และไม่มีผู้ใดขาดหายไป ก้อนหินในใจมันค่อยร่วงหล่นลงเช่นกัน มันคิด
ทักทายศิษย์น้องสักคำ แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด วาจาพอหลุดออกจากปาก กลับ
กลายเป็นว่า
“ศิษย์น้อง! อย่าปล่อยให้พวกมันหลบหนีไปได้แม้แต่คนเดียว!”
จั่วม่อตะโกนสุดเสียง สุ้มเสียงสะท้อนก้องอยู่ในหุบเขา
ผู้คนค่อยแน่ใจในบัดดล กองกำลังเจ็ดร้อยแปดร้อยคนอันเป็นที่กล่าวขานกันไป
ทั่วนี้ เป็นไปตามที่คาด พวกมันคือกองกำลังชั้นยอดของเมืองอีกาทองคำจริงๆ! คำว่า
‘ศิษย์น้อง’ ยังช่วยยืนยันข้อสันนิษฐานของชายร่างใหญ่กับเซียนเซิงวัยกลางคนอีก
ทางหนึ่ง ว่าจั่วม่อสมควรเป็นศิษย์ของสำนักลี้ลับที่เร้นกาย
ในใจทุกผู้คนมีความคิดเช่นเดียวกัน ดูเหมือนว่าเจ้าเมืองอีกาทองคำจะเชื่อมั่น
ในกองกำลังชั้นยอดนี้อย่างเปี่ยมล้น มันถึงกับไม่คิดปล่อยให้ศัตรูหลบหนีแม้แต่คน
เดียว ความบาดหมางระหว่างเมืองอีกาทองคำกับพรรคฟ้ากระจ่างบรรลุถึงจุดที่ไม่
ยอมอยู่ร่วมฟ้า ไม่น่าแปลกใจที่เมืองอีกาทองคำคิดสังหารหมู่หอสำนักนอกทั้งหมด
อย่างที่คาดไว้ นี่ไม่ใช่บุคคลธรรมดาสามัญ มีแต่บุคคลเช่นนี้จึงโดดเด่นเหนือ
ผู้คน
จั่วม่อกล่าวเสริมอีกประโยคด้วยสุ้มเสียงหนักๆ “พวกมันล้วนเป็นแพะอ้วน! เจ้า
อย่าปล่อยพวกมันหนีไปแม้แต่คนเดียว!”
ทุกผู้คนตัวแข็งเป็นหินอย่างพร้อมเพรียง กระทั่งสีหน้านิยมชมชื่นของบุรุษ
กลางคนยังแข็งค้าง สีหน้าพิลึกพิลั่นสุดทนดู
หงจุนเซวียนรู้สึกอับอายจนแทบอัดอกตาย ตั้งแต่เมื่อใดที่ศิษย์ฟ้ากระจ่างกับ
กองทัพห้าพันคนถูกผู้คนเรียกขานว่า ‘แพะอ้วน’? มิหนำซ้ ายังกล่าวย้ าว่า ‘อย่าให้
พวกมันหนีไปแม้แต่คนเดียว’?”
อัปยศ! นี่เป็นความอัปยศอดสูอย่างแท้จริง!
บรรดาศิษย์พรรคฟ้ากระจ่างใบหน้าแดงก่ า พากันถลึงจ้องขบวนทัพของกงซุน
ชาอย่างเคียดแค้นชิงชัง พวกมันไม่กล้าจู่โจมเมืองอีกาทองคำ แต่กระทั่งกองกำลังที่มี
เพียงเจ็ดร้อยแปดร้อยคน ยังกล้าหยิ่งยโสเบื้องหน้าพวกมันทั้งยังคุยโอ่ว่าจะทำลาย
พวกมันทั้งหมด! เช่นนี้แม้ว่าพวกมันกลับไปยังสำนัก ก็คงไม่มีวันสู้หน้าศิษย์ร่วมสำนัก
ได้อีก
“พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องให้ข้ากล่าวอันใดเลย” หงจุนเซวียนกล่าวเสียงมืดมน
“พวกเราเหล่าศิษย์พรรคฟ้ากระจ่าง เคยถูกเหยียดหยามถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใด?”
“อย่าห่วงไปเลยศิษย์พี่!” ศิษย์น้องผู้หนึ่งกล่าว ใบหน้าเต็มไปด้วยรังสีอำมหิต
“อย่าให้พวกมันยังยืนอยู่เบื้องหน้าเราได้แม้แต่คนเดียว เราเพียงแค่ต้องให้พวกมันได้
ลิ้มรส สิ่งที่เรียกว่าไม่มีผู้ใดยังยืนอยู่ได้แม้แต่คนเดียว!”
“ถูกต้อง! ถึงตอนนั้นเราจะลากศพของพวกมันไปรอบๆ!” ศิษย์น้องอีกคนกล่าว
อย่างกระหายเลือด
หงจุนเซวียนเน้นเสียงหนัก “ข้าจะไม่กล่าวมากความ วันนี้หากผู้ใดกล้าถอยหนี
หรือหวาดกลัวการต่อสู้ ข้าจะสังหารพวกมันด้วยตัวเอง! เชื่อว่าแม้ว่าท่านอาจารย์อยู่
ที่นี่ก็คงไม่ตำหนิข้า!”
“ทราบแล้ว!” ทุกผู้คนในใจสะท้านขึ้นเฮือกหนึ่ง พากันรับคำอย่างพร้อมเพรียง
หยงเวยกับสองร้อยองครักษ์จวนบินด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่สามารถ กองกำลัง
นั้นรวดเร็วเกินไป พวกมันแม้ทุ่มเทพลังปราณไม่คิดชีวิต ยังแทบคลาดจากร่องรอย
ของกองกำลังนั้น อีกฝ่ายเห็นได้ชัดว่ามีเรื่องเร่งด่วน และไม่แยแสสนใจกลุ่มของพวก
ตนที่ติดตามอยู่เบื้องหลัง
หลังจากโหมบินติดต่อกันหลายวันหลายคืน นางก็หมดสิ้นเรี่ยวแรง แต่นางกลับ
พบว่าแปลกประหลาดอย่างเหลือเชื่อ กองกำลังนี้คล้ายไม่มีร่องรอยของความเหน็ด
เหนื่อยใดๆ
เป็นไปได้อย่างไร? พวกมันใช่เป็นคนที่หลอมสร้างจากเหล็กหรือไม่?
เมื่อนางเงยหน้าเห็นกองกำลังสุดแกร่งสุดลี้ลับนี้อยู่ที่เบื้องหน้า ค่อยระบายลม
หายใจโล่งอก ในที่สุดนางไม่ได้คลาดจากพวกมัน หลังจากติดตามพวกมันอยู่หลายวัน
นางคุ้นเคยกับกองกำลังนี้อยู่บ้าง นี่เป็นกองกำลังชั้นยอดอย่างแท้จริง กระทั่งกลางฝูง
ชนมหาศาล นางยังสามารถพบเห็นพวกมันอย่างง่ายดาย
อย่างไรก็ตาม พอกวาดตามองสถานการณ์ นางพลันตะลึงงัน
เนื่องเพราะที่กำลังเผชิญหน้าอยู่กับกองกำลังนี้ เป็นกองทัพอันยิ่งใหญ่ไม่ต่ ากว่า
ห้าพันคน!
นี่… …นี่… … พวกมันกำลังท้าทายศัตรูที่มีจำนวนมากกว่าพวกมันร่วมหก
เท่าตัว?
นี่…จะเป็นไปได้อย่างไร? พวกมันเสียสติไปแล้ว? โหมเดินทางอย่างบ้าคลั่ง
ติดต่อกันหลายวันเช่นนี้ พวกมันยังจะเอาเรี่ยวแรงจากที่ใดมาต่อสู้?
กงซุนชาไม่ได้สังเกตเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อที่ด้านหลังมัน
มันเพียงแย้มยิ้มขวยเขินเอียงอาย ผู้คนรอบกายพลันสะท้านขึ้นอย่างพร้อมเพรียง
หลายวันมานี้ ใบหน้าของแม่นางน้อยยะเยียบเย็นชา ทว่ายังชวนสบายใจเสียกว่า แต่
เวลานี้เมื่อเผยรอยยิ้มเอียงอายอันเป็นป้ายยี่ห้อ พวกมันรู้สึกขนหัวลุกชี้ชัน
“พวกเจ้าคงเข้าใจคำสั่งของเหล่าป่านแล้วกระมัง?”
“เข้าใจ!” ทุกผู้คนตอบรับตามสัญชาตญานเอาชีวิตรอด
“เช่นนั้นก็เริ่มกันเถอะ” กงซุนชาในดวงตาแย้มยิ้มเอียงอาย ทันใดนั้นประกาย
เย็นเยียบดุจคมมีดลุกวาบ