สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 302 จุดเริ่มต้นใหม่
บึมบึมบึมมมมม!
เหอเถาอัสนีคำรนสิบกว่าลูกระเบิดอย่างพร้อมเพรียง!
จั่วม่อพอซัดออกไป ก็หันหลังโอบกอดสตรีซิวเจ่อพุ่งดิ่งลงมา แสงเจิดจ้า
ร้อนแรงทะลุผ่านแผ่นหลังของมันไม่ขาดสาย
จั่วม่อรู้สึกคล้ายแผ่นหลังถูกฟาดอย่างรุนแรง ลำคอหวานวูบ กระอักเลือดออก
มาเป็นฟูฝอย ยังไม่ทันจะได้ตอบสนอง ร่างพุ่งลิ่วลงมาประดุจดาวตก มันกับสตรีซิว
เจ่อกระแทกใส่พื้นดินอย่างหนักหน่วง
ปัง!
พื้นแข็งกระด้างโดยแท้!
นั่นเป็นความคิดสุดท้ายของจั่วม่อ ก่อนที่สติจะดับวูบไป
ม้าฝานเหม่อมองกำแพงเมืองที่พังพินาศไปครึ่งหนึ่ง นึกถึงภาพเหตุการณ์เมื่อ
สองวันก่อน ยังคงหวาดหวั่นไม่คลาย ขบวนค่ายกลใหญ่ในเมืองอีกาทองคำเสียหาย
อย่างสิ้นเชิง หอรบค่ายกลสงครามก็พังทลายแทบทั้งหมด
ในช่วงคับขันอันตรายถึงที่สุด เหล่าป่านซัดเหอเถาอัสนีคำรนออกไปมากมาย
อย่างไม่คิดชีวิต เพื่อช่วยเหลือทุกคน
เหอเถาอัสนีคำรนระเบิดพร้อมกัน ทำลายล้างเป็นวงกว้าง ในรัศมีเกือบยี่สิบหมู่
กลายเป็นพื้นที่ว่างเปล่าผืนใหญ่
บรรดายอดเขารอบๆ เมืองอีกาทองคำไม่ได้โชคดีนัก พากันถูกระเบิดเป็นจุณ
หลงเหลือเพียงครึ่งล่างด้วนกุด ไม่มีหลงเหลือแม้แต่ยอดเดียว รอบเมืองอีกาทองคำไม่
มีพื้นที่ที่สมบูรณ์ ทุกหนทุกแห่งยุ่งเหยิงระส่ าระสาย
บนท้องฟ้า มักเห็นซิวเจ่อค่ายจูเชวี่ยลาดตระเวนผ่านไปมา หลังจากการสู้รบ
ซิวเจ่อบางคนมีจุดประสงค์ชั่วร้าย ต้องการปล้นชิงยามเพลิงไหม้ พวกมันถูกไพร่พล
ค่ายจูเชวี่ยผู้อารมณ์ขุ่นมัวเข่นฆ่ากวาดล้างอย่างไม่ปราณี ในศึกป้องกันเมืองหนนี้
ค่ายจูเซวี่ยมีบทบาทน้อยมากจนน่าสังเวช นี่ทำให้พวกมันหงุดหงิดงุ่นง่านเป็นพิเศษ
พวกมันทุกคนแทบจะพากันตายหมดสิ้น กระทั่งคิดพาเหล่าป่านหลบหนียังทำ
ไม่ได้ สำหรับค่ายจูเชวี่ยซึ่งผ่านศึกมาอย่างโชกโชน รบร้อยครั้งไม่เคยแพ้พ่าย นี่เป็น
ความอัปยศอดสูอย่างไม่ต้องสงสัย
ไม่มีใครคาดคิด ว่าท้ายที่สุดแล้วกลับเป็นเหล่าป่านช่วยเหลือทุกคนเอาไว้ มา
หวนคิดดูในยามนี้ ยังรู้สึกคล้ายเป็นเพียงความฝันตื่นหนึ่ง
ม้าฝานใบหน้าไม่ค่อยเป็นสุขนัก จนกระทั่งถึงตอนนี้ เหล่าป่านยังไม่ฟื้นคืนสติ
เสียที ที่เป็นเหตุที่ทำให้ในใจทุกผู้คนท่วมท้นไปด้วยเมฆหมอก ในกองกำลังทุกวันนี้
เหล่าป่านเป็นผู้นำที่แท้จริง หากไม่มีเหล่าป่านพวกมันจะเป็นเช่นไร ไม่มีผู้ใดกล้าคิด
ไปถึง
บางทีกลุ่มคนที่รวบรวมมาอย่างยากลำบากนี้ จะต้องประสบชะตากรรมล่ม
สลาย กระจัดกระจายกันไป
ม้าฝานเคี้ยวก้านหญ้าเขียวหยับๆ เท้าเตะก้อนกรวดอย่างไม่ตั้งใจ
“เหล่าฝาน เหล่าฝาน!” ในหูมันพลันได้ยินเสียงตื่นเต้นยินดีของเซี่ยซาน
“อ้อ” มันหันกลับไปมอง รับคำอย่างมึนงง
เซี่ยซานรีบกล่าวรัวเร็ว “เหล่าป่านฟื้นแล้ว!”
ม้าฝานราวกับถูกสายฟ้าฟาดใส่ อึดใจใหญ่ค่อยได้สติคืนมา รีบถามย้ า “เหล่า
ป่านฟื้นแล้วจริงๆ?”
“ฮี่ฮี่ เพิ่งจะฟื้นนี่ละ เป็นเวรของข้าเฝ้าระวังพอดี!” เซี่ยซานน้ าเสียงโอ้อวด
เล็กน้อย
“ประเสริฐยิ่ง!” ม้าฝานรำพึงเบาๆ
“ไยมิใช่? ประเสริฐจริงๆ … …”
ข่าวที่ว่าจั่วม่อฟื้นแล้วแพร่ไปทั่วเมืองอีกาทองคำอย่างรวดเร็ว เมืองอีกาทองคำ
ตกอยู่ในความหรรษารื่นเริง เมฆหมอกแห่งความสลดหดหู่ของวันวานพัดผ่านไป
จั่วม่อรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวไปทั้งร่าง ราวกับร่างกายจะฉีกออกเป็นชิ้นๆ อดคร่ า
ครวญอย่างหวนโหยไม่ได้ มองกราดไปตามใบหน้าที่คุ้นเคย ความปิติยินดีที่รอดพ้น
จากภัยพิบัติหายไปจากใจในบัดดล สีหน้าพลันแปรเปลี่ยน ถามกงซุนชาเสียงระโหย
“สตรีนางนั้นเล่า?”
กงซุนชาสีหน้ากลายเป็นแปลกพิกล
“นางเป็นอะไรไปแล้ว?” จั่วม่อวิตกกังวลอย่างบอกไม่ถูก
แม้ว่ามันจะยังไม่ทราบความจริง แต่เห็นได้ชัดว่าระหว่างมันกับนางจะต้องมี
ความสัมพันธ์เหนือธรรมดา ฉากที่สตรีซิวเจ่อสละชีวิตตัวเองเข้าปกป้องมัน ดวงตาคู่ที่
เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก วาบผ่านเข้ามาในใจมัน
เจ้าเป็นใครกันแน่… …
จากตัวนาง จั่วม่ออาจหาคำตอบของปัญหามากมายที่ติดตามหลอกหลอนมัน
เสมอมาได้พบ
นางไม่อาจตาย!
เห็นความตื่นตระหนกของจั่วม่อ กงซุนชาไม่คิดหยอกล้อ เพียงเอ่ยปาก “ไปดู
เอง แล้วท่านจะเข้าใจ”
เมื่อจั่วม่อพบเห็นสตรีซิวเจ่อ มันก็เหม่อมองอย่างโง่งม
สตรีซิวเจ่อนั่งนิ่งเงียบอยู่ที่มุมห้อง ไม่มีทีท่าว่าจะสังเกตเห็นการคงอยู่ของพวก
มันทั้งสอง
“นาง… พลังบำเพ็ญเพียรของนาง… …” จั่วม่อถามเสียงสั่นพร่า
กงซุนชาสั่นศีรษะ “นางฟื้นก่อนท่านไม่นาน แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด พลัง
บำเพ็ญเพียรของนางสูญสลายไปหมดสิ้น”
จั่วม่อหัวใจดิ่งวูบ มันเดินเข้าไปเบื้องหน้านางอย่างเงียบงัน เมื่อเห็นดวงตาที่ว่าง
เปล่าของนาง อดสะท้านใจไม่ได้ รู้สึกจมูกแสบร้อนขึ้นมา
ดวงตาคู่เดียวกันนี้ ยามนั้นทั้งกระจ่างใส เต็มไปด้วยความประหลาดใจ และ
หวนหาอาวรณ์อย่างลึกล้ า … …
นางนั่งเงียบๆ เหมือนหุ่นไม้ จั่วม่อเดินเข้าไปถึงเบื้องหน้า นางยังคล้ายไม่รู้สึกตัว
จั่วม่อทรุดคุกเข่า ยื่นมือโบกตรงหน้านาง นางยังคงไม่ตอบสนอง
“ตรวจร่างกายนาง” เสียงของผูเยาดังขึ้นอย่างกะทันกัน สุ้มเสียงเข้มงวดเคร่ง
ขรึม
จั่วม่อเม้มปากแน่น ยื่นมือทาบลงบนร่างนาง
นางยังคงไม่ไหวติงดุจหุ่นเชิดไม้
จั่วม่อสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นปั้นยาก
เส้นชีพจรปราณในร่างกายนางฉีกขาดย่อยยับ พลังสีม่วงสุดพิสดารหายตัวไป
ทิ้งไว้เพียงเส้นใยชีวิตที่เบาบางอย่างเหลือแสน ราวกับเปลวเทียนที่ริบหรี่อยู่กลางสาย
ลม ซึ่งอาจดับลงได้ทุกเมื่อ
กระทั่งดวงวิญญาณของนาง มันยังไม่สามารถรู้สึกได้
ไฉนเป็นเช่นนี้?
จั่วม่อศีรษะลั่นอึงอล สมองขาวว่างเปล่า
ไม่ทราบว่านานเท่าใด มันค่อยตั้งสติได้ มองใบหน้าอัปลักษณ์และแข็งทื่อของ
สตรีซิวเจ่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองไปยังสายตาว่างเปล่าเลื่อนลอยของนาง
บางส่วนในหัวใจสั่นไหวเบาๆ
สายตาสับสนงุนงงของมันกลายเป็นมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว
จั่วม่อเดินเข้าไปในทะเลแห่งจิตสำนึก มองผูเยา ผูเยาคล้ายรอคอยอยู่แล้ว เพียง
เหลือบมองแวบหนึ่ง กล่าวว่า “ข้าทราบว่าเจ้าคิดถามอันใด กล่าวตามความสัตย์
เรื่องนี้ยากเย็นแสนเข็ญยิ่ง”
ผูเยาสุ้มเสียงต่ าลึกและเคร่งขรึม ไม่มีอาการเยาะเย้ยที่มักชมชอบกระทำ
จั่วม่อสีหน้าจริงจัง “บอกมาเถอะ”
ผูเยาไม่ได้เรียกร้องเงื่อนไขใด เพียงมองจั่วม่อแวบหนึ่ง แล้วโยนลูกแสงที่เต็มไป
ด้วยลวดลายค่ายกลลอยอยู่บนพื้นผิว กล่าวว่า “นี่คือ ‘เคล็ดพิชิตบาปเคราะห์’ ข้าได้
รับมาจากนักบวชเซนผู้หนึ่ง บางทีอาจมีประโยชน์”
จั่วม่อหัวใจโลดขึ้น รีบคว้าลูกกลมแสงเอาไว้
“อย่าเพิ่งด่วนดีใจเร็วเกินไปนัก เคล็ดวิชานี้เพียงแค่สามารถช่วย
ประคับประคองเส้นใยชีวิตที่ยังหลงเหลืออยู่ในร่างกายนางเท่านั้น” ผูเยาสุ้มเสียง
หนักอึ้ง “หากเจ้าคิดช่วยเหลือนางจริงๆ วิธีการที่ดีที่สุดคือเสาะหาตัวอ่อนเมฆวารี”
“ตัวอ่อนเมฆวารี?” จั่วม่อถามอย่างกระหายใคร่รู้ มันไม่เคยได้ยินชื่อสิ่งของ
เช่นนี้มาก่อน
“อา ตัวอ่อนเมฆวารีสามารถหล่อเลี้ยงดวงวิญญาณ เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับการ
บาดเจ็บทางจิตวิญญาณ”
“การบาดเจ็บทางจิตวิญญาณ?”
“อา เคล็ดวิชาลับของนางแปลกพิสดารยิ่ง ต้องเผาผลาญจิตวิญญาณของตน
เพื่อสร้างพลังอันยิ่งใหญ่” ผูเยาสีหน้าหนักอึ้ง “นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าพบเห็นเคล็ดวิชา
ลับที่แปลกประหลาดถึงเพียงนี้ ประวัติความเป็นมาของนาง เกรงว่าไม่ใช่ธรรมดา
สามัญ”
พอกล่าวจบ ผูเยาอดลอบเพ่งพิศจั่วม่อไม่ได้ ในใจรู้สึกแปลกประหลาดอยู่บ้าง
ในเมื่อสตรีนางนี้ไม่ธรรมดาสามัญ จั่วม่อที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนางอย่างซับซ้อน ก็เกรง
ว่าคงไม่เรียบง่ายธรรมดาอย่างที่มันเคยคิด เพียงแต่มันกลับไม่เคยเห็น ว่าเจ้าเด็กผู้นี้มี
สิ่งใดไม่ธรรมดาสามัญบ้าง
ผูเยารวมรวมสมาธิจิตใจกลับมา กล่าวสืบต่อ “อันที่จริงครั้งนี้นางสมควรต้อง
ตายอย่างแน่นอน แต่เคราะห์ดีที่นางทิ้งจิตวิญญาณส่วนหนึ่งไว้ในร่างเจ้า… …”
จั่วม่อสะท้านขึ้นทั้งร่าง โพล่งขัดกลางคัน “นางทิ้งจิตวิญญาณส่วนหนึ่งไว้ในร่าง
ข้า?”
“จิตวิญญาณของนางอยู่ภายในลูกแก้วห้าธาตุในร่างกายเจ้า” ผูเยาลอบปลาบ
ปลื้มยินดีที่คราวนั้นมันไม่ได้ขยี้ลูกแก้วห้าธาตุเป็นผุยผง มิเช่นนั้นยามนี้คงลำบากมาก
แล้ว
“ลูกแก้วห้าธาตุ… …” จั่วม่อพึมพำซ้ าไปซ้ ามา
“เมื่อพลังบำเพ็ญเพียรของเจ้าถึงขั้นที่เหมาะสม เจ้าจะสามารถมองเห็น
ความลับที่ซ่อนอยู่ภายใน” ผูเยาอธิบาย “ลูกแก้วห้าธาตุเหล่านี้เป็นสมบัติล้ าค่าที่หา
ได้ยากยิ่ง”
จั่วม่อกำมือแน่นโดยไม่ตั้งใจ
ทันใดนั้นมันเต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้
เป็นเวลานานมาแล้ว มันขาดเป้าหมายที่ชัดเจน รวมถึงตอนที่อยู่ในภูเขาสุญตา
ด้วย การใช้ชีวิตอยู่ในระดับต่ าเป็นเวลานาน ทำให้มันมีความคาดหวังในชีวิตที่ต่ ามาก
เมื่อความต้องการขั้นพื้นฐานที่สุดอยู่ในระดับที่น่าพอใจ มันก็จะสูญเสียเป้าหมายไป
การเผชิญหน้าอย่างไม่คาดฝันของมันกับสตรีซิวเจ่อนางนี้ เมื่อดูจากยามนี้
สมควรเป็นโชคชะตาแล้ว
มันรู้เพียงแค่ว่า สตรีนางนี้จะต้องเป็นคนที่สำคัญมากสำหรับมัน!
สำคัญอย่างไร? เกี่ยวข้องอย่างไรกับการที่นางใส่จิตวิญญาณของตนเข้ามาใน
ร่างกายมัน? มันไม่มีปัญญาคิดออกในเวลานี้ แต่มันรู้ดี นอกจากสตรีนางนี้ ไม่มีใคร
สามารถทำเช่นนี้ได้อีก
เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว!
สิ่งที่จั่วม่อในเวลานี้ยังไม่รู้ นั่นคือเรื่องราวเหล่านี้หาใช่ชะตากรรมไม่ แต่เป็น
เพราะนับตั้งแต่วันนั้น…นางก็ตามหามันมาโดยตลอดต่างหาก…
ออกจากทะเลแห่งจิตสำนึก จั่วม่อมองสตรีซิวเจ่อ ใบหน้าอัปลักษณ์และแข็งทื่อ
ไม่ได้ทำให้มันรู้สึกรังเกียจเดียดฉันท์แม้แต่น้อย จู่ๆ มันก็ฉุกคิดถึงใบหน้าผีดิบของมัน
ในสมัยก่อน อดหัวร่ออกมาไม่ได้
โชคชะตาของหนึ่งผีดิบหนุ่มกับหนึ่งผีสาวเช่นนั้นหรือ?
“ประเสริฐ! ต่อไปเจ้าเรียกว่าอากุ่ย*”
สตรีซิวเจ่อไม่ไหวติง
(อากุ่ย – อา คำนี้ใช้เรียกคนที่สนิทสนม อย่างที่เคยอธิบายไว้แล้ว ส่วนกุ่ยแปล
ว่าผี การตั้งชื่อของจั่วม่อแฝงการเสียดสีและล้อเลียนตัวเองในสมัยก่อน)
เคล็ดพิชิตบาปเคราะห์ลี้ลับและซับซ้อนยิ่ง เหตุผลหลักเป็นเพราะจั่วม่อไม่ได้มี
ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับนักบวชเซนมากมายอันใด ผูเยาเองก็ไม่ทราบเรื่องนักบวช
เซนมากไปกว่าจั่วม่อนัก ตามที่ผูเยาว่ามา มันได้รับเคล็ดวิชานี้มาจากร่างของนักบวช
เซนที่ถูกมันเชือดทิ้ง
เคราะห์ดีที่จั่วม่อยังมีจงหยูที่เป็นนักบวชเซนเที่ยงแท้ ช่วยให้มันแก้ปัญหาได้
มากหลาย
คำตัดสินของปู่ย่าไม่ได้ผิดพลาด เคล็ดพิชิตบาปเคราะห์สามารถช่วยให้เส้นใย
ชีวิตของอากุ่ยรักษาเสถียรภาพเอาไว้ได้ ภายใต้มนตราแห่งพุทธะ กลิ่นอายแห่งความ
ตายบนร่างของอากุ่ยเบาบางลงไปมาก
จั่วม่อขวัญกำลังใจเต็มเปี่ยม เร่งฝึกปรือหนักขึ้น
สองสามวันให้หลัง กงซุนชานำสตรีซิวเจ่อนางหนึ่งเข้าพบจั่วม่อ
จั่วม่อมองกงซุนชาอย่างสงสัยใจ “ศิษย์น้อง เรื่องอันใด?”
“นี่คือคุณหนูหยงเวย” กงซุนชาแนะนำสตรีนางนั้นเป็นอันดับแรก จากนั้นกล่าว
“นางต้องการร่วมมือกับเรา”
“ร่วมมือ?” จั่วม่องงงันวูบ
หยงเวยประสานมือคารวะ พลางกล่าว “ผู้น้อยมาจากจวนอู่โหวแห่งอาณาจักร
วารีฟ้า ได้รับคำสั่งให้มายังอาณาจักรขุนเขาน้อยเพื่อตรวจสอบเรื่องดาวพร่างกลาง
ทิวา จึงบากหน้ามาร้องขอความช่วยเหลือจากต้าเหริน” จากนั้นนางหยิบยุทธภัณฑ์
เวทออกมาสองสามชิ้น “นี่เป็นน้ าใจเล็กน้อย ไม่ถือเป็นความเคารพ โปรดยิ้มรับไว้”
“ดาวพร่างกลางทิวา?”
จั่วม่อใจหายวาบ บัดซบ ดาวพร่างกลางทิวา? นั่นไม่ใช่เกิดจากตัวมันเป็น
ต้นเหตุหรอกหรือ?
จวนอู่โหวนี้มีประวัติความเป็นมาอย่างไร พวกมันไฉนสนใจตรวจสอบดาวพร่าง
กลางทิวา? ในใจมันลอบระวังป้องกัน
แต่ฉากหน้ายังแสร้งถามอย่างงุนงง “พวกเราก็เห็นดาวพร่างกลางทิวาเช่นกัน
แต่ปรากฏการณ์นี้หมายถึงสิ่งใด? รบกวนคุณหนูหยงชี้แนะสักครา”
“ผู้น้อยไม่กล้ารับคำว่าชี้แนะ” หยงเวยเบี่ยงตัวคำนับเล็กน้อย “เพียงแต่มี
บันทึกเก่าแก่ บอกว่ายามเมื่อเกิดดาวพร่างกลางทิวา ก็เนื่องมาจากมหาอสูรหรือมหา
ปิศาจที่ทรงพลังสุดฟ้าสุดดิน ทำการรักษาตัว”
“มหาอสูรหรือมหาปิศาจ?” จั่วม่อใจหายวาบอีกหน มันในที่สุดก็เข้าใจ
ดูเหมือนต่อไปต้องระมัดระวังให้มากกว่านี้ หากเผลอสร้างปรากฏการณ์ขึ้นอีก
สักสองสามครั้ง ชีวิตน้อยๆ ของมันคงตกอยู่ในอันตรายแล้ว
“อา โหวเหยียเชื่อว่ามหาอสูรอาจแทรกซึมเข้ามาในอาณาจักรขุนเขาน้อย”
หยงเวยกล่าว นี่เป็นการคาดเดาที่สมเหตุสมผลมากที่สุด กองทัพอสูรปรากฏขึ้นใน
อาณาจักรขุนเขาน้อย ต่อมาเป็นมหาอสูร ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอันใด
เพียงแต่ในอาณาจักรขุนเขาน้อยมีสิ่งใด ที่ทำให้มหาอสูรมาด้วยตัวเอง มิหนำซ้ า
ยังถึงกับบาดเจ็บสาหัส?
จั่วม่อลอบระบายลมหายใจโล่งอก รีบสั่นศีรษะปฏิเสธเป็นพัลวัน “คุณหนูหยง
ล้อเล่นแล้ว หากกองทัพอสูรมาถึง พวกเราไหนเลยจะคณามือพวกมัน อย่าว่าแต่มหา
อสูรซึ่งเป็นอสูรชั้นสูง เราตั้งใจว่าจะออกจากอาณาจักรขุนเขาน้อย มุ่งหน้าไปยัง
อาณาจักรวารีฟ้าในทันที อาณาจักรวารีฟ้าเมื่อเป็นถิ่นของท่าน พวกเราก็ไม่เคยไป
เยือนเลยสักครั้ง เมื่อถึงเวลานั้น คงต้องรบกวนคุณหนูหยงชี้แนะแล้ว”
หยงเวยรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง แต่นางก็คาดเอาไว้แล้ว เว้นเสียแต่ว่าอยู่ใน
สถานการณ์ที่ไปไหนไม่ได้จริงๆ ไม่เช่นนั้นผู้ใดจะยินดีอยู่ในอาณาจักรขุนเขาน้อยเป็น
เวลานาน นางมาในครั้งนี้ เพียงตั้งใจจะสร้างความสัมพันธ์อันดีเป็นหลัก
ด้วยพลังอันแข็งกล้าของเมืองอีกาทองคำ ต่อให้เข้าสู่อาณาจักรวารีฟ้า ยัง
นับเป็นขุมพลังอันยิ่งใหญ่
รีบสร้างความสัมพันธ์อันดีเสียตั้งแต่ตอนนี้ นางไม่เห็นว่าจะมีข้อเสียอันใด
เมื่อไม่นานมานี้นางยังมีความคิดเกลี้ยกล่อมกงซุนชา แต่หลังจากชมดูการต่อสู้
ในวันนั้นด้วยสายตาตัวเอง นางก็เปลี่ยนความคิดทันที
คนประเภทนี้ ไม่ใช่คนที่นางสามารถเกลี้ยกล่อมเข้าร่วมได้
โชคดีที่เป้าหมายของการเข้าเยี่ยมพบครั้งนี้ลุล่วงไปด้วยดี นางแย้มยิ้มเล็กน้อย
ล้วงป้ายหยกออกมาส่งให้จั่วม่อ
“ผู้น้อยยังมีภาระที่ต้องไปจัดการ ไม่อาจร่วมทางไปกับทุกท่านได้ เป็นที่น่า
เสียดายนัก หากท่านมีเรื่องอันใดให้ช่วยเหลือ โปรดอย่าได้เกรงใจ สามารถนำป้าย
หยกนี้ไปที่จวนอู่โหว เชื่อแน่ว่าโหวเหยียจะต้อนรับทุกท่านเป็นอย่างดี”
ทั้งสองฝ่ายสนทนากันอีกสองสามคำ ก่อนที่หยงเวยจะอำลาจากไป
“เรากำลังจะไปอาณาจักรวารีฟ้าหรือไม่?” กงซุนชาถามอย่างกะทันหัน