สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 301 สิ นหวัง
ภายใต้กระแสปราณกระบี่กว้างไพศาล สตรีซิวเจ่อท่ามกลางเปลวไฟสีม่วงจ้อง
มองจั่วม่ออย่างลึกล้ า จั่วม่อร้อนรุ่มจนแทบร่ าไห้ออกมา ในเวลาเช่นนี้มันกลับถูกดีด
กระเด็นออกมาไกลถึงเพียงนี้
ดวงตาสองคู่ประสานกันกลางอากาศ กาลเวลาคล้ายหยุดชะงักลง
เพียงแวบเดียว สตรีซิวเจ่อถอนสายตากลับไป เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง เผชิญพายุ
ปราณกระบี่ที่สาดซัดลงมาอย่างไม่หวั่นเกรง
เพียะ เพียะ เพียะ!
บุปผาโลหิตระเบิดระรัวบนร่างนาง นางไม่ใส่ใจไยดีแม้แต่น้อย โลหิตฉีดพุ่ง
ออกมาไม่ขาดสาย สาดกระเซ็นลงในเปลวไฟสีม่วง เปลวไฟสีม่วงประดุจสัตว์
ประหลาดกระหายเลือด สูบกลืนโลหิตสดๆ อย่างตะกละตะกลาม ไฟสีม่วงยิ่งโหมลุก
โชติช่วง แตกปะทุเพียะพะไม่ขาดหู
สองมืออาบเลือดค่อยๆ ยกชูขึ้นเหนือศีรษะ นางทำท่าราวกับกำลังผลักดันขึ้น
ไป
เปลวไฟสีม่วงทั่วร่างไหลบ่าอย่างรวดเร็ว ไปผนึกรวมกันยังสองแขนที่ยกชูขึ้น
นี่เป็นเพียงการกระทำที่เรียบง่ายธรรมดาถึงที่สุด ทว่ากลับทำให้ผู้คนที่กำลังชม
ดู รู้สึกถึงการตัดสินใจอันเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ไม่แปรผันประการหนึ่ง
สองมือของนางผลักขึ้นอย่างหักโหม
เห็นเปลวไฟสีม่วงสองสายทะลักทลายออกจากสองแขนไม่หยุดยั้ง ขมวดพันเข้า
ด้วยกัน ถักทอประสานกัน กลายเป็นแผ่นจานเปลวเพลิงม่วง ใหญ่โตถึงสิบกว่าจั้ง
เปลวไฟทุกเส้นสายบนร่างนางไหลบ่าเข้าไปยังแผ่นจานเปลวไฟม่วง ไม่หลงเหลือ
แม้แต่หยาดหยดเดียว
แผ่นจานไฟม่วงหมุนคว้างเหนือศีรษะนาง ทั้งแปลกประหลาดและน่าลุ่มหลง
จั่วม่อเหม่อมองอย่างซึมเซา สตรีซิวเจ่อไม่มีร่องรอยของไฟสีม่วงหลงเหลืออยู่
บนร่าง กระทั่งบาดแผลตามร่างกายยังไม่มีเลือดไหลออกมาแล้ว แต่เสื้อผ้าที่ฉีกขาด
เป็นริ้วชุ่มโชกไปด้วยเลือดตั้งแต่แรก มีเพียงเท้าเปล่าคู่งามยังคงขาวผ่องและ
ปราศจากริ้วรอยตำหนิ
สิ่งที่ทำให้มันตื่นตะลึงยิ่งกว่า คือมันไม่สามารถรู้สึกถึงกลิ่นอายการคงอยู่ของ
สตรีซิวเจ่อ!
นางราวกับจู่ๆ ก็หายไปจากตรงนั้น ไม่ถูกต้อง นางคล้ายตายไปแล้วมากกว่า!
จั่วม่อผู้ชมดูจากด้านข้าง อารมณ์พลันสั่นไหวอย่างรุนแรง
เสียงกู่คำรามของมันราวกับสัตว์ร้ายถูกแผดเผา หินหลอมเหลว สายฟ้าแกร่ง
และแสงสีทองคึกคักเกรี้ยวกราด เจาะเข้าไปในร่างกายของมันอย่างบ้าคลั่ง มุ่งตรง
ทำลายล้างไปยังส่วนลึกที่สุดในร่างกาย
อารมณ์ที่สั่นไหวของมันราวกับราดน้ ามันลงบนกองไฟ สถานการณ์ของมัน
เลวร้ายลงอย่างฉับพลัน ไม่ว่าตำแหน่งใดในร่างกาย หากอ่อนแออยู่บ้าง ล้วนถูกแสงสี
ทอง สายฟ้าแกร่งและหินหลอมเหลวเผาผลาญทำลายอย่างสมบูรณ์ ยามเมื่อพวกมัน
ยาตราทัพผ่านไป
กระทั่งกล้ามเนื้อและกระดูกที่ผ่านการกลั่นเกลาอย่างสมบูรณ์ก่อนหน้านี้
ภายใต้การชำระล้างอย่างรุนแรงด้วยพลังอันดุดันทั้งสามสาย ยังถึงกับสั่นสะเทือนไม่
หยุดยั้ง
แต่ในเวลาเช่นนี้ จั่วม่อไม่ได้ใส่ใจร่างกายตัวเอง สมาธิจิตใจทั้งหมดของมันถูก
ดึงดูดไปยังสตรีซิวเจ่อ
น้ าตาสองสายทะลักทลายลงมาไม่หยุดยั้ง ทว่ามันไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อย ลูกแก้ว
ห้าธาตุในทรวงอกของมันโลดทะยานขึ้นเป็นจังหวะประดุจหัวใจเต้น ราวกับว่าบางสิ่ง
บางอย่างกำลังจะเจาะทะลวงออกมา
นางจะต้องมีความสัมพันธ์เหนือธรรมดากับมันไม่ผิดแน่!
ถึงตอนนี้ จั่วม่อมั่นใจมากในข้อนี้ แผ่นจานไฟม่วงอันน่าลุ่มหลงยังคงหมุนคว้าง
อยู่เหนือศีรษะของสตรีซิวเจ่อ พลังอำนาจอันน่าหวาดผวาแผ่กระจายออกมาช้าๆ
เจ้าที่แท้เป็นใครกันแน่… …
อารมณ์อันปั่นป่วนวุ่นวายของจั่วม่อยิ่งเกรี้ยวกราดรุนแรงกว่าเดิม มันต้องการ
ถามนางให้รู้แน่ แต่ร่างกายของมันไม่ฟังคำสั่งอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะพยายามดิ้นรนสัก
เท่าใด ก็ไม่สามารถควบคุมร่างกายของตัวเองได้
พายุเจตจำนงกระบี่ถล่มใกล้เข้ามาทุกขณะ จั่วก็ยิ่งแตกตื่นลนลานมากขึ้น
บัดซบ!
เพราะเหตุใด… … ไฉนข้าไม่มีปัญญาควบคุมร่างกายของตัวเอง… …
ในใจมันบังเกิดการกระตุ้นปลุกเร้าอย่างรุนแรงหาใดเทียบ มันต้องการควบคุม
ร่างกายของตัวเอง มันอยากถามนางว่าเพราะเหตุใด มันไม่ได้ปรารถนาให้นางปกป้อง
มันต่อหน้าต่อตา มัน… …
บัดซบ!
จั่วม่อรู้สึกมีกองไฟโหมไหม้อยู่ในทรวงอก มันไม่เคยมีแรงปลุกเร้าที่แข็งกล้า
บ้าบิ่นถึงเพียงนี้มาก่อน! มันทราบดีว่าหากกลับเข้าควบคุมร่างกายของมันในยามนี้
จิตวิญญาณจะต้องทนรับความเจ็บปวดมหันต์จากการเผาไหม้ของพลังงานทั้งสาม
แต่…มันต้องการ…
จั่วม่อร่างสั่นสะท้านอย่างดุเดือดเสียงกู่คำรามยิ่งกราดเกรี้ยวกว่าเดิม!
…ถามนาง…
ดวงตาของมันแดงฉาน เต็มไปด้วยเส้นเลือด เส้นเลือดบนขมับปูดโปน เส้นเลือด
ทั่วร่างก็โป่งพองออกมาดุจไส้เดือนเต้นระริก
พายุเจตจำนงกระบี่ยิ่งต่ าลงยิ่งรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตาก็อยู่ห่างจากแผ่นจาน
เพลิงม่วงไม่ถึงสิบจั้ง
ชั่วพริบตานั้น สตรีซิวเจ่อก้มหน้าลง จ้องมองมันอีกครั้ง
ในจิตใจของจั่วม่อ ราวกับมีบางสิ่งแตกระเบิด ตูม! สมองขาวว่างเปล่า พลัง
ปราณทั้งหมด พลังจิตสำนึก และพลังสังขารทุกหยาดหยดในกล้ามเนื้อ ทันใดนั้นปะทุ
ขึ้นอย่างพร้อมเพรียง!
ร่างกายของมันก่อกำเนิดแรงดึงดูดมหาศาลอย่างฉับพลัน หินหลอมเหลวที่เดิม
ทียังอาละวาดอยู่บนผิวชั้นนอก สายฟ้าแกร่งและแสงสีทอง ล้วนถูกดูดเข้าไปในร่าง
อย่างรวดเร็ว
สุ้มเสียงที่คล้ายคุ้นเคยคล้ายไม่คุ้นเคยสะท้อนไปมา
“อย่าได้ลืมเลือน… …”
“ต่อให้ต้องตาย ท่านก็มิอาจลืม… …”
ชั้นแล้วชั้นเล่า ระลอกแล้วระลอกเล่า สองประโยคนี้ดุจสายฟ้าคำรนดังแว่วอยู่
ในหมู่เมฆา
บนท้องฟ้า พายุปราณกระบี่สุดไพศาลโหมกระแทกใส่แผ่นจานเพลิงม่วงอย่าง
หนักหน่วงดุดัน
เช้ง เช้ง เช้ง!
เมื่อปราณกระบี่แต่ละเล่มทิ่มแทงใส่แผ่นจานเพลิงม่วง ราวกับราดน้ าลงไปใน
น้ ามันร้อนฉ่า เพลิงม่วงปะลุลั่นสนั่นหวั่นไหวไม่ขาดหู ชั้นปราณกระบี่ที่คล้ายไม่มีที่
สิ้นสุด ประดุจห่าพิรุณแน่นขนัด กระหน่ าทิ่มแทงใส่แผ่นจานเพลิงม่วงไม่ขาดสาย
สองแขนของสตรีซิวเจ่อคล้ายแบกรับน้ าหนักมหาศาล ร่างสั่นระริกเล็กน้อย
จั่วม่อประดุจสัตว์ป่าที่ถูกไล่ต้อนจนมุม แผดเสียงคำรามอย่างคลุ้มคลั่ง
สตรีซิวเจ่อร่างสะท้านเป็นระลอก ร่างกายของจั่วม่อก็สั่นระริกในเวลาเดียวกัน
มันประหนึ่งสัตว์ร้ายพิโรธตัวหนึ่ง “เพราะเหตุใด!”
ร่างกายของมันสั่นเทาอย่างกะทันหัน สีหน้าเจ็บปวดรวดร้าวฉายชัด สุ้มเสียงสั่น
พร่าอ่อนแรงอย่างสุดระงับยับยั้ง “… … เพราะเหตุใด… …”
แม้ว่ามันจะฝึกปรือพลังจิตสำนึก แต่นี่ไม่ได้มีส่วนช่วยในยามที่จิตวิญญาณถูก
แผดเผา ความเจ็บปวดอันรุนแรงไม่ได้บรรเทาเบาบางลงแม้แต่น้อย พลังที่แตกต่าง
กันสามชนิดกำลังอาละวาดอยู่ในร่างกายมัน ความเจ็บปวดมหาศาลมาจากการเผา
ไหม้ของจิตวิญญาณ มันรู้สึกเหมือนกุ้งที่ถูกต้ม ทุกตารางนิ้วบนร่างกายสั่นระริกไม่
หยุด
มันต้องการ … … ถามนาง … … เพราะเหตุใด … …
สองแขนของสตรีซิวเจ่อถูกกดต่ าลงมาอีก แรงกดดันอันน่าตระหนกส่งผ่านลง
มาจากแผ่นจานเพลิงม่วง
จั่วม่อกัดฟันแน่น โลหิตสายหนึ่งไหลปรี่ลงจากมุมปาก
มันต้องการ … … ถามนาง … … เพราะเหตุใด … …
จั่วม่อทั้งร่างสั่นสะท้านอย่างดุเดือด แต่คราวนี้มันไม่ได้กรีดร้อง เพียงจ้องมอง
เขม็งนิ่ง ขบกรามแน่นจนแทบแตกหัก โลหิตทะลักลงจากมุมปากไม่ขาดสาย
บึมบึมบึมมม!
เปลวไฟของแผ่นจานเพลิงม่วงถูกใช้ไปอย่างรวดเร็ว แต่ปราณกระบี่มากมาย
มหาศาลเกินไป สะกดเปลวไฟสีม่วงจนอยู่หมัด พวกมันยังคงโหมกระหน่ าโจมตีแผ่น
จานเพลิงม่วงไม่หยุดยั้ง
สตรีซิวเจ่อร่างสั่นอย่างรุนแรงกว่าเดิม ท่ามกลางเสียงแค่นหนักๆ ร่างของนาง
พลันทรุดดิ่งลงมาไม่น้อย
มันต้องการ … … ถามนาง … … เพราะเหตุใด … …
ต่ าลงมาจากตำแหน่งที่สตรีซิวเจ่อฝืนต้านทานอยู่ จั่วม่อเงยหน้าขึ้นอย่าง
ยากลำบาก ดวงตาแดงฉานเต็มไปด้วยเส้นเลือด ร่างกายของมันกำลังมีการ
เปลี่ยนแปลงที่น่าอัศจรรย์ สายฟ้าแกร่งสีเงินราวกับอสรพิษสีเงินนับไม่ถ้วน พาดผ่าน
ไปตามผิวหนังเลือดเนื้อ แสงสีทองเจาะเข้าไปในกระดูกทุกชิ้นอย่างดุดัน และเส้นใย
เพลิงพิภพพิสุทธิ์ภายในหินหลอมเหลวสีแดงจัด กำลังคืบคลานเข้าไปในเส้นชีพจร
ปราณ
พลังปราณกับพลังจิตสำนึก พอสูญเสียเป้าหมายให้ต่อต้าน ก็ค่อยๆ กลับคืนสู่
ความสงบมั่นคงทีละน้อย
ตูม!
ร่างของสตรีซิวเจ่อที่ด้านบนทรุดต่ าลงอีกครั้ง
ม่านโล่แสงสีทองของเมืองอีกาทองคำสว่างวาบ เมื่อท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยพายุ
ปราณกระบี่กระแทกลงมา ม่านพลังสีทองไหวกระเพื่อมอย่างรุนแรง
ทุกคนรู้ดีว่านี่เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด พากันทุ่มเทเรี่ยวแรงกำลังทั้งหมดเข้า
ต้านทาน
ซู่หลงรวมพลค่ายเว่ย ตั้งกระบวนทัพใช้ค่ายกลปิศาจสังหารภูตอีกาอีกครั้ง ส่วน
ค่ายจูเชวี่ย ค่ายกลศึกของพวกมันมุ่งเน้นการจู่โจมเป็นหลัก ด้านการป้องกันไม่ใช่สิ่งที่
พวกมันถนัด สิ่งเดียวที่พวกมันพอกระทำได้ คือตั้งกระบวนทัพค่ายกลพื้นฐานที่พอจะ
มีพลังป้องกันอยู่บ้าง มีส่วนร่วมได้มากเท่าใด ถือว่าได้เท่านั้น
เจดีย์น้อยหมุนควงอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นภาพเลือนรางห้าสี ค่ายกลวงแหวน
ฟ้าสำเนียงจันทร์ถูกเร่งเร้าไปถึงจุดสูงสุด
ซิวเจ่อค่ายตะวันออกและค่ายตะวันตกทั้งหมดดูเหมือนคนเสียสติ พวกมัน
ช่วยกันคอยเปลี่ยนจิงสือในขบวนค่ายกลอย่างบ้าคลั่ง ทุกผู้คนรู้ดีแก่ใจ ว่าหากม่านโล่
พลังปราณถูกทำลาย จะไม่มีผู้ใดรอดพ้นจากภัยพิบัติครั้งนี้ได้แม้แต่คนเดียว
ในเวลานี้ ทุกผู้คนค่อยเข้าใจชัดว่าสตรีซิวเจ่อนางนั้นเข้มแข็งถึงเพียงไหน อาศัย
พลังของนางเพียงลำพัง กลับสามารถหยุดยั้งพายุเจตจำนงกระบี่อันน่าสะพรึงกลัว
เช่นนี้ได้ นับว่ายากจะจินตนาการอย่างแท้จริง พวกมันยังต้องพึ่งพาค่ายกลขบวนใหญ่
ของเมืองอีกาทองคำ พวกมันทั้งตัวสั่นงันงก ทั้งทุ่มเทพลังทั้งหมดของพวกมัน แต่โล่
พลังปราณยังคล้ายสามารถพังทลายลงได้ทุกเมื่อ
ทุกผู้คนใบหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
พายุเจตจำนงกระบี่คล้ายไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งไม่อาจหยุดยั้งได้ ยอดเขาที่อยู่รายรอบ
ถูกทำลายอย่างไร้ปราณี หลงเหลือเพียงครึ่งล่างต่ าลงไปเท่านั้น หากพวกมันไม่ได้
ประสบชัดด้วยตาตัวเองเช่นนี้ ไม่มีผู้ใดสามารถจินตนาการได้ ว่าเจตจำนงกระบี่
สามารถบรรลุถึงระดับชั้นที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้
หรือว่าวันนี้จะเป็นวันตายของพวกมันจริงๆ?
ความคิดนี้ผุดวาบขึ้นในจิตใจของทุกคนโดยไม่รู้ตัว
กงซุนชาเรียกหาเซี่ยซาน ม้าฝานและยอดฝีมืออีกสองสามคน กำชับด้วยเสียง
เบาต่ า “เราอาจไม่สามารถต้านทานได้นานกว่านี้ เมื่อโล่พลังปราณของเมืองพังทลาย
พวกเจ้าต้องรีบนำเหล่าป่านบุกฝ่าออกไป”
ทุกคนสีหน้าโศกเศร้า แต่ละคนเม้มปากแน่น ไม่กล่าวคำใด
ซู่หลงโลหิตทะลักจากจมูกปาก มันกัดฟันแน่น ยังคงเร่งเร้าค่ายกลปิศาจสังหาร
ภูตอีกาไม่หยุดยั้ง ไพร่พลค่ายเว่ยแทบทั้งหมด ล้วนโลหิตไหลทะลักลงมาจากจมูกปาก
เช่นเดียวกัน
ตูม!
พลังมหาศาลเกินกว่าที่ค่ายกลปิศาจสังหารภูตอีกาจะทานทนได้อีก ซู่หลงรู้สึก
ราวกับถูกหวดฟาดอย่างหนักหน่วง ร่างปลิวลิ่วไปด้านหลังดุจว่าวสายป่านขาด ไพร่
พลค่ายเว่ยทั้งหมดกระเด็นกระดอนไปพร้อมกัน
ค่ายกลปิศาจสังหารภูตอีกาพังทลาย!
ทุกผู้คนสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นปั้นยาก เมื่อปราศจากค่ายกลปิศาจสังหารภูตอีกา
โล่พลังปราณของเมืองอีกาทองคำก็ไม่อาจยืนหยัดได้นานแล้ว
ทุกผู้คนสิ้นหวังถึงที่สุด ทันใดนั้น บางคนรำพึงเสียงสั่นสะท้าน “เหล่าป่าน…
…”
เหล่าป่าน?
หลายคนเบนสายตาไปตามสัญชาตญาณ วันนี้ต่อให้พวกมันทั้งหมดล้วนต้อง
ตายอยู่ที่นี่ แต่หากเหล่าป่านหลบหนีออกไปได้ ก็เป็นเรื่องที่ไม่เลวจริงๆ หลายคน
ภาวนาให้สตรีซิวเจ่อสามารถนำเหล่าป่านของพวกมันหลบหนีออกไปจากที่นี่ได้
พวกมันแม้เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและหวาดกลัว แต่ไม่เคยสำนึกเสียใจ
ติดตามเหล่าป่าน พวกมันผ่านชีวิตยิ่งใหญ่ ยอดเยี่ยมและครึกครื้น เมื่อเทียบกับวันคืน
อันแสนจืดชืดก่อนหน้านั้น ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน! จากก้นบึ้งหัวใจของทุกคน
พวกมันพากันหวังว่าเหล่าป่านจะยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไป!
ดังนั้นเมื่อบางคนอุทานเรียกเหล่าป่าน ทุกผู้คนล้วนไม่อาจหยุดยั้ง พากันหันไป
มองเป็นตาเดียว… …ขอเพียงเหล่าป่านรอดไปได้… …พวกมันล้วนไม่เสียใจ!
ร่างกายของจั่วม่อห่อหุ้มด้วยสีแดง สีทองและสีเงิน ร่างหยัดเหยียด ตรงแน่ว
เหมือนหอกเล่มหนึ่ง
ใบหน้าของมันยังบิดเบี้ยว แต่กลับให้ความรู้สึกแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
มันเงยหน้าขึ้น จ้องมองสตรีซิวเจ่อด้วยแววตาอันลึกล้ า
ไม่ทราบเพราะเหตุใด ความหวังเสี้ยวเล็กๆ ผุดขึ้นในหัวใจผู้คนอย่างพร้อม
เพรียง
เร็วกว่านี้… … เร็วกว่านี้อีก… …
จั่วม่อดวงตาทอแวววิตกกังวล ขุมพลังทั้งสามที่อาละวาดอยู่ภายในร่างค่อยๆ
มั่นคงขึ้นทีละน้อย ร่างกายของมันกลับสู่การควบคุมของมันอย่างช้าๆ มันคล้ายเข้าสู่
ร่างกายแปลกใหม่ ค่อยๆ ฟื้นฟูพลังอำนาจกลับคืนมา
นี่ไม่ใช่กระบวนการที่ยาวนาน แต่เวลาที่กระชั้นเข้ามา ทำเอามันขุ่นแค้นจน
แทบคลั่ง!
เส้นใยสายฟ้าแกร่งนับไม่ถ้วนว่ายเวียนอยู่ในผิวหนังเลือดเนื้อ ของเหลวสีทอง
ไหลเวียนในไขกระดูก ในเส้นชีพจรปราณเต็มไปด้วยไฟพิภพสีแดงเข้มพิสุทธิ์ ร่างกาย
ของมันผ่านการกลั่นเกลาอีกครั้ง…
สังขารของมันกำลังจะฝ่าด่าน แต่ในเวลาเช่นนี้ มันไม่มีเวลามาปิติยินดี เอาแต่
จับจ้องร่างบอบบางที่อยู่เบื้องบนอย่างหวาดวิตก
เมื่อไม่มีเปลวไฟสีม่วง สตรีซิวเจ่อก็ดูอ่อนแอราวกับใบไม้แห้งกลางสายลม
ตูม!
สตรีซิวเจ่อร่างทรุดลงอีกครั้ง ผมยาวกระจายพลิ้ว
“เร็วขึ้นอีก!”
จั่วม่อเจ็บปวดใจอย่างฉับพลัน
ตูม!
สตรีซิวเจ่อทรุดจมลงมากกว่าเดิม แผ่นจานเพลิงม่วงปะทุบิดเบี้ยวเป็นระลอก
เริ่มเผยสัญญาณของการพังทลาย
“มารดามันเถอะ! เร็วกว่านี้อีก!”
จั่วม่อตาแดงฉาน
ตูมตูมตูมมมมม!
สตรีซิวเจ่อราวกับตะปูที่ถูกทุบลงอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถหยุดยั้งได้
ตูมตูมตูมมมมมมมม!
แผ่นจานเพลิงม่วงในที่สุดไม่อาจยืนหยัดได้อีกต่อไป แตกกระจายเป็นสะเก็ดไฟ
สีม่วงนับไม่ถ้วน เลือนหายไปในอากาศ
สตรีซิวเจ่อคล้ายถูกฟาดอย่างหนักหน่วง ดวงตาเบิกค้างเลื่อนลอย ร่างร่วงลิ่วลง
มาอย่างเร่งร้อน!
จั่วม่อจิตใจระเบิดตูม ร่างกายระเบิดตูม ทันใดนั้นทะลวงด่านสำเร็จในบัดดล
พลังอำนาจทั้งหมดของมัน พลันเทพรวดลงในร่างกายดุจสายน้ าถาโถม
มันหายวับไปจากจุดนั้น
กลางอากาศ จั่วม่อร่างโค้งดุจคันธนู พุ่งกลับขึ้นไปบนท้องฟ้า โอบอุ้มสตรีซิวเจ่อ
ไว้ในอ้อมอก
มือข้างขวาของมันขยุ้มเหอเถาอัสนีคำรนลายทองเอาไว้เต็มกำมือ ประหนึ่งบ้า
คลั่งอย่างสิ้นเชิง มันซัดเหอเถาอัสนีคำรนลายทองทั้งหมด เข้าปะทะพายุเจตจำนง
กระบี่ที่กำลังโหมกระหน่ าลงมาอย่างดุดัน!
“ไสหัวไป!”