สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 304 สังขารปิศาจมหาทิวา
แม่น้ าอาณาจักรยากจะข้ามผ่าน ทุกสายล้วนยาวเหยียดจนชวนให้ผู้คนสะท้าน
ใจ
ภายในห้องท้องเรือ จั่วม่อใช้เวลามุ่งเน้นอยู่กับการฝึกฝีมือ
“เม็ดพลังทองคำ! เม็ดพลังทองคำของข้า!” ผูเยาพอกล่าวถึงจินตัน ก็เริ่มคร่ า
ครวญอย่างขุ่นข้องหมองใจ “สู้กับจินตันจนเกือบจะเอาชีวิตน้อยๆ ของเจ้าไปทิ้ง แต่
เจ้ากลับไม่ได้เม็ดพลังทองคำมาให้ข้า! อ๊า ช่างน่าสังเวช!”
จั่วม่ออับอายอยู่บ้าง ก่อนหน้านี้มันสัญญากับผูเยาว่าหลังจากฆ่าจินตันแห่ง
พรรคฟ้ากระจ่าง จะมอบเม็ดพลังทองคำให้แก่ผูเยา แต่นึกไม่ถึงว่าบรรพชนฟ้า
กระจ่างจะชิงทำลายตัวเองเสียก่อน ยามนี้มาหวนคิดทบทวน มันรู้สึกว่าจินตันไม่ได้
น่าหวาดหวั่นเท่าที่เคยคิดไว้ ขอเพียงมีกลยุทธ์รับมือที่เหมาะสม การพิชิตจินตันก็
ไม่ใช่เรื่องยากเย็นจนเกินไป
หลังจากขบคิดวิเคราะห์จนทะลุปรุโปร่ง สิ่งที่ร้ายกาจที่สุดของจินตันก็คือ
ความเร็วของพวกมัน เรื่องนี้ทำให้เมื่อจินตันเผชิญหน้ากับหนิงม่าย พวกมันจึงเป็น
ฝ่ายมีเปรียบอย่างสมบูรณ์ สำหรับจินตันที่ทรงพลังอำนาจ สังหารผู้คนในกระบี่เดียว
ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด แต่หากมีหนิงม่ายสิบคน คิดสังหารทุกคนในกระบี่เดียวก็เป็นไป
ไม่ได้แล้ว
ตรงกันข้าม ในด้านของการป้องกัน ความได้เปรียบของจินตันเห็นได้เด่นชัดที่สุด
แม้ว่าหนิงม่ายหนึ่งคนยากจะใช้ปราณกระบี่ทำร้ายมันอย่างรุนแรง แต่หากเป็นปราณ
กระบี่หลายสิบสายจู่โจมพร้อมกัน ต่อให้เป็นจินตันยังรับไว้ไม่ไหว
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ หากจินตันหักใจสละชีวิตเพื่อลากทุกคนไปลงนรกด้วยกัน
เมื่อจินตันตัดใจสู้ตายถวายชีวิต พลังอำนาจที่พวกมันปลดปล่อยออกมาสามารถเหนือ
ล้ ากว่ายามปกติหลายเท่า
ประสบการณ์มีค่ามากที่สุด
ด้วยประสบการณ์จากครั้งนี้ หากให้มันต่อสู้กับบรรพชนฟ้ากระจ่างอีกครั้ง ขอ
แค่มีค่ายจูเชวี่ยค่ายเดียว มันก็มั่นใจว่าสามารถเชือดบรรพชนฟ้ากระจ่างได้อย่าง
แน่นอน
ทนรับการเยาะเย้ยถากถางจากผูเยา มันได้แต่ฝืนยิ้มขมขื่นในใจ เหตุที่การต่อสู้
กับบรรพชนฟ้ากระจ่างยากลำบากถึงเพียงนี้ เนื่องเพราะมันถูกขู่ขวัญล่วงหน้าด้วย
นามของซิวเจ่อด่านจินตัน ถึงตอนนี้มันทราบกระจ่างแล้ว เผชิญหน้ากับซิวเจ่อด่าน
จินตัน การตั้งรับรังแต่จะทำให้ตกเป็นเบี้ยล่างเท่านั้น
ผูเยาล่วงรู้เรื่องนี้อย่างชัดแจ้ง เมื่อถึงจุดนี้ การพิลาปร่ าคร่ าครวญของมันก็เป็น
เพียงแค่แสวงหาความสาสมใจเท่านั้น
ฟังผูเยาพร่ าบ่นข้างหูอยู่ครึ่งค่อนวัน จั่วม่อสุดจะทานทนอีกต่อไป ถึงกับหยุด
ฝึกปรือ “เอาละเอาละ! ข้าจะหามาชดใช้ให้!” จากนั้นบ่นงึมงำ “ช่างสมกับเป็นอสูร
ฟ้าผู้สูงส่งเสียจริง… … ฮึ่มฮึ่ม… …”
ผูเยาแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน แต่หลังจากนั้นสักครู่ ยังอดล่อลวงจั่วม่อเพิ่มเติมไม่ได้
“อันที่จริง ฆ่าจินตันสักคนหาได้ยากลำบากอันใด ก่อนหน้านี้เจ้าอาจยังไม่มี
ความสามารถมากพอ แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว เจ้าดูเอาเถอะ มีผู้คนมากมายอยู่
ภายใต้อำนาจของเจ้า ที่สำคัญ เจ้ายังฝ่าด่านสำเร็จอีกด้วย… …”
“ฝ่าด่าน?” จั่วม่อหัวใจโลดขึ้น “ลองเล่ารายละเอียดมาฟังดู”
“จะว่าไปก็แปลกไม่น้อย พรสวรรค์ทางพลังจิตสำนึกกับพลังปราณของเจ้า
คล้ายไม่โดดเด่นเท่าใด แต่ความรวดเร็วในการฝึกปรือวิถีปิศาจกลับไม่ธรรมดาเลย
จริงๆ ช่างแปลกประหลาดโดยแท้” ผูเยาคล้ายไม่พอใจอยู่บ้าง แต่ยังคงกล่าวสืบต่อ
“เจ้ายังจดจำสังขารปิศาจของเจ้าได้หรือไม่?”
“แน่นอน ศีรษะเหล็กหยก ลำดับที่ห้าในด่านเจี้ยว” จั่วม่อตอบอย่างคล่องแคล่ว
“ถูกต้อง เดิมทีข้าคาดว่าเจ้าจะพัฒนาไปเป็นกงล้อจันทราดารา แต่ด้วยเหตุ
บังเอิญหรือเป็นโชคชะตาก็มิอาจทราบได้ เจ้ากลายเป็นสังขารปิศาจชนิดอื่นไปเสีย
แล้ว” ผูเยาสีหน้าอับจนปัญญา แต่น้ าเสียงยังคงเคร่งขรึม “สังขารปิศาจด่านถงหลิ่ง*
มีจำนวนทั้งสิ้นหนึ่งร้อยเจ็ดสิบสองชนิด อันดับแรกคือปฐพีลี้ลับ อันดับสองคือมหา
ทิวา และอันดับที่สามเป็นทะเลภูตมาร”
(*ด่านถงหลิ่ง (ผู้นำกองพัน) – ด่านบำเพ็ญเพียรวิถีปิศาจด่านที่สี่ เทียบเท่าจิน
ตัน)
“ปฐพีลี้ลับไม่จัดอยู่ในทวิภาวะแห่งหยินหยาง และเป็นสังขารปิศาจด่านถงหลิ่ง
เพียงหนึ่งเดียวที่ไม่คำนึงถึงหยินหยาง เหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้สังขารปิศาจนี้ได้รับ
การจัดอยู่อันดับแรก ก็เนื่องเพราะมันสามารถวิวัฒนาการไปสู่สังขารปิศาจด่านเจียง*
ชนิดใดก็ได้ รวมไปถึงสังขารปิศาจด่านเจียงสามอันดับบน”
(*ด่านเจียง (แม่ทัพ) – ด่านบำเพ็ญเพียรวิถีปิศาจด่านที่ห้า เทียบเท่าหยวนอิง)
“มหาทิวาเป็นหยางสุดขั้ว แข็งกร้าวสุดประมาณ เต็มไปด้วยพลังอำนาจดิบ
เถื่อนไร้ผู้ต้าน เป็นสังขารที่ดีที่สุดสำหรับวิวัฒนาการเป็นสังขารปิศาจในแนวทางสุดห
ยางสุดแกร่งกร้าว ส่วนทะเลภูตมารเดินในแนวทางหยิน แปรเปลี่ยนสุดหยั่งคาด เป็น
สังขารที่ดีที่สุดสำหรับการเปลี่ยนแปลง”
“เช่นนั้นหมายความว่าข้าพัฒนาไปเป็นสังขารปิศาจมหาทิวาใช่หรือไม่?” จั่วม่อ
ดูเหมือนจะเข้าใจแล้ว
“มิผิด” ผูเยาแยกแยะว่า “ระหว่างการต่อสู้กับบรรพชนฟ้ากระจ่าง เจ้าสร้าง
ค่ายกลใหญ่ขึ้นมาจากเศษซากของมหาค่ายกลชุดนั้นโดยบังเอิญ ค่ายกลใหญ่ช่วยกลั่น
เกลาร่างกายเจ้า แก่นสารของอีกาทองคำ สายฟ้าแกร่งและไฟพิภพ ทั้งหมดล้วนเป็น
สุดหยางสุดแกร่งกร้าว ภายใต้เงื่อนไขประจวบเหมาะเช่นนี้ ช่วยให้เจ้าฝ่าด่านและ
วิวัฒนาการเป็นสังขารปิศาจมหาทิวาได้สำเร็จ”
กล่าวถึงตรงนี้ ผูเยาพลันเหลือกตา ทำสีหน้าระอาใจ “แต่น่าเสียดายที่เป็นแค่
เจ้า หากเป็นปิศาจอื่นเมื่อฝึกปรือสังขารปิศาจมหาทิวาได้เช่นนี้ พวกมันมีแต่จะรีบ
แล่นไปหาจินตันเพื่อจับกิน มีหรือจะยังหวาดกลัวจินตัน? เฮอะ!”
“จับกิน?”
“แปลกอันใด? แก่นแกนของอสูรปิศาจเป็นสมบัติสำหรับซิวเจ่อ เม็ดพลังทองคำ
ของซิวเจ่อก็เป็นอาหารชั้นเลิศของอสูรปิศาจเช่นกัน!” ผูเยาตวัดลิ้นสีแดงสดเลียริม
ฝีปากโดยไม่รู้ตัว “เจ้าต้องลองชิมดู รสชาติล้ าเลิศอย่างแท้จริง”
จั่วม่อตัวสั่น จากนั้นร้องตะโกน “ผูเยา เจ้าวิปลาส!”
ผูเยาไม่สะทกสะท้าน “คนแปลกพิลึกไม่รู้ความอย่างเจ้านับว่าหาได้ยากยิ่ง ซิว
เจ่อใช้ร่างกายของอสูรปิศาจเพื่อหลอมสร้างยุทธภัณฑ์หรือหลอมกลั่นโอสถ เป็นเรื่อง
ธรรมดาสามัญยิ่ง แต่พออสูรปิศาจเรารับประทานเม็ดพลังทองคำ เจ้ากลับบอกว่า
พวกเราวิปลาส?”
จั่วม่อพูดไม่ออก
มันตัดสินใจไม่วนเวียนอยู่กับปัญหานี้อีก “สังขารปิศาจมหาทิวามีประโยชน์อัน
ใดบ้าง?”
ผูเยาคึกคักกระตือรือร้นยิ่ง “มีประโยชน์มากมาย มิเช่นนั้นจะเป็นคู่มือของจิน
ตันได้อย่างไร? ประการแรกคือข้อได้เปรียบในการฝึกปรือทักษะปิศาจ ก่อนหน้านี้เจ้า
ฝึกปรือเคล็ดหมัดคลื่นสวรรค์ เจ้าย่อมล่วงรู้ ว่ายิ่งร่างกายของเจ้าแข็งแกร่งเท่าใด เจ้า
ก็ยิ่งใช้พลังอำนาจของเคล็ดวิชาหมัดได้รุนแรงขึ้นเท่านั้น นั่นเป็นจุดสำคัญตาม
ธรรมชาติ ในจุดนี้ทักษะปิศาจยิ่งสุดขั้วยิ่งกว่า เจ้าจะได้เห็นในภายหลัง ไม่ว่าทักษะ
ปิศาจใด ท้ายที่สุดแล้วก็คือการฝึกปรือร่างกาย สังขารปิศาจมหาทิวาแข็งแกร่งทรง
พลังแต่กำเนิด เมื่อฝึกปรือทักษะปิศาจสุดแกร่งกร้าว จะประสบความสำเร็จโดยที่ลง
แรงเพียงครึ่งหนึ่ง”
“ทักษะปิศาจอีกแล้ว เจ้าไม่มีทักษะปิศาจเสียหน่อย คึกคักหาอันใด?” จั่วม่อต
อบโต้เสียงราบเรียบ
ผูเยาแทบสำลัก แต่ตัดสินใจเพิกเฉยต่อจั่วม่อ กล่าวสืบต่อไปว่า “สังขารปิศาจ
นับตั้งแต่ด่านถงหลิ่งขึ้นไป มีความสามารถมหัศจรรย์หลายอย่าง อสูรปิศาจนั้นไม่มี
ฝีมือทางหลอมสร้าง ด้านยุทธภัณฑ์เวทไม่ใช่คู่มือของซิวเจ่อ เช่นนั้นเราจะเอาสิ่งใดมา
ต่อสู้กับซิวเจ่อ? วิธีการหนึ่งคือยุทธภัณฑ์เวทเชื่อมวิญญาณ แต่ยุทธภัณฑ์เวทเชื่อม
วิญญาณของอสูรปิศาจแตกต่างจากยุทธภัณฑ์เวทเชื่อมวิญญาณของซิวเจ่อ ยุทธภัณฑ์
เวทเชื่อมวิญญาณของอสูรปิศาจจะเป็นส่วนหนึ่งในร่างกายของพวกมัน อย่างเช่นกรง
เล็บ ฟันเขี้ยว หรือผิวหนังที่ลอกออกมา ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่หลอมสร้างไว้ภายใน
ร่างกายของพวกมันตลอดเวลา ส่วนอีกวิธีการหนึ่ง นั่นคือการแปลงร่างของสังขาร
ปิศาจ”
“ในบรรดาสังขารปิศาจด่านถงหลิ่ง สังขารปิศาจทุกชนิดล้วนมีการแปลงร่าง
ของตัวเอง แต่ไม่เคยมีมากกว่าหกแปลง เหตุที่ปฐพีลี้ลับ มหาทิวาและทะเลภูตมาร
สามารถจัดอยู่ในสามอันดับแรก เนื่องเพราะพวกมันล้วนครอบครองการแปลงร่างหก
ครั้ง”
จั่วม่อพอฟังต้องตาลุกวาบ “การแปลงร่างเป็นอย่างไร?”
“คล้ายกับพลังอภิญญาของพวกนักบวชเซน เจ้ามิใช่ครอบครองอภิญญาเนตร
ปราณหรอกหรือ? นี่เป็นสิ่งที่คล้ายคลึงกันยิ่ง การแปลงร่างของสังขารปิศาจเป็น
ทักษะเฉพาะตัว สามารถดึงพลังของสังขารปิศาจนั้นๆ ออกมาใช้ได้ถึงขีดสูงสุด”
“เจ้าล่วงรู้วิธีแปลงร่างทั้งหกของมหาทิวาหรือไม่?” จั่วม่อจ้องมองผูเยาอย่างไม่
ค่อยเชื่อถือ
ผูเยาตอบเสียงราบเรียบ “ย่อมไม่”
“ข้านึกอยู่แล้ว อสูรฟ้าอันใด เจ้าไม่ได้ล่วงรู้อะไรสักอย่าง … …” จั่วม่อพึมพำ
กับตัวเอง
ผูเยาเส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ แต่มันพยายามระงับใจเอาไว้ “ข้าอาจไม่ล่วงรู้
แต่มีบางคนรู้”
“ผู้ใด?” จั่วม่อคราวนี้อยากรู้อยากเห็นอยู่บ้าง
“มัน” ผูเยากล่าวพลางชี้ไปยังป้ายศิลาสุสาน
“ป้ายศิลา?” จั่วม่ออึ้งงัน
“มิผิด” ผูเยาดวงตาสาดประกายพิสดารวูบหนึ่ง เลือนรางจนแทบมองไม่เห็น
“เจ้าเพียงแค่ต้องรับปากข้อเรียกร้องเล็กๆ น้อยๆ ของมัน มันก็จะสอนการแปลงร่าง
ของสังขารปิศาจมหาทิวาทั้งหกแปลงให้แก่เจ้า ทั้งยังจะถ่ายทอดทักษะปิศาจชั้นยอด
ให้แก่เจ้าอีกด้วย”
“ข้อเรียกร้องเล็กๆ น้อยๆ?” จั่วม่อได้กลิ่นอันตรายตามสัญชาตญาณ ทันใดนั้น
พลันหวนนึกถึงสุ้มเสียงเก่าแก่โบราณในตอนที่ผูเยาบุกรุกเข้ามาในจิตสำนึกของมัน
ครั้งแรก
นึกถึงประโยคบัดซบที่เคยเคี่ยวกรำทรมานมันแทบตาย ‘ปฏิบัติตามวิถีแห่งข้า
กระทำการตามประสงค์แห่งข้า สืบทอดคำสาบานแห่งข้า เจ้ายินดีหรือไม่?’
ยิ่งคิดมากเท่าไร ไฟโทสะก็ยิ่งลุกโหมมากเท่านั้น ในอดีตตอนที่เกอยังอ่อนต่อ
โลก เจ้าคิดว่าเกอถูกข่มขู่รังแกได้โดยง่าย ถึงกับปัสสาวะรดศีรษะเกอ ตอนนั้นสู้เจ้า
ไม่ได้ เกอถึงได้ยอมฝืนทน! ยามนี้ยังคิดเล่นเล่ห์กลกับเกอ! ลุงสามารถทนได้แต่ป้าจะ
ไม่ทนอีกต่อไป!
มันเผ่นพรวดขึ้นไปบนป้ายศิลาสุสาน กระหน่ าเท้าย่ าใส่ป้ายศิลาอย่างหนัก
หน่วง!
เท้ากระทืบไป ปากก็บริภาษไป “เจ้าปัญญาอ่อน! แล่นเข้ามาในทะเลแห่ง
จิตสำนึกของเกอตามอำเภอใจ! จิงสือสักชิ้นก็ไม่เคยจ่ายให้เป็นค่าเช่า!เวลานี้ยังคิด
อ่านวางแผนกับเกอ! รำคาญในการมีชีวิตสืบต่อไปแล้วใช่หรือไม่!”
ปัง ปัง ปัง!
ปัง ปัง ปัง!
ยิ่งด่ายิ่งเมามัน ยิ่งเหยียบย่ ายิ่งสาแก่ใจ ปากไม่มีหยุด เท้าไม่มียั้ง มันก่นด่ารัว
เร็ว กระหน่ ากระทืบอย่างเร่งร้อน ป้ายศิลาสุสานถึงกับสะท้านสั่นไหว โอนไปเอนมา
เห็นจั่วม่อจู่ๆ ก็คลุ้มคลั่ง ดวงตาแดงฉานด้วยเส้นเลือด ผูเยาถึงกับอ้าปากค้าง
เหม่อมองอย่างโง่งมอยู่กับที่!
เจ้าบ้า…เจ้าบ้านี่กล้ากระทืบ ‘มัน’… …
สวรรค์ของข้า… …
ไม่ทราบว่านานเท่าใด ผูเยาค่อยตั้งสติได้ พอเห็นป้ายศิลาสุสานถูกกระหน่ าไม่
ยั้งจนแทบพลิกคว่ าคะมำหงาย ผูเยาถึงกับหน้าซีดเผือดในบัดดล
“เจ้า… …”
แค่อ้าปาก เอ่ยออกมาได้เพียงคำเดียว จั่วม่อก็หยุดกึก หันขวับมามอง บน
ใบหน้ามืดมนและดุร้ายเป็นดวงตาแดงฉานที่เปี่ยมล้นด้วยรังสีอำมหิต
ผูเยาหุบปากฉับ กลืนน้ าลายอย่างฝืดคอ มันรู้สึกคล้ายถูกสัตว์ร้ายหมายหัว
หากมันเดินผิดพลาดสักเล็กน้อย จั่วม่อจะกระโจนเข้าแว้งกัดมันด้วย ผูเยาลำคอเกร็ง
แน่น เมื่อวาจาหลุดออกจากปาก กลับกลายเป็นว่า “มีเรื่องใดค่อยๆ พูดค่อยๆ จา …
…มีอันเรื่องค่อยๆ พูดค่อยๆ จา … …”
จั่วม่อสะบัดใบหน้าดำเหมือนก้นหม้อของมันกลับไป ยกเท้าขึ้นอีกครั้ง
ปัง ปัง ปัง!
หลังจากเหยียบย่ าอย่างโหดร้ายจนสาแก่ใจ มันหยุดเท้าลงในที่สุด ก่อนจากไป
ยังไม่ลืมสำทับว่า “เจ้าปัญญาอ่อน เกอบอกเจ้า! หากเจ้ากล้าวางแผนกับเกออีก เกอ
จะเชือดเจ้าทิ้ง!”
กล่าวจบคำ ในที่สุดค่อยพึงพอใจ ออกจากทะเลแห่งจิตสำนึกไป
ผูเยาเหม่อมองป้ายศิลาสุสานอย่างซึมเซา เห็นบนพื้นผิวสีดำมันวาวของป้าย
ศิลา ปกคลุมไปด้วยรอยเท้าจนแทบไม่มีพื้นที่ว่าง
หลังจากผ่านไปเนิ่นนาน ผูเยาทันใดนั้นระเบิดเสียงหัวร่องอหาย หัวร่อเสียจน
ลงไปนอนดิ้นอยู่กับพื้น
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! นี่คือคนที่เจ้าเลือก? ช่างมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร! ไม่มีผู้ใดเสมอ
เหมือนเลยจริงๆ! มีเอกลักษณ์เสียยิ่งกว่าเจ้าในตอนนั้นเสียอีก! ฮ่าฮ่า!โอย ไม่ไหวแล้ว
ฮ่าฮ่า! เจ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง? ต้องยอดเยี่ยมมากแน่ๆ! ฮ่าฮ่า!คิดไม่ถึงเลย ว่าจะมีวันที่
เจ้าถูกผู้อื่นระดมเหยียบไม่มียั้งเช่นนี้! น่าสนใจยิ่ง! ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! ช้าชอบเจ้าเด็กผู้นี้
จริงๆ!”
ในทะเลแห่งจิตสำนึก ผูเยาหัวร่อดังกระหึ่มไปทั่ว อสูรฟ้าที่อยู่มาหลายพันปีเช่น
มัน แทบจะขาดใจตายเพราะการหัวร่อคราวนี้เอง
เมื่อจั่วม่อออกจากทะเลแห่งจิตสำนึก โทสะของมันยังไม่ได้ถูกระบายออก
ทั้งหมด สังขารปิศาจมหาทิวาอันใด เกอจึงไม่สนใจ!
อย่าได้คิดว่าแค่เอาสิ่งของเช่นทักษะปิศาจมาล่อ แล้วเจ้าจะสามารถฉกฉวยสิ่งที่
ดีจากเกอ!
เกอไม่ได้ขาดแคลนเวทวิชา!
จั่วม่อขนม้วนหยกกองมหึมาออกมาจากแหวน จัดเรียงรายไว้เป็นแถว
ม้วนหยกเหล่านี้เป็นของที่มันเก็บสะสมตลอดเวลาที่อยู่ในอาณาจักรขุนเขาน้อย
ล้วนเป็นเวทวิชาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ส่วนมากเป็นเวทวิชาระดับสี่ชั้นดี ในบรรดา
เวทวิชาเหล่านี้ มีเวทวิชาะดับห้าอยู่สองม้วน สำหรับมันในยามนี้ นับว่าเพียงพอให้ใช้
อย่างเหลือเฟือ
ส่วนเรื่องเม็ดพลังทองคำ ไสหัวไปลงนรกเสียเถอะ!
จั่วม่อพลันได้ตระหนักถึงกฎแห่งความจริงอย่างลึกซึ้ง การพึ่งพาตนเองจึงเป็น
วิถีทางที่เที่ยงแท้! ย้อนกลับไปในอดีต ตอนที่มันอยู่บนภูเขาสุญตา ยังเคยใช้ม้วนหยก
ชั้นต่ าที่สุด ฝึกปรือเคล็ดเมฆฝนหล่นรินไปจนถึงขั้นที่สี่ได้ เวลานี้มันมีม้วนหยกดีๆ ตั้ง
มากมาย ไม่มีม้วนใดระดับต่ า ให้รู้กันไปว่ามันจะไม่มีปัญญาฝึกปรือวิชาดีๆ
จั่วม่อได้รับแรงกระตุ้นจากผูเยากับป้ายศิลาสุสาน ในเวลานี้จมลงไปในอารมณ์
บ้าคลั่งอย่างสมบูรณ์
ก็แค่เวทวิชาไม่ใช่หรือ? ก็แค่ทักษะฝีมือไม่ใช่หรือ? เจ้านึกว่าเมื่อเจ้ากุมเวทวิชา
เจ้าก็กุมลำคอเกอไว้ด้วยหรือ?
เห็นพยัคฆ์ไม่คำราม เจ้าหลงเข้าใจว่าเป็นแมวป่วยหรือ?
เกอจะแสดงให้พวกเจ้าดู ว่าอสูรฟ้ากับของโบราณเก่าแก่อย่างพวกเจ้า ไฉนถึง
ได้ยากจนข้นแค้นจนถึงจุดที่แค่ค่าเช่ายังไม่มีปัญญาจ่ายได้? กระทั่งควักไข่มุกหยิน
ออกมา แต่ก็ขายไม่ออก!
ในขณะที่เกอใช้เพียงแค่เคล็ดเมฆฝนหล่นริน ยังสามารถยึดครองฝ่ายนอกของ
สำนักกระบี่สุญตาทั้งสำนัก จนถึงขั้นที่ทุกผู้คนพากันเรียกหาเสี่ยวม่อเกอไม่ขาดปาก
จิงสือไหลมาเทมาไม่ขาดสาย!