สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 305 ปากทางแม่น ้าอาณาจักร
ในบรรดาม้วนหยกมากกว่าหนึ่งร้อยม้วน เจ็ดในสิบส่วนเป็นเคล็ดวิชากระบี่ นี่
ทำให้จั่วม่อรู้สึกอับจนปัญญาถึงที่สุด
แม้ว่าเมื่อครั้งที่ยังอยู่ในภูเขาสุญตา มันจะเคยฝึกปรือจนถึงขั้นเจตจำนงกระบี่
ดึงดูดสายตาของท่านเจ้าสำนักกับพวก แต่นั่นเป็นการพึ่งพาความสามารถของผูเยา
บีบบังคับจนสำเร็จ แต่อันที่จริงพรสวรรค์เชิงกระบี่แต่กำเนิดของมันขาดพร่องอยู่บ้าง
มันมีฝีมือทางเวทวิชาห้าธาตุเสียมากกว่า
ดังนั้นเมื่อพบว่าม้วนหยกถึงเจ็ดส่วนเป็นเคล็ดวิชากระบี่ มันถึงกับปวดเศียร
เวียนเกล้า แต่เมื่อได้ลั่นวาจาไว้แล้ว หากมันไม่สามารถทำอะไรสักอย่าง ไยมิใช่ถูกผู
เยาหัวร่อเยาะ?
มันตั้งใจแน่วแน่ จะต้องให้ตัวประหลาดเฒ่าทั้งสองได้เปิดหูเปิดตาให้จงได้ จั่วม่
อปลอบใจตัวเอง ไม่ใช่แค่เคล็ดวิชากระบี่เท่านั้นเองหรือ?
มันวางม้วนหยกเรียงราย คร่ าเคร่งอ่านไปทีละม้วนอย่างอดทน แต่ยังไม่ได้อ่าน
อย่างละเอียด เพียงแค่กวาดตาอ่านทั้งหมดอย่างคร่าวๆ เสียก่อน
ม้วนหยกกว่าหนึ่งร้อยม้วน จั่วม่อใช้เวลาไปร่วมสองวันเต็มกว่าจะอ่านจน
ครบถ้วนกระบวนความ เมื่อเสร็จสิ้นการอ่าน มันถึงกับมึนงงวิงเวียน สายตาพร่าเบลอ
แต่กลับรู้สึกว่าได้เปิดหูเปิดตาจริงๆ ถึงแม้ว่าในตอนนี้ พลังบำเพ็ญเพียรของมันอาจมี
จำกัด แต่ในหมู่ซิวเจ่อรุ่นราวคราวเดียวกัน เชื่อว่ามีไม่กี่คนที่มีภูมิความรู้เทียบเท่ามัน
ศาสตร์บำเพ็ญเพียรจิตสำนึกของเผ่าอสูร ทักษะปิศาจฝึกปรือสังขารของเผ่า
ปิศาจ สำหรับเวทวิชาของซิวเจ่อ แม้ว่ามันจะไม่เคยผ่านตาเวทวิชาชั้นสูงมากนัก แต่
ในแง่ของปริมาณ ยังคงน่าแตกตื่นสะท้านใจ มีไม่กี่คนที่คล้ายกับมัน ชมชอบอ่านเวท
วิชาทุกประเภท ไม่ว่าจะฝึกปรือหรือไม่ก็ตาม
ประโยชน์สูงสุดก็คือช่วยขยายขอบเขตภูมิความรู้ให้กว้างใหญ่กว่าเดิม ทำให้มัน
สามารถใช้มุมมองระดับสูงขึ้น มาตรวจสอบวิเคราะห์เวทวิชาเหล่านี้
แม้ว่าจั่วม่อไม่อาจฝึกปรือเวทวิชาทั้งหมดไปจนถึงขั้นลึกล้ า แต่นี่ไม่ได้ทำให้มัน
ไม่สามารถค้นหาแก่นหลักของวิชาได้ แน่นอน ความเข้าใจก็เป็นเพียงแค่ความเข้าใจ
เท่านั้น คิดใช้เวทวิชาเหล่านี้ ยังต้องมีมากกว่าความเข้าใจ
เวทวิชาเหล่านี้ทั้งหลากหลายและมากมายยิ่ง คิดฝึกปรือไปทีละวิชา เห็นได้ชัด
ว่าไม่เข้าใจสภาพความเป็นจริงเกินไปแล้ว
และเวทวิชาเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งของที่ผูเยาไม่ชายตามองอย่างสิ้นเชิง หากคิดทำ
ให้เจ้าผู้นี้ตกตะลึง มันต้องคิดหาวิธีที่ดี!
จั่วม่อคิดแล้วคิดอีก ขบคิดจนหัวแทบแตก ทันใดนั้นใบหน้าสว่างวาบ… นึกออก
แล้ว!
“เหล่าป่านไม่เป็นไรแน่หรือ?” เซี่ยซานสีหน้าห่วงกังวลอยู่บ้าง
สภาพของเหล่าป่านผิดปกติ! ทุกคนที่มีตาสามารถมองเห็นได้ชัดเจน
เหล่าป่านจมอยู่ในสภาพนี้มาหลายวันแล้ว ไม่ดื่มไม่กิน นั่งอยู่บนดาดฟ้าเรือราว
กับคนเสียสติ บางครั้งยังพึมพำบางอย่างที่ผู้คนไม่เข้าใจ เทียบกันแล้ว อากุ่ยที่นั่งเงียบ
งันอยู่ข้างกายยังดูคล้ายคนปกติเสียกว่า
“คงไม่เป็นไรกระมัง” ม้าฝานก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก
เมื่อวานนี้ เหล่าป่านจู่ๆ ก็ร่ายเวทวิชาที่ไม่รู้จัก ผลที่ได้คือกระแสอากาศใน
บริเวณใกล้เคียงแปรสภาพเป็นสับสนอลหม่านอย่างกะทันหัน พวกมันแทบติดค้างอยู่
ในนั้น หลังจากนั้นทุกผู้คนพากันอยู่ห่างไกลจากเหล่าป่าน มีเพียงอากุ่ยนั่งเงียบๆ อยู่
ข้างกายมัน
“ฮ่าฮ่า เจ้าคิดว่าการสร้างเวทวิชาใหม่สักวิชานั้นง่ายดายนักหรือ?” ผูเยากลัวว่า
โลกจะวุ่นวายไม่พอ คอยใส่ไฟจากด้านข้างเป็นระยะ
จั่วม่อไม่แยแสสนใจมัน
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วดุจติดปีกบิน โดยไม่ทันรู้ตัว หนึ่งเดือนได้ผ่านพ้นไป
จั่วม่อยังคงลืมกินลืมนอน ทว่าความพยายามของมันก็ยังคงไม่มีผลลัพธ์อันใด
ปากทางแม่น้ าอาณาจักรที่เข้าสู่อาณาจักรวารีฟ้ากว้างใหญ่มาก สถานที่แห่งนี้
อยู่ภายใต้การควบคุมร่วมกันของแปดขุมกำลังที่แตกต่างกัน พันธมิตรร้อยบุปผาเป็น
หนึ่งในแปดขุมกำลังนี้ พันธมิตรร้อยบุปผาปูเส้นทางผ่านบุปผาแพรพรรณ ทั้งสำนัก
ล้วนเป็นอิสตรี เจ้าสำนักซูเยวี่ย (ยี่หร่าจันทรา) ปราดเปรื่องและเจนจัด ในมือนาง
พันธมิตรร้อยบุปผามั่งคั่งรุ่งเรืองเป็นที่สุด
ผู้ที่มีส่วนแบ่งอยู่ตรงปากทางเข้าแม่น้ าอาณาจักร ล้วนเป็นสำนักที่มีพลังอำนาจ
อันยิ่งใหญ่ พันธมิตรร้อยบุปผาทรงพลังเพียงใด ย่อมเป็นที่คาดคำนวณได้
พันธมิตรร้อยบุปผาไม่เพียงแต่มีสาขาอยู่ที่นี่ ยังมีค่ายทัพของตัวเอง มีไพร่พล
มากกว่าห้าร้อยคน ผู้นำค่ายเป็นจินตันผู้หนึ่ง นางเรียกว่าเกาเจี้ยนถิง จากข้อนี้
สามารถเห็นได้ถึงความสำคัญที่พันธมิตรร้อยบุปผาวางไว้ในค่ายทัพแห่งนี้
เกาเจี้ยนถิงสะคราญปานบุปผา เพลงกระบี่ไห่ถังของนางฝึกปรือถึงขั้นเจตจำนง
กระบี่แปลงรูปลักษณ์ ยามที่นางลงมือจู่โจม ฉากดอกไห่ถังปลิวว่อนเต็มฟ้า งดงาม
ตระการตาอย่างบอกไม่ถูก
(ดอกไห่ถัง – ดอกบีโกเนีย)
“เรือขนส่งทาสที่ไปยังอาณาจักรขุนเขาน้อยคราวที่แล้วยังไม่หวนกลับมาอีก? มี
ข่าวคราวเพิ่มเติมหรือไม่?” เกาเจี้ยนถิงขมวดคิ้วเรียวงาม
“เรียนอาจารย์อา ยังไม่มีข่าวคราวใดส่งกลับมา” ศิษย์สตรีนางหนึ่งรีบตอบ
เกาเจี้ยนถิงรำพึงเบาๆ “หรือว่าเกิดเรื่องร้ายอันใด?”
ในเวลานี้เอง ศิษย์สตรีอีกนางหนึ่งพลันถลาเข้ามาอย่างตื่นตระหนก “อาจารย์
อา อาจารย์อา! รีบออกมาดูทางนี้เถอะเจ้าค่ะ!”
เกาเจี้ยนถิงสีหน้าแปรเปลี่ยน ร่างหายวับไปจากที่
บนท้องฟ้า เกาเจี้ยนถิงเหม่อมองกองทัพมหึมาที่อยู่ตรงหน้านาง สูดลมหายใจ
อย่างหนาวเหน็บ
เห็นท้องฟ้าเหนือแม่น้ าอาณาจักร เต็มไปด้วยซิวเจ่อมากมายมหาศาล มองไม่
เห็นว่าขบวนสิ้นสุดลงที่ใด
“อาจารย์อา นั่นเป็นเรือขนส่งทาสของพวกเรา!” ศิษย์สตรีนางหนึ่งร้องแหลม
เกาเจี้ยนถิงม่านตาหดแคบลงอย่างฉับพลัน มิผิด เรือใหญ่ห้าลำที่อยู่ใจกลาง
กองทัพ เป็นเรือขนส่งทาสของพันธมิตรร้อยบุปผาไม่ผิดแน่! กระทั่งป้ายยี่ห้อของ
พันธมิตรร้อยบุปผาบนเรือขนส่งทาส อีกฝ่ายก็ไม่ได้เปลี่ยนออกไป
นางมั่นใจว่าในอาณาจักรขุนเขาน้อย จะต้องมีบางสิ่งที่เลวร้ายเกิดขึ้น!
ขบวนใหญ่โตมโหฬารนี้กระตุ้นเตือนทุกฝ่าย แสงกระบี่วูบวาบ ซิวเจ่อมากมาย
ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แต่พอพวกมันเห็นซิวเจ่อจำนวนมหาศาล ล้วนพากันยืนเหม่อมอง
อย่างโง่งมอยู่กับที่
“สวรรค์! เกิดอะไรขึ้น?”
เรือขนส่งทาสมหึมาห้าลำ ดุจจันทราล้อมรอบด้วยหมู่ดาว แผ่ซ่านกลิ่นอายอัน
น่าตระหนก ค่อยๆ บินตรงเข้ามาทางด้านนี้
เกาเจี้ยนถิงสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นปั้นยาก นางพยายามควบคุมตัวเองไม่ให้
เคลื่อนไหวอย่างบุ่มบ่าม ผู้อื่นในเมื่อมาถึงที่นี่ บรรพชนฟ้ากระจ่างสมควรถูกสังหารไป
แล้ว พวกมันแม้เป็นจินตันทั้งคู่ แต่เกาเจี้ยนถิงทราบดีว่าพลังฝีมือของนางไม่เทียบเท่า
บรรพชนฟ้ากระจ่าง
ยิ่งไปกว่านั้น กองกำลังที่โฉบไปโฉบมาอยู่รอบๆ เรือขนส่งทาส เพียงมองปราด
เดียวก็ทราบว่าแข็งแกร่งยิ่ง
ไม่ใช่แค่นางผู้เดียว ค่ายจูเชวี่ยดึงดูดสายตาจากทุกผู้คน กองกำลังที่มีไพร่พลไม่
ถึงแปดร้อยคนนี้ ทำให้พวกมันรู้สึกถึงอันตรายอย่างแรงกล้า
กองทัพชั้นยอด!
เฉพาะกองกำลังชั้นยอดที่ผ่านการต่อสู้มาอย่างโชกโชน จึงจะมีกลิ่นอาย
อันตรายเช่นนี้ได้
ซิวเจ่อจากอาณาจักรขุนเขาน้อยที่เพิ่งมาถึงล้วนเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลีย แต่ทุก
ผู้คนตื่นเต้นยินดีอย่างบอกไม่ถูก
พวกมันในที่สุดหลบหนีออกจากอาณาจักรขุนเขาน้อยสำเร็จอย่างแท้จริง!
อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกมันสังเกตเห็นสายตาแปลกประหลาดที่ซิวเจ่อของ
อาณาจักรวารีฟ้าใช้มองพวกมัน ทุกคนสงบปากสงบคำทันที เหล่าซิวเจ่อที่โชคดีรอด
ชีวิตมาได้ ล้วนผ่านคาวเลือดและเปลวไฟจนคุ้นชิน ความรู้สึกเฉียบไวต่ออันตราย
นับว่าเหนือล้ ากว่าซิวเจ่อของอาณาจักรวารีฟ้ามาก
พวกมันล่าถอยไปยังเรือขนส่งทาสห้าลำตามสัญชาตญาณ มีคนเรียกยุทธภัณฑ์
เวทออกมามากขึ้นเรื่อยๆ
เงียบกริบ เงียบอย่างผิดปกติ!
สถานการณ์กลายเป็นเขม็งตึงเครียดในบัดดล เหล่าซิวเจ่ออาณาจักรวารีฟ้าสี
หน้าแปรเปลี่ยน พวกมันรู้สึกราวกับว่าถูกเชือกที่มองไม่เห็นกระหวัดรัดคออย่างช้าๆ
เกาเจี้ยนถิงสีหน้ายิ่งมายิ่งปั้นยาก อีกฝ่ายมีจำนวนคนมากมายกว่าพวกมันมาก
หากเกิดความบาดหมางขึ้น โลหิตจะไหลนองเป็นท้องธาร
ทุกผู้คนล้วนหันสายตาไปยังเรือขนส่งทาสทั้งห้า
ในเวลานี้ หลายคนเริ่มสังเกตเห็นป้ายยี่ห้อพันธมิตรร้อยบุปผาบนลำเรือขนส่ง
ทาส และหันมามองเกาเจี้ยนถิงด้วยสายตาแปลกพิกล อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกมันเห็น
ใบหน้าบิดเบี้ยวของเกาเจี้ยนถิง พวกมันก็เข้าใจในทันที
การค้าที่พันธมิตรร้อยบุปผาทำในอาณาจักรขุนเขาน้อย พวกมันล้วนล่วงรู้ มอง
จากยามนี้ เกรงว่าพันธมิตรร้อยบุปผาคงไม่ได้รับผลตอบแทนที่ดีเท่าใดแล้ว
อย่างไรก็ตาม พวกมันใคร่รู้เกี่ยวกับเรือขนส่งทาสห้าลำนี้มากกว่า ดูจากการ
เคลื่อนไหวของซิวเจ่อเหล่านี้ ดูท่าผู้นำของคนกลุ่มนี้สมควรอยู่บนเรือขนส่งทาสทั้งห้า
กงซุนชาหันไปมองจั่วม่อ ซู่หลงหันไปมองจั่วม่อ พวกมันรอให้จั่วม่อออกคำสั่ง
ซิวเจ่อรอบข้างล้วนหันไปมองจั่วม่อ รอให้เจ้าเมืองอีกาทองคำออกคำสั่ง
ผู้คนเมื่อเผชิญกับอันตราย พวกมันเคยชินกับการมองหาผู้ที่สามารถแก้ปัญหา
ได้ ทั้งยังนำพวกมันไปสู่ชัยชนะ ในใจพวกมันทั้งหมด จั่วม่อเป็นบุคคลที่ว่านี้เอง
เกาเจี้ยนถิงกับบรรดาซิวเจ่อเจ้าถิ่นล้วนสังเกตเห็นสายตาของฝ่ายตรงข้าม พา
กันหันมองตามไปโดยไม่รู้ตัว เวลานี้สายตาของทุกผู้คน ไม่ว่าฝ่ายใด ล้วนมองไปยัง
บุรุษหนุ่มที่นั่งอยู่บนดาดฟ้าเรือขนส่งทาสลำหน้าสุดเป็นตาเดียว
ปากทางเข้าแม่น้ าอาณาจักรอันใหญ่โตเงียบสงัดเสมือนตาย
ที่ศูนย์กลางของความสนใจทั้งมวล จั่วม่อไม่ได้รู้สึกตัวแม้แต่น้อย มันกำลัง
โต้เถียงกับผูเยาอย่างเอาเป็นเอาตาย
“นี่คือสิ่งที่เจ้าคิด? ฮ่า ไร้สาระ!” ผูเยาถากถางไม่ไว้หน้า “ข้าหลงนึกว่าเจ้ามี
ฝีมืออยู่ท่าสองท่า แต่ที่ไหนได้ ใช้เวลาไปทั้งเดือน เพียงโยนสิ่งที่ห่างไกลจากความเป็น
จริงเยี่ยงนี้ออกมาเท่านั้นเอง?”
“สิ่งที่ห่างไกลจากความเป็นจริง? เจ้าตัวประหลาดเฒ่าที่ตายมาเป็นพันปี เจ้าก็
เหมือนป้ายศิลาบัดซบนั่น กระทั่งจิตวิญญาณของเจ้าก็ถูกสนิมกินไปหมดแล้ว
แน่นอนว่าสิ่งที่ก้าวหน้าล้ ายุคเช่นนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ตาเฒ่าอย่างเจ้าจะเข้าใจได้!” จั่วม่อตอบ
โต้อย่างเผ็ดร้อน
“อย่าเอาข้าไปรวมกับเจ้าผู้นั้น!” ผูเยาโมโหโทโส “ข้าคืออสูรฟ้าผู้สูงส่ง… …”
“อสูรฟ้าแล้วเป็นไร?” จั่วม่อเหลือบมองด้วยหางตา กล่าวดูหมิ่นเหยียดหยาม
“ตกยุคล้าสมัยก็คือตกยุคล้าสมัย”
ผูเยากลับแย้มยิ้ม ตอบโต้อย่างเยือกเย็นว่า “ความคิดของเจ้าไม่เหมือนใครก็
จริง แต่ประสบการณ์บำเพ็ญเพียรของเจ้าน้อยเกินไป เจ้าย่อมเข้าใจความยากลำบาก
ของสิ่งนี้ได้อย่างชัดเจน หากเจ้าอยู่ในด่านจินตัน อาจสามารถใช้วิถีทางนี้ได้ แต่ยามนี้
เจ้าทำไม่ได้อย่างแน่นอน! เข้าใจหรือไม่? สิ่งที่ไม่อาจใช้การได้ ย่อมไม่มีคุณค่า”
“แค่เจ้าบอกว่าใช้การไม่ได้ ก็ต้องใช้การไม่ได้อย่างนั้นหรือ? ช่างมั่นใจเสียจริง
นะ!” จั่วม่อแค่นเสียงอย่างเย็นชา “หากข้าสามารถกระทำได้เล่า เจ้าจะว่าอย่างไร?”
ผูเยาหรี่ตาแคบดุจคมมีด กล่าวอย่างมืดมนว่า “เจ้าไม่จำเป็นต้องยั่วยุข้า หาก
เจ้าทำได้จริง ข้าจะช่วยให้เจ้าได้รับการแปลงร่างทั้งหกของสังขารปิศาจมหาทิวา แต่
หากเจ้าทำไม่ได้ เช่นนั้นเจ้าจะต้องรับปากคำสาบานของป้ายศิลาสุสาน”
“เจ้าสัญญาหรือไม่?” จั่วม่อเอียงคอถาม
“แน่นอน!” ผูเยาตอบอย่างเย็นชา
“ย่อมได้ ข้าตกลง!” จั่วม่อพลันหัวร่อฮี่ฮี่ สีหน้าขบขัน รอยยิ้มกลอกกลิ้งประดับ
บนริมฝีปาก “ผู เจ้าหลงกลแล้ว!”
กล่าวจบคำ จั่วม่อประกบฝ่ามือเป็นกระบี่ สะบัดแทง ก่อเกิดกระบวนท่าเพลง
กระบี่
ปราณกระบี่สีฟ้าอ่อนปรากฏขึ้นตรงหน้ามัน
สองมือยังคงกรีดวาด ทิ่มแทงอีกสองครั้งซ้อน
ปราณกระบี่สีแดงกับปราณกระบี่สีทองปรากฏขึ้น
มันสีหน้าเคร่งขรึมจริงจังผิดปกติ ตวาดเบาๆ สองฝ่ามือกระบี่ตวัดพลิก ดรรชนี
แปรเปลี่ยนท่วงท่าละลานตา ปราณกระบี่ทั้งสามราวกับถูกฉุดลากด้วยเรี่ยวแรงที่มอง
ไม่เห็น แปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว
“ผู นี่คือค่ายกลสามอัจฉริยะ!”
ตรงหน้าจั่วม่อ เป็นค่ายกลกระบี่สามแฉกที่สร้างขึ้นจากปราณกระบี่สามสาย
ค่ายกลกระบี่ขับเคลื่อนหมุนวนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด!
“นี่ค่ายกลสี่คชสาร!”
จั่วม่อปลดปล่อยเพลงกระบี่อีกหนึ่งวิชา ค่ายกลพลันแปรเปลี่ยน จากสาม
อัจฉริยะสู่สี่คชสาร พลังสภาวะอันว่องไวปราดเปรียว เปลี่ยนเป็นหนักหน่วงดุดัน
“ค่ายกลห้าธาตุ!”
“ค่ายกลกระบี่เจ็ดดาราแสงสวรรค์!”
เกาเจี้ยนถิงใบหน้าตะลึงลาน จ้องมองค่ายกลกระบี่ตรงหน้าบุรุษหนุ่มตาเขม็ง
ด้วยสายตาของชนชั้นนาง สามารถเห็นได้ว่า ปราณกระบี่ทุกสายที่บุรุษหนุ่ม
ปลดปล่อยออกมาเป็นเพียงขั้นเริ่มต้น แต่ปราณกระบี่ทุกสายล้วนมีคุณสมบัติแตกต่าง
กันอย่างสิ้นเชิง หากมีเพียงนี้เท่านั้น สามารถกล่าวได้ว่าเด็กผู้นี้มีภูมิความรู้ที่แตกต่าง
ไปคนละทางอย่างน่าอับอาย นางคงไม่ตื่นตะลึงอันใด
ทว่าบุรุษหนุ่มกลับจงใจนำปราณกระบี่ที่มีลักษณะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ทั้งหมด ผสานรวมเป็นค่ายกลกระบี่ขบวนหนึ่ง!
ค่ายกลกระบี่ที่อยู่เบื้องหน้าบุรุษหนุ่ม นางไม่สามารถเข้าใจได้มากนัก แต่ทราบ
ว่ามันใส่ปราณกระบี่ที่แตกต่างกันทั้งหมดเข้าไปในค่ายกลถึงสามสิบหกชนิดแล้ว!
ปราณกระบี่สามัญเหล่านี้ เมื่อก่อเกิดเป็นค่ายกลกระบี่ขบวนหนึ่ง พลังอำนาจ
ของพวกมันกลับเพิ่มพูนขึ้น! ชมดูจากที่ห่างไกล นางยังสามารถรู้สึกได้ถึงกระแสความ
เย็นที่แผ่ออกมา
ซึ่งหมายความว่า นี่เป็นฝีมือที่สามารถเปลี่ยนสิ่งของด้อยค่าให้เป็นความ
มหัศจรรย์!
เด็กร้ายกาจ!
บุรุษหนุ่มผู้นี้มีความเป็นมาอย่างไร?
นางไม่ได้สังเกตว่าบรรยากาศตึงเครียดในทีแรกได้เลือนหายไป ความสนใจของ
ทุกผู้คน ถูกค่ายกลกระบี่ตรงหน้าจั่วม่อดึงดูดไว้ทั้งหมด! ไม่ว่าจะเป็นซิวเจ่อของ
อาณาจักรวารีฟ้าหรืออาณาจักรขุนเขาน้อย ทุกผู้คนล้วนมีสีหน้าตื่นตะลึง!
ในเวลานี้เอง จั่วม่อพลันถลึงตากว้าง จ้องเขม็ง พลางตวาด “ผู ดูให้ดี!”