สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 315 ทาสบุปผา
การเดิมพันครั้งสุดท้าย!
แม้แต่คนที่หัวช้าที่สุดยังสามารถรู้สึกได้อย่างชัดเจน ว่าช่วงเวลาที่จะตัดสินเป็น
ตายได้มาถึงแล้ว!
มังกรดำพลันเปลี่ยนเป็นลูกพลังงานสีดำอันพลุ่งพล่านและดุร้ายกระหายเลือด
ทะยานขึ้นปะทะดอกไห่ถังเพลิงที่พุ่งลงมาจากฟากฟ้าอย่างหักโหม!
จั่วม่อดวงตาสาดประกายเย็นเยียบ ปีกแสงศูนยตาสะบัดเบาๆ ร่างหายวับไป
กลางอากาศอีกครั้ง
กองร้อยที่เจ็ด กองร้อยที่เก้าและกองร้อยที่สิบแห่งค่ายจูเชวี่ยลงมือโดยพร้อม
เพรียง ราวกับดาบสามเล่มทิ่มแทงผ่านท้องนภา เต็มปรี่ไปด้วยสภาวะแห่งความตาย
ทะลวงเข้าหาผู้อาวุโสเหมยอย่างดุดันอำมหิต
บึม!
ทุกผู้คนรู้สึกในสายตาดับวูบ แผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่นดุจโลกหล้าถึงกาล
แตกดับ บนท้องฟ้าเต็มไปด้วยแสงสว่างไสวเจิดจ้าบาดตา ก่อเกิดลำแสงเพลิงนับไม่
ถ้วนสาดพุ่งไปทั่วสี่ทิศแปดทาง ก่อนเลือนหายไปในที่สุด
เมืองหมิงสุ่ยทั่วทั้งเมืองแตกฮือด้วยแรงปะทะอันน่าสะพรึงกลัวครั้งนี้ ซิวเจ่อ
มากมายทะยานร่างขึ้นสู่ท้องฟ้า จ้องมองไปในทิศทางของหุบเขาร้อยบุปผาด้วย
สายตาหวาดหวั่นพรั่นพรึง
ขุมพลังที่กำลังตระเตรียมจะไปช่วยเหลือพันธมิตรร้อยบุปผา พอเห็นเช่นนี้ ต้อง
รีบหยุดการเคลื่อนไหวทั้งหมดของพวกมันอย่างตื่นตระหนก
นี่เป็นแรงปะทะในระดับชั้นของจินตัน!
เทียบกับพลานุภาพสะท้านฟ้าสะเทือนดินของมังกรดำแล้ว การโจมตีของจั่วม่
อกลับเงียบเชียบถึงที่สุด ไม่มีแม้แต่เสียงลมหมัดฝ่ามือ มันปรากฏตัวขึ้นเบื้องหลังผู้
อาวุโสเซียวราวกับเงาผี ฝ่ามือข้างขวาที่กลายเป็นกระจกแก้ว ประทับลงบนแผ่นหลัง
ขาวผ่องเย้ายวนของผู้อาวุโสเซียอย่างแผ่วเบา
ท่วงท่าของมันอ่อนโยนนุ่มนวล ปราศจากพลังสภาวะอย่างสิ้นเชิง จงหยูพอเห็น
การลงมือของจั่วม่อจากในระยะไกล ต้องสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย เหล่าป่าน
สามารถฝึกปรือหมัดคลื่นสวรรค์กระจกฟ้าไปจนถึงขอบเขตที่น่าอัศจรรย์พันลึก มัน
นอกจากครั่นคร้ามสุดขั้วหัวใจ ยังจะรู้สึกอันใดได้อีก
ผู้อาวุโสเซียวร่างแข็งทื่อในบัดดล นางคล้ายได้ยินเสียงทุ้มต่ าสุดอหังการดัง
กระหึ่ม สะท้อนสะท้านไปทั่วร่างกาย พลังสุดแกร่งกร้าวปะทุขึ้นดุจภูเขาไฟระเบิด
อย่างฉับพลัน เส้นชีพจรปราณทั่วร่างฉีกขาดพินาศสิ้น สิ่งที่ทำให้นางรู้สึกท้อแท้สิ้น
หวัง รับรู้ว่าความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อม ก็คือเม็ดพลังทองคำในร่างนางหยุดหมุนอย่าง
สิ้นเชิง ไม่ว่านางจะกระเสือกกระสนเร่งเร้าสักเท่าใด เม็ดพลังทองคำก็ไม่ขยับ
เคลื่อนไหวแม้แต่องคุลีเดียว
ทันใดนั้น มือข้างหนึ่งคร่ากุมเม็ดพลังทองคำของนางเอาไว้
ความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุดกลืนกินนางลงไปราวกับกระแสน้ าท่วมทับ
ทุกคนในกองร้อยที่เจ็ด เก้าและสิบ จี้กระบี่บินไปข้างหน้าอย่างพร้อมเพรียง ใน
ร่างกายของทุกคนโลหิตเดือดพล่าน จิตวิญญาณการต่อสู้อัดแน่นอยู่ทั่วร่าง แทบทำให้
พวกมันลุกไหม้ ทุกคนเร่งความเร็วอย่างบ้าระห่ า ไม่มีออมรั้งยั้งมือ เร่งความเร็ว! เร่ง
ความเร็วไม่หยุดยั้ง!
ในดวงตาของพวกมันมีเป้าหมายเพียงอย่างเดียว!
หัวหน้ากองร้อยทั้งสามตวาดก้องอย่างพร้อมเพรียง “ร้อยสังหาร!”
“ร้อยสังหาร!”
ซิวเจ่อทั้งหมดของสามกองร้อยกู่คำรามอย่างเกรี้ยวกราด กระบี่บินของพวกมัน
พุ่งทะลวงไปข้างหน้า ปราณกระบี่ยักษ์สามเล่มเปล่งแสงเจิดจ้าบาดตา ทะยานผ่าน
ท้องนภาด้วยความเร็วถึงขีดสุด เจตนาสังหารตรึงแน่นอยู่บนร่างของผู้อาวุโสเหมย
เป็นจุดเดียว
ผู้อาวุโสเหมยผมเผ้าหลุดลุ่ย เบิกตามองอย่างเลื่อนลอย โลหิตหลั่งไหลจากมุม
ปากไม่ขาดสาย
เผชิญปราณกระบี่มหึมาสามเล่ม นางกลับเผยอยิ้มบางเบา การโจมตีระลอก
แล้วระลอกเล่าอย่างไม่รู้จักจบสิ้น กดดันจิตประสาทของนางไปจนถึงขีดจำกัด นาง
ยืนอยู่ที่สุดปลายเชือก หลงเหลือเพียงลมหายใจอึดสุดท้าย กิ่งเหมยในมือนางแตกหัก
เป็นชิ้นๆ นานแล้ว หลงเหลือเพียงกิ่งหลักอันเกลี้ยงเกลา
สามปราณกระบี่มหึมาทะลวงตรงเข้ามายังใบหน้านาง เพียงพลังสภาวะอันคม
กล้าของเจตจำนงกระบี่ ก็มากพอที่จะทำให้โลหิตของนางเยือกแข็ง
ในที่สุดนางก็จะถูกปลดปล่อยเสียทีใช่หรือไม่?
นี่เป็นความคิดสุดท้ายที่วาบผ่านในใจจาง ปราณกระบี่มหึมาทั้งสามเล่มแตก
ระเบิดอย่างพร้อมเพรียง แสงเจิดจรัสบาดตากลืนร่างของนางเข้าไป
ตะเกียงตำหนักดอกไห่ถังแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ผู้อาวุโสหวังร่างปลิวลิ่ว ได้รับ
บาดเจ็บสาหัส กระอักโลหิตออกมาสามคำใหญ่ มังกรดำเหาะเหินม้วนร่างอยู่กลาง
อากาศ แผดเสียงคำรามไม่หยุดยั้ง เขาสีดำที่เพิ่งงอกออกมาได้ไม่นานถึงกับหักไปข้าง
หนึ่ง มันเห็นได้ชัดว่าพิโรธโกรธกริ้วถึงที่สุด
มังกรดำในดวงตาทอแววโหดเหี้ยม ทันใดนั้นมันเปลี่ยนเป็นลูกพลังงานสีดำ ดีด
พุ่งตามติดผู้อาวุโสหวังอย่างดุดัน
การโจมตีนี้รวดเร็วถึงที่สุด ผู้อาวุโสหวังได้รับบาดเจ็บสาหัสจนท่าร่างสะดุด
ติดขัดไปหมด ไฉนเลยจะมีปัญญาหลบเลี่ยง ถูกลูกพลังสีดำกระแทกใส่อย่างถนัดถนี่
ปัง!
ราวกับดาวตก ผู้อาวุโสหวังพุ่งดิ่งลงกระแทกพื้นอย่างหนักหน่วง
ผู้อาวุโสหวังผู้น่าสมเพช นางมิใช่ยอดฝีมือที่ฝึกปรือสังขารเช่นจั่วม่อ แรง
กระแทกอันหนักหน่วงถึงปานนั้น ด้วยร่างกายนุ่มนิ่มบอบบางของนาง ไฉนเลยจะ
ทานทนรับความรุนแรงนี้ได้ นางเสียชีวิตคาที่ด้วยประการฉะนี้
ซูเยวี่ยใบหน้าเผือดขาวราวกระดาษ ดวงตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง การตาย
ของสามผู้อาวุโสด่านจินตัน ไม่ใช่ความสูญเสียที่พันธมิตรร้อยบุปผาจะแบกรับเอาไว้
ได้ ไหนจะยังมีกลุ่มคนที่เต็มไปด้วยเจตนาสังหารอันล้นปรี่อยู่บนท้องฟ้า ความคิดหนึ่ง
วาบผ่านในใจนาง หรือว่าวันนี้เป็นวันที่พันธมิตรร้อยบุปผาจะถึงคราล่มสลาย?
ปีกแสงศูนยตาบนแผ่นหลังจั่วม่อค่อยๆ จางหายไป พลังอันแกร่งกร้าวที่อัดแน่น
อยู่ในร่างเลือนหายไปอย่างรวดเร็วดุจน้ าลด
มันมองไปยังพวกพ้องคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นค่ายจูเชวี่ยหรือค่ายเว่ย ทุกผู้คนพา
กันหอบหายใจอย่างเอาเป็นเอาตาย เห็นได้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้ดุเดือดรุนแรงถึงเพียง
ไหน แต่ทุกคนล้วนมีรอยยิ้มบนใบหน้า มีเพียงพวกมันเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
เนื่องจากพวกมันได้ผ่านการต่อสู้กับบรรพชนฟ้ากระจ่างในอาณาจักรขุนเขาน้อย จึง
สามารถรับรู้ความยากลำบากของศึกครั้งนี้ได้อย่างชัดเจน และรับรู้ได้ว่าพวกมัน
แข็งแกร่งขึ้นมากเท่าใด!
ศึกครั้งนี้กระตุ้นเตือนเมืองหมิงสุ่ยทั้งเมือง ซิวเจ่อนับไม่ถ้วนเหินร่างออกจาก
เมืองหมิงสุ่ย ตรงมายังหุบเขาร้อยดอกไม้ในทันที
จั่วม่อเหลือบมองสนามรบแวบหนึ่ง แล้วคร่ากุมซูเยวี่ยในชั่วพริบตา
ซูเยวี่ยดูเหมือนจะสูญเสียดวงวิญญาณของนางไป ไม่ได้ต่อต้านแข็งขืนแม้แต่
น้อย
จั่วม่อคลายใจลงเล็กน้อย หันไปสั่งการซู่หลง “พวกเจ้าไปค้นหาดูว่ามีคนที่พวก
เจ้ารู้จักอีกหรือไม่ เราจะนำทุกคนที่เจ้ารู้จักไปด้วย”
ซู่หลงหัวใจไหววูบ ไม่กล่าวคำใด เพียงผงกศีรษะแล้วพาค่ายเว่ยเสาะค้นไปทั่ว
หุบเขา
จั่วม่อลากซูเยวี่ยไปด้วย นำลูกสมุนของมันปล้นสะดมพันธมิตรร้อยดอกไม้อย่าง
ไม่รีรอ ซูเยวี่ยไม่หลงเหลือความหวังแม้แต่เส้นสายใยเดียว นางกลายเป็นเชื่องเชื่อ
อย่างผิดปกติ
พอเห็นความมั่งคั่งของพันธมิตรร้อยบุปผา จั่วม่อถึงกับแตกตื่นสุดระงับ นี่ต้อง
เป็นหนึ่งในสำนักที่ร่ ารวยที่สุดเท่าที่มันเคยเห็นมาอย่างแน่นอน
พรรคอัจฉริยะปราณอาจเป็นที่ร่ าลือเรื่องความมั่งคั่งในอาณาจักรนภาจันทร์ แต่
หากนำมาเทียบกับพันธมิตรร้อยบุปผา ก็เรียกได้ว่ายากจนข้นแค้นมากแล้ว ซูเยวี่ยมี
ฝีมือในการบริหารจัดการ หลังจากสั่งสมมานานยี่สิบกว่าปี ความมั่งคั่งร่ ารวยของ
สำนักใหญ่แห่งนี้ ทำให้จั่วม่อตื่นเต้นยินดีสุดขีดจนแทบคลุ้มคลั่ง
ในห้องเก็บสินค้า วัตถุดิบระดับสามระดับสี่กองซ้อนเป็นภูเขาเลากา วัตถุดิบ
ระดับห้าไม่ใช่ของหายาก จั่วม่อกระทั่งพบเจอวัตถุดิบระดับหกจำนวนมาก น้ าลายมัน
แทบจะไหลย้อยจนเช็ดไม่หมด ไหนจะยังมีบุปผาปราณทุกประเภท รวมถึงเมล็ดพันธุ์
บุปผาปราณหายากอีกมากมาย
สำหรับคนอย่างจั่วม่อ ที่กระทั่งพบพานห่านป่ายังต้องถอนขนให้ครบทุกเส้น
โอกาสอันดีงามถึงเพียงนี้ มันจะพลาดได้อย่างไร?
ทุกคนในค่ายหลอมสร้างถูกเกณฑ์มาช่วยกันขนวัตถุดิบขึ้นสู่เรือขนส่งทาส จั่ว
ม่อตกลงใจปล้นหุบเขาร้อยบุปผาจนถึงขั้นสิ้นเนื้อประดาตัว
ห้องสมบัติส่วนตัวของบรรดาผู้อาวุโส ทำให้จั่วม่อต้องแตกตื่นยินดีแทบคลุ้มคลั่ง
อีกครั้ง โดยเฉพาะห้องของผู้อาวุโสหวัง ที่เก็บงานหลอมสร้างจำนวนมากของนาง
เอาไว้ สินค้าเหล่านี้เกือบทั้งหมดเป็นยุทธภัณฑ์เวทระดับห้าขึ้นไป ส่วนใหญ่เป็น
ตะเกียงบุปผาหลากหลายชนิด แม้ว่าในห้องสมบัติจะไม่มีสินค้ามากนัก แต่ล้วนเป็น
สิ่งของชั้นเลิศ
จั่วม่อกวาดทั้งหมดลงไปในแหวนของมันอย่างไม่ลังเล
บรรดาม้วนหยก รวมถึงม้วนหยกที่เหล่าผู้อาวุโสเก็บสะสมไว้ และม้วนหยกที่
ผู้คนในพันธมิตรร้อยบุปผาซื้อหามาหรือได้รับผ่านช่องทางอื่น ไม่มีม้วนใดรอดพ้น
ชะตากรรม ถูกจั่วม่อกวาดไปจนเกลี้ยงเกลา
มองดูเหล่าศิษย์ของพันธมิตรร้อยบุปผาหลบหนีอย่างหวาดกลัว จั่วม่อเต็มไป
ด้วยความรังเกียจเหยียดหยาม หลังจากมันปล้นสะดมแล้วเสร็จ พันธมิตรร้อยบุปผา
จะถึงกาลแตกดับอย่างแท้จริง หากนี่เป็นสำนักอันเข้มแข็งเที่ยงธรรม ถึงตอนนี้เหล่า
ศิษย์ทั้งหมดคงเปิดฉากสู้ตายถวายชีวิตแต่แรกแล้ว ไม่ใช่เพียงแค่เฝ้าดู ปล่อยให้เหล่า
ผู้อาวุโสของพวกมันเสี่ยงชีวิตต่อสู้อยู่ฝ่ายเดียว
นี่ต้องบอกว่าเป็นกรรมตามสนองของพันธมิตรร้อยบุปผาโดยแท้
ซู่หลงกลับมาพบจั่วม่ออย่างรวดเร็ว สีหน้าหนักอึ้งเคร่งเครียด ดวงตาทอแวว
เจ็บปวดระคนเศร้าสลด “เหล่าป่าน โปรดมาดูสิ่งนี้”
จั่วม่องงงันวูบ แล้วติดตามซู่หลงเข้าไปในถ้ าที่ลึกมากแห่งหนึ่ง ในส่วนลึกของ
หุบเขา จนกระทั่งเห็นภาพอันน่าสยดสยองเบื้องหน้า ต้องขนลุกชี้ชันอย่างสุดจะ
ควบคุมบังคับ
นั่นเป็นทาสฝึกตนหลายร้อยคน แต่ละคนมีบุปผาปราณแปลกประหลาดนานา
ชนิดเติบโตอยู่บนร่าง บุปผาปราณเหล่านี้หยั่งรากฝังลึกเข้าไปในร่างกายของพวกมัน
ทุกคนดวงตาเลื่อนลอย บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มแปลกพิกล บรรดาบุปผาปราณ
บนร่างพวกมันเบ่งบานอย่างน่าลุ่มหลง แต่จั่วม่อผู้ครอบครองเนตรปราณ สามารถ
มองเห็นได้ชัดเจน ว่าพลังชีวิตของทาสฝึกตนเหล่านี้ค่อยๆ สูญสลายไปทีละน้อย
ราวกับว่าบางอย่างในร่างกายจั่วม่อระเบิดอย่างรุนแรง ไฟโทสะอันแรงกล้า
อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนกวาดผ่านร่างมันประดุจกำลังโหมไหม้ ทันใดนั้นมันคว้าลำคอ
ของซูเยวี่ย ยกชูขึ้นเบื้องหน้า ซูเยวี่ยใบหน้าบิดเบี้ยว ดวงตาทอแววเจ็บปวด ความดุ
ร้ายป่าเถื่อนของจั่วม่อทำให้นางหวาดผวา
“เจ้าพวกเศษสวะ!”
จั่วม่อเค้นเสียงลอดไรฟันทีละคำ เกร็งกำลังมือ บดขยี้ลำคอของซูเยวี่ยในบัดดล!
ซูเยวี่ยเบิกตามองอย่างงุนงง จวบจนกระทั่งชีวิตหลุดลอย นางยังคงไม่เข้าใจว่า
จั่วม่อหักใจลงมือกับนางได้อย่างไร? ผู้คนนับไม่ถ้วนล้วนปรารถนาความสนใจจากนาง
ทุ่มเทใช้ทุกวิถีทางเพียงเพื่อให้นางชายตามองสักแวบ นางคิดอยู่เสมอ ด้วยรูปโฉมสุด
สะคราญไร้คู่เปรียบของนาง ย่อมไม่มีบุรุษใดหักใจฆ่านางได้ลงคอ!
ตราบเท่าที่นางเชื่อฟังและโอนอ่อนผ่อนตาม พวกมันย่อมไม่อาจหักใจทำร้าย
นาง
จั่วม่อโยนร่างซูเยวี่ยลงบนพื้นอย่างรังเกียจเดียดฉันท์
“เหล่าป่าน จะทำอย่างไรกับพวกมันดี?” ซู่หลงไม่อาจปิดบังความเศร้าสลดใน
น้ าเสียงของมันได้ ในฐานะที่เคยเป็นทาสฝึกตนผู้หนึ่ง ผลกระทบที่มันได้รับยังลึกล้ า
รุนแรงยิ่งกว่าผู้ใด มันก็สามารถค้นพบได้ว่าพลังชีวิตของทาสฝึกตนเหล่านี้ ค่อยๆ ถูก
บุปผาปราณบนร่างของพวกมันสูบกลืนไปทีละน้อย
ในห้วงความคิดของจั่วม่อ ผูเยาพลันกล่าวว่า “อย่าได้นำดอกไม้เหล่านั้น
ออกเป็นอันขาด หากแตะต้องดอกไม้แม้แต่น้อย ทาสฝึกตนเหล่านี้จะตายทันที”
สุ้มเสียงของผูเยามีร่องรอยของโทสะที่หาได้ยาก “ทาสบุปผา! นึกไม่ถึงว่า
วิธีการนี้จะยังคงถ่ายทอดสืบต่อมา บุปผาปราณที่เติบโตขึ้นบนร่างของทาสบุปผา จะ
สูบกลืนพลังชีวิตที่บริสุทธิ์ที่สุดของพวกมัน บุปผาปราณที่ปลูกด้วยวิธีการนี้จะมี
คุณภาพสูงยิ่ง หากเจ้าต้องการช่วยเหลือพวกมัน มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้น”
จั่วม่อในที่สุดก็เข้าใจ ว่าไฉนพันธมิตรร้อยบุปผามีบุปผาปราณระดับสูงมากมาย
นัก ความเดือดดาลคุกรุ่นอยู่ในทรวงอกของมันอีกครั้ง มันพยายามระงับเอาไว้ ถาม
เสียงต่ าลึก “วิธีใด?”
“พลังชีวิตของทาสบุปผาถูกสูบกลืนออกไปเรื่อยๆ ยากจะรอดพ้นความตาย
ต้องการช่วยชีวิตพวกมัน อาจมีอยู่สองหนทาง หนึ่งคือคอยเติมเต็มพลังชีวิตของพวก
มันด้วยโอสถปราณหรือสิ่งของที่คล้ายกัน หรืออีกหนึ่ง … คือใช้วิธีการสูบกลืนย้อน
ทาง!”
“สูบกลืนย้อนทาง!”
“อา มิผิด! บุปผาปราณในเมื่อสามารถสูบกลืนพลังชีวิตของทาสบุปผา แล้วไฉน
ทาสบุปผาจะไม่สามารถสูบกลืนพลังชีวิตของบุปผาปราณเล่า?”
จั่วม่อดวงตาเป็นประกาย “ทำอย่างไรจึงสามารถสูบกลืนย้อนทาง?”
ผูเยาซัดลูกแสงให้จั่วม่อลูกหนึ่ง
“ ‘ศาสตร์อสูรบุปผาร่วมสัมพันธ์’ นี้มอบให้แก่เจ้า” ผูเยาสุ้มเสียงหนักอึ้ง เจือ
ด้วยความเศร้าโศกที่แทบสัมผัสไม่ได้ “ในอดีต ในช่วงมหาสงครามระหว่างซิวเจ่อกับ
อสูรปิศาจ มีอสูรปิศาจไม่น้อยที่ตกอยู่ในสภาพเดียวกันกับพวกมัน หลังจากถูกคร่ากุม
ทุกคนถูกฝังด้วยบุปผาปราณ ต่อให้ช่วยเหลือออกไปได้ ก็ยังหนีไม่พ้นความตาย และ
เพื่อช่วยเหลือพวกมัน ศาสตร์อสูรบุปผาร่วมสัมพันธ์ก็ถูกสร้างขึ้นมา นึกไม่ถึงว่า
หลังจากผ่านไปหลายพันปี ศาสตร์อสูรชุดนี้ยังต้องถูกนำมาใช้งานอีกครั้ง”
จั่วม่อเม้มปากเบาๆ แล้วหันไปกล่าวกับซู่หลง “นำพวกมันทั้งหมดขึ้นเรือ ระวัง
อย่าแตะต้องบุปผาปราณเหล่านั้น”
ซู่หลงดวงตาทอแววปิติยินดีวูบ เหล่าป่านจะต้องมีหนทางอย่างแน่นอน มันกับ
เหล่าสหายค่ายเว่ย รีบช่วยกันขนย้ายทาสบุปผาหลายร้อยคนขึ้นสู่เรือขนส่งทาส
จั่วม่ออารมณ์ขุ่นมัวยิ่ง รู้สึกว่าในหัวใจมีเปลวไฟลุกฮือโหม ไม่มีช่องให้ระบาย
ออก มันไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นวิญญูชนอันเที่ยงธรรม แต่สภาพของบรรดาทาส
ดอกไม้ ถึงกับล้ าเส้นขีดจำกัดล่างของมันไป มันไม่สามารถระงับไฟโทสะครั้งนี้ได้
ทันใดนั้น จั่วม่อเงยหน้าขวับ เขม้นมองไปบนท้องฟ้าอันไกลโพ้น เห็นหลายกอง
กำลังม้วนโถมเข้ามาอย่างฮึกเหิม
จั่วม่อพลันยิ้มเยาะอย่างเย็นชา