สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 316 การเปลี่ยนแปลงอันรุนแรง
ผู้มาเป็นกองกำลังสามฝ่าย มีผู้คนรวมกันอยู่ราวๆ สองพันสามพันคน
พวกมันพากันเบิกตามองหุบเขาร้อยบุปผาที่พินาศย่อยยับอย่างตื่นตะลึง เมื่อครู่
ทุกคนสามารถมองเห็นการต่อสู้อันยิ่งใหญ่ของจินตันได้อย่างชัดเจน และเมื่อเข้ามาใน
ระยะใกล้ ค่อยพบเห็นความรุนแรงของศึกครั้งนี้ชัดตายิ่งขึ้น
หุบเขาร้อยบุปผากลายเป็นซากปรักหักพัง หุบเขาที่เคยมั่งคั่งรุ่งเรือง เต็มไปด้วย
มวลบุปผาตระการตา แทบไม่หลงเหลือเค้าเดิม
ผู้มามองกลุ่มของจั่วม่ออย่างแตกตื่นระคนหวาดเกรง กลุ่มสามพันคนเบื้องหน้า
นี้ เพิ่งจะทำลายล้างสำนักแห่งหนึ่งจนย่อยยับ ทั้งยังเป็นสำนักที่สามารถเบียดเสียด
เข้าสู่สิบลำดับแรกของอาณาจักรวารีฟ้า กล่าวตามความสัตย์ เดิมทีพวกมันไม่
ต้องการออกหน้า แต่ทว่า… …
“ท่านที่นับถือช่างขวัญกล้าบังอาจนัก กระทั่งในเมืองหมิงสุ่ยของพวกเรา ยังยโส
โอหังถึงเพียงนี้” หนึ่งในผู้นำกองกำลังแค่นเสียงอย่างเย็นชา แล้วกล่าวสืบต่อ “เพียง
ลงมือไม่กี่ท่า ก็ทำลายพันธมิตรร้อยบุปผาจนพินาศสิ้น ฝีมืออันยอดเยี่ยม ความกล้า
หาญอันยอดเยี่ยม!”
“เราไม่คิดยุ่งเกี่ยวกับข้อบาดหมางระหว่างพวกเจ้ากับพันธมิตรร้อยบุปผา การ
ต่อสู้เป็นเรื่องธรรมดา แต่ถึงกับทำลายล้างพันธมิตรร้อยบุปผาทั้งสำนัก เจ้าลงมือ
โหดเหี้ยมอำมหิตเกินไปแล้ว!” ผู้นำกองกำลังอีกฝ่ายหนึ่งกล่าวเสริม คนผู้นี้ดูไปสูงวัย
อยู่บ้าง
“หากเจ้าชาญฉลาด ก็ส่งมอบซูเยวี่ยออกมา แล้วเราจะละเว้นชีวิตให้แก่เจ้า!”
ผู้นำคนสุดท้ายใบหน้าเย็นเยียบไร้อารมณ์ เจตนาฆ่าฟันของมันแทบปกปิดเอาไว้ไม่อยู่
พวกมันทั้งสามล้วนมีท่าทีสงบเยือกเย็น พวกมันคาดเดาว่ากลุ่มของจั่วม่อ เมื่อ
ผ่านศึกใหญ่อันรุนแรงถึงเพียงนี้ ย่อมไม่มีเรี่ยวแรงหลงเหลือพอที่จะต่อสู้อีก เจตนา
ปล้นชิงยามเพลิงไหม้ของพวกมันเป็นที่ชัดเจนยิ่ง
(*ปล้นชิงยามเพลิงไหม้ หมายถึงฉวยโอกาสที่ผู้อื่นกำลังลำบากเพื่อเอารัดเอา
เปรียบ)
จั่วม่อเหลือบมองซู่หลงกับคนอื่นๆ มันพบว่าทุกคนไม่สามารถซ่อนเร้นความ
เหนื่อยล้าบนใบหน้าเอาไว้ได้ การศึกครั้งใหญ่เมื่อครู่ ทุกคนใช้พลังงานไปแทบทั้งหมด
แต่พวกมันยังคงตั้งขบวนทัพอย่างรวดเร็ว ไม่มีผู้ใดแตกตื่นหรือหวาดกลัว ใบหน้าของ
แต่ละคนมีแต่ความสงบราบเรียบ
เห็นว่าวาจาของพวกมันมิอาจขู่ขวัญจั่วม่อกับพวกให้เปลี่ยนสีหน้าได้ คนทั้งสาม
ที่กล่าววาจาอดหน้าเขียวคล้ าไม่ได้ เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาของเจ้าเมืองอีกาทองคำผู้นี้
ช่างมีจิตใจเข้มแข็งแกร่งกร้าวเกินคาดคิด ในความเห็นของพวกมัน แค่เพียงข่มขู่
กดดันสักเล็กน้อย ในสภาพเช่นนี้ เจ้าเมืองอีกาทองคำสมควรยอมจำนนแต่โดยดี
สถานการณ์ที่กลับมาประจันหน้ากันอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่สิ่งที่พวกมันต้องการ
ขณะที่พวกมันทั้งสามเตรียมจะเพิ่มแรงกดดันต่อจั่วม่อ จั่วม่อกลับกล่าวอย่าง
เฉื่อยชาว่า “ซูเยวี่ย? คงส่งมอบให้ไม่ได้กระมัง เพราะข้าสังหารทิ้งไปแล้ว”
เฮือก!
เสียงสูดลมหายใจหนักๆ อย่างตื่นตระหนกดังขึ้นจากรอบข้างแทบเป็นเสียง
เดียวกัน นอกเหนือจากกองกำลังทั้งสามฝ่าย ยังมีผู้ติดตามมาชมดูอีกหลายร้อยคน
พวกมันล้วนเป็นซิวเจ่อที่ถูกการต่อสู้เมื่อครู่สะกิดความสนใจ จึงติดตามมาชมดูความ
สนุกสนาน ทุกผู้คนไม่มีผู้ใดไม่รู้จักซูเยวี่ยแห่งเมืองหมิงสุ่ย
ผู้คนมากมายสีหน้าแปลกพิกล ข้อเท็จจริงที่ว่าขุมพลังท้องถิ่นอันเข้มแข็งเช่นนี้
กลับถูกกองกำลังลึกลับที่ไม่ทราบที่มาทำลายล้างอย่างง่ายดาย สะท้านใจผู้คนมาก
เกินไป
สิ่งที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น ก็คือซิวเจ่อบางคนลอบสบตากับพวกพ้องในกลุ่มของ
ตน แล้วล่าถอยออกจากฝูงชนอย่างเงียบเชียบ ซิวเจ่อเหล่านี้มีเพียงยี่สิบกว่าคน แม้ว่า
ล่าถอยสวนทางผู้อื่น ฝูงชนก็ไม่สังเกตเห็นพวกมัน ตรงกันข้ามกับซิวเจ่อมากมายที่
เหินทะยานอย่างรวดเร็วจากเมืองหมิงสุ่ยมายังที่แห่งนี้ ซึ่งสามารถมองเห็นได้ชัดเจน
ด้วยตาเปล่า
“ท่านเจ้าเมืองตกอยู่ในอันตราย!” หนึ่งในกลุ่มซิวเจ่อที่ล่าถอยออกมากล่าว
อย่างร้อนรุ่มกังวล
“ตัวบัดซบเหล่านี้เห็นได้ชัดว่าต้องการปล้นชิงยามเพลิงไหม้ ฮึ่ม พวกมันช่าง
กล้าหาข้ออ้างที่ฟังดูดีเสียจริง!” อีกคนหนึ่งกล่าวเสียงเกรี้ยวกราด
“เราไม่อาจเอาแต่มองดูท่านเจ้าเมืองตกอยู่ในอันตรายได้” คนผู้นี้คล้ายเป็นที่
เชื่อถือในกลุ่มนี้ มันกล่าวด้วยน้ าเสียงลึกซึ้ง “ทุกคนอย่าได้ลืมเลือนพระคุณของท่าน
เจ้าเมืองที่มีต่อพวกเรา ท่านช่วยให้เรามีโอกาสออกจากอาณาจักรขุนเขาน้อย ได้พบ
เห็นแสงสว่างอีกครั้ง”
“แต่พวกเรามีกันอยู่เพียงเท่านี้… …”
“อาศัยเพียงพวกเราย่อมไม่เพียงพอ แต่ในเมืองหมิงสุ่ยมีผู้คนที่มาจาก
อาณาจักรขุนเขาน้อยอยู่อีกมากมาย” ผู้นำกลุ่มกล่าวด้วยสีหน้าหนักอึ้ง “พวกเจ้าลอง
คิดดู วันนี้กระทั่งท่านเจ้าเมืองยังได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ แล้ววันคืนของพวกเราใน
เมืองหมิงสุ่ยต่อจากนี้จะเป็นอย่างไรเล่า? พวกเราทั้งหมดที่มาจากอาณาจักรขุนเขา
น้อย มิต้องทนรับการข่มเหงรังแกยิ่งกว่านี้หรอกหรือ?”
“มิผิด! กระทั่งท่านเจ้าเมืองพวกมันยังกล้ามุ่งเป้าเข้าหา พวกมันย่อมไม่เห็นพวก
เราอยู่ในสายตา! พี่ใหญ่ ท่านเห็นว่าพวกเราควรทำอย่างไร?”
“กลับไปยังเมืองหมิงสุ่ยเพื่อหากำลังหนุน” ผู้นำกลุ่มกล่าวอย่างเฉียบขาด
“หากเรากระจายข่าวออกไปว่าท่านเจ้าเมืองกำลังตกอยู่ในอันตราย ไม่ว่าผู้ใดจาก
อาณาจักรขุนเขาน้อย ก็ไม่มีเหตุผลที่จะยืนดูอยู่เฉยๆ!”
ซิวเจ่อยี่สิบกว่าคนสบตากันวูบ พยักหน้าให้แก่กัน จากนั้นเร่งความเร็ว มุ่งหน้า
ไปยังเมืองหมิงสุ่ยอย่างร้อนรน
“เจ้าฆ่าซูเยวี่ยแล้ว?” สามผู้นำกองกำลังสีหน้ามืดมน
จั่วม่อใบหน้าสงบราบคาบ แต่มือของมันลอบเกาะกุมเหอเถาอัสนีคำรนอย่าง
เงียบเชียบ ถึงแม้ว่าคนเหล่านี้ดูเหมือนว่าจะมีความร่วมมือกันอย่างแน่นแฟ้น แต่
เคราะห์ดีที่พวกมันไม่มีซิวเจ่อด่านจินตัน จั่วม่อลอบถอนหายใจโล่งอก หากยามนี้
มีจินตันมาอีกสักคนสองคน จั่วม่อแน่นอนว่าต้องพาคนของมันหลบหนีเอาชีวิตรอด
แล้ว
เห็นอีกฝ่ายเอาแต่ระมัดระวัง ไม่คิดลงมือในทันที จั่วม่อย่อมยินดีที่จะลากถ่วง
การสนทนาออกไปเรื่อยๆ ฝ่ายตรงข้ามต้องคิดไม่ถึงว่าซิวเจ่อแห่งค่ายจูเชวี่ยล้วนมี
ค่ายกลสลักไว้บนร่าง สามารถสูบกลืนปราณธรรมชาติเข้าสู่ร่างกายได้ด้วยตัวเอง จึง
สามารถฟื้นฟูพลังปราณได้เร็วกว่าซิวเจ่อทั่วไปหลายเท่าตัว ส่วนซู่หลงกับพวกที่
ฝึกปรือทักษะปิศาจ อัตราการฟื้นฟูพลังยังรวดเร็วยิ่งกว่าค่ายจูเชวี่ยอีก
เมื่อพวกมันฟื้นฟูพลังแล้วเสร็จ อย่าว่าแต่สามพันคนเบื้องหน้านี้เลย ต่อให้มี
มากกว่านี้อีกสองเท่าตัว พวกมันยังไม่เกรงกลัว
“มิผิด แล้วเป็นไร? หรือพวกเจ้ามีความสัมพันธ์ลับใดกับนาง?” จั่วม่อเลิกคิ้ว
ถาม
เสียงหัวร่อดังเกรียวกราวในกลุ่มคน ทั้งสามผู้นำสีหน้าแลดูขัดตาอยู่บ้าง เป็น
ความจริงที่พวกมันทั้งสามล้วนปรารถนาในความงามของซูเยวี่ย นอกเหนือจากแรง
ดึงดูดใจของผลประโยชน์มหาศาลแล้ว พวกมันยังคิดรับตัวซูเยวี่ยเข้าสู่ห้องนอนของ
พวกมัน
“เจ้าสำนักซูมีความสัมพันธ์กับสำนักเราอย่างลึกล้ า ข้าต้องทวงถามความ
ยุติธรรมให้แก่เจ้าสำนักซูให้จงได้!” หนึ่งในสามกล่าวอย่างเคียดแค้นชิงชัง
อีกสองคนไม่กล่าววาจา แต่ขบวนทัพของพวกมันกดดันไปข้างหน้า บรรยากาศ
กลายเป็นเขม็งตึงเครียดในบัดดล
ในฐานะสำนักใหญ่ของพันธมิตรร้อยบุปผา หุบเขาร้อยบุปผาอยู่ไม่ไกลจาก
เมืองหมิงสุ่ยนัก ขบวนยี่สิบกว่าคนเร่งรุดกลับมาถึงเมืองหมิงสุ่ยอย่างรวดเร็ว พวกมัน
พลันแยกย้ายกันออกไป เหาะเหินเรี่ยต่ าไปตามท้องถนน เร่งเร้าพลังปราณทั่วร่าง
แผดเสียงตะโกนด้วยพลังทั้งหมดที่มี “เจ้าเมืองอีกาทองคำถูกผู้คนล้อมกักเอาไว้ เหล่า
พี่น้องแห่งอาณาจักรขุนเขาน้อย หากเป็นลูกผู้ชาย จงลุกขึ้นยืนในบัดดล!”
เสียงตวาดกึกก้องดุจฟ้าคำรน ม้วนโถมกวาดออกไปเป็นระลอก ผู้คนสัญจรไป
มาบนท้องฟ้าล้วนหันมามองเป็นตาเดียว
หัวหน้ากลุ่มพลันกวาดตาไปบนพื้น จากนั้นสองตาเป็นประกาย บนพื้นด้านล่าง
เห็นอินกุยขนาดมหึมาชิ้นหนึ่ง สูงใหญ่เกือบสิบจั้ง กำลังหมุนวนช้าๆ ด้วยแสงสีม่วง
สำนักงานกระจายเสียง! มันพุ่งดิ่งลงไปทันที เหินร่างเข้าไปในสำนักงานอย่างเร่งร้อน
“ท่าน… …” ซิวเจ่อผู้หนึ่งออกมามองดูด้วยสีหน้าแตกตื่น
ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้กล่าวจนจบความ หัวหน้ากลุ่มผู้นั้นโยนจิงสือกองหนึ่งไป
ให้อีกฝ่าย กล่าวเสียงทุ้มลึกว่า “ช่วยกระจายข่าวให้แก่ข้าสักครา”
ขณะที่กระบวนทัพของฝ่ายตรงข้ามกดดันมาเบื้องหน้า จั่วม่อกลับไม่ได้รู้สึกรู้สา
อันใด กองกำลังทั้งสามนี้แม้อาจเรียกได้ว่ามีระเบียบวินัย แต่ยังห่างไกลจากกองทัพ
ชั้นยอดอีกมากนัก มันเคยชินกับแรงกดดันมหาศาลจากค่ายจูเชวี่ยกับค่ายเว่ย อาศัย
แรงกดดันระดับนี้ ไม่สามารถทำให้จั่วม่อรู้สึกอะไรได้
แต่มันสังเกตเห็นซิวเจ่อรอบข้างที่ดูเหมือนจะถูกกระตุ้นเช่นกัน ในใจเริ่มระวัง
ป้องกัน พลังฝีมือของซิวเจ่อแต่ละคนอยู่ในระดับทั่วไปเท่านั้น อีกทั้งพวกมันยังไม่มี
ความร่วมมือประสานงาน แต่ในสายตาของจั่วม่อ ภัยคุกคามของคนเหล่านี้ยังยิ่งใหญ่
กว่าสามกองกำลังที่อยู่เบื้องหน้าเสียอีก
กับคนเหล่านี้ อาศัยพวกมากทำให้มีขวัญกล้าเทียมฟ้า หากถูกยั่วยุเพียง
เล็กน้อย พวกมันจะสูญเสียความมีเหตุมีผลไป แล้วจะถาโถมเข้ามาลงมืออย่างพร้อม
เพรียง สถานการณ์จะกลายเป็นปั่นป่วนวุ่นวายและคลุ้มคลั่งไปในทันที นำมาซึ่งความ
เสียหายร้ายแรงที่ไม่อาจคาดเดาได้ นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในอาณาจักรขุนเขา
น้อย สำหรับจั่วม่อผู้กระเสือกกระสนคืบคลานออกมาจากอาณาจักรขุนเขาน้อย ไฉน
เลยจะไม่ระวังป้องกันสถานการณ์เช่นนี้ได้?
“อาศัยพวกเจ้าหรือ?” จั่วม่อย้อนถามอย่างเย็นชา สองตาหรี่แคบ เย็นเยือกดุจ
คมมีด หนาวเหน็บสะท้านใจผู้คน
ไม่ทราบเพราะเหตุใด ทั้งสามคนใจหายวาบ พวกมันทันใดนั้นเพิ่งจดจำได้ ว่า
บุรุษหนุ่มเบื้องหน้าพวกมันนี้เพิ่งจะสังหารจินตันผู้หนึ่งกับมือ
พอเห็นผลเหอเถาสีเงินที่เต็มไปด้วยลวดลายสีทองสองลูกหมุนติ้วอยู่บนมือของ
จั่วม่อ พวกมันพลันม่านตาหดแคบเท่ารูเข็ม สีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง
“เหอเถาอัสนีคำรน!”
เสียงอุทานอย่างแตกตื่นดังมาจากกลุ่มคนอย่างฉับพลัน ผู้ที่รอบรู้บางคนกระ
ถดถอยออกไปยี่สิบจั้งตามสัญชาตญาณ!
ทุกสายตาจับจ้องมายังเหอเถาอัสนีคำรนในมือจั่วม่อเป็นตาเดียว ของเหล่านี้คือ
เหอเถาอัสนีคำรนไม่ผิดแน่! พลังสภาวะน่าขนพองสยองเกล้าที่เล็ดลอดออกมาจาก
เหอเถาอัสนีคำรนทั้งสองลูก บันดาลให้ทุกผู้คนใจเต้นระส่ าไม่หยุดยั้ง!
เหอเถาอัสนีคำรนเป็นวัตถุดิบระดับสี่ที่หาได้ยาก ผู้ใดจะหักใจสิ้นเปลืองถึงขั้นใช้
เหอเถาอัสนีคำรนหลอมสร้างเป็นยุทธภัณฑ์เวทแบบใช้ครั้งเดียวเช่นนี้?
หลายคนดวงตาร้อนฉ่า แต่ไม่มีใครขวัญกล้าพอที่จะขยับแม้แต่นิดเดียว
เหอเถาอัสนีคำรนเมื่อถูกหลอมสร้างเป็นยุทธภัณฑ์เวทแบบใช้ครั้งเดียว พวกมัน
จะกลายเป็นสิ่งที่กระทั่งจินตันยังต้องระวัง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้พวกมันเบาใจอยู่
บ้าง ก็คือแม้ว่าเหอเถาอัสนีคำรนที่เป็นยุทธภัณฑ์เวทแบบใช้ครั้งเดียวจะมีพลังน่า
อัศจรรย์ แต่จะอย่างไรพวกมันก็สามารถใช้งานได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
เห็นเหอเถาอัสนีคำรนสองลูกดีดขึ้นจากฝ่ามือของจั่วม่อ ลอยมาข้างหน้าอย่าง
แช่มช้า สามารถมองเห็นประจุสายฟ้าที่วาบผ่านไปมาอยู่บนพื้นผิวของเหอเถาแต่ละ
ลูก
แซ่กแซ่ก บรรดาซิวเจ่อที่อยู่ตรงหน้าจั่วม่อรีบแหวกทาง หลบออกไปสองฟาก
ข้างอย่างพร้อมเพรียง พวกมันไม่คิดอยู่เบื้องหน้าด้วยประการทั้งปวง
ทันใดนั้น ทุกคนม่านตาหดแคบลงอีกครั้ง
เห็นเหอเถาอัสนีคำรนอีกสองลูกปรากฏขึ้นในมือของจั่วม่อ!
เหอเถาอัสนีคำรนอีกสองลูกนั้นดีดขึ้นจากฝ่ามือ แล้วลอยมาอยู่เบื้องหน้าตรง
บริเวณทรวงอก
เห็นเหอเถาอัสนีคำรนสี่ลูกลอยเรียงรายเป็นทิวแถว ทุกผู้คนจับจ้องพวกมัน
เขม็งนิ่ง ไม่กล้าละสายตาแม้แต่แวบเดียว หลายคนอดกลืนน้ าลายอย่างฝืดคอไม่ได้
หากกล่าวว่าเหอเถาอัสนีคำรนสองลูกก่อน ทำให้ผู้คนหวาดหวั่นขวัญผวา เช่นนั้นเหอ
เถาอัสนีคำรนสี่ลูก ก็เหมือนเทอ่างน้ าเย็นราดลงมาในหัวใจที่สั่นสะท้านของพวกมัน
ดับไฟละโมบลงโดยสิ้นเชิง
หากเหอเถาอัสนีคำรนสี่ลูกแตกระเบิดพร้อมกัน… …
ซิวเจ่อที่ครุ่นคิดเช่นนี้ ถึงกับสะท้านขึ้นทั้งร่าง
แต่กระนั้น เมื่อเหอเถาอัสนีคำรนอีกสองลูกปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของจั่วม่ออีก
ครั้ง ทั่วทั้งหุบเขาร้อยบุปผากลายเป็นเงียบกริบดุจป่าช้า
เหอเถาอัสนีคำรนหกลูกหมุนติ้ว ล่องลอยไปมาราวกับเด็กซนหกคน หยอกล้อ
กันอย่างคึกคักอยู่เบื้องหน้าจั่วม่อ
หลังจากช่วงเวลาแห่งความเงียบอันกระชั้นสั้น ซิวเจ่อที่เดิมทีเชื่อมั่นในพลังของ
ตัวเองอยู่บ้าง บัดนี้ไม่รีรอลังเล ล้วนถอยกรูดไปห้าสิบจั้งอย่างพร้อมเพรียง
อาณาบริเวณรอบๆ จั่วม่อกลายเป็นว่างเปล่าในทันที
คนผู้นี้มาจากที่ใด? ทุกผู้คนรู้สึกเหมือนพวกมันกำลังจะเสียสติ เพียงแค่ขยับมือ
ก็นำเอาเหอเถาอัสนีคำรนออกมาถึงหกลูก! ลำพังความฟุ่มเฟือยนี้ ก็เพียงพอที่จะทุบตี
มหาเศรษฐีรายใหญ่ของเมืองหมิงสุ่ยจนต้องอับอายแทบแทรกแผ่นดิน!
ต่อเมื่อเหอเถาอัสนีคำรนเบื้องหน้าจั่วม่อ เพิ่มขึ้นเป็นแปดลูก สามผู้นำกองกำลัง
ก็หน้าซีดเป็นขี้เถ้าไปแล้ว ขวัญกำลังใจของกองทหารตกต่ าถึงขีดสุด
หากการนำเหอเถาอัสนีคำรนออกมารวดเดียวถึงแปดลูก ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็น
ท่าทีของศิษย์สำนักที่ร่ ารวย เช่นนั้นสิบสำนักในสิบลำดับสูงสุดของอาณาจักรวารีฟ้าก็
เรียกได้ว่ายากจนข้นแค้นไม่ต่างจากอันธพาลน้อยข้างถนนแล้ว
เมื่อจำนวนของเหอเถาอัสนีคำรนเบื้องหน้าจั่วม่อ เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนอันน่าขน
ลุกถึงสิบลูก ทุกผู้คนล้วนกลายเป็นชาด้านแล้ว
หากเหอเถาอัสนีคำรนสิบลูกระเบิดขึ้นพร้อมกัน พวกมันทุกคนในที่นี้ รวมถึงหุบ
เขาร้อยบุปผาทั้งหมด จะหลงเหลือเพียงชะตากรรมเดียว …กลายเป็นเถ้าธุลี
จนกระทั่งเมื่อจำนวนของเหอเถาอัสนีคำรนเพิ่มขึ้นเป็นยี่สิบลูก … …
ผู้คนไม่ได้ประสาทเสียอีกต่อไปแล้ว พวกมันกลับผ่อนคลายลง
“เจ้าคนฟั่นเฟือนผู้นี้ พวกมันไฉนต้องมายังสถานที่เล็กๆ ดังเช่นอาณาจักรวารี
ฟ้าเพื่อโอ้อวดด้วย? คุณชายสำนักใหญ่เหล่านี้ช่างน่าเบื่อหน่ายเสียจริง รู้จักแต่เล่น
เป็นหมูหลอกกินเสือ”
“ใช่แล้ว อา พวกมันคิดว่าพวกเราโง่เง่ากระมัง! ฮ่าฮ่า มีแต่สามสำนักนั้นที่โง่งม
พวกมันถึงกับตอแยคุณชายร่ ารวย เพียงแค่รอคอยถูกผู้อื่นเชือดทิ้งเถอะ!”
“ไม่ใช่ว่าคุณชายผู้นี้ต้องการตัวซูเยวี่ยหรอกหรือ? มันคงพยายามบังคับฝืนใจ
นาง ซูเยวี่ยไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนตาม ดังนั้นมันสังหารซูเยวี่ยด้วยโทสะ แล้วทำลาย
พันธมิตรร้อยบุปผาทั้งสำนัก… …”
“ซูเยวี่ยไม่โอนอ่อนผ่อนตาม?” อีกคนหนึ่งเหลือกตา “เฮอะ เจ้าจะแน่ใจได้
อย่างไรว่าที่แท้เป็นผู้ใดบังคับฝืนใจผู้ใดกันแน่… …”
บรรยากาศตึงเครียดบนท้องฟ้าพลันสลายคลาย กลับกลายเป็นเต็มไปด้วยความ
ขบขัน ผู้นำสามกองกำลังยืนเหม่อมองอย่างโง่งมอยู่กับที่