สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 317 เมฆตั งเค้า
เฟ่ยซานทำงานอย่างสบายอกสบายใจไปพลาง ครวญเพลงตามอินกุยไปพลาง
ผู้คนรอบกายพากันใช้สายตาแปลกๆ มองดูมัน สิ่งที่ทำให้ทุกคนงงงวยก็คือ ระหว่าง
ทำงานอันซับซ้อนเช่นนี้ ยังจะมีผู้ที่สามารถผ่อนคลายและสบายอกสบายใจถึงเพียงนี้
เชียวหรือ?
คนเหล่านี้ไม่ทราบ ว่ามีเพียงซิวเจ่อที่รอดชีวิตออกมาจากอาณาจักรขุนเขาน้อย
เท่านั้น จึงสามารถรู้จักเสพสุขกับชีวิตอันธรรมดาสามัญเช่นนี้
ทันใดนั้น เฟ่ยซานสองมือชะงักกึก หยุดสิ่งที่กำลังทำอยู่ในมืออย่างสิ้นเชิง เพียง
เงี่ยหูฟังเสียงจากอินกุยอย่างจดจ่อ
“เหล่าสหายจากอาณาจักรขุนเขาน้อย ท่านเจ้าเมืองอีกาทองคำถูกผู้คนล้อมกัก
อยู่ในหุบเขาร้อยบุปผา ใกล้เมืองหมิงสุ่ย โปรดรีบมาช่วยเหลือโดยด่วน”
เฟ่ยซานฟังอย่างรอบคอบระมัดระวัง อินกุยยังคงกล่าวประโยคเดิมซ้ าๆ อีก
หลายครั้ง มันค่อยลุกขึ้นยืน จากนั้นเริ่มมุ่งตรงไปยังประตู ท่ามกลางสายตาแปลกๆ
ของทุกผู้คน
“เจ้าจะไปไหน?” ผู้จัดการร้านสีหน้าน่าเกลียดอยู่บ้าง แผดเสียงเอ็ดอย่าง
ดุเดือด “กลับมานี่! เจ้ายังทำงานไม่เรียบร้อย… …”
เฟ่ยซานยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว แต่สายตาของมันแข็งกร้าว แฝงกลิ่นอายฆ่าฟัน
อยู่บ้าง ผู้จัดการร้านสะท้านเฮือกโดยไม่รู้ตัว ไม่กล้าสบตาเฟ่ยซานอีก คำพูดที่กำลัง
จะพ่นออกจากปาก รีบกลืนกลับลงไปในท้อง เฟ่ยซานไม่แยแสสนใจผู้ใดอีก เดินผ่าน
ประตูออกไปทันที
เดินไปบนถนน มันพลันได้ยินหลายคนร้องตะโกนเสียงดังอยู่กลางเวหา
“เหล่าสหายจากอาณาจักรขุนเขาน้อย ท่านเจ้าเมืองถูกผู้คนล้อมกักอยู่ในหุบ
เขาร้อยบุปผา ทุกคนรีบไปช่วยเหลือ!”
“ท่านเจ้าเมืองตกอยู่ในอันตราย! พวกเรารีบ… …”
ทั่วทั้งเมืองหมิงสุ่ยล้วนตื่นตระหนก ผู้คนทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าไม่ขาดสาย
เฟ่ยซานแหงนหน้ามอง ท้องฟ้าเหนือเมืองหมิงสุ่ยเต็มไปด้วยผู้คน เห็นสิ่งที่
เกิดขึ้นในยามนี้ มันพลันหวนนึกถึงภาพที่ทุกคนติดตามท่านเจ้าเมือง บุกทะลวง
ออกมาจากอาณาจักรขุนเขาน้อย ผ่านการเดินทางรอนแรมร่วมกันอยู่หลายเดือน
บางสิ่งในร่างกายของมันคล้ายปะทุขึ้น
มันโคจรพลังปราณอย่างไม่ลังเล ดีดกายพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เข้าสมทบกับกระแส
ผู้คนที่ไหลบ่าไปทางเดียวกัน
พวกมันกล้าลงมือกับท่านเจ้าเมืองเชียวหรือ… …
เจตนาฆ่าฟันพลุ่งพล่านทะยานฟ้า ซิวเจ่อทุกคนที่ไปทางเดียวกันกับมันล้วนมีสี
หน้าเดือดดาล พวกมันทุกคนเคยผ่านภัยพิบัติอันโหดร้ายในอาณาจักรขุนเขาน้อย ไม่
มีผู้ใดไม่สำนึกบุญคุณ ไม่มีผู้ใดไม่เคารพเทิดทูนต่อจั่วม่อ ผู้ซึ่งนำพาพวกมันออกมา
จากนรกที่เรียกว่าอาณาจักรขุนเขาน้อย
เจ้าเมืองอีกาทองคำปลดปล่อยพวกมันออกมาจากกรงขังอันน่าสะพรึงกลัว
ดังเช่นอาณาจักรขุนเขาน้อยนั่น ยามนี้เมื่อท่านเจ้าเมืองมีภัย ผู้ใดสามารถยืนดูอยู่
เฉยๆ ได้?
คนกลุ่มหนึ่งยืนรายล้อมอินกุยเล็กๆ เครื่องหนึ่ง แต่ละคนล้วนมีสีหน้าถมึงทึง
“เหล่าต้า เราสามารถไปได้หรือไม่?” คนที่หน้าตาคล้ายมุสิกรีบถามหัวหน้าของ
มัน
เหล่าต้าผู้นั้นถลึงตามอง “เหลวไหล! แน่นอนว่าต้องไป! ทำไมจะไม่ไป!แม้แต่
ท่านเจ้าเมืองพวกมันยังกล้าโจมตี ต่อไปพวกมันยังจะละเว้นพวกเราอีกหรือ? ไปฆ่า
พวกมันให้หมดกันเถอะ!”
เหล่าสมุนของมันพากันตื่นเต้นคึกคักขึ้นมาทันที “ฆ่าพวกมันให้หมด!”
“ฮึ่ม พวกมันคิดลงมือกับท่านเจ้าเมืองเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู เฮอะๆ ตัวบัดซบ
เหล่านี้สมควรแหกตาดูเสียก่อน ว่าพวกมันกำลังเล่นกับผู้ใด!”
ซิวเจ่อที่หลบหนีออกจากอาณาจักรขุนเขาน้อย ล้วนมีความรู้สึกเฉียบไวต่อ
อันตรายมากกว่าซิวเจ่อทั่วไป ในความเห็นของพวกมัน เหตุการณ์ที่มุ่งเป้ามายังท่าน
เจ้าเมืองเป็นลางบอกเหตุประการหนึ่ง หมายความว่าอนาคตของพวกมันในอาณาจักร
วารีฟ้าอาจไม่สดใสอย่างที่คิด
ซิวเจ่อที่มาจากอาณาจักรขุนเขาน้อยมีอยู่ราวๆ ห้าหมื่นหกหมื่นคน แต่ทั้งห้า
หมื่นหกหมื่นคนนี้ ล้วนเป็นซิวเจ่อด่านหนิงม่ายทั้งหมด ในอาณาจักรวารีฟ้า ซิวเจ่อ
ด่านหนิงม่ายจึงเป็นกระดูกสันหลังที่แท้จริงของอาณาจักร จู่ๆ ปรากฏซิวเจ่อด่านหนิง
ม่ายที่มีประสบการณ์การต่อสู้อย่างโชกโชนจำนวนมากมายถึงเพียงนี้หลั่งไหลเข้ามา
ย่อมส่งผลกระทบต่อขุมกำลังท้องถิ่นที่สำคัญทั้งหมดอย่างรุนแรง
ความขัดแย้งระหว่างซิวเจ่อจากอาณาจักรขุนเขาน้อย กับซิวเจ่อจากอาณาจักร
วารีฟ้าผู้เป็นเจ้าถิ่น อันที่จริงเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นในสักวันอยู่แล้ว
กระทั่งซิวเจ่อของอาณาจักรวารีฟ้ายังล่วงรู้เรื่องนี้ แล้วไฉนซิวเจ่อที่ผ่านการต่อสู้
หฤโหดมานับไม่ถ้วนจากอาณาจักรขุนเขาน้อย จะไม่ล่วงรู้ยิ่งกว่าพวกมัน?
“พวกเราจะไปถึงที่นั่นทันเวลาหรือไม่?” ลูกสมุนผู้หนึ่งกล่าวอย่างกังวล
ความคิดของซิวเจ่อทั่วไปนั้นเรียบง่ายยิ่ง เจ้าเมืองอีกาทองคำนำพวกมันออกมา
จากอาณาจักรขุนเขาน้อย กลายเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของพวกมันโดยไม่รู้ตัว คน
ส่วนใหญ่สำนึกบุญคุณจับใจ เวลานี้ฟังว่าเจ้าเมืองอีกาทองคำถูกล้อมกักเอาไว้ในหุบ
เขา พวกมันย่อมพิโรธเดือดดาลยิ่ง
“เราจะไปในบัดดล!” เหล่าต้าแค่นเสียงอย่างเย็นชา “เฮอะ พวกมันคิดว่าท่าน
เจ้าเมืองเป็นไก่ที่อ่อนแอ หมายมาดว่าจะเคี้ยวกินอย่างสะดวกปาก หารู้ไม่ว่าท่านจะ
เลาะฟันของพวกมันจนเหี้ยนเตียน! การต่อสู้ครั้งนี้จะต้องเป็นสงครามใหญ่อีกครั้ง!”
เหล่าต้าแสยะยิ้มแยกเขี้ยว สีหน้าดุร้ายกระหายเลือด
มันลุกขึ้น ยืดตัวตรงอย่างฉับพลัน กราดสายตามองสมุนแต่ละคนด้วยเจตนาฆ่า
ฟันอันเปี่ยมล้น “ผู้ใดกล้าชักช้าอืดอาด คอยดูว่าวันนี้ข้าจะจัดการพวกเจ้าอย่างไร! ไม่
ต้องจัดเตรียมอันใด พวกเราจะไปในบัดดล!”
ผู้นำกองกำลังจากอาณาจักรขุนเขาน้อยเหล่านี้อาจเคยหวาดกลัวซิวเจ่อเช่น
บรรพชนฟ้ากระจ่าง แต่สำหรับขุมกำลังอื่นในอาณาจักรวารีฟ้า พวกมันหาได้จดจำใส่
ใจไม่
อย่าว่าแต่ยังมีท่านเจ้าเมืองอีกาทองคำอยู่ที่นั่นด้วย
พลังอำนาจของเจ้าเมืองอีกาทองคำฝังลึกอยู่ในใจของเหล่าผู้คนที่ไม่ยอมสยบ
เหล่านี้ หลายคนยังบังเกิดความคิดอันบรรเจิด หากสามารถเกลี้ยกล่อมท่านเจ้าเมือง
อีกาทองคำ นำพาทุกคนกวาดพิชิตไปทั่วอาณาจักรวารีฟ้า ไยมิใช่น่าสนใจยิ่ง?
หลังจากผ่านการปลุกเร้าอย่างต่อเนื่อง บนท้องฟ้าเหนือเมืองหมิงสุ่ย ก็เต็มไป
ด้วยซิวเจ่อจากอาณาจักรขุนเขาน้อย
จำนวนซิวเจ่ออาณาจักรขุนเขาน้อยที่อยู่ในเมืองหมิงสุ่ยมีไม่มากนัก แต่ยังคงมี
อยู่หลายพันคน เหล่าซิวเจ่อจากอาณาจักรขุนเขาน้อยเป็นที่จดจำได้อย่างง่ายดาย
พวกมันล้วนมีรังสีอำมหิตรุนแรงกว่าซิวเจ่อทั่วไป บัดนี้พวกมันแต่ละคนถลึงตาอย่างดุ
ร้ายกระหายเลือด
“คนเหล่านั้นใช่เสียสติไปแล้วหรือไม่? พวกมันถึงกับกล้าลงมือกับท่านเจ้า
เมือง!”
“ผู้ใดสนใจ? ฆ่าพวกมันให้หมดก็พอ!”
“เห็นพยัคฆ์ไม่คำราม พวกมันหลงคิดว่าเป็นแมวป่วยหรือไร? โง่เง่าสิ้นดี!”
ทุกผู้คนตื่นเต้นฮึกเหิมยิ่ง พวกมันเหินทะยานตรงไปยังหุบเขาร้อยบุปผาอย่าง
คึกคัก ซิวเจ่อของเมืองหมิงสุ่ยไหนเลยจะเคยพบเห็นขบวนเช่นนี้มาก่อน ได้แต่เบิกตา
มองอย่างโง่งมอยู่กับที่ ซิวเจ่อที่มีไหวพริบสักหน่อย รีบแล่นกลับไปรายงานยังต้น
สังกัดของตน
ซิวเจ่อสูงวัยบางคนมีสีหน้ากลัดกลุ้มกังวล หากบรรดาซิวเจ่อจากอาณาจักร
ขุนเขาน้อยกับซิวเจ่ออาณาจักรวารีฟ้าขัดแย้งกัน สภาพของอาณาจักรวารีฟ้าย่อม
กลายเป็นปั่นป่วนวุ่นวาย
สิ่งที่หลายคนไม่ทราบก็คือ ข่าวสารที่กระจายออกไปทางอินกุยนั้น ไม่ได้
ออกอากาศเฉพาะที่เมืองหมิงสุ่ยเท่านั้น แต่แพร่กระจายไปทั่วอาณาจักรวารีฟ้า ใน
เวลาเดียวกันนี้ ซิวเจ่อมากมายท่องอยู่บนกระบี่บินของพวกมัน เหินทะยานมายัง
เมืองหมิงสุ่ยด้วยเจตนาฆ่าฟันอันล้นปรี่
หากมีคนมองลงมาจากบนท้องฟ้า จะเห็นลำแสงกระบี่มากมายทะยานมาจาก
ทุกทิศทุกทาง มุ่งไปยังที่เดียวกันด้วยระดับความเร็วอันน่าตระหนก พากันพุ่งตรงไป
ยังเมืองหมิงสุ่ย ราวกับพวกมันถูกแม่เหล็กมหายักษ์ดึงดูดเข้าไป
เจ้าเมืองอีกาทองคำเป็นบุคคลที่มีอำนาจมากที่สุด มีชื่อเสียงกระเดื่องดังที่สุดใน
บรรดาซิวเจ่อจากอาณาจักรขุนเขาน้อย โดยที่มันเองก็ไม่ทันได้รู้ตัว แต่บัดนี้ มัน
กลายเป็นผู้ที่มีอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงต่อความเป็นไปของอาณาจักรวารีฟ้าไปเสีย
แล้ว
ในจวนอู่โหว หยงเวยเห็นองครักษ์จวนผู้หนึ่งโถมเข้ามาพร้อมอินกุยในมือ อด
แปลกใจอยู่บ้างไม่ได้
แต่เมื่อนางฟังข้อความที่กำลังกระจายข่าวซ้ าๆ ผ่านทางอินกุย นางถึงกับมือไม้
เย็นเฉียบ สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นปั้นยาก
บัดซบ!
คนเหล่านั้นเสียสติไปแล้วหรือไร?
นางทราบกระจ่างว่าเจ้าเมืองอีกาทองคำทรงอำนาจและน่าประหวั่นพรั่นพรึงถึง
เพียงไหน กองทัพชั้นยอดในมือของมันเหนือล้ ากว่ากองทหารใดในอาณาจักรวารีฟ้า
นางยังจดจำฉากที่ซิวเจ่อเหล่านั้นคารวะอำลาจั่วม่อได้ขึ้นใจ หากในเวลานี้เจ้าเมือง
อีกาทองคำเรียกหาพวกมัน… นางสั่นสะท้านโดยไม่รู้ตัว
น่าสะพรึงกลัวเกินไป… …
โหวเหยียยังไม่กลับมา คราวนี้ย่ าแย่จริงๆ แล้ว!
หยงเวยเดือดพล่านดุจมดบนกระทะร้อน เดินกลับไปกลับมาอย่างกลัดกลุ้ม
กังวลใจ ทันใดนั้น นกกระเรียนกระดาษตัวหนึ่งเหินร่อนลงมาจากฟากฟ้า หยงเวยต
วัดมือวูบ นกกระเรียนกระดาษร่อนลงบนฝ่ามือนาง นางหลังจากกวาดตาอ่านอย่าง
รวดเร็ว สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง
เมืองหมิงสุ่ย ศาลาเซียนสวรรค์
“คนจากอาณาจักรขุนเขาน้อยเหล่านั้นกล้าอุกอาจก้าวร้าวถึงเพียงนี้ ต่อไปใน
ภายภาคหน้า พวกมันไม่ปีนขึ้นไปนั่งอยู่บนศีรษะพวกเราหรือ?” บุรุษกลางคนสีหน้า
เขียวคล้ า มันผู้นี้เป็นเจ้าสำนักของขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรที่สุดในเมืองหมิงสุ่ย …
เหยียนหยางแห่งสำนักกระบี่ไม้
“เราต้องสั่งสอนให้พวกมันทราบ ว่าที่นี่เป็นดินแดนของผู้ใดกันแน่” ซิวเจ่อหน้า
เหลืองดุจขี้ผึ้งกล่าวเบาๆ มันสวมใส่ชุดยาวปักลายทอง ดวงตาเจิดจ้า ท่วงท่าทรง
อำนาจ มันคือเจ้าสำนักเมฆาศักดิ์สิทธิ์ …เหอชิว
สำนักกระบี่ไม้กับสำนักเมฆาศักดิ์สิทธิ์เป็นสองสำนักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองห
มิงสุ่ย เมืองหมิงสุ่ยยังเป็นเมืองที่มั่งคั่งรุ่งเรืองที่สุดในอาณาจักรวารีฟ้า ทั้งยังเป็นที่ตั้ง
ของสี่สำนักในสำนักใหญ่สิบลำดับแรก นอกเหนือจากพันธมิตรร้อยบุปผาที่ถูกจั่วม่อ
เหยียบย่ าจนราบคาบ สำนักกระบี่ไม้รั้งลำดับที่ห้า สำนักเมฆาศักดิ์สิทธิ์รั้งลำดับที่เจ็ด
สุดท้ายคือสำนักวารีทมิฬ อยู่ในลำดับที่สิบ
บรรดาเจ้าสำนักอื่นๆ ที่อยู่ในที่นี้ล้วนผงกศีรษะเห็นพ้อง
การที่เจ้าเมืองอีกาทองคำจู่โจมทำลายพันธมิตรร้อยบุปผา ได้ไปสัมผัสถูก
เส้นประสาทที่อ่อนไหวของผู้คนจำนวนมาก สำนักกระบี่ไม้กับสำนักเมฆาศักดิ์สิทธิ์
ล้วนมีการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับพันธมิตรร้อยบุปผา จนใจที่จั่วม่อลงมือทำลายล้าง
พันธมิตรร้อยบุปผาด้วยความเร็วประดุจฟ้าร้องไม่ทันอุดหู สำนักอื่นๆ ยังไม่ทันจะมี
ปฏิกิริยาใด ก็สายเกินการณ์เสียแล้ว หากมันเสียเวลามากกว่านี้อีกสักหน่อย ชัยชนะ
ยังจะอยู่ในมือมันหรือไม่ ก็ยากจะกล่าวแล้ว
“ฮึ่ม สำนักวารีทมิฬไม่ต้องการเกลือกกลั้วปลักน้ าครั้งนี้ นับเป็นเรื่องดี น้อยลง
ไปคนหนึ่ง ส่วนแบ่งก็มากขึ้นอีกส่วนหนึ่ง” เหยียนหยางสีหน้าเย็นเยียบ
เจ้าสำนักอื่นๆ ล้วนมีสีหน้าปิติยินดี ในความเห็นของพวกมัน อาศัยสำนักกระบี่
ไม้กับสำนักเมฆาศักดิ์สิทธิ์ออกหน้า เจ้าเมืองอีกาทองคำย่อมไม่อาจก่อคลื่นลมได้อีก
ไม่ว่ามันจะแข็งแกร่งสักเพียงใดก็ตาม พวกมันยังเคยได้ยินมานานแล้ว ว่าเจ้าเมือง
อีกาทองคำผู้นี้มั่งคั่งร่ ารวยยิ่ง มีเรือขนส่งทาสขนาดใหญ่ห้าลำที่เต็มไปด้วยยุทธภัณฑ์
เวทและวัตถุดิบหายาก นับเป็นเรือมหาสมบัติโดยแท้
ไม่ต้องกล่าวถึงว่า เวลานี้ยังผนวกรวมความมั่งคั่งมหาศาลของพันธมิตรร้อยบุป
ผาเข้าไปด้วย จะไม่ให้ผู้คนหวั่นไหวใจได้อย่างไร?
หลายสำนักเฝ้าอิจฉาริษยาวิธีการปลูกบุปผาปราณของพันธมิตรร้อยบุปผามา
นานแล้ว หากพวกมันสามารถได้รับวิธีการเพาะปลูกบุปผาปราณเหล่านั้น พวกมัน
ย่อมจะมีแหล่งรายได้ที่มั่นคงเพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง
ดังนั้นเมื่อเจ้าสำนักสองสำนักใหญ่เรียกหา สำนักเล็กๆ มากมายก็น้อมสนองใน
บัดดล
“แล้วจวนอู่โหว… …” เจ้าสำนักเล็กๆ แห่งหนึ่งพึมพำ
เหอชิวสีหน้าราบเรียบเป็นปกติ “ไม่มีเรื่องราวใด ข้าแจ้งไปยังพวกมันเรียบร้อย
แล้ว เชื่อว่าพวกมันยังสามารถมองสถานการณ์ได้อย่างชัดเจน”
“ทุกคนกลับไปเตรียมการให้พร้อม กำหนดเวลาไว้ยามบ่ายพรุ่งนี้เถอะ” เหยียน
หยางสรุป
เหล่าเจ้าสำนักย่อมเชื่อฟัง พากันลุกขึ้นอำลา รีบกลับไปเตรียมการที่สำนักของ
ตน
หลังจากทุกคนจากไป ภายในศาลาเซียนสวรรค์หลงเหลือเพียงเหยียนหยางกับ
เหอชิวตามลำพัง
เหอชิวถามว่า “ท่านเตรียมนำคนไปมากเท่าใด?”
“ฟังว่าเจ้าเมืองอีกาทองคำมีสองกองทัพชั้นยอด ข้าต้องการชมดูว่าพวกมัน
เทียบกับค่ายกระบี่ไม้ของข้าจะเป็นอย่างไร” เหยียนหยางกล่าวอย่างทระนงถือดี
ค่ายกระบี่ไม้เป็นกองทัพชั้นยอดที่ยอดเยี่ยมที่สุดของสำนักกระบี่ไม้ มีชื่อเสียง
กระเดื่องดังอยู่ในอาณาจักรวารีฟ้า
เหอชิวปรบมือพลางหัวร่อ “ข้าก็กำลังคิดเช่นนี้อยู่พอดี เช่นนั้นมิสู้ฝ่ายท่านกับ
ฝ่ายข้า แต่ละฝ่ายรับหน้าที่จัดการพวกมันคนละกองทัพ ดูว่าผู้ใดจะชนะเป็น
อย่างไร?”
ค่ายเมฆเหินแห่งสำนักเมฆาศักดิ์สิทธิ์ เป็นอีกหนึ่งกองทัพชั้นยอดที่มีชื่อเสียง
ทัดเทียมกับค่ายกระบี่ไม้ในอาณาจักรวารีฟ้า
“หากทั้งท่านและข้าล้วนได้ชัยเล่า จะตัดสินกันอย่างไร?” เหยียนหยางมอง
เหอชิว
“ผู้ที่รวดเร็วกว่าย่อมเป็นผู้ชนะ” เหอชิวแย้มยิ้ม “วิธีการลับเพาะปลูกทาสบุป
ผาของพันธมิตรร้อยบุปผา ว่ากันว่าสืบทอดมาจากมหาสงครามหลายพันปีที่แล้ว มิสู้
ใช้เป็นของรางวัลดีหรือไม่? แต่ในเมื่อเจ้าเมืองอีกาทองคำไม่มีจินตัน หากเราใช้จินตัน
กดดันพวกมัน ย่อมไม่อาจเรียกว่าได้ชัยอย่างมีเกียรติ ท่านและข้าไม่ได้รับอนุญาตให้
ใช้จินตัน เจ้าสำนักเหยียนเห็นเป็นอย่างไร?”
เหยียนหยางดวงตาสาดประกายเจิดจ้า “ประเสริฐยิ่ง!”
ทั้งสองสบตากันวูบ คล้ายประกายไฟแลบพุ่งกลางอากาศ ไม่มีผู้ใดยอมอ่อนข้อ
ให้แก่ผู้ใด
บรรยากาศภายในเมืองหมิงสุ่ยกลับกลายเป็นตึงเครียดไปในทันที จำนวนซิวเจ่อ
ที่บินผ่านไปมาลดน้อยลงมาก ร้านค้าหลายร้านเมื่อได้ยินข่าวสงครามก็รีบปิดประตู
แน่นสนิท
เทียนหลิงจื่อกับพวกอีกสองคน เบิกตามองเหอเถาอัสนีคำรนกลุ่มใหญ่ที่
ล่องลอยอยู่เบื้องหน้าจั่วม่อ ในปากได้ลิ้มรสชาติขมปร่า พวกมันคราวนี้เตะถูก
กระดานเหล็กกล้าอย่างแท้จริง ผู้อื่นมีความเป็นมาลึกลับ ทรงพลังอำนาจยิ่งใหญ่กว่า
ที่พวกมันคาดคิดเอาไว้มาก
ความขมขื่นในใจพวกมันไม่อาจบ่งบอกบรรยายได้
คนที่ยิ่งใหญ่อย่างเจ้า ไฉนแล่นเข้ามายังคูน้ าเล็กๆ ที่น่าสังเวชอย่างเช่น
อาณาจักรวารีฟ้านี้เล่า?
เจ้าไม่อาจเหลือที่ไว้ให้พวกเรามีชีวิตอยู่บ้างหรือ?
ทันใดนั้น นกกระเรียนกระดาษตัวหนึ่งร่อนลงในมือเทียนหลิงจื่อ เทียนหลิงจื่อห
ลังจากกวาดตาอ่านอย่างรวดเร็ว เงามืดบนใบหน้าก็หายวับไปกับตา แหงนหน้าหัวร่อ
กระหึ่ม
ผู้นำกองกำลังอีกสองคนจ้องหน้าเทียนหลิงจื่ออย่างขุ่นเคือง พวกมันไม่สามารถ
ขบคิดได้ ต่อหน้าสถานการณ์เลวร้ายเช่นนี้ เจ้าเทียนหลิงจื่อยังจะมีอารมณ์สุขีใดมา
หัวร่ออย่างเบิกบานใจถึงเพียงนี้?
เทียนหลิงจื่อรีบส่งนกกระเรียนกระดาษให้อีกสองคนผ่านตา พลางแย้มยิ้มอย่าง
ลำพองใจ “เจ้าสำนักเหยียนหยางแห่งสำนักกระบี่ไม้กับเจ้าสำนักเหอชิวแห่งสำนัก
เมฆาศักดิ์สิทธิ์ พรุ่งนี้จะนำกองทัพของพวกมันมารับมอบชีวิตน้อยๆ ของเจ้าเด็ก
เหลือขอผู้นี้!”
ทั้งคู่แทบไม่เชื่อหู แต่เมื่ออ่านนกกระเรียนกระดาษเสร็จสิ้น ล้วนมีสีหน้าปิติยินดี
“ฮ่าฮ่า พวกเราช่างมีสายตายาวไกลโดยแท้!”
“ขอเพียงพวกเราลากถ่วงเจ้าเมืองอีกาทองคำเอาไว้ได้ ในรายงานความดี
ความชอบ ย่อมมีส่วนของเราอย่างแน่นอน!”
ทั้งสามสบตากันวูบ แล้วแหงนหน้าหัวร่อดังกระหึ่มพร้อมกัน
อันว่านกตายเพราะอาหาร คนตายเพราะความโลภ พวกมันไม่รู้สึกตัวอย่าง
สมบูรณ์ ว่าพญามัจจุราชกำลังยื่นอุ้งหัตถ์เข้าใกล้พวกมันแล้ว!