สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 321 ราตรีสยดสยอง
ทันใดนั้นนกโง่เงยหน้าขวับ ดวงตานกของนางจ้องเขม็งไปยังกลุ่มเมฆหนาที่ปก
คลุมบนท้องฟ้าห่างไกล
นี่เป็นครั้งแรกที่จั่วม่อเห็นสายตาอันโหดร้ายอำมหิตของนกโง่ ราวกับนางพบ
เห็นบางสิ่งที่นางชิงชังรังเกียจยิ่ง
จั่วม่อยังคงงุนงงไม่คลาย นกโง่พลันกู่คำรามยาวเยือก กางปีกกว้าง จากนั้นร่าง
หายวับไป จั่วม่อเห็นเพียงเงาร่างสายหนึ่งพวยพุ่งขึ้นฟ้า ไม่รอให้มันมีปฏิกิริยาตอบโต้
ก็ได้ประจักษ์ภาพเหตุการณ์อันน่าตื่นตะลึงคาตา
นกโง่ราวกับสายฟ้าสีเทาอันเกรี้ยวกราด ทะลวงเข้าไปในก้อนเมฆหนาทึบ
เจ้านกงี่เง่าตัวนี้… …ทำอะไร… …
จั่วม่อเหม่อมองไปยังหมู่เมฆอย่างซึมเซา สมองไม่ตอบสนองอยู่บ้าง ขณะที่มัน
เตรียมติดตามขึ้นไปชมดูให้รู้แน่ เงาหนึ่งบินใกล้เข้ามา ปรากฏขึ้นตรงหน้ามันอย่าง
กะทันหัน เป็นนกโง่!
ในจะงอยปากยาวของนกโง่มีรอยเปื้อนเลือด ดวงตานางดุร้ายกระหายเลือด
ศีรษะนกเชิดสูง ยืดอกอย่างภาคภูมิ ทั้งร่างปกคลุมด้วยเจตนาฆ่าฟัน นางกู่ร้องเสียง
แหลมใสยาวเยือก ก้องกังวานไปไกล
เห็นเงาหนึ่งพลันร่วงลิ่วลงมาจากหมู่เมฆ จั่วม่อเห็นสิ่งนั้นชัดตา นั่นเป็นค้างคาว
ดำตัวหนึ่ง ช่องท้องของค้างคาวดำเปิดกว้าง เผยให้เห็นอวัยวะภายในที่แหลกลาญ
มองปราดเดียวก็ทราบว่าตายสนิท ค้างคาวดำเป็นสัตว์ปราณระดับสาม ใบหูของพวก
มันปราดเปรียวยิ่ง มักถูกใช้ในการลอบสืบข่าวจากระยะไกล
อย่างไรก็ตาม คิดเพาะเลี้ยงค้างคาวดำตัวหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย พวกมันสิ้นเปลือง
ยิ่ง หน่วยสอดแนมทั่วไปไม่มีปัญญาจ่ายค่าตอบแทนด้วยราคานี้
“เจ้าเมืองอีกาทองคำ! เจ้ากล้าสังหารค้างคาวดำของข้า พรุ่งนี้จะได้เห็นดีกัน!”
เสียงตวาดอย่างเคียดแค้นของบุรุษผู้หนึ่ง ดังออกมาจากภายในหมู่เมฆห่างไกล
จั่วม่อไม่แยแสสนใจ ดวงตาของมันตรึงแน่นอยู่กับนกโง่ ความดุร้ายในดวงตา
ของนกโง่เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว กลับเป็นเย่อหยิ่งเฉยชาอย่างที่นางเคยเป็นใน
บัดดล หากมิใช่ว่ายังมีรอยเลือดเปื้อนอยู่บนจะงอยปากของนกโง่ จั่วม่อย่อมต้องคิด
ว่าสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นมันคิดไปเองอย่างแน่นอน
มันถลันเข้าไปตรงหน้านกโง่
“โอ้ เจ้าดูปกติยิ่ง”
นกโง่เหลือกตา ไม่แยแสสนใจมัน นางเชิดศีรษะนกสูงชัน ก้าวเดินด้วยฝีเท้านก
จากไปอย่างสง่างาม
“นกตัวนี้ดุร้ายถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใด?” จั่วม่อลูบคาง กล่าวพึมพำกับตัวเอง ที่
จริงมันคิดไล่ตามไปชมดูให้กระจ่างง แต่เมื่อมองไปรอบๆ ค่อยจดจำได้ว่ายังมีภารกิจ
ในการตรึงสายสืบของฝ่ายตรงข้ามเอาไว้ ได้แต่ยืนกินลมชมทิวทัศน์อยู่บนยอดเขาไป
ก่อน
มันสั่นศีรษะ ตัดสินใจละเว้นนกโง่ชั่วคราว นับตั้งแต่เกิดเรื่องคราวนั้น นางก็ยิ่ง
ไม่ปกติขึ้นทุกวัน
“อากุ่ย เจ้าว่าเราจะชนะหรือไม่?”
อากุ่ยยังคงนั่งเงียบงันเหมือนหุ่นไม้
จั่วม่อก็ไม่สนใจ นั่งลงข้างอากุ่ย มองไปบนท้องฟ้าดำทะมึน จิตใจกลายเป็น
เลื่อนลอยอยู่บ้าง
มันไม่ได้สังเกตเห็นแสงสีม่วงที่อ่อนจางอย่างยิ่ง จนแทบมองไม่เห็น วาบผ่านใน
ดวงตาอากุ่ยอย่างกะทันหัน แล้วหายวับไปโดยไร้ร่องรอย
เมืองหมิงสุ่ยห้อมล้อมด้วยแม่น้ าใหญ่สายหนึ่ง แม่น้ าใหญ่นี้เรียกขานว่าแม่น้ าห
มิงสุ่ย อันเป็นที่มาของชื่อเมืองหมิงสุ่ย ในยามวิกาลคล้อยดึก แม่น้ าหมิงสุ่ยเงียบสงัด
คล้ายหลับนิทราอย่างสนิท ไม่มีคลื่นลมใดๆ แต่ทันใดนั้น ผิวน้ าพลันกระเพื่อมเป็น
ระลอก ร่างหนึ่งผุดขึ้นจากแม่น้ าอย่างแช่มช้า
คนผู้นั้นกวาดมองรอบด้านครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดอยู่ใกล้ๆ มันก็หยิบฉวยร่ม
เล็กๆ สีดำออกมา
ร่มน้อยลอยออกจากมือของมัน แปรเปลี่ยนเป็นม่านไหมสีดำที่คล้ายไม่มีตัวตน
ล่องลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือแม่น้ า
อึดใจถัดมา เงาร่างมากมายทยอยขึ้นจากแม่น้ า ภายในช่วงไม่กี่อึดใจ บริเวณผิว
น้ าก็เต็มไปด้วยผู้คน คนเหล่านี้ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือแม่น้ าโดยไร้เสียง
“ร่มดำเร้นปราณคันนี้ สมกับที่เป็นยุทธภัณฑ์เวทระดับสี่โดยแท้” เว่ยหยาน
แหงนหน้าขึ้นมองม่านไหมสีดำที่ล่องลอยอยู่บนท้องฟ้า เห็นม่านไหมสีดำที่คล้ายไม่มี
ตัวตนปกคลุมพวกมันเอาไว้ทั้งหมด ซ่อนทุกคนเอาไว้ภายใน ไม่อาจมองเห็นได้จาก
ด้านนอก ร่มดำเร้นปราณเป็นหนึ่งในสินสงครามที่เหล่าป่านริบได้ ความสามารถ
พื้นฐานไม่เพียงใช้ซ่อนผู้คน ที่สำคัญยิ่งกว่าคือสามารถระงับระลอกพลังงาน ไม่ให้แผ่
กระจายออกไปในบริเวณโดยรอบ
ปากแม้ยกย่องชื่นชม แต่มือของมันฉวยจิงสือออกมา เริ่มฟื้นฟูพลังปราณโดยไม่
ปล่อยเวลาสูญเปล่า
ไม่มีผู้ใดกล่าววาจา ทุกผู้คนฟื้นฟูพลังปราณของตนอย่างเงียบๆ
กงซุนชาไม่จำเป็นต้องฟื้นฟูพลังปราณ มันเพ่งพินิจเมืองหมิงสุ่ยในระยะใกล้ ริม
ฝีปากยกยิ้มจางๆ ขุมพลังของเมืองหมิงสุ่ยเห็นได้ชัดว่าไม่เห็นพวกมันอยู่ในสายตา
เมืองหมิงสุ่ยแทบไม่มีการระวังป้องกันแม้แต่น้อย ร่มดำเร้นปราณแม้เป็นยุทธภัณฑ์
เวทอันร้ายกาจ แต่ยังคงมียุทธภัณฑ์เวทและค่ายกลหลายชนิด ที่สามารถตรวจจับ
พลังของร่มดำเร้นปราณได้
ทว่าพวกมันไม่พบพานสิ่งของเช่นนั้นแม้แต่อย่างเดียว
ในสายตาของกงซุนชา การป้องกันเมืองอันหละหลวม ช่างเต็มไปด้วยหลุมบ่อ
และจุดอ่อน จนชักรู้สึกว่าน่าเสียดายที่พวกมันไม่ได้มาเพื่อโจมตีเมือง มิเช่นนั้น… ….
ฮี่ฮี่… …
ครึ่งชั่วยามให้หลัง ทุกคนฟื้นฟูพลังปราณเสร็จสมบูรณ์
ร่มดำซ่อนปราณถูกดึงออกไป ของสิ่งนี้เมื่อเปิดใช้งาน ก็ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้
นี่เป็นจุดอ่อนเพียงหนึ่งเดียวของมัน
ค่ายจูเชวี่ยเหินขึ้นสู่ท้องฟ้า ในระดับความสูงราวยี่สิบจั้ง กงซุนชานั่งอยู่บน
กระบี่ใหญ่เมฆาเขียว จับจ้องไปยังเมืองหมิงสุ่ย มุมปากยกยิ้ม ดวงตาทอประกายเย็น
เยียบ ออกคำสั่งเบาๆ “เริ่มได้!”
ปัง!
ค่ายจู่เชวี่ยพลันพุ่งทะยานไปในบัดดล
ดวงไฟบนท้อถนนให้แสงสว่างไสวและอ่อนโยน เมืองหมิงสุ่ยค่ าคืนนี้ลิงโลดยินดี
แทบคลุ้มคลั่ง ซิวเจ่อจำนวนมากเข้ามารวมตัวกันในเมืองหมิงสุ่ย พวกมันเฝ้ารออรุณ
รุ่ง พฤติการณ์คราวนี้นับเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญที่สุดของเมืองหมิงสุ่ย
ไม่มีผู้ใดไม่ตื่นเต้น ยิ่งไม่มีผู้ใดไม่คาดหวังอย่างเต็มเปี่ยม
ค่ายกระบี่ไม้และค่ายเมฆเหินเดินทางมาถึงเมืองหมิงสุ่ยเรียบร้อย ตั้งค่ายทัพ
อย่างมั่นคง ส่วนสำนักอื่นๆ กำลังเร่งกะเกณฑ์ซิวเจ่อที่มีความสามารถสู้รบในสังกัด
หมายเข้าร่วมงานเลี้ยงอันยิ่งใหญ่หนนี้
ร้านน้ าชากับเหลาสุราคลาคล่ าไปด้วยผู้คน กระทั่งเต็มล้นออกมาบนท้องถนน
หนทาง
ทันใดนั้น ผู้คนสัญจรพลันได้ยินสุ้มเสียงอันแปลกประหลาด พากันชะงักงัน อด
เงยหน้าขึ้นชมดูไม่ได้
เห็นเงาร่างมากมายสาดพุ่งผ่านท้องนภา บังเกิดเสียงกรีดฝ่าอากาศไม่สิ้นสุด
ซี๊ด ทุกผู้คนสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ
พลังสภาวะของกองกำลังนี้รุนแรงน่าตระหนก เห็นได้ว่าเป็นกองทัพชั้นยอด
หลายคนเริ่มครุ่นคิดว่ากองทัพชั้นยอดของสำนักใดมาถึง งานเลี้ยงยิ่งใหญ่ครั้งนี้ดึงดูด
ความสนใจจากสำนักนับไม่ถ้วน
กลุ่มซิวเจ่อทยอยพุ่งผ่านแผ่นฟ้าไม่ขาดสาย ไม่รอให้พวกมันมีปฏิกิริยา
ตอบสนอง คนเหล่านั้นก็หายลับไปแต่แรก
“เข้มแข็งยิ่ง ไม่ทราบสำนักใดส่งพวกมันมา แต่นี่เป็นกองกำลังอันเกรียงไกรโดย
แท้!”
“ฮี่ฮี่ พรุ่งนี้คงน่าดูชมยิ่ง!”
ผู้คนยิ่งสนทนายิ่งตื่นเต้นคึกคัก
เกาซิ่วออกจากนิวาสสถานของเจ้าสำนัก กลับมายังอารามสุริยาไพศาล ไพร่พล
ค่ายกระบี่ไม้ที่มันพบพานระหว่างทางล้วนน้อมคำนับทักทายมัน ทุกผู้คนไม่อาจปิดบัง
ความตื่นเต้นฮึกเหิมบนใบหน้าของพวกมันได้ พวกมันเร่งรีบมายังเมืองหมิงสุ่ยตั้งแต่
ยามบ่าย และตั้งค่ายทัพอยู่ที่อารามสุริยาไพศาล
รองผู้บัญชาการของเกาซิ่วนำซิวเจ่อกลุ่มหนึ่งเข้ารับหน้า “ต้าเหริน ท่านเจ้า
สำนักมีวาจาใด?”
“พรุ่งนี้เราจะลงมือเป็นกองทัพแรก!” เกาซิ่วกล่าวอย่างยิ้มแย้ม แววลิงโลดวาบ
ผ่านในดวงตา
“ประเสริฐ!”
“ฮ่าฮ่า เราจะแสดงให้เจ้าพวกค่ายเมฆเหินได้เห็นชัดตา ว่าพวกเราแข็งแกร่ง
เพียงใด!”
บรรดาซิวเจ่อของค่ายกระบี่ไม้ลิงโลดยินดียิ่ง พวกมันล้วนเป็นศิษย์ที่ล้ าเลิศที่สุด
ของสำนักกระบี่ไม้ ทุ่มเทฝึกฝนมาหลายสิบปี ไยมิใช่เพื่อวันนี้?
เกาซิ่วพลันขมวดคิ้ว มันได้ยินเสียงสั่นสะเทือนจากที่ห่างไกล เร่งเข้ามาใกล้พวก
มันอย่างรวดเร็ว
มันทราบดีว่านี่เป็นเสียงอันใด นี่ย่อมเป็นสุ้มเสียงที่เกิดขึ้นในยามที่กองทัพขนาด
ใหญ่บินผ่าน คนอื่นๆ ก็ถูกเสียงแหวกฝ่าอากาศนี้กระตุ้นเตือน
“สารเลวไม่มีตาจากที่ใด กล้าบินข้ามเหนือศีรษะเราหรือ?” บางคนอดก่นด่า
ไม่ได้
ค่ายทัพอันทระนงเช่นค่ายกระบี่ไม้ถือสาผู้คนบินข้ามศีรษะพวกมัน ทุกสำนัก
ล้วนล่วงรู้ เมื่อบินผ่านไปยังค่ายกอื่น จะพยายามหลีกเลี่ยงไปอีกทาง นี่เป็นกฏที่ไม่ได้
เขียนประกาศไว้
“ค่ายเมฆเหินมาถึงเมืองหมิงสุ่ยแล้วหรือไม่?” เกาซิ่วถามอย่างฉับพลัน
“พวกมันมาถึงตั้งแต่สองชั่วยามก่อน” ผู้ใต้บังคับบัญชาผู้หนึ่งตอบ
เกาซิ่วสีหน้าพลันแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง ร้องตะโกนสุดเสียง “ศัตรูบุก!”
กลุ่มซิวเจ่อสีดำแน่นขนัด ด้วยความเร็วอันน่าแตกตื่นสะท้านใจ พลันปรากฏขึ้น
ในสายตาของทุกผู้คน!
ตูม!
ปราณกระบี่เหลือคณานับทะลักทลายลงมา ประดุจพายุฝนฟ้าคะนองอันเกรี้ยว
กราด
ราตรีดำทะมึนพลันสว่างเจิดจ้าด้วยแสงปราณกระบี่มากมายสุดประมาณ
อารามสุริยาไพศาลถูกปราณกระบี่ของฝ่ายตรงข้ามท่วมทับอย่างสมบูรณ์ ไม่มีช่องว่าง
รอยโหว่แม้แต่ช่องเล็กๆ
บรรดาซิวเจ่อรอบกายเกาซิ่วล้วนหน้าเผือดสี แต่พวกมันผ่านการฝึกปรือมาเป็น
อย่างดี ยามคับขันไม่ลนลาน รีบเปิดใช้งานโล่พลังปราณของพวกมัน เข้าปกป้องเกา
ซิ่วเป็นหลัก ซิวเจ่อค่ายกระบี่ไม้บางคนขบกรามกรอด ตวาดอย่างดุดัน “ฆ่า!”
เงาร่างหลายร้อยสายพุ่งสวนขึ้นต้านทานห่าพิรุณปราณกระบี่จากเบื้องบน
เช้ง เช้ง เช้ง!
ซิวเจ่อค่ายกระบี่ไม้ผู้หนึ่งโล่พลังปราณแตกสลาย มันไม่ทันได้ตอบสนอง ปราณ
กระบี่นับสิบๆ สายพลันทะลวงร่างมันอย่างพร้อมเพรียง บุปผาโลหิตนับสิบบาน
สะพรั่ง ภายใต้ห่าพิรุณปราณกระบี่สุดหฤโหด บุปผาโลหิตแน่นขนัด ระเบิดออกจาก
ร่างซิวเจ่อค่ายกระบี่ไม้ผู้นี้
อารามสุริยาไพศาลอันโอ่อ่าสง่างามถูกพายุปราณกระบี่ทำลายล้างอย่างฉับพลัน
ทิ้งหลุมบ่อแห่งความพินาศไว้หลายพันหลุม
“ช่างขวัญกล้าบังอาจนัก!”
เสียงตวาดด้วยโทสะดังกระหึ่มดุจฟ้าคำรน ต่อจากนั้นซิวเจ่อวัยกลางคนถือธงสี
เหลืองอ่อนผืนน้อยโถมทะยานขึ้นมา ธงน้อยในมือสะบัดวูบ ก่อเกิดม่านแสงสีเหลือง
หลายชั้น เมื่อปราณกระบี่แน่นขนัดกระทบใส่ม่านแสงสีเหลือง พวกมันเพียงสามารถ
ก่อให้เกิดระลอกเท่านั้น
ซิวเจ่อค่ายกระบี่ไม้ขวัญกำลังใจทะยานขึ้นในบัดดล
“ฮ่า จินตัน!” แม่นางน้อยค่อยๆ ระบายลมหายใจ
ทันทีที่ซิวเจ่อกลางคนปรากฏตัวขึ้น เว่ยหยานก็มุ่งเป้าไปยังอีกฝ่ายทันควัน แต่
มันคิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะเคลื่อนไหวรวดเร็วกว่าที่มันคิด ต้องแค่นเสียงอย่างเย็นชา นำ
ไพร่พลในกองร้อยตีวงโค้งขึ้นสู่ท้องฟ้า จากนั้นพลิกกลับ เริ่มพุ่งดิ่งลงมาสุดกำลัง
ความเร็วของพวกมันเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน เสียงแหวกฝ่าอากาศแหลมสูงดัง
กระหึ่ม
กระทั่งท่ามกลางเสียงอึกทึกครึกโครมของสนามรบ สุ้มเสียงแหลมสูงนี้ยังขู่ขวัญ
ผู้คนจนหนังศีรษะชาซ่าน เว่ยหยานจี้กระบี่บินไปข้างหน้า ซิวเจ่อด้านหลังมันล้วนยก
กระบี่บิน จ่อจี้ไปข้างหน้าอย่างพร้อมเพรียง
“ร้อยสังหาร!”
เว่ยหยานพลันคำรามก้อง กระบี่บินในมือ พุ่งกระแทกลงอย่างหนักหน่วงรุนแรง
“ร้อยสังหาร!”
กองร้อยที่สองเบื้องหลังมันร้องตวาดพร้อมกัน กระบินบินในมือพวกมัน ก็พุ่ง
กระแทกลงอย่างพร้อมเพรียง
ปราณกระบี่ยักษ์อันน่าสะพรึงกลัวที่มีความยาวกว่ายี่สิบจั้ง ฉีกทำลายอากาศ
ธาตุ แหวกพุ่งลงจากฟากฟ้า ระเบิดใส่ม่านแสงสีเหลืองอย่างหักโหม
พิ้ง!
ม่านแสงสีเหลืองแตกทลายเป็นเสี่ยงๆ ปราณกระบี่มหึมาก็หลงเหลือเพียงครึ่ง
เล่มเท่านั้น
บุรุษวัยกลางคนโลหิตสายหนึ่งไหลปรี่ลงจากมุมปาก ดวงตาทอประกายดุร้าย
แหงนเงยขึ้น จ้องมองปราณกระบี่มหึมาอีกครึ่งเล่มพุ่งทะยานเข้าหามัน ร้องตวาด
“กระบี่อันร้ายกาจ!” มันยกธงน้อยสีเหลืองอ่อนจี้ตรงขึ้นมา แสงสีเหลืองบาดตาพวย
พุ่งขึ้น ปะทะปราณกระบี่ครึ่งเล่มอย่างหักโหม
บึม!
เว่ยหยานเห็นเพียงแสงสีขาวเจิดจ้าผืนหนึ่ง ไม่สามารถมองเห็นสิ่งใด มันกัดฟัน
แน่น รวบรวมพลังปราณเศษเสี้ยวสุดท้าย ตวัดมือซัดสิ่งที่อยู่ภายในมือลงไปสุดแรง
กำลัง
ทันทีที่สิ่งของในมือดิ่งวาบลงไป พลังอันเกรี้ยวกราดก็กระแทกมาถึง เว่ยหยาน
ไม่มีปัญญาต่อต้านแข็งขืน คนลอยละลิ่วขึ้นไปกลางอากาศ
บนท้องฟ้า พลังปราณแทบเหือดแห้ง มันกลับแค่นหัวร่อ “เจ้าโง่!”
บึม!
แรงระเบิดสะท้านฟ้าสะเทือนดินพลุ่งขึ้นจากเบื้องล่าง
เหอเถาอัสนีคำรน!
สิ่งที่มันซัดลงไปเป็นเหอเถาอัสนีคำรน ผู้นำกองร้อยทั้งสิบสองคน ล้วนได้รับ
เหอเถาอัสนีคำรนจากเหล่าป่านคนละลูก!
ก่อนจะเริ่มขับเคลื่อนกระบวนท่าร้อยสังหาร มันก็ตระเตรียมเหอเถาอัสนีคำรน
ไว้แต่แรก
อาศัยร้อยสังหารครั้งเดียวย่อมไม่เพียงพอจะเอาชีวิตจินตัน แต่หลังจากต้านรับ
ร้อนสังหารหนึ่งกระบวนท่า ต่อให้เป็นจินตัน ยังไม่มีปัญญาหลบหนีจากเหอเถาอัสนี
คำรน
บึมบึมบึมมมม!
เสียงเหอเถาอัสนีคำรนระเบิดกระชั้นเร่งร้อนจากด้านล่าง ไล่หลังเว่ยหยานไม่ถึง
อึดใจ ผู้นำกองร้อยอีกสิบเอ็ดคนล้วนซัดเหอเถาอัสนีคำรนส่วนของพวกมัน ติดตามลง
ไปอย่างพร้อมเพรียง
ไม่รอให้พวกมันชมดูฉากการระเบิดได้ชัดตา เสียงหนึ่งพลันดังขึ้นข้างหู “ถอย!”