สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 322 ชัยชนะ!
บนยอดเขา จั่วม่อเห็นแสงเจิดจ้าปรากฏอยู่เหนือเมืองหมิงสุ่ย ต้องกระโดดตัว
ลอยอย่างฉับพลัน แหงนหน้าหัวร่อดังกึกก้อง “ประเสริฐ!”
ในเวลาเดียวกัน ปราณกระบี่นับไม่ถ้วนพวยพุ่งดุจฝนดาวตก ส่องสว่างไปทั่ว
ท้องฟ้า มุ่งตรงไปทางหุบเขาร้อยบุปผา ค่ายจูเชวี่ยยามนี้ไม่จำเป็นต้องปิดบังตัวตนอีก
คนที่ยังมีพลังปราณหลงเหลือ เร่งเร้าพลังปราณทั้งหมด เร่งแสงสว่างให้เจิดจ้าที่สุด
เหล่าซิวเจ่อของเมืองหมิงสุ่ยในที่สุดค่อยรู้อะไรเป็นอะไร เซียนกระบี่มากมาย
ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าไม่ขาดสาย ไล่ล่าติดตามหลังกลุ่มแสงสุกสว่างนั้น!
ในไม่กี่อึดใจ ฉากเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่ตระการตาก็ปรากฏขึ้นบนฟ้า ติดตาม
ลำแสงปราณกระบี่หลายพันเล่ม เป็นปราณกระบี่มากมายเหลือคณานับยิ่งกว่า เซียน
กระบี่แทบทั้งหมดของเมืองหมิงสุ่ยล้วนออกมาถ้วนหน้า ที่โดดเด่นสะดุดตาที่สุดคือ
ค่ายเมฆเหินที่นำอยู่ด้านหน้าสุด ค่ายเมฆเหินที่ผ่านการฝึกอบรมอย่างเข้มงวด
ตอบสนองรวดเร็วที่สุด หลังจากเหอเถาอัสนีคำรนสิบสองลูกระเบิดติดต่อตามกัน
พวกมันยังได้รับผลกระทบจากพลังอันยิ่งใหญ่นั้นไม่น้อย
หูซานดวงตาแทบมีเปลวไฟพวยพุ่งออกมา มันคิดไม่ถึงว่าเจ้าเมืองอีกาทองคำ
จะขวัญกล้าบ้าระห่ าถึงเพียงนี้! มันไม่ต้องมัวเสียเวลามองลงไปที่เมืองหมิงสุ่ย ภายใต้
แรงระเบิดอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ ในที่ตั้งค่ายของค่ายกระบี่ไม้ สมควรไม่มีผู้ใดรอด
ชีวิต
ก่อนจะถึงค่ าคืนนี้ มันไม่เคยคิดว่าค่ายกระบี่ไม้อันยิ่งใหญ่จะถูกทำลายภายใน
ชั่วข้ามคืน ทั้งยังถูกทำลายจนพินาศทั้งกองทัพ
ระหว่างค่ายกระบี่ไม้กับค่ายเมฆเหินของมัน ความสัมพันธ์ไม่อาจเรียกได้ว่าสนิท
สนมกลมเกลียว ทว่า… …
มันขบกรามแน่น มันรู้สึกในทรวงอกมีกองไฟปะทุอยู่ขุมหนึ่ง ปรารถนาจะ
ทะลวงออกไปเผาผลาญที่เบื้องหน้า เหล่าเดรัจฉานที่สมควรตายพันครั้ง!!
ระยะทางระหว่างค่ายจูเชวี่ยกับค่ายเมฆเหินยังคงที่ ไม่ได้ทิ้งห่างกันสักเท่าใด
ค่ายเมฆเหินปฏิกิริยาตอบโต้รวดเร็วทันควัน ดังนั้นเกาะติดด้านหลังอีกฝ่ายอย่างแน่น
เหนียว ค่ายจูเชวี่ยแม้ซุ่มโจมตีสำเร็จอย่างงดงาม แต่ต้องจ่ายค่าตอบแทนมหาศาล
เช่นกัน ยามนี้อยู่ในสภาพอ่อนแอที่สุด หากสามารถไล่ตามทัน ค่ายเมฆเหินย่อมต้อง
เป็นฝ่ายมีเปรียบ
ใต้ม่านรัตติกาล ฝ่ายหนึ่งเร่งรุดหลบหนี ฝ่ายหนึ่งไล่ล่าหมายชีวิต ทั้งสองฝ่ายไม่
สนใจสิ่งใด แบ่งเป็นหนึ่งหน้าหนึ่งหลัง เร่งเร้าพลังปราณออกมาสุดกำลัง พวกมัน
ประดุจคลื่นดาวตกสองระลอกไล่ขับกันด้วยระดับความเร็วอันน่าแตกตื่นสะท้านใจ
กวดตามกันไปท่ามกลางแนวด้านล่างของชั้นเมฆหนา
หูซานเบิกตาจ้องมองฝ่ายตรงข้าม ครวามเร็วของอีกฝ่ายเหนือความคาดหมาย
ของมันไปมาก พวกมันแทบต้องเร่งเร้าพลังปราณทั้งหมด จึงสามารถไล่ตามและไม่ถูก
ทิ้งห่างออกไปได้ ก่อนหน้านี้หูซานเคยฟังว่าเจ้าเมืองอีกาทองคำมีสองกองทัพชั้นยอด
มองจากตอนนี้ มิอาจไม่ยอมรับว่าพวกมันแกร่งกล้าเกรียงไกรโดยแท้!
ค่ายเมฆเหินเลื่องชื่อในด้านความเร็ว บัดนี้พบว่าอีกฝ่ายยังรวดเร็วกว่าพวกมัน
อีก หูซานจะไม่ตื่นตระหนกได้อย่างไร
รอประเดี๋ยว!
เจ้าเมืองอีกาทองคำมีสองกองทัพชั้นยอด… …
หูซานหัวใจดิ่งวูบในบัดดล มือเท้าเย็นเฉียบ ใบหน้าขาวเผือด
สองกองทัพชั้นยอด … …สองกองทัพชั้นยอด … … เช่นนั้น … อีกหนึ่งกองทัพ
อยู่ที่ใด?
ผิดท่าแล้ว!
ทันใดนั้นเอง สุ้มเสียงลุ่มลึกดังก้องออกมาจากชั้นเมฆ
“ฆ่า!”
ตามด้วยเสียงตวาดโดยพร้อมเพรียงของคนนับพัน “ฆ่า!”
หูซานรู้สึกสายตาพร่าเลือน งูดำนับไม่ถ้วนทะลวงออกมาจากชั้นเมฆอย่าง
ฉับพลัน ฉกวาบเข้าหาพวกมันอย่างดุร้าย!
ความเร็วของค่ายเมฆเหินอยู่ที่จุดสูงสุดแต่แรก ด้วยระดับความเร็วอันบ้าคลั่งนี้
พวกมันอย่าว่าแต่จะหลบเลี่ยง กระทั่งคิดยังไม่มีเวลาให้คิด งูดำจู่โจมเข้ามาในจังหวะ
เวลาที่เหมาะเจาะพอดีถึงที่สุด เข้าถึงตัวพวกมันเร็วยิ่งกว่ากะพริบตา หูซานสามารถ
เห็นคมเขี้ยวของเหล่างูดำได้ชัดตา
มันเบิกตามองงูดำทะลวงผ่านร่างตัวเอง ในดวงตาที่ถลึงกลมกว้างของหูซาน มี
แต่ความไม่เชื่อถือกับความตื่นตะลึง
จะให้มันเชื่อได้อย่างไร? ว่าคนเช่นมันจะตกตายอย่างง่ายดายถึงเพียงนี้
ชั่วพริบตาที่งูดำทะลวงเข้ามาในร่างของมัน มันรู้สึกว่าร่างกายเปลี่ยนเป็นเย็น
เฉียบ ราวกับว่ามีก้อนน้ าแข็งอันหนาวเหน็บผ่านเข้ามาในร่าง เส้นชีพจรปราณขาด
สะบั้น สูญเสียการควบคุมร่างกายอย่างสิ้นเชิง มันล้มหงายกลางอากาศ ร่วงลิ่วลง
ฟาดฟื้นอย่างหนักหน่วง
เพียะ เพียะ เพียะ!
เสียงปะทะดังรัวเร็วประหนึ่งหยาดฝนซัดสาดใบกล้วย ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดยั้ง
งูดำแต่ละตัวทะลวงผ่านร่างผู้คนอย่างหฤโหด ทะลุออกกลางแผ่นหลัง จากนั้น
สะบัดร่าง อาศัยเรี่ยวแรงที่ยังไม่สิ้นสุด อาละวาดเข่นฆ่าอย่างต่อเนื่อง โดยทั่วไปงูดำ
หนึ่งตัวกว่าจะสิ้นฤทธิ์ร้าย ล้วนสังหารผู้คนสามคนห้าคน!
เหตุเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหันเกินไป รวดเร็วเสียจนผู้คนไม่มีปัญญา
ตอบสนอง ค่ายเมฆเหินแตกพ่ายปั่นป่วนในบัดดล พวกมันคล้ายถูกหวดฟาดอย่าง
รุนแรง กองทัพงูดำบุกทะลวงเข่นฆ่าจนแตกกระจายไม่เป็นขบวน มีผู้บาดเจ็บล้มตาย
นับไม่ถ้วน เนื่องเพราะพวกมันเหินทะยานเข้ามาเร็วเกินไป ระยะห่างระหว่างซิวเจ่อ
แถวหน้ากับแถวถัดๆ ไปกระชั้นชิดยิ่ง เมื่อด้านหน้าพลันล่มสลาย ซิวเจ่อที่ตามมาไม่
ทันมีเวลาตอบสนอง ชนใส่กันอย่างถนัดถนี่
ในระยะเวลาอันสั้น เสียงกระดูกแตกหัก เลือดเนื้อฉีกขาด เสียงคร่ าครวญ กรีด
ร้องระงม ดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง สับสนปนเปจนไม่รู้เสียงใดเป็นเสียงใด
การต่อสู้ไต่ขึ้นถึงจุดสูงสุดในพริบตา เป็นช่วงเวลาแห่งความตายอันงดงาม
ตระการตาที่สุด!
ลำแสงกระบี่ที่เป็นเช่นเดียวกันกับฝนดาวตกอันงดงาม คล้ายถูกสายลมสีดำ
ระลอกนี้ดับแสงไปจนสิ้น เหลือเพียงลำแสงไม่กี่สายที่หลบหนีไปอย่างหวาดกลัวลน
ลาน
ลอบโจมตี ล่อให้ศัตรูติดตาม วางทัพซุ่มโจมตีอีกหน ภายใต้แผนกลยุทธ์ต่อเนื่อง
ดุจห่วงโซ่นี้ สองกองทัพชั้นยอดที่โด่งดังของเมืองหมิงสุ่ย แทบจะพินาศสิ้นในค่ าคืน
เดียว
ซู่หลงสำแดงประสบการณ์ต่อสู้ของมันออกมาอย่างเต็มที่ ในเวลาเช่นนี้ มันไม่ได้
เลือกใช้กระบวนท่าปิศาจสังหารต่อเนื่องอันทรงพลัง แต่ใช้ปิศาจน้อยสังหารที่อ่อน
ด้อยกว่า ทว่าควบคุมบังคับได้ง่ายกว่า
ซิวเจ่อยิ่งมีพลังอำนาจมากเท่าใด การต่อสู้ระหว่างพวกมันก็จะยิ่งโหดร้าย
รุนแรงมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสงครามขนาดใหญ่เช่นนี้
เห็นเรือขนส่งทาสลำมหึมาเผยโฉมออกมาจากหมู่เมฆ ปรากฏขึ้นในสายตาของ
ทุกผู้คน การไล่ล่าด้วยความเร็วสูงในตอนแรก เป็นเหตุให้ระยะห่างระหว่างค่ายเมฆ
เหินกับซิวเจ่ออื่นๆ ของเมืองหมิงสุ่ย ห่างไกลกันอยู่ช่วงใหญ่ ช่วยให้ซู่หลงสามารถล่า
ถอยไปยังหุบเขาร้อยบุปผาได้อย่างสะดวกดาย
กว่าซิวเจ่อของเมืองหมิงสุ่ยจะติดตามมาทัน ก็ได้แต่ถ่างตามองดูเรือขนส่งทาส
แล่นเข้าสู่หุบเขาร้อยบุปผาแล้ว
แม้เห็นอยู่ตำตา แต่ไม่มีผู้ใดมีกำลังขวัญพอจะติดตามไปอีก!
พวกมันหลายคนยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น พวกมันไม่ล่วงรู้เรื่องราวในเมืองห
มิงสุ่ยอย่างชัดเจน แต่การกวาดล้างทำลายค่ายเมฆเหินกลับบังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา
พวกมัน บัดนี้ค่ายเมฆเหินอันเลื่องชื่อลือนาม แทบจะพินาศสิ้นทั้งกองทัพ
ตั้งแต่ต้นจนจบ พวกมันยังได้ประจักษ์ด้วยสายตาตัวเอง
แผนการที่ประสบความสำเร็จอย่างสะดวกดายของเจ้าเมืองอีกาทองคำ ทำให้
พวกมันหนาวเยือกไปถึงไขสันหลัง ความหวาดหวั่นพรั่นพรึงดุจราตรีอันลึกล้ า แผ่ซ่าน
ไปถึงก้นบึ้งของหัวใจพวกมัน
ซิวเจ่อจากเมืองหมิงสุ่ย แทบจะปกคลุมท้องฟ้าอย่างสมบูรณ์ แต่ไม่มีผู้ใดกล้า
ขยับเข้าไปใกล้กว่าเดิมแม้แต่องคุลีเดียว ท้องฟ้าทั้งหมดเงียบสงัดเสมือนตายยิ่งกว่า
ครั้งไหน
“หากคิดบุกโจมตีเข่นฆ่าพวกมัน นี่นับเป็นโอกาสอันดีงาม” กงซุนชาเมื่อลงจาก
กระบี่ใหญ่เมฆาเขียว นี่เป็นประโยคแรกที่ร้องบอกจั่วม่อ
จั่วม่อเข้าใจความหมายในวาจาของกงซุนชา ฝ่ายตรงข้ามยามนี้ขวัญกำลังใจ
ตกต่ าถึงขีดสุด หากมันฉวยโอกาสนำซิวเจ่ออาณาจักรขุนเขาน้อยบุกโจมตีออกไป
อย่างฉับพลัน ซิวเจ่อฝ่ายตรงข้ามที่เต็มอยู่ในอากาศในตอนนี้ เกรงว่าจะหลงเหลือไม่
ถึงครึ่ง
แต่จั่วม่อกลับสั่นศีรษะ กล่าวว่า “เท่านี้ก็พอแล้ว”
ดวงตามันหันกลับไปมองค่ายทัพด้านในหุบเขาที่คล้ายกำลังเดือดพล่าน แล้วเริ่ม
ขบคิดใคร่ครวญอันใด
มันเพิ่งจะกล่าวจบคำ เห็นหลายคนทะยานร่างออกจากค่าย ขึ้นมาบนยอดเขา
“ท่านเจ้าเมือง! ลงมือโจมตีเถอะ! พวกมันกำลังหวาดกลัวเรา!”
“ใช่แล้ว! นี่เป็นโอกาสดี!”
ผู้คนแย่งกันกล่าววาจาเพื่อกระตุ้นเตือนจั่วม่อ แต่ละคนเป็นผู้นำของกองกำลัง
ต่างๆ
จั่วม่อแย้มยิ้ม ใบหน้าพลันทอแววเคร่งขรึมจริงจังที่หาได้ยาก “ทุกคน”
มันพอกล่าววาจา เสียงเอะอะจอแจของกลุ่มคนก็เงียบลงทันควัน
“ก่อนอื่นข้ามีเรื่องที่ต้องบอกพวกท่านเสียก่อน” จั่วม่อกราดสายตาไปตาม
ใบหน้าเหล่านั้น แล้วกล่าวสืบต่อ “เมื่อจบเรื่องนี้ พวกข้าจะออกจากอาณาจักรวารี
ฟ้า”
คนเหล่านี้เป็นชนชั้นผู้นำกองกำลังหนึ่ง ล้วนเป็นบุคคลอันชาญฉลาด บ้าง
ประหลาดใจ บ้างงุนงงระคนเสียดาย แต่พวกมันทั้งหมดล้วนมีสีหน้าครุ่นคิด
“แต่พวกท่านทราบดี พวกท่านส่วนใหญ่จะยังคงอยู่ที่นี่ ส่วนคนเหล่านั้น”
จั่วม่อชี้ขึ้นไปยังซิวเจ่อบนท้องฟ้า “พวกมันส่วนมากเป็นซิวเจ่อธรรมดาทั่วไป หาก
วันนี้พวกมันถูกเข่นฆ่า พวกข้าสามารถสะบัดก้นจากไป ไม่มีปัญหาใด แต่พวกท่าน
เล่า? พวกท่านที่เหลืออยู่จะตั้งหลักในอาณาจักรวารีฟ้าได้อย่างไร?”
“การล่วงเกินสำนักเมฆาศักดิ์สิทธิ์กับสำนักกระบี่ไม้กลับไม่ใช่ปัญหาใหญ่เกินไป
แต่หากท่านรุกรานอาณาจักรวารีฟ้าทั้งหมด ในอาณาจักรวารีฟ้าจะไม่มีที่ให้พวกท่าน
ยืนหยัดอีก”
“อย่าลืมว่าทุกคนมาที่นี่เพื่อเสาะหาชีวิตที่ดี ไม่มีผู้ใดอยากออกมาจาก
อาณาจักรขุนเขาน้อย แล้วยังคงต้องต่อสู้เข่นฆ่าทุกวันอีก!”
วาจาของจั่วม่อทำให้ผู้คนไร้คำพูดจะกล่าว
“ความปรารถนาดีของทุกท่าน ผู้น้อยจะจดจำใส่ใจ และสำนึกขอบคุณยิ่ง หุบ
เขาร้อยบุปผาแห่งนี้ และชัยชนะครั้งนี้ ถือเป็นของขวัญที่มอบแก่ทุกท่านเถอะ”
“หลังจากวันนี้ไป ยังจะมีซิวเจ่ออีกมากที่รีบรุดมายังที่นี่ พวกท่านไฉนไม่สร้าง
เมืองที่นี่เล่า? หากทุกท่านสามารถอยู่รวมกัน คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีค่ายกระบี่ไม้
กับค่ายเมฆเหินเป็นเยี่ยงอย่าง สมควรไม่มีผู้ใดกล้ามารังควานหาเรื่องอีก”
“ด้วยวิธีนี้ ซิวเจ่อจากอาณาจักรขุนเขาน้อยเราทั้งหมด ก็จะมีวันคืนอัน
ปลอดภัยและสงบสุข”
ภายในความมืดมิดของรัตติกาล รอยยิ้มของจั่วม่อสว่างไสวดุจแสงตะวัน ดวงตา
ดำขลับสุกใส สะกดสายตาและหัวใจของผู้คน
หลังจากความมืดมิดของราตรีกาลผ่านพ้น ก็ถึงคราวแสงสว่างของอรุณรุ่งสาด
ส่อง
ซิวเจ่ออาณาจักรขุนเขาน้อยนับไม่ถ้วนรีบเร่งตรงมายังเมืองหมิงสุ่ย ทว่ายังไม่
ทันที่พวกมันจะเดินทางมาถึงเมืองหมิงสุ่ย ข่าวที่ว่าเจ้าเมืองอีกาทองคำประสบชัย
อย่างท่วมท้น ทำลายล้างค่ายกระบี่ไม้กับค่ายเมฆเหินจนราบคาบ ก็แพร่สะพัดไปดุจ
ติดปีกบิน เลื่องลือไปทั่วอาณาจักรวารีฟ้า สะท้านทั่วทั้งอาณาจักร
ขณะที่เหล่าขุมกำลังยิ่งใหญ่ของอาณาจักรวารีฟ้ากำลังงุนงงสงสัยต่ออนาคต
ข่าวที่ว่าในหุบเขาร้อยบุปผากำลังสร้างเมืองขึ้นแห่งหนึ่ง ก็แพร่กระจายไปทั่ว
อาณาจักรวารีฟ้าติดตามมา
เมืองใหม่แห่งนี้เรียกว่าเมืองขุนเขาน้อย
เหล่าซิวเจ่ออาณาจักรขุนเขาน้อยที่กำลังเร่งรุดมายังเมืองหมิงสุ่ย คล้ายได้รับ
การกระตุ้นจิตวิญญาณอีกครั้ง เร่งเดินทางทั้งกลางวันกลางคืน มุ่งตรงไปยังหุบเขา
ร้อยบุปผาอย่างไม่คิดชีวิต
ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วัน ซิวเจ่ออาณาจักรขุนเขาน้อยกว่าครึ่ง ก็มารวมตัวกันใน
หุบเขาร้อยปิศาจ
เหล่าขุมกำลังใหญ่ของอาณาจักรวารีฟ้าพากันเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของหุบเขา
ร้อยบุปผา พวกมันเดิมทีคาดว่าสำนักกระบี่ไม้กับสำนักเมฆาศักดิ์สิทธิ์จะทุ่มเทกำลัง
ทั้งสำนักเปิดฉากล้างแค้น แต่กลับเหนือความคาดหมาย ทั้งสองสำนักใหญ่ยังคงเงียบ
สนิท ไม่มีการเคลื่อนไหวใด
ถึงยามนี้ ซิวเจ่ออาณาจักรขุนเขาน้อยมากกว่าแปดส่วนมารวมตัวกันในหุบเขา
ร้อยบุปผา ภายในหุบเขาคึกครื้นวุ่นวายยิ่ง
และเจ้าเมืองอีกาทองคำซึ่งผู้คนตั้งความหวังอย่างสูง ได้ปิดด่านฝึกตนทุกวี่วัน
ไม่พบหน้าอาคันตุกะอีก
“ท่านจะไม่ช่วยเหลือพวกมันหรือ?” กงซุนชาอดถามไม่ได้
“นี่ไม่ใช่สิ่งที่เราสมควรยื่นมือเข้ายุ่งเกี่ยว” จั่วม่อสั่นศีรษะ จากนั้นรำพึง “เพียง
แค่จำนวนคนที่มีอยู่ เกอก็รู้สึกเป็นภาระอันสาหัสแล้ว หากมีผู้คนเข้าร่วมกับเรา
มากกว่านี้ เกอจะหาต้นไม้แขวนคอตัวเองแล้ว”
“ฮ่า นั่นก็ใช่แล้ว” แม่นางน้อยพยักหน้าเห็นพ้อง จากนั้นจุปาก กล่าวอย่างเศร้า
เสียดาย “ศึกครั้งนี้เราไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย”
“ขาดทุนเล็กน้อยน่า” จั่วม่อปลอบประโลม ทว่าวาจานี้กลับเปิดปากแผลในใจ
มันเอง อดเผยสีหน้าเจ็บปวดใจไม่ได้ ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้แลกมาด้วยต้นทุน
มหาศาล ลำพังเหอเถาอัสนีคำรนสิบสองลูกก็เป็นค่าใช้จ่ายอันน่าตระหนกแล้ว แต่
ไม่ได้รับสินสงครามแม้แต่ชิ้นเดียว นี่เป็นครั้งแรกที่พวกมันทำการศึกที่ขาดทุน
“ถือเป็นการขอบคุณพวกมันเถอะ” จั่วม่อพยายามปลอบใจตัวเอง แต่น้ าเสียง
เจ็บปวดใจไม่ได้บรรเทาลงแม้แต่น้อย
รู้สึกว่าหัวข้อนี้ส่งผลกระทบต่อมันรุนแรงเกินไป จั่วม่อตัดสินใจหันเหหัวเรื่อง
หันไปถามซู่หลง “อาเหวินเป็นอย่างไรบ้าง? แล้วทาสบุปผาเหล่านั้นเล่า?”
ซู่หลงตอบอย่างนอบน้อม “อาการบาดเจ็บของอาเหวินสมควรทุเลาหายดี
ภายในครึ่งเดือน ส่ววนเหล่าทาสบุปผา หลังจากฝึกปรือเวทวิชาที่ต้าเหรินสอนให้แก่
พวกมัน นับว่าอาการดีขึ้นมาก แต่ผลลัพธ์ที่ชัดเจน เกรงว่ายังต้องใช้เวลาอีกสักระยะ
หนึ่งกว่าจะทราบแน่ชัด”
“ประเสริฐ” จั่วรู้รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาก
มีคำกล่าวที่ว่าการกระทำความดีจะทำให้รู้สึกดีขึ้น แม้ว่าผลลัพธ์อาจจะไม่ดีเท่า
จิงสือ แต่ก็นับว่าไม่ผิดเสียทีเดียว อารมณ์ของจั่วม่อปลอดโปร่งขึ้นไม่น้อย
ทันใดนั้น หมู่เมฆเหนือหุบเขาร้อยบุปผา เริ่มรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว หมุนคว้าง
อย่างพิสดาร
ภายในช่วงเวลาไม่ถึงสิบอึดใจ หมู่เมฆดำทะมึน ท้องฟ้ามืดมิด แรงกดดันอัน
หนักหน่วงทะลักล้นอยู่ในหุบเขาร้อยบุปผา
จั่วม่อเผ่นผึงขึ้นทันควัน ใบหน้าแตกตื่นตะลึงลาน “เป็นเซี่ยซาน!”