สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 330 ง้าวทมิฬด้า
“ในอดีต ข้าอยู่ในภพอสูรเคยมีฉายา… …” ผูเยากล่าวได้ครึ่งหนึ่ง แต่แล้วมัน
คล้ายตระหนักถึงบางสิ่ง หันเหหัวเรื่องไปอีกทาง “อ้อ ไม่ต้องกล่าวถึงอดีตแล้ว คน
ของเจ้าล้วนนิสัยใจคอไม่เลว แต่พรสวรรค์ของพวกมันไม่ค่อยดีนัก”
ผูเยาสีหน้าเต็มไปด้วยความอับจนปัญญา จั่วม่อทราบว่าอีกฝ่ายยังมีวาจาจะ
กล่าว จึงไม่ได้กล่าวขัดคอ
“เจ้าเมื่อฝึกปรือการแปลงร่างทั้งหกของสังขารปิศาจมหาทิวา ก็ละเลยศาสตร์
อสูรไป มิหนำซ้ าวิชาค่ายกลยังไม่มีความรุดหน้าใด” ผูเยาสีหน้ามืดทะมึนลงทันตา
“ฮึ่ม เจ้าผู้นั้นฉกฉวยผลประโยชน์ไปทั้งหมด”
จั่วม่อทราบว่าผูเยากล่าวถึงป้ายศิลาสุสาน ต้องเหลือกตา ตอบโต้ว่า “ไม่ต้อง
กล่าวถึงว่าข้าไม่ฝึกปรือศาสตร์อสูรแล้ว ผู้ใดใช้ให้หัตถ์พันใบน้อยของเจ้าไม่ทรงพลัง
เท่าสังขารปิศาจมหาทิวาเล่า เจ้าคงไม่ปล่อยให้ข้าเสียชีวิตกระมัง”
ผูเยาไม่ทราบจะกล่าวอะไรดี สังขารปิศาจมหาทิวาแกร่งกร้าวไร้ผู้ต้านอย่าง
แท้จริง ในระดับนี้คิดหาศาสตร์อสูรที่สามารถยกขึ้นเทียบชั้นได้ เกรงว่าไม่ใช่เรื่องง่าย
หลายวิชาที่มันล่วงรู้ ก็ต้องการพลังบำเพ็ญเพียรที่แข็งแกร่งมาก อันที่จริงการสำเร็จ
วิชาสังขารปิศาจมหาทิวา ก็เป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญถึงที่สุด แต่จั่วม่อกลับฝ่าด่าน
สำเร็จอย่างมึนๆ งงๆ ทำเอาผูเยาประหลาดใจไม่น้อย
หรือว่าเจ้าจั่วม่อมีโชคชะตาต้องกันกับทักษะปิศาจจริงๆ?
ผูเยายิ่งขุ่นข้องขัดเคืองใจกว่าเดิม
“ฮ่า เรื่องนี้ข้าไม่สนใจ” ผูเยายิ้มเย้ย “เจ้ามิใช่ว่าต้องการเวทวิชาหรอกหรือ? ไม่
มีปัญหา นี่อย่างไรเล่า นี่คือบันทึกศาสตร์อสูรน้อย ล้วนเป็นวิชาที่ง่ายดายยิ่ง ในนี้มี
เพียงแค่ห้าร้อยวิชาเท่านั้น เมื่อเจ้าฝึกสำเร็จทั้งหมดห้าร้อยวิชา ข้าจะให้เวทวิชาที่เจ้า
ต้องการ ฮ่าฮ่า!”
กล่าวจบคำ มันก็โยนม้วนหยกให้จั่วม่อ ไม่แยแสสนใจจั่วม่อผู้อ้าปากค้าง หาย
วับไปทันที
เจ้าผู้นี้เสียสติไปแล้ว!
หลังจากนั้นสักครู่ แวบแรกจั่วม่อคิดว่าผูเยาสติฟั่นเฟือน จากนั้นก็เดือดดาล
ทันที เจ้าผู้นี้ไม่รู้จักดูเวล่ าเวลา ท่ามกลางสถานที่อันตรายเช่นนี้ ยังจะมีอารมณ์
สนุกสนานมาประชันขันแข่งกับป้ายศิลาสุสานอีก?
“ผู! ออกมาเดี๋ยวนี้นะ!”
“เจ้าปัญญาอ่อน เกอขอบอกเจ้า หากเจ้ารำคาญในการมีชีวิตสืบต่อไปแล้ว ก็ไป
ของเจ้าผู้เดียว อย่ามาลากเกอลงไปด้วย!”
แต่ไม่ว่าจั่วม่อจะก่นด่าสาปแช่งสักเท่าใด ผูเยาก็ไม่สะทกสะท้าน หลังจากแผด
ด่ารัวเร็วอยู่ครู่ใหญ่ จั่วม่อชักเหน็ดเหนื่อย ผูเยาก็ยังไม่ยอมออกมา มันได้แต่นั่ง
ลงพักายใจ จากนั้นลองกวาดผ่านม้วนหยกในมือ สีหน้ากลายเป็นขมขื่นกว่าเดิม
ในทันที
ที่ผ่านมามันมักมีปัญหาขาดแคลนเวทวิชา นึกไม่ถึงว่าวันหนึ่ง จะต้องเผชิญ
เคราะห์กรรมเนื่องเพราะมีเวทวิชาและศาสตร์อสูรที่ต้องฝึกปรือมากเกินไป
การแปลงร่างทั้งหกของสังขารปิศาจมหาทิวาทรงอานุภาพร้ายกาจเหนือคาดคิด
มันชมชอบการแปลงร่างเหล่านี้มาก มันย่อมต้องคร่ าเคร่งฝึกปรือกระบวนท่ารักษา
ชีวิตเหล่านี้ทุกวี่วัน การแปลงร่างทั้งหกไม่มีการเปลี่ยนแปลงตามหลังมากมายอันใด
ทว่าการแปลงร่างแต่ละท่วงท่านั้นลึกล้ าไพศาล คิดฝึกปรือจนแตกฉาน กลับไม่ใช่เรื่อง
ง่ายนัก
กับการแปลงร่างท่วงท่าที่สอง ‘ท่าเท้าอีกาทองคำ’ มันเพิ่งจะเริ่มช่ าชองชำนาญ
อยู่บ้าง แต่ผูเยากลับกระทำเช่นนี้ในช่วงเวลาอันสำคัญเยี่ยงนี้ จั่วม่อจะไม่คลั่งใจตาย
ได้อย่างไร?
หากมันสามารถแตกฉานการแปลงร่างทั้งหก พลังอำนาจของจั่วม่อจะเทียบชั้น
ได้กับซิวเจ่อยอดฝีมือด่านจินตันขั้นที่สาม!
จั่วม่อจู่ๆ ก็ก่นด่าเร็วปรื๋อออกมา ทำเอาทุกผู้คนยืนตะลึงงันอยู่กับที่ พวกมัน
ล้วนมีสีหน้าสับสนงุนงง
ซู่หลงทั่วทั้งร่างห่อหุ้มด้วยพลังงานสีดำหนาแน่นเข้มข้น ในช่วงสามวันมานี้ มัน
นิ่งสนิทประดุจรูปปั้นหินที่ห่อหุ้มด้วยพลังงานสีดำ ค่ายเว่ยทั้งค่ายเฝ้าระวังไม่ห่าง ใน
บรรดาพวกมัน ซู่หลงเป็นคนแรกที่กำลังจะฝ่าด่าน ดึงดูดความสนใจของทุกผู้คนมา
รวมกัน
พลังงานสีดำม้วนตลบพลุ่งพล่าน ราวกับงูดำนับไม่ถ้วนเลื้อยปราดไปทั่ว
ท่ามกลางพลังงานสีดำหนาข้นประดุจน้ าหมึก ทันใดนั้นลูกไฟแดงฉานน่า
ตระหนกสว่างวาบ ดวงตาอันดุร้ายกระหายเลือดเช่นสัตว์ปราณคู่นี้ เป็นดวงของซู่หลง
เอง
“ปิง!”
ซู่หลงยกมือขวาขึ้นเสมออก จากนั้นทำท่ากดลงกลางอากาศ มือซ้ายยกหงาย
ขึ้นทำท่าคว้าจับสิ่งที่ไม่มีตัวตน กลายเป็นอยู่ในท่วงท่าแปลกประหลาดยิ่ง ทันใดนั้น
มันคำรามเสียงแหบลึก
พลังงานสีดำรอบข้างคล้ายถูกปลุกเร้าอย่างรุนแรง ไหลบ่าเข้ามายังมือของมัน
อย่างบ้าคลั่ง พลังงานสีดำปริมาณมหาศาลในฝ่ามือมันราวกับงูดำตัวหนึ่ง
ภายในชั่วพริบตา พลังงานสีดำในอุ้งมือของซู่หลงก็หนาแน่นเข้มข้นจนแทบมี
ตัวตน
พลังสีดำดุจน้ าหมึก ค่อยๆ หยดลงมา รวมตัวกันเป็นกระแสสีดำเพรียวบาง ยาว
หนึ่งจั้ง
พลังงานสีดำบนร่างของซู่หลง ไหลเข้าไปยังกระแสสีดำเพรียวบางสายนั้นไม่
ขาดสาย ดวงตาสีแดงน่าสะพรึงกลัวเผยร่องรอยของความเจ็บปวด ทันใดนั้น พลังงาน
สีดำรอบกายซู่หลงสั่นกระเพื่อมวูบ ทำท่าคล้ายจะสลายไป เสียงอุทานอย่างตื่น
ตระหนกดังขึ้นจากรอบข้าง แต่แล้วดวงตาสีแดงสาดประกายวาบ พลังงานสีดำที่ไม่
มั่นคงอยู่บ้าง คล้ายถูกขุมพลังที่มองไม่เห็นดูดรั้งอย่างรุนแรง รักษาเสถียรภาพเอาไว้
ผู้คนรอบข้างระบายลมหายใจอย่างโล่งออก
ระหว่างอุ้งมือทั้งสองของมัน กระสีดำเพรียวบางไหลเวียนช้าๆ กลายเป็นหนา
หนักและหนืดข้นมากขึ้น จากนั้นค่อยๆ ไหลเร็วขึ้นทีละน้อย
กระทั่งจั่วม่อยังหลงลืมอาการปวดเศียรเวียนเกล้าของตน แล่นเข้าไปชมดูอย่าง
ใกล้ชิด คนอื่นๆ ไม่มีผู้ใดกล้ากระพริบตา ทุกคนทราบว่าอาวุธของซู่หลงกำลังจะถือ
กำเนิดขึ้น
ทันใดนั้น พลังงานสีดำในกระแสสีดำเพรียวบางพลันขยายใหญ่ขึ้น ในเวลา
เดียวกัน ซู่หลงดวงตาสาดประกายเจิดจ้า สองมือที่ทำท่าคว้าจับกลางอากาศพลัน
กระชับแน่น
เพียะ!
สองมือใหญ่โตประดุจคีมเหล็กสองปาก ขยุ้มจับกระแสสีดำเพรียวบางเอาไว้
แน่น
สะเก็ดพลังงานสีดำสาดพุ่งออกรอบข้าง กระแสสีดำเพรียวบางสลายหายไป
ภายใต้สายตาตื่นตะลึงของคนทั้งค่าย เห็นง้าวยาวสีดำเล่มหนึ่งปรากฏขึ้น พลังงานสี
ดำที่ห่อหุ้มอยู่รอบกายซู่หลงซึมหายเข้าไปในร่าง เผยให้เห็นเกราะดำของมัน
“ซู่หลงโชคดีที่มีความสำเร็จ!” ซู่หลงระงับความลิงโลดยินดี เข้ามาค้อมกาย
คารวะตรงหน้าจั่วม่อ
หลังจากฝ่าด่านสำเร็จ ตบะบารมีที่แผ่ออกมาจากร่างของซู่หลงยิ่งดุดันรุนแรง
กว่าเดิม พลังอำนาจเพิ่มสูงขึ้นอีกขั้นอย่างเห็นได้ชัด
“ประเสริฐ ประเสริฐ ประเสริฐยิ่ง!” จั่วม่อเบิกบานสราญใจยิ่ง ทางหนึ่งมันยินดี
ที่ซู่หลงฝ่าด่านสำเร็จ อีกทางหนึ่ง ความสำเร็จของซู่หลงช่วยเพิ่มพูนขวัญกำลังใจขึ้น
อีกอักโข
จั่วม่อเปลี่ยนสายตาไปยังง้าวยาวสีดำในมือซู่หลงอย่างรวดเร็ว ง้าวยาวเล่มนี้
ยาวหนึ่งจั้ง ข้างหนึ่งเป็นคมมีดโค้งดุจเดือนเสี้ยว อีกทางหนึ่งเป็นใบหอกปลายแหลม
รูปร่างเรียบง่ายสมถะ ด้ามง้าวหยาบหนาเท่าไข่ห่าน ราบเรียบเงางาม งามวิจิตรถึง
ที่สุด คมมีดบนใบง้าวแซมด้วยร่องรอยสีแดงอันน่าขนลุก ประดุจฟันเขี้ยวของสัตว์
เลือดที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด ง้าวยาวทั้งเล่มเปล่งรังสีฆ่าฟันเข้มข้นลุ่มลึก มองจาก
ระยะไกล ยังเห็นได้ว่านี่เป็นอาวุธอันดุร้ายเล่มหนึ่ง
ซู่หลงฝ่าด่านคราวนี้ ไม่เพียงแต่เพิ่มง้าวทมิฬดำเล่มหนึ่ง ชุดเกราะของมันก็
แปรเปลี่ยนไปอย่างมาก เกล็ดดำหนาหนักของชุดเกราะเปลี่ยนเป็นเพรียวบางกว่าเดิม
สีดำยิ่งบริสุทธิ์และลุ่มลึก ความรู้สึกหนาหนักเทอะทะหายไป แทนที่ด้วยความว่องไว
ปราดเปรียวกว่าเดิม
เหล่าไพร่พลค่ายเว่ยอดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป พากันห้อมล้อมเข้าไปอย่างลิงโลด
เห็นเช่นนี้ จั่วม่อแย้มยิ้ม แล้วปลีกตัวออกมาจากที่แห่งนั้น
เหลยเผิงเฝ้ามองค่ายเว่ยที่อึกทึกครึกครื้นแต่ไกล รำพึงรำพันว่า “กลุ่มของซู่
หลงแปลกประหลาดเสีบจริง พวกมันกระทั่งพลังงานภูตทมิฬยังใช้ประโยชน์ได้ ไม่
เหมือนพวกเราที่เคราะห์หามยามร้าย ต้องอยู่แต่บนเรือทุกวี่วัน นี่เพียงพอให้ผู้คนอึด
อัดจนตาย”
บนปลายนิ้วของเหนียนลู่ เห็นดอกบัวกระบี่สีขาวอมฟ้าดอกหนึ่งเบ่งบานแล้ว
เหี่ยวแห้งโรยรา เจ้าตัวกระทั่งหน้ายังไม่เงยขึ้นมอง เพียงกล่าวว่า “หากเจ้ามีเรี่ยวแรง
หลงเหลือพอที่จะบ่น มิสู้ใช้เวลาฝึกปรือเพลงดาบของเจ้าไม่ดีกว่าหรือ”
เหลยเผิงพอฟังยิ่งมีสีหน้าหดหู่กว่าเดิม “ฝึกปรือผายลมอันใด! ข้าไม่เหมือนเจ้า
นี่นา หากข้าฝึกปรือเพลงดาบ เกรงว่าเรือลำนี้คงไม่มีเหลือแล้ว”
เพลงกระบี่ของเหนียนสู่ย่อมไม่ขาดกระบวนท่าอันยิบย่อยละเอียดอ่อน แต่
เพลงดาบของเหลยเผิงเดินไปในแนวทางโอ่อ่าไพศาล เรียกให้มันฝึกปรือเพลงดาบใน
เรือขนส่งทาส มิสู้ทำลายเรือตรงๆ เสียเลยจะรวบรัดกว่า หากทว่าให้มันออกจากเรือ
ขนส่งทาส ภายใต้พลังกัดกร่อนของพลังงานภูตทมิฬ นี่ไม่ใช่เพียงอันตรายถึงชีวิต แต่
อัตราสิ้นเปลืองพลังปราณยังหนักหนาสาหัสกว่ายามปกติหลายเท่า ขอเพียงร่ายรำ
เพลงดาบไม่กี่ท่า มันจะสูญสิ้นพลังปราณอย่างรวดเร็ว
ม้าฝานเดินผ่านคนทั้งสองโดยบังเอิญ พอฟังพลันชะงักเท้ากึก จับจ้องเหลยเผิง
ตาเขม็ง
ทีแรกเหลยเผิงไม่สนใจ แต่หลังจากถูกจ้องอยู่ชั่วครู่ เห็นม้าฝานยังคงจ้องมอง
มันไม่วางตา รู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง “เป็นไร? มองข้าเช่นนั้นหาอันใด?”
ม้าฝานขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นกล่าว “เพลงดาบของเจ้าแกร่งกร้าวทรงพลัง
แต่หากเจ้าสามารถทำให้มันละเอียดอ่อนขึ้น พลานุภาพสมควรก้าวล้ าไปอีกขั้น”
เหลยเผิงงงงันวูบ จากนั้นเริ่มครุ่นคิดตาม อย่าได้เห็นว่ามันหุนหันหยาบกระด้าง
แต่ไม่ได้โง่งมแม้แต่น้อย หากมันโง่งม ไหนเลยจะบบรลุเจตจำนงดาบได้ คำของม้า
ฝานเป็นเหตุให้มันจมลงไปในภวังค์ความคิด
กล่าวกระตุ้นเตือนเสร็จสรรพ ม้าฝานก็ตระเตรียมจากไป แต่เหนียนลู่รีบถลัน
เข้ายื้อยุดเอาไว้ ประจบเอาใจเป็นการใหญ่ จากนั้นกล่าว “ลูกพี่ ท่านไฉนใจร้ายนัก?
ข้าก็เป็นรองผู้บัญชาการของท่านเช่นกัน! สอนข้าบ้างสิ!”
ม้าฝานมีสีหน้าหัวร่อไม่ได้ร่ าไห้ไม่ออก รองผู้บัญชาการทั้งสองของมัน เหลยเผิง
หุนหันวู่วามปานเปลวเพลิง แต่ช่างพูดพล่ามน่ารำคาญ เหนียนลู่อบอุ่นอ่อนโยน แต่
ชมชอบอวดโอ่ ล้วนแล้วแต่พิลึกทั้งคู่ มันได้แต่ก้มศีรษะขบคิด “เพลงกระบี่ดอกบัว
ครามของเจ้า เปลี่ยนแปลงสารพัน ลี้ลับซับซ้อนไม่เบา แต่หากเจ้าคิดรุดหน้า ก็อย่าได้
ยึดติดกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มากเกินไป เจ้าจะต้องเปลี่ยนซับซ้อนเป็นรวบรัด ใช้
เจตจำนงกระบี่เป็นหัวใจหลัก”
“เจตจำนงกระบี่เป็นหัวใจหลัก… …” เหนียนลู่เบิกตาค้าง พึมพำอย่างเลื่อน
ลอย
ม้าฝานปลีกตัวจากไปเงียบๆ แต่มันเองก็อดมองออกไปด้านนอกไม่ได้เช่นกัน
การที่เซี่ยซานทะลวงเข้าสู่ด่านจินตัน กลายเป็นแรงกระตุ้นที่ดีสำหรับมัน พรสวรรค์
เชิงกระบี่ของมันเด่นล้ าเป็นพิเศษ และเมื่อมันตั้งอกตั้งใจฝึกปรือ ก็รุดหน้าก้าวไกล
อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเจตจำนงกระบี่ มันแตะถูกชายขอบของ
เจตจำนงกระบี่แปลงรูปลักษณ์แล้วด้วยซ้ า สิ่งเดียวที่เหนี่ยวรั้งมันเอาไว้ คือระดับพลัง
บำเพ็ญเพียรที่อ่อนด้อยเกินไป
แต่ผู้ใดจะคาดคิด พวกมันจู่ๆ ต้องมาลงเอยในสถานที่ผีสางนี้ พลังปราณ
ธรรมชาติเบาบางยิ่ง มิหนำซ้ ายังมีพลังงานภูตทมิฬอันน่าสยดสยอง ทำให้ที่นี่เลวร้าย
ยิ่งกว่าอาณาจักรขุนเขาน้อยเสียอีก ราวกับขุมนรกตัวจริงเสียงจริงก็มิปาน เมื่อครั้งที่
ติดอยู่ในอาณาจักรขุนเขาน้อย แม้ว่าพลังปราณธรรมชาติในที่นั้นก็เบาบางยิ่ง ทว่า
พวกมันยังมีจิงสือ ยามนี้แม้ว่าพวกมันยังมีจิงสือเช่นกัน แต่กลับไม่มีผู้ใดกล้าใช้จิงสือ
ในการฝึกปรืออีก ผู้ใดทราบว่าพวกมันยังจะต้องอยู่ในสถานที่ผีสางนี้อีกนานเท่าใด?
หากพวกมันต้องเผชิญอันตราย จิงสือจะเป็นเครื่องมือช่วยชีวิตพวกมัน!
ติดอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้ มันไหนเลยจะไม่อารมณ์ย่ าแย่?
เพียงแต่จิตสมาธิของมันเข้มแข็งมั่นคงกว่าเหนียนลู่กับเหลยเผิง สามารถสะกดกลั้น
เอาไว้
จั่วม่อถือบันทึกศาสตร์อสูรน้อยไว้ในมือ เหม่อมองอย่างหัวหมุนวิงเวียน ศาสตร์
อสูรน้อยเป็นอีกชื่อหนึ่งของศาสตร์อสูรขั้นพื้นฐานนั่นเอง วิชาเหล่านี้ไม่ได้ลึกซึ้งอันใด
แต่เป็นพื้นฐานที่อสูรทุกตนจะต้องฝึกปรือ จั่วม่อพอพลิกดูผ่านๆ ค่อยพบว่าศาสตร์
อสูรน้อยเหล่านี้ไม่ยากนัก มันยังไม่ได้เริ่มต้นฝึกปรือวิชาเหล่านี้ในทันที แต่ขบคิดว่า
จุดประสงค์ของผูเยาที่แท้คือสิ่งใดกันแน่
ผูเยาจิตวิปลาสและชอบกระทำการตามอำเภอใจ สิ่งนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ที่
ผ่านมาจั่วม่อได้เรียนรู้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว แต่เวลานี้มันบังเกิดลางสังหรณ์อย่างแรง
กล้า ว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
นี่จึงเป็นสิ่งที่ทำให้จั่วม่อปวดเศียรเวียนเกล้าอย่างแท้จริง
มันไม่ล่วงรู้ว่าในสมองผูเยาครุ่นคิดอันใด แต่ดูเหมือนคราวนี้ผูเยาตั้งใจแน่วแน่
ยิ่ง สิ่งที่ตามมาจากเรื่องนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อการฝึกปรือการแปลงร่างทั้งหกของ
สังขารปิศาจมหาทิวาอย่างแน่นอน ในยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ การแปลงร่างทั้ง
หกจึงจะเป็นมาตรการรักษาชีวิตหลักของมัน!
จั่วม่อนวดขมับอย่างปวดเศียรเวียนเกล้า มันต้องคิดหาวิธีที่ดีพร้อมทั้งสองด้าน
จั่วม่อทันใดนั้นฉุกคิดถึงเรื่องที่ผูเยาเรียกให้มันศึกษาแผนผังปิศาจในคราวนั้น
ต้องสะท้านใจวูบ หรือว่านี่จึงเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของผูเยา? มันยังจดจำได้อย่าง
ชัดเจนยิ่ง ว่าผูเยาสนอกสนใจค่ายกลมากเท่าใด อย่าได้เห็นว่าผูเยาหลังจาก
รับประทานเม็ดพลังทองคำของจินตัน แล้วดูคล้ายฟื้นตัวขึ้นอย่างมาก แต่เมื่อลอง
ครุ่นคิดลึกลงไป ว่าหากนี่เป็นอาการที่สามารถรักษาเยียวยาได้ด้วยเม็ดพลังทองคำ
เม็ดเดียว ที่ผ่านมาผูเยาคงไม่วิตกกังวลถึงปานนั้นแล้ว!
หรือว่าศาสตร์อสูรน้อยเหล่านี้ มีส่วนช่วยในการศึกษาค้นคว้าค่ายกล? จั่วม่อไม่
ค่อยแน่ใจอยู่บ้าง
หลังจากออกจากอาณาจักรขุนเขาน้อย จั่วม่อตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน
อันตราย ติดต่อตามกันหลายระลอก ไม่มีเวลาที่สุขสงบให้ศึกษาวิชาค่ายกลเลย จั่วม่อ
ทราบกระจ่างถึงคุณค่าของวิชาค่ายกล หากต้องละทิ้งเสียตอนนี้ ก็น่าเสียดายยิ่ง แต่
ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ มันไม่มีเวลาพอให้ศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเองอีก
หลังจากขบคิดใคร่ครวญอย่างถ้วนถี่เป็นเวลานาน จั่วม่อแม้ยังคงคาดเดา
เป้าหมายของผูเยาไม่ออก แต่ผลของการครุ่นคิดคราวนี้ทำให้มันตัดสินใจที่จะเริ่มต้น
การศึกษาค้นคว้าวิชาค่ายกลอีกครั้ง
เพียงแต่คราวนี้ มันตั้งใจจะกระทำการให้ใหญ่โต!