สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 329 ระดับสิบ
ผีเสื้อแฝดกระพือปีกอย่างแช่มช้า พลังงานภูตทมิฬไหลบ่าเข้าไปในร่างของมัน
อย่างต่อเนื่อง ไม่ต่างจากปลาวาฬสูบกลืนน้ าในทะเล ร่างเล็กๆ สีดำที่แขวนอยู่ตรง
ปลายเส้นหนวดข้างสีดำค่อยๆ ชัดเจนขึ้น กลายเป็นคมชัดมากขึ้นทีละน้อยๆ ความ
พร่าเลือนลดน้อยลงเรื่อยๆ กลายเป็นยิ่งมายิ่งมีรายละเอียด เห็นรูปโฉมชัดตามาก
ยิ่งขึ้น
เห็นคนสีดำตัวเล็กๆ ที่ปลายเส้นหนวดมีส่วนสูงราวสามชุ่น สวมชุดดำ เรือนผม
สีดำ ใบหน้าเย็นชา ยืนหยัดอย่างโดดเดี่ยวทระนง ดวงตาเปี่ยมด้วยเจตนาฆ่าฟัน
รอจนจั่วม่อเงยหน้าขึ้นจากภวังค์ความคิด พอดีพบเห็นการถือกำเนิดของคนสี
ดำตัวเล็กๆ โดยบังเอิญ ถึงกับนิ่งขึงตะลึงลานไป ผีเสื้อแฝดตัวนี้แปลกพิสดารโดยแท้!
คนสีดำตัวน้อยเหลือบมองจั่วม่อแวบหนึ่ง แต่ไม่คิดแยแสสนใจ มันกางสองแขน
น้อยๆ ออกอย่างฉับพลัน ผมเผ้าลุกชี้ชัน ดวงตาสว่างวาบ ส่งเสียงตวาดดังสดใส
“มา!”
พายุหมุนสุดแกร่งกร้าวสายหนึ่งก่อตัวขึ้นรอบกายผีเสื้อแฝด หินม้วนกลิ้งทราย
ฟุ้งตลบ
ซี๊ด! จั่วม่อสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ อัศจรรย์ใจเหลือจะกล่าว ภายใต้
มุมมองของเนตรปราณ เห็นพลังงานภูตทมิฬไหลบ่าเข้ามาอย่างคลุ้มคลั่ง หายลับเข้า
ไปในสองแขนของคนสีดำตัวน้อยที่แผ่กางออก
คนสีดำตัวน้อยทำเสียงเอะอะอึกทึกไม่น้อย ทั้งค่ายแตกตื่นในบัดดล ทุกคนคิด
ว่าพวกมันถูกโจมตี พากันทะยานร่างขึ้นฟ้า คนแรกที่มีปฏิกิริยาคือเซี่ยซาน ที่โถมเข้า
มาเป็นลำดับถัดไปคือซู่หลง มันมีความรู้สึกเฉียบไวต่อพลังงานภูตทมิฬ ค้นพบการ
เปลี่ยนแปลงในทันที
พวกมันเมื่อพกพาสีหน้าหนักอึ้งตึงเครียดแล่นเข้ามาถึง กลับพบว่าตัวการเป็น
ผีเสื้อปราณสีขาวดำอันแปลกประหลาดที่อยู่ด้านหน้าจั่วม่อ ถึงกับตะลึงงันไป
จั่วม่อมองดูคนสีดำตัวน้อยอย่างซึมเซา พลังงานภูตทมิฬในรัศมีห้าลี้ล้วนถูก
กวาดมารวมกันที่นี่ ในมุมมองของเนตรปราณ เห็นพลังงานภูตทมิฬในรัศมีห้าลี้ก่อตัว
เป็นวังวนสีแดงดำขนาดมหึมาวงหนึ่ง ตรงใจกลางของวังวน เป็นคนสีดำตัวน้อยที่สูง
ไม่ถึงสามชุ่น
คนสีดำตัวน้อยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง มุ่งมั่นจดจ่ออยู่กับการสูบกลืนพลังงานภูต
ทมิฬ
กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาไปหนึ่งชั่วยามเต็ม ก่อนที่คนสีดำตัวน้อยจะหยุดลง
อย่างอิ่มอกอิ่มใจ ถึงยามนี้ มันดูแตกต่างจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด ผมสีดำบัดนี้
เปลี่ยนเป็นสีแดงฉานราวกับเปลวเพลิงลุกไหม้ ดวงตาสีดำลึกล้ าดั่งห้วงรัตติกาล
ใบหน้าหล่อเหลาดวงน้อยประดับไว้ด้วยสีหน้าเย็นชา เจตนาฆ่าฟันตรงหว่างคิ้วยิ่ง
เด่นชัดขึ้นกว่าเดิม
ผีเสื้อแฝดพอหยุดสูบกลืนพลังงานภูตทมิฬ กระแสอากาศปั่นป่วนวุ่นวายก็
ค่อยๆ สงบลง
ขณะที่จั่วม่อยังอึ้งงันซึมเซา ผีเสื้อแฝดก็บินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า คนสีดำตัว
น้อยเงยหน้าขึ้น เพ่งมองจั่วม่อ เต็มไปด้วยความเคร่งขรึมจริงจังและเจตนาฆ่าฟัน
จากนั้นเอ่ยปากกล่าววาจา สุ้มเสียงสดใสราวกับเสียงเด็กชาย “จู่เหริน (นายท่าน)
กรุณามอบนามให้แก่ข้า!”
โอ้ มันคล้ายสิ่งมีชีวิต… …
จั่วม่อเต็มไปด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ ราวกับพบพานผีสางกลางวันแสกๆ จนถึง
ขั้นยื่นหน้าเข้าไปเพ่งมองใกล้ๆ “เจ้าเป็นสิ่งมีชีวิตจริงๆ?”
คนสีดำตัวน้อยเจตนาฆ่าฟันบนใบหน้าถึงกับแข็งค้าง หางตากระตุก ใบหน้า
น้อยๆ เขียวคล้ า แต่ยังคงตอบอย่างจนปัญญา “ใช่!”
“ฮะ น่าสนใจจริงๆ … …” จั่วม่อคึกคักขึ้นมาทันที ยื่นมือขวาเข้าไปอย่าง
ฉับพลัน ใช้นิ้วลองจิ้มๆ ตามใบหน้าลำตัวของคนสีดำตัวน้อยอย่างกระหายใคร่รู้ “อ้อ
นุ่มนิ่มอยู่บ้าง… …”
เจตนาฆ่าฟันพลุ่งพล่านขึ้นบนใบหน้าคนสีดำตัวน้อย ใบหน้าเล็กๆ มืดคล้ า
กระชากเสียงว่า “นักสู้ฆ่าได้ หยามไม่ได้!”
แต่น่าเสียดายที่น้ าเสียงสดใสแบบเด็กๆ ของมัน แทบจะลบล้างผลของเจตนาฆ่า
ฟันทั้งหมดให้ไร้ค่าไปเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม จั่วม่อยังคงหดมือกลับอย่างรู้สึกผิดนิดหน่อย แสร้งทำเป็นลูบคาง
“อา ตั้งชื่อ ตั้งชื่อ … …” มันพลันสองตากระจ่างจ้า “ ‘โชคลาภ!’ เป็นอย่างไร? ฟังดู
ยิ่งใหญ่เกรียงไกรพอหรือไม่ … …”
คนสีดำตัวเล็กใบหน้ากระตุก พยายามระงับโทสะอย่างยากเย็น เค้นเสียงลอด
ไรฟันว่า “นักสู้ฆ่าได้ หยามไม่ได้… …”
“โอ้ เช่นนั้น ‘จิงสือ’ เป็นอย่างไร?”
“นักสู้ฆ่าได้ หยามไม่ได้… …” น้ าเสียงสดใสเหมือนเด็กชักเผยแววท้อแท้
“เจ้าไม่ชมชอบจิงสือด้วยหรือ? นิสัยนี้ไม่ดี ดูหมือนว่าเราจะต้องสั่งสอนเรื่อง
รสนิยมของเจ้าเสียหน่อย เจ้าไม่เคยได้ยินอมตะวาจาประโยคนี้หรือ มีจิงสือสามารถ
ใช้ภูตผีโม่แป้ง… …เอ๊ะ ไม่เลว ‘หมื่นมั่งคั่งจงมาหาข้า’ ชื่อนี้ดีหรือไม่ … …”
“นักสู้ฆ่าได้ หยามไม่ได้… …” คนสีดำตัวน้อยพึมพำต่อต้านอย่างอ่อนแรง
“วมับติอันดับหนึ่งของโลก? พอใจหรือไม่?”
“นักสู้ฆ่าได้ หยามไม่ได้… …”
เซี่ยซานกับซู่หลงมองอย่างเวทนาจับใจ ทนดูคนสีดำตัวน้อยถูกจั่วม่อ
ทรมานทรกรรมแทบปางตายไม่ไหว พวกมันสบตากันวูบหนึ่ง รีบแล่นจากไปทันควัน
สงครามตั้งชื่อยังดำเนินต่อไปอีกยาวนานนัก
จั่วม่อมองร่างที่ทรุดคุกเข่าอยู่กับพื้นของสือผิ่น (ระดับสิบ) อย่างพึงพอใจ
ถูกต้อง ยามนี้คนสีดำตัวน้อยที่ถูกทารุณกรรมไม่จบไม่สิ้น ในที่สุดก็ยอมรับชื่อแปลกๆ
นี้ ‘สือผิ่น’ (ระดับสิบ)
“สือผิ่น เจ้าอย่าได้คิดว่าชื่อนี้ธรรมดาสามัญ” จั่วม่อกล่าวด้วยใบหน้าเคร่งขรึม
จริงจัง “ระดับสิบ นั่นเป็นระดับสูงสุดของสรรพสิ่งในโลกหล้า ผีเสื้อแฝดซึ่งเป็นร่างต้น
ของเจ้าเป็นเพียงสัตว์ปราณระดับห้าเท่านั้น ระดับสิบ นั่นหมายถึงสูงส่งที่สุด
แข็งแกร่งที่สุด ร้ายกาจที่สุดในโลกหล้า! เป็นไร? นี่ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าถวิลหาหรอกหรือ?”
ดวงตาอันสลดหดหู่ของคนสีดำตัวน้อยพลันสว่างวาบ ลุกขึ้นยืดหยัด หลังตรง
แน่ว ใบหน้าเต็มไปด้วยเจตนาฆ่าฟัน กล่าวอย่างหนักแน่น “ขอบคุณจู่เหรินประทาน
นาม!”
จั่วม่อใบหน้าเครียดขรึมยิ่ง แต่ในใจกำลังหัวร่อร่า โอ้ ระดับสิบ นั่นเป็นจิงสือ
มากมายเท่าใดกันหนอ… …
สือผิ่นแม้สูงเพียงสามชุ่น แต่มันเป็นสัตว์ปราณระดับห้าขนานแท้ สัตว์ปราณ
ระดับห้ามีโล่พื้นที่ตามธรรมชาติ โล่พื้นที่ของสือผิ่นยิ่งพิเศษเฉพาะกว่าผู้ใด มีร่องรอย
ของพลังงานภูตทมิฬปะปนอยู่ในโล่พื้นที่อีกด้วย จั่วม่อไม่เคยได้ยินเรื่องพลังงานภูต
ทมิฬมาก่อน แต่หลังจากหลายวันมานี้ มันยังคงมีความเข้าใจเกี่ยวกับเอกลักษณ์
พิเศษของพลังงานภูตทมิฬอยู่บ้าง
สำหรับซู่หลงกับไพร่พลค่ายเว่ย พลังงานภูตทมิฬเป็นของบำรุงชั้นเลิศ แต่
สำหรับซิวเจ่อ พลังงานภูตทมิฬไม่ต่างอันใดจากพิษร้าย พลังงานภูตทมิฬมัก
ก่อกำเนิดขึ้นในสมรภูมิรบอันดุเดือดรุนแรง คุณสมบัติของมันเป็นหยิน ดุร้ายรุนแรง
สุดเปรียบปาน หากพบกับสิ่งที่ไม่เข้าพวกกับมัน หากไม่ทำลายล้างจนสิ้นซาก เป็นไม่
ยอมเลิกรา
สัตว์ปราณระดับห้าเทียบเท่ากับจินตัน ที่สำคัญไปกว่านั้น สือผิ่นชาญฉลาดยิ่ง
ไม่ว่าสัตว์ปราณหรือยุทธภัณฑ์เวท หากมีสติปัญญามากขึ้น นั่นหมายความว่าพวกมัน
มีศักยภาพในการเติบโตรุดหน้าอย่างสูง
คุณสมบัติที่ทรงพลังที่สุดของสือผิ่น คือมันสามารถฝึกปรือเวทวิชา นี่เป็นสิ่งที่
จั่วม่อไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน มันรีบสอนวิชาองครักษ์ทุกข์ยากให้แก่สือผิ่นทันที
องครักษ์ทุกข์ยากสามารถดูดซับพลังงานภูตทมิฬ เหมาะสมที่จะให้สือผิ่นฝึกปรือเป็น
ที่สุด จั่วม่อยังลอบวางแผนการว่าต่อไปเมื่อสบโอกาสเหมาะ จะหลอกล่อเอาทักษะ
ปิศาจที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น จากผูเยากับป้ายศิลาสุสานให้จงได้
แม้ว่าในเวลานี้พลังอำนาจของสือผิ่นยังไม่แข็งแกร่งนัก แต่กับอนาคตของสือผิ่น
จั่วม่อเต็มไปด้วยความคาดหวังอย่างสูง
หลังจากพักผ่อนชั่วคราว กองกำลังก็ออกเดินทางอีกครั้ง
สนามรบบรรพกาลอันกว้างไพศาลเต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผล หลังจากผ่าน
หลายพันหลายหมื่นปีแห่งการทำลายล้าง กระทั่งร่องรอยอันน่าสะพรึงกลัวเหล่านี้ ยัง
เลือนรางไป
หลังจากเดินทางรุดหน้าไปอีกสิบวัน ทิวทัศน์ที่ชินตายังคงไม่เปลี่ยนแปลง พวก
มันไม่ได้ค้นพบสิ่งใดเลย สนามรบโบราณกาลนี้กว้างใหญ่เสียจนไม่อาจคาดคำนวณได้
ผีเสื้อแฝดโบยบินอย่างแผ่วเบา สือผิ่นนั่งท่าดอกบัวอยู่บนเส้นหนวดสีดำ
คร่ าเคร่งฝึกฝีมือไม่หยุดยั้ง ระดับความรุดหน้าของมันทำเอาค่ายเว่ยถึงกับลอบหลั่ง
เหงื่อเย็นเยียบ เพียงแค่สิบวัน คนสีดำตัวน้อยก็สามารถสร้างเกราะรบสีดำสำเร็จ ที่
เหนือชั้นคือมันยังสามารถปล่อยออกรั้งเข้าได้ดั่งใจปรารถนา ยามไม่ใช้งานก็สั่งให้ชุด
เกราะหายไป ยามจะใช้จึงเรียกออกมา แตกต่างจากพวกซู่หลงที่ไม่สามารถถอดชุด
เกราะสีดำออกได้
สือผิ่นคือผู้งมงายการฝึกปรือ ไม่ ต้องบอกว่าสัตว์ปราณที่งมงายการฝึกปรือ มัน
ไม่ชมชอบอยู่ในป้ายบงการสัตว์ร้าย แต่มักอยู่บนเส้นหนวดสีดำของผีเสื้อแฝด ฝึกปรือ
อย่างคร่ าเคร่งทุกวี่วัน เจดีย์น้อยกับเจ้าเพลิงน้อยเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ต่อสือผิ่น บางครั้งก็ดอดเข้าไปชมดูใกล้ๆ แต่สือผิ่นไม่แยแสสนใจพวกมัน
จะว่าไปก็แปลกประหลาดไม่น้อย ค่ายจูเชวี่ยส่วนใหญ่ต้องอยู่แต่ภายในเรือ
ขนส่งทาส พลังงานภูตทมิฬอันหนาแน่นเป็นสิ่งที่เลวร้ายต่อพวกมันมาก ดังนั้นจั่วม่อ
ถึงขั้นต้องก่อตั้งค่ายกลไว้ภายในเรือ เพื่อปิดกั้นพลังงานภูตทมิฬไม่ให้เล็ดลอดเข้าไป
กัดกร่อนทุกคน หากทว่า เหล่าเจ้าตัวเล็ก รวมถึงนกโง่กลับไม่เคยสะทกสะท้านต่อ
พลังงานภูตทมิฬแม้แต่น้อย เจดีย์น้อยกับเจ้าเพลิงน้อยมีเรี่ยวแรงล้นเหลือ ใช้เวลาไป
กับการเล่นอยู่ทุกวี่วัน ส่วนเจ้าดำน้อยนอนหลับมากกว่าปกติ ใช้เวลามากกว่าครึ่ง
นอนหลับอยู่บนศีรษะของอากุ่ย
สิ่งที่ทำให้จั่วม่อมึนงงสงสัยมากที่สุด คืออากุ่ยก็ไม่ได้รับผลกระทบจากพลังงาน
ภูตทมิฬแม้แต่น้อยเช่นกัน
สีหน้าท่าทางของอากุ่ยดีขึ้นกว่าเดิมมาก ดูเหมือนจะเผยให้เห็นร่องรอยชีวิตอยู่
บ้าง หลังจากตรวจสอบดู จั่วม่อพบแสงสีม่วงอันแปลกพิสดารเศษเสี้ยวหนึ่งปรากฏ
ขึ้นในร่างอากุ่ยอีกครั้ง พลังงานสีม่วงขุมนี้อ่อนจางยิ่ง แต่สำหรับร่างกายที่บาดเจ็บ
สาหัสของอากุ่ย พลังงานสีม่วงขุมนี้มีคุณค่าความหมายเหลือคณา
เห็นสถานการณ์ของอากุ่ยกลายเป็นดีขึ้นเล็กน้อย จั่วม่อก็อารมณ์ดีขึ้นด้วย
อย่างไรก็ตาม ส่วนลึกในใจจั่วม่อยังเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้มกังวล สิบกว่าวัน
มานี้พวกมันไม่พบพานสิ่งใดเลย ไม่พบเจอสิ่งมีชีวิตใด กระทั่งต้นหญ้าสักต้นยังไม่มีให้
เห็น สนามรบโบราณกาลแห่งนี้รกร้างทุรกันดารเสียจนบันดาลให้ผู้คนสิ้นหวัง ไม่มีสิ่ง
ใดสามารถทำให้ผู้คนหวาดกลัวและสิ้นหวัง มากกว่าไปทุ่งร้างกว้างไพศาลอันเต็มไป
ด้วยบรรยากาศแห่งความตายสุดเย็นเยียบเหล่านี้อีกแล้ว ต่อให้พวกมันเผชิญกับ
อันตรายหรือสัตว์อสูร ยังจะดีกว่านี้มาก
หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่ต้องทำให้สิ่งใดมาประทุษร้าย ผู้คนก็จะคลุ้มคลั่งฟั่น
เฟือนไปเอง
นี่พวกมันมาถึงดินแดนแห่งความตายที่ไม่มีสิ่งใดอยู่เลย จริงๆ หรือไม่?
ทันใดนั้นเอง จั่วม่อชะงักเท้ากึก ในดวงตาทอแววปิติยินดี
น้ า… … มีความชุ่มชื้นอยู่ในอากาศ… …
มันพริ้มตาหลับลง มือขวากางออก ดรรชนีกรีดกรายเบาๆ เคล็ดเมฆฝนหล่นริน!
ภายในสิบลมหายใจ เมฆขาวบางเบาขนาดเท่าใบหน้าทารก พลันลอยขึ้นบนฝ่า
มือของจั่วม่อ
คราวนี้ไม่ใช่แค่เพียงจั่วม่อ แต่เป็นทุกคน ล้วนมีสีหน้าปิติยินดี ความชุ่มชื้นใน
อากาศมีมากกว่าเมื่อสิบวันก่อน และมากกว่าทุกที่ที่พวกมันเดินทางผ่านมา มีน้ า นั่น
หมายถึงมีชีวิต
สิ่งที่ผู้คนหวาดกลัวมากที่สุดไม่ใช่ความทุกข์ยากลำบากลำบน แต่เป็นการมอง
ไม่เห็นแม้แต่ความหวัง
ขวัญกำลังใจลุกโชนขึ้นมหาศาล ความเร็วของการเดินทางเพิ่มสูงขึ้น พลังงาน
ภูตทมิฬในอากาศยิ่งมายิ่งหนาแน่น จั่วม่อก็ยิ่งระมัดระวังมากขึ้นทุกขณะ ตามที่ผูเยา
คาดคเน ทิศทางที่พวกมันกำลังมุ่งหน้าไป นำเข้าสู่ใจกลางของสมรภูมิรบในคราวนั้น
หลังจากเดินทางต่อไปอีกห้าวัน ทุกคนค่อยพบเห็นบ่อน้ าแห่งแรก นี่เป็นเพียง
บ่อน้ าอันตื้นเขินเล็กกะจ้อยร่อย แต่สำหรับพวกมันทุกคน นี่เป็นความหวังสายหนึ่ง
แต่ในเวลานี้เอง กองกำลังไม่ได้รุดหน้าต่อไป เนื่องเพราะซู่หลงกำลังเข้าสู่
ขั้นตอนการฝ่าด่าน
สำหรับองครักษ์ทุกข์ยาก ทักษะปิศาจที่ซู่หลงกับไพร่พลค่ายเว่ยฝึกปรือ
พลังงานภูตทมิฬเป็นของบำรุงชั้นยอดอย่างแท้จริง ความรุดหน้าของพวกมันรวดเร็ว
จนน่าตระหนก คนอื่นๆ ในค่ายเว่ยก็ล้วนรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว เพียงแต่ไม่มีผู้ใด
เหนือล้ ากว่าซู่หลง
บรรยากาศในค่ายตึงเครียดไม่น้อย หากซู่หลงสามารถฝ่าด่านได้สำเร็จสมบูรณ์
จะถือเป็นโชคลางที่ดีสำหรับพวกมัน
สามองครักษ์เกราะทองยืนเรียงรายเป็นรูปพัด เกราะสีทองเจิดจ้าในเวลานี้ปก
คลุมด้วยลวดลายสีดำ ดูน่าสะพรึงกลัวเป็นที่สุด ลวดลายสีดำบนเกราะของเหล่า
องครักษ์เกราะทอง ย่อมเกิดจากพลังงานภูตทมิฬที่พวกมันดูดซับในระหว่างนี้ ตามคำ
ของผูเยา นี่เป็นผลสืบเนื่องมาจากกระดูกมังกรเขียวที่ใช้สร้างเหล่าองครักษ์เกราะ
ทองขึ้นมาในคราวนั้นเอง
ผูเยายังกล่าวว่าหากพวกมันโชคดี สามองครักษ์เกราะทองอาจสามารถเลื่อน
ระดับขึ้นไปได้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จั่วม่อห่วงกังวลมากที่สุดในตอนนี้ ไม่ใช่เหล่าองครักษ์เกราะ
ทอง แต่เป็นปัญหาอื่น
“ผู มีวิชาที่สามารถป้องกันไม่ให้ซิวเจ่อถูกพลังงานภูตทมิฬกัดกร่อนหรือไม่?
หรือไม่ก็วิธีการกลั่นเกลาพลังงานภูตทมิฬ? ผู้ใดต้องการให้พวกมันเริ่มฝึกปรือใหม่
ตั้งแต่ต้นกันเล่า” จั่วม่อถามเสียงเครียด
ผูเยาเหลือบมองมัน กล่าวอย่างเฉื่อยชา “แน่นอนว่ามีเวทวิชาเช่นนั้น”
จั่วม่อถูมือ กล่าวกะลิ้มกะเหลี่ย “สามารถให้ข้าคัดลอกหรือไม่?”
“เจ้าสามารถให้สิ่งใดแลกเปลี่ยน?” ผูเยาเลิกคิ้ว
จั่วม่อลอบก่นด่าในใจ เหรินเยาที่น่าตายผู้นี้ นิสัยเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาไม่แน่นอน
ช่างน่าชังเสียจริง
แต่มันทราบดี ว่าผูเยาจะไม่ปล่อยให้มันได้รับประโยชน์อย่างง่ายดาย โดยไม่
เชือดเนื้อเถือหนังก้อนโตจากมัน จั่วม่อได้แต่เค้นเสียงลอดไรฟัน “เจ้าต้องการอะไร?”
ผูเยาหรี่นัยน์ตาสีแดงเลือด แย้มยิ้มอย่างลี้ลับ