สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 333 คลื่นวิญญาณภูตไม่รู้จบ
ท่ามกลางเสียงแตกระเบิดสะท้านฟ้า นกโง่ดีดทะยานรวดเร็วสุดขีด ประหนึ่ง
สายฟ้าสีเทาสายหนึ่ง ตรงดิ่งเข้าไปในหมอกภูตอย่างไม่รีรอลังเล
เสียงกรีดร้องแหลมสูงดังออกมาจากภายในหมอกภูต เห็นแสงสีแดงที่ถูกสือผิ่น
ทำร้ายบาดเจ็บพลันระเบิดเป็นจุดแต้มสีแดง ท่ามกลางสีแดงจุดแต้มพร่างพราว นกโง่
ยืนตระหง่านด้วยดวงตาเกรี้ยวกราด
ทว่าเจดีย์น้อยหายลับไปแล้ว
นกโง่ดวงตายิ่งสาดประกายฆ่าฟันรุนแรงกว่าเดิม ขนสีเทาบนหน้าผากนางตั้งชี้
ชันดุจกระบี่
สือผิ่นเหินร่างเข้ามาหยุดอยู่ด้านข้างนกโง่ สีหน้าหนักอึ้งเคร่งเครียด มีดบินวง
พระจันทร์ทมิฬดำเต้นเร่าอย่างเร่งร้อนอยู่รอบกาย รังสีฆ่าฟันพลุ่งพล่านกระจายไป
ทั่ว แม้ว่ามันจะขัดแย้งกับนกโง่และตัวอื่นๆ บ้าง แต่พวกมันล้วนแล้วแต่เป็นสัตว์
ปราณของจู่เหรินเช่นเดียวกัน ไม่ต้องเอ่ยถึงว่าเหตุการณ์ยังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อหน้ามัน
จะไม่ให้มันเดือดดาลจนแทบกระอักได้อย่างไร?
โดยไม่ลังเลใดๆ ดวงตาใหญ่ของนกโง่หรี่แคบดุจคมมีด ร่างพุ่งทะลวงเข้าไปใน
หมอกภูตดุจลูกธนูหลุดจากแล่ง
สือผิ่นใบหน้าเย็นเยียบ ร่างทะยานขึ้น กลายเป็นลำแสงสีดำ พุ่งติดตามเข้าไปใน
หมอกภูต
ถึงตอนนี้ทุกผู้คนค่อยรู้สึกตัว ตระเตรียมเข้าสู่หมอกภูตเพื่อให้การช่วยเหลือ
“อย่าเข้าไป!”
เสียงตวาดห้ามของจั่วม่อดังมาจากทางเบื้องหลังพวกมัน ทุกคนเห็นจั่วม่อ
ใบหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่พยายามสะกดกลั้นเอาไว้ มันพอห้ามทุกคนเสร็จ ก็
ทรุดกายลงนั่งขัดสมาธิท่าดอกบัวในบัดดล
ทุกคนมองหน้ากันไปมา หลายคนอดเผยสีหน้ากังวลไม่ได้
สภาพของจั่วม่อยามนี้ย่ าแย่ไม่เบา เจดีย์น้อยเป็นยุทธภัณฑ์เชื่อมวิญญาณของ
มัน เชื่อมโยงจิตใจกับมัน ชั่วพริบตาที่เจดีย์น้อยถูกทำร้าย จั่วม่อก็สัมผัสได้ อีกทั้ง
อาการบาดเจ็บของเจดีย์น้อยยังส่งผลกระทบต่อจั่วม่ออีกด้วย จั่วม่อรู้สึกว่าจิต
วิญญาณสั่นสะท้านแทบแตกสลาย อดแตกตื่นตะลึงลานไม่ได้ รีบดิ่งลงไปในห้วงจิตใจ
ของตนในทันที
เศษเสี้ยวจิตวิญญาณของมันเชื่อมต่อกับเจดีย์น้อยที่อยู่ห่างไกล
พลังจิตสำนึกของจั่วม่อไม่อ่อนแอ จิตใจของมันเข้มแข็งแกร่งกร้าว แม้ว่ามันจะ
สะท้านสะเทือนอย่างรุนแรง แต่สงบใจลงอย่างรวดเร็ว การเชื่อมโยงกับเจดีย์น้อยเริ่ม
ชัดเจนขึ้นมา
แต่จั่วม่อไม่รู้สึกยินดีแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม กลับยิ่งรู้สึกเลวร้ายกว่าเดิม การ
เชื่อมโยงของมันกับเจดีย์น้อยไม่ได้ถูกตัดขาด แต่ไม่ว่ามันจะร้องเรียกอย่างไร เจดีย์
น้อยก็ไม่ตอบสนอง จั่วม่อขบกรามแน่น ขับดันเศษเสี้ยวจิตใจไปตามเส้นทางการ
เชื่อมโยง เข้าสู่ร่างเจดีย์น้อยในบัดดล
ทันทีที่จิตของมันเข้าไปในร่างเจดีย์น้อย จั่วม่อในที่สุดค่อยตระหนักว่า
สถานการณ์ย่ าแย่ถึงเพียงไหน
ลูกกลมของแก่นปราณห้าธาตุภายในร่างเจดีย์น้อยหยุดทำงาน เพียงแขวนค้าง
นิ่งสนิทอยู่ในพื้นที่ว่างเปล่าในตัวเจดีย์ ปกติแล้ว แก่นปราณห้าธาตุทั้งห้าขุมนี้จะอยู่ใน
สภาพสมดุล ก่อเกิดและหักล้างซึ่งกันและกัน หมุนเวียนเป็นวัฏจักรไม่จบสิ้น
ก่อกำเนิดโลกห้าธาตุอันเรียบง่ายมหัศจรรย์ใบหนึ่ง
จั่วม่อทราบกระจ่างถึงความมหัศจรรย์ของกระบวนการนี้ ห้าธาตุก่อเกิดและ
หักล้างกันภายในตัวเจดีย์เป็นวัฏจักรนิรันดร์ชนิดหนึ่ง เมื่อเห็นขุมพลังแก่นปราณทั้ง
ห้าภายในร่างกายของเจดีย์น้อยถึงกับหยุดเคลื่อนไหวอย่างสิ้นเชิง จะไม่ให้มันแตกตื่น
จนขวัญหนีดีฝ่อได้อย่างไร?
แก่นปราณห้าธาตุภายในร่างเจดีย์น้อย มีปริมาณมากกว่าเมื่อครั้งที่จั่วม่อเพิ่งซื้อ
มันมาหลายร้อยเท่า ปริมาณอันมหาศาลถึงเพียงนี้ ย่อมมาจากการที่เจดีย์น้อยสวา
ปามและย่อยสลายบรรดาวัตถุดิบและยุทธภัณฑ์เวทไม่เคยได้หยุดปาก จั่วม่อยัง
สามารถพบเห็นไขกระดูกห้าธาตุที่ถือกำเนิดขึ้นจากแก่นปราณห้าธาตุ ในที่สุดไข
กระดูกห้าธาตุเหล่านี้ เมื่อบรรลุถึงปริมาณที่กำหนด จะให้กำเนิดแหล่งกำเนิดปราณ
ห้าธาตุขึ้นมาจำนวนหนึ่ง
ทุกหยาดหยดของแหล่งกำเนิดปราณห้าธาตุ ทั้งล้ าค่าและทรงพลังสุดเปรียบ
ปาน
ภายในร่างกายของเจดีย์น้อยอัดแน่นไปด้วยแก่นปราณห้าธาตุ มีกระทั่งไข
กระดูกห้าธาตุจำนวนหนึ่ง แต่ยังไม่ถึงขั้นสร้างแหล่งกำเนิดปราณห้าธาตุขึ้นมา
จั่วม่อสูดลมหายใจลึก มันไม่มีทางขยับลูกพลังแก่นปราณห้าธาตุขนาดมหึมาที่
ลอยอยู่เหนือศีรษะของมันได้ มันแม้เป็นจู่เหริน แต่โดยปกติแล้ว เป็นเจดีย์น้อยที่
ควบคุมการไหลเวียนของแก่นปราณห้าธาตุเหล่านี้
มีแต่ปลุกเจดีย์น้อยให้ฟื้นฟูขึ้นมาเท่านั้น จึงเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพมาก
ที่สุด
อย่างไรก็ตาม มันยังไม่ล่วงรู้อาการบาดเจ็บที่แท้จริงของเจดีย์น้อย มันสามารถ
รู้สึกถึงการคงอยู่ของเจดีย์น้อย สามารถเข้าสู่ภายในร่างของเจดีย์น้อย แต่ไม่สามารถ
ติดต่อสื่อสารกับเจดีย์น้อยได้
ทันใดนั้นผูเยาปรากฏกายขึ้นข้างๆ จั่วม่อ
“มันคือวิญญาณภูต” ผูเยาจับจ้องลูกพลังแก่นปราณห้าธาตุที่กลางอากาศ
กล่าวแผ่วเบาว่า “เจดีย์ห้าธาตุนี้มีสติปัญญาสูงส่ง ย่อมไม่สามารถต่อต้านวิญญาณภูต
ได้”
“วิญญาณภูต?” จั่วม่อไม่มีเวลาจะถามไถ่ว่าผูเยาสามารถเข้ามาที่นี่ได้อย่างไร
ได้แต่รีบถามว่า “พวกมันเกี่ยวข้องอันใดกับสัตว์ร้ายวิญญาณภูต?”
“วิญญาณภูตถือกำเนิดจากหมอกภูต อย่างที่ข้าเคยกล่าวไว้แล้ว พวกมันคือ
วิญญาณคนตายที่ไม่ดับสูญ เมื่อเวลาผ่านไป พวกมันจะก่อเกิดสติปัญญาทีละน้อย
เมื่อสั่งสมสติปัญญาได้มากขึ้น พวกมันจะเริ่มสูบกลืนและกลั่นเกลาพลังงานภูต
จนกระทั่งพัฒนาไปเป็นสัตวร้ายวิญญาณภูต” ผูเยารั้งสายตากลับมามอง กล่าวเสียง
หนักอึ้ง “วิญญาณภูตคลั่งไคล้วัตถุดิบหรือยุทธภัณฑ์เวทที่มีสติปัญญาเป็นที่สุด พวก
มันสามารถกัดกร่อนจิตวิญญาณของสินค้าเหล่านี้อย่างช้าๆ และยึดครองสติปัญญา
เป็นของตัวเอง เพื่อที่พวกมันจะสามารถพัฒนาไปเป็นสัตว์ร้ายวิญญาณภูตได้เร็ว
ขึ้น””
จั่วม่อดวงตาสาดประกายเย็นเยียบ
“พวกมันปกติจะเข่นฆ่าและกลืนกินพวกเดียวกันเพื่อแย่งชิงสติปัญญา และ
เพื่อให้แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่เพียงวิญญาณภูตที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ กระทั่ง
บรรดาสัตว์ร้ายวิญญาณภูต ก็ล้วนทำเช่นเดียวกัน นี่เป็นสัญชาตญาณของพวกมัน” ผู
เยาพอกล่าวจบก็กระตุ้นเตือน “เจ้าต้องระมัดระวังให้มาก ข้าไม่เคยพบเห็นกลุ่ม
หมอกภูตที่มีอาณาบริเวณใหญ่โตมโหฬารถึงเพียงนี้มาก่อน จำนวนวิญญาณภูตที่อยู่
ภายใน เกรงว่าคงบรรลุถึงขั้นน่าแตกตื่นสะท้านโลกแล้ว”
สุ้มเสียงของผูเยายังไม่ทันจะขาดหาย จั่วม่อพลันสีหน้าแปรเปลี่ยนในบัดดล
เนื่องเพราะมันเห็นดวงแสงสีแดงสามดวง
จั่วม่อเพิ่งเคยเห็นวิญญาณภูตเป็นครั้งแรก พวกมันคล้ายลูกหมอกที่ปกคลุมไป
ด้วยชั้นหมอกสีแดงเลือด มองแต่ไกล พวกมันคล้ายหนอนสีแดงคดเคี้ยวที่มีความยาว
แตกต่างกัน ที่ยาวที่สุดยางถึงหนึ่งฉื่อ ที่เล็กที่สุด มีขนาดไม่ถึงครึ่งชุ่น
พลังสภาวะอันโหดเหี้ยม เปี่ยมไปด้วยพลังทำลายล้างของพวกมันแต่ละตัว ราว
กับสายลมยะเยือกจากขุมนรกโลกันตร์ ท่วมท้นอยู่ในทุกส่วนของพื้นที่มิติอันว่างเปล่า
จั่วม่อรู้สึกได้ถึงเจตนาฆ่าฟันอันดุร้ายตามสัญชาตญาณดั้งเดิม อัดแน่นอยู่ภายใน
วิญญาณภูตเหล่านี้
ทันใดนั้นจั่วม่อหวนนึกถึงครั้งที่มันอยู่บนภูเขาสุญตา และใช้เคล็ดทองคำคร่ า
คร่าเข่นฆ่าแมลงศัตรูพืชภายในต้นข้าวปราณ พลังสภาวะของศัตรูพืชเหล่านั้นย่อมมิ
อาจเทียบได้กับวิญญาณภูตเหล่านี้ แต่ตัวมันในวันนี้ ก็เหนือล้ ากว่าครั้งในอดีตไม่รู้ว่า
เท่าไร
หลังจากผ่านศึกมามากมายหลายศึก กับแค่ฉากเล็กๆ น้อยๆ เพียงเท่านี้ จั่วม่อ
จะหวาดหวั่นลนลานได้อย่างไร?
จั่วม่อเตรียมจะเปิดใช้งานปีกแสงศูนยตาเพื่อบดขยี้วิญญาณภูตทั้งสามตัว แต่
พลันฉุกคิดขึ้นมาได้ ว่าเวลานี้มันเป็นเพียงเศษเสี้ยวจิตวิญญาณดวงเล็กๆ เท่านั้น จะ
สามารถใช้งานปีกแสงศูนยตาได้อย่างไรเล่า? อย่างไรก็ตาม มันไม่แตกตื่นลนลาน
สะบัดมือวูบ สายฟ้าแกร่งภูตหยางสามสายแล่นวาบออกมา
เพียะ เพียะ เพียะ
สายฟ้าแกร่งทั้งสามสายฟาดใส่วิญญาณภูตสามตนอย่างแม่นยำ วิญญาณภูต
เคราะห์ร้ายทั้งสามกระทั่งเวลาจะแผดร้องยังไม่มี ถูกทำลายหายวับไปในชั่วพริบตา
จั่วม่อระบายลมหายใจโล่งอก วิญญาณภูตเหล่านี้ที่แท้เป็นเพียงเสือกระดาษ
พวกมันทำเสียงดังอึกทึกถึงเพียงนี้ แต่กระทั่งกระบวนท่าเดียวยังไม่พอมือ
ดังนั้นเมื่อเห็นวิญญาณภูตอีกหกตัวเจาะผ่านเข้ามา มันก็ร่ายสายฟ้าแกร่งภูตห
ยางหกสายต่อเนื่องอย่างไม่รีรอลังเล
จากนั้นวิญญาณภูตรุกล้ าเข่นฆ่าเข้ามาไม่ขาดสาย จั่วม่อก็ร่ายสายฟ้าแกร่งภูตห
ยางเข้ารับหน้าไม่หยุดยั้ง แต่หลังจากจู่โจมออกไปหลายสิบครั้ง สีหน้ามันพลันกลับ
กลายเป็นน่าเกลียดสุดทนดู
เหล่าวิญญาณภูตไม่ได้เพิ่มขึ้นพรวดพราดในคราวเดียว แต่พวกมันค่อยๆ ทวี
จำนวนขึ้นไม่หยุดยั้ง แห่เจาะทะลวงเข้ามาไม่ขาดสาย เวลานี้จั่วม่อมีเพียงเศษเสี้ยว
จิตวิญญาณดวงเล็กๆ สายฟ้าแกร่งภูตหยางแม้ทรงพลังร้ายกาจ แต่สิ้นเปลืองพลัง
จิตสำนึกไม่น้อย หากยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่ามันคงไม่อาจยืนหยัดได้นานเท่าใด
“ใช้ศาสตร์อสูรน้อยเสียสิ” ผูเยากระตุ้นเตือนอย่างเฉื่อยชาจากด้านข้าง
จั่วม่อมือสั่นวูบ เดือดดาลขึ้นมาทันที “ผูเยา เจ้าหมายความว่าอย่างไร? คิดยืน
ดูอยู่เฉยๆ หรือไร?”
ผูเยาแบสองมือพลางยักไหล่ ใบหน้าเต็มไปด้วยความอับจนหนทาง “นี่ไม่ใช่ว่า
ข้าไม่อยากช่วย แต่ไม่มีปัญญาช่วยต่างหาก ที่นี่เป็นยุทธภัณฑ์เชื่อมวิญญาณของเจ้า
เจ้าจึงสามารถใช้พลังได้ตามใจชอบในที่แห่งนี้ แต่ผู้อื่นทำไม่ได้ การเข้ามาถึงที่นี่
สำหรับข้าก็นับว่าไม่ง่ายดายแล้ว หากให้ข้าลงมืออีก ก็ไม่ต้องถึงมือวิญญาณภูตเหล่านี้
แล้ว เฮอะ แค่พี่ใหญ่ห้าคนข้างบนนั่น จะช่วยกันรุมทุบตีข้าเป็นคนแรกเลยทีเดียว”
เพียะ เพียะ เพียะ!
ผูเยากล่าวยังไม่ทันจะขาดเสียง ลำแสงหลากสีจำนวนมหาศาล พลันพวยพุ่ง
ออกมาจากลูกพลังแก่นปราณห้าธาตุที่อยู่เบื้องบน พลังปราณธาตุห้าสีเหล่านี้ไม่ต่าง
อันใดจากปราณกระบี่ คมกล้าสุดเปรียบปาน พวกมันเพียงทิ่มแทงใส่วิญญาณภูต
เหล่าวิญญาณภูตก็ถูกทำลายในบัดดล ภายในชั่วพริบตาเดียว วิญญาณภูตขบวนใหญ่
ก็ถูกกวาดล้างเป็นวงกว้าง
เห็นสถานการณพลิกผันเช่นนี้ จั่วม่อปิติยินดียิ่ง หากลูกพลังแก่นปราณห้าธาตุ
เหล่านี้สามารถสามารถป้องกันตัวเอง แรงกดดันที่มีต่อมันจะลดน้อยลงไปมาก
ผูเยาย่อมล่วงรู้ว่าจั่วม่อกำลังคิดฝันอันใด ช่วยเทน้ าเย็นราดลงมาทั้งอ่าง “อย่า
เพิ่งด่วนดีใจเร็วเกินไปนัก จำนวนวิญญาณภูตภายในหมอกภูตอันกว้างใหญ่นี้ เกรงว่า
มากมายมหาศาลกว่าที่เจ้าคิดเอาไว้มาก”
ผูเยายามนี้เหมือนครอบครองวาจาสิทธิ์อย่างบัดซบ เพียงกล่าวจบคำเท่านั้นเอง
จำนวนวิญญาณภูตที่รุกล้ าเข้ามาพลันเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมหาศาล จั่วม่อหัวใจเต้นระ
ส่ า วิญญาณภูตเหล่านี้ประดุจคลื่นน้ าไร้ที่สิ้นสุด การป้องกันตัวเองของลูกพลังแก่น
ปราณห้าธาตุยังคงคมกล้า แต่จั่วม่อสามารถเห็นได้ชัดตา ว่าลูกพลังแก่นปราณห้าธาตุ
กำลังหดเล็กลงเป็นลำดับ
หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป … …
จั่วม่อแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ เหล่าวิญญาณภูตแห่ทะลวงเข้ามาไม่หยุดยั้ง
มากมายเสียจนอัดแน่นเต็มพื้นที่ว่างทั้งหมด พวกมันกระโจนเข้าใส่ลูกพลังแก่นปราณ
ห้าธาตุอย่างบ้าคลั่ง ส่วนหนึ่งยังถาโถมเข้าหาจั่วม่ออย่างดุร้าย
บัดซบ!
ชั่วพริบตาที่จั่วม่อมือไม้ปั่นป่วน ไม่ทราบจะทำอย่างไรดี เสียงร้องเตือนของผู
เยาดังกังวานอยู่ข้างหู “ใช้ศาสตร์อสูรน้อยเร็ว!”
สุ้มเสียงของผูเยาไม่ได้เฉื่อยชาเหมือนเดิมอีก แต่เต็มไปด้วยความแตกตื่นกังวล
ภายในหมอกภูต พายุหมุนสีเลือดขนาดมหึมาก่อตัวขึ้นตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ
หมอกภูตคล้ายตื่นขึ้นจากนิทราอย่างกะทันหัน กลายเป็นปั่นป่วนพลุ่งพล่าน วิญญาณ
ภูตนับไม่ถ้วนไหลบ่ามาจากทุกทิศทาง บุกทะลวงเข้าหาพายุหมุนอย่างบ้าคลั่ง ที่ใจ
กลางพายุหมุนสีเลือดลูกนี้ เห็นเจดีย์น้อยกระเด็นไปกระดอนมาอยู่ท่ามกลางวิญญาณ
ภูตเหลือคณานับ วิญญาณภูตตนแล้วตนเล่าพยายามบุกรุกเข้าไปในเจดีย์อย่างเกรี้ยว
กราด แต่ยังคงมีวิญญาณภูตมากมายที่ไม่สามารถเข้าไปได้
วิญญาณภูตมากมายสุดประมาณก่อเกิดเป็นกระแสคลื่นอันน่าสะพรึงกลัว โหม
ซัดใส่เจดีย์น้อยไม่ขาดสาย พาล่วงลึกเข้าไปในหมอกภูตมากขึ้นทุกขณะ
เสียงก่อกวนจนแทบฟ้าถล่มแผ่นดินทลายนี้ ดังสะท้านไปจนถึงเหล่าสัตว์ร้าย
วิญญาณภูตอันทรงพลังที่กบดานอยู่ในหมอกภูต ดวงตานับไม่ถ้วนเปิดขึ้นไล่ๆ กัน
สาดประกายโหดเหี้ยมเยือกเย็น พญามัจจุราชมากมายเริ่มถูกชักนำไปยังจุดเดียวกัน
นกโง่บุกทะลวงลึกเข้าไปในหมอกอย่างมุทะลุดุดัน ไม่ทราบเพราะเหตุใด หมอก
ภูตที่เป็นดั่งพิษร้ายสำหรับผู้อื่น กลับไม่อาจกล้ ากรายเข้าใกล้ร่างของนกโง่ในระยะ
สามฉื่อ ทุกแห่งหนที่นางพุ่งผ่าน หมอกภูตสีเลือดแยกออกเป็นทาง คล้ายพากันหลีก
หนีจากนางอย่างหวาดหวั่นพรั่นพรึง
ดวงตาดุร้ายของนกโง่เผยแวววิตกกังวล นางบุกซ้ายตีขวา ฝ่าทะลวงไปทุก
ทิศทาง กวาดตามองไปรอบๆ พยายามค้นหาเงาร่างของเจดีย์น้อย
ร่างเล็กๆ ของสือผิ่น โถมทะยานผ่านหมอกภูตราวกับมัจฉาในวารี ภายในหมอก
ภูต มีดบินวงพระจันทร์ทมิฬดำขยายใหญ่ขึ้นมากกว่าสิบจั้ง ด้วยพลังงานสีดำที่แผ่ปก
คลุม มันก็ไม่ต่างจากคมขวานสุดแกร่งกร้าวที่ฝ่าทะลวงไปโดยไร้ผู้ต้านติด สิ่งที่แปลก
พิสดารที่สุดก็คือ คมขวานทมิฬดำขนาดมหึมานี้ คล้ายแฝงไว้ด้วยพลังแม่เหล็กอันแรง
กล้า ซึ่งสามารถหยุดการดิ้นรนขัดขืนของเหล่าวิญญาณภูต และเขมือบกลืนพวกมัน
เข้าไป
สือผิ่นใบหน้าเครียดขรึม เรือนผมสีแดงเลือดฟูฟ่องประดุจกองไฟลุกโชน
“ศาสตร์อสูร? วิชาใดเล่า?” จั่วม่อไม่มีทางเลือกอื่นอีก ปากถามอย่างรวดเร็ว
สองมือก็ร่ายกระบวนท่าไม่หยุดยั้ง
“หมายเลขเจ็ดสิบหก กับหมายเลขสามร้อยสิบสาม ใช้รูปแบบทองผสานย้อน
แย้ง” ผูเยากล่าวเร็วปรื๋อ
เจ้าผูเยาบัดซบ!
ยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ใช่เวลาให้เกอเล่นกระบวนที่ยากลำบากเช่นนี้หรือ
ไร!
จั่วม่อแทบกระอักเลือด แต่ยามนี้มันไม่มีเวลาจะก่นด่าผูเยา สถานการณ์ยิ่งคับ
ขันอันตรายมากขึ้นทุกขณะ วิญญาณภูตหลายตัวแทบบุกฝ่าไปถึงแก่นปราณห้าธาตุ
อยู่รอมร่อ
มันขบกรามกรอด สองมือแปรเปลี่ยนท่ามุทราในบัดดล
หมายเลขเจ็ดสิบหก… … หมายเลขสามร้อยสิบสาม… …
จั่วม่อถลึงตากลมโต กัดฟันแน่น มือซ้ายร่ายรำดุจสายน้ าหลั่งริน สร้างเส้นใย
แสงสว่างสายหนึ่ง ส่วนมือขวาคล้ายหนักหน่วงกว่าสามหมื่นจิน กรีดวาดอย่างเชื่องช้า
และหนักแน่น ปราศจากสุ้มเสียงแม้แต่น้อย
จั่วม่อพยายามคงสภาพศาสตร์อสูรบนฝ่ามือทั้งสองข้าง ศาสตร์อสูรน้อยสอง
วิชานี้ โดยตัวเองเพียงลำพังไม่ได้ยากเย็นอันใด แต่เมื่อร่ายออกมาพร้อมกัน ก็
กลายเป็นลำบากกินแรงไปทันที
มือซ้ายยิ่งมายิ่งเร่งร้อนรวดเร็ว กลายเป็นแสงสว่างพร่ามัวกลุ่มหนึ่ง ส่วนมือขวา
ยิ่งเงียบงันและเชื่องช้าดุจห้อยทาก และที่น่าแตกตื่นสะท้านใจ คือมือทั้งสองข้างที่
ย้อนแย้งกันอย่างสุดขั้ว กลับบรรลุถึงบริเวณทรวงอกของมันพร้อมกันพอดี
… … รูปแบบทองผสานย้อนแย้ง… …
จั่วม่อปลุกปลอบกำลังขวัญ เร้งเร้าพลังจิตสำนึกทั้งหมดในคราวเดียว
ในเวลาเดียวกัน สองมือของมันก็ประสานไขว้ มือซ้ายที่ปกคลุมด้วยใยแสง ราว
กับสายน้ าไหลรินเข้าสู่มือขวาอันสงบนิ่ง ผสานพัวพันเป็นเกลียวพิศวง
ผูเยาดวงตาสีเลือดพลันเบิกกว้าง!
หมายเหตุ – ปราณห้าธาตุ < แก่นปราณห้าธาตุ < ไขกระดูกห้าธาตุ <
แหล่งกำเนิดปราณห้าธาตุ