สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 334 ศาสตร์บำบวงแดนร้างกาลสมัย
ในชั่วขณะนี้ เวลาดูเหมือนจะช้าลง
เส้นใยลำแสงแตกแขนงราวกับกำลังแตกกิ่งก้านสาขา ค่อยๆ รัดพันห่อหุ้มรอบ
มือขวาที่ว่างเปล่าของจั่วม่อ
ในชั่วพริบตานั้น ผูเยาจมดิ่งลงไปในห้วงความทรงจำ ภาพอันพร่ามัวและ
ห่างไกลคล้ายซ้อนทับกับภาพที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้ามัน ราวกับเพิ่งผ่านพ้นมาเมื่อ
วันวาน
“… …เหล่าซือ… …”
ท่ามกลางเสียงกระซิบแผ่วจนแทบไม่ได้ยิน ความแหลมคมและเย็นเยือกใน
ดวงตาสีเลือดมลายหายไป
จั่วม่อทุ่มเทสมาธิจิตใจทั้งหมดอยู่กับการแปรผันที่เกิดขึ้นบนฝ่ามือ มันสามารถ
รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงอันแปลกพิสดาร ที่กำลังก่อตัวขึ้นในช่วงเวลาอันสั้นนี้
… …นี่มันอะไรกัน?
นี่มิใช่แค่การผสานรวมศาสตร์อสูรน้อยสองวิชาเข้าด้วยกันเท่านั้นหรอกหรือ?
เมื่อเทียบกับสายฟ้าแกร่งภูตหยางในเคล็ดวิชาหัตถ์พันใบน้อย ไม่ใช่แค่เรียบง่าย
เกินไป ทั้งยังต่ าชั้นเกินไป จนไม่มีทางยกขึ้นเปรียบเทียบกันได้ หัตถ์พันใบน้อยกอรป
ด้วยสรรพวิชาศาสตร์อสูรแทบทั้งหมด มิหนำซ้ ายังคิดค้นขึ้นโดยอสูรฟ้าที่ทรงพลังตน
หนึ่ง ทั้งลึกล้ าและไพศาล กระทั่งคนที่มีนัยน์ตาสูงส่งเหนือศีรษะอย่างผูเยา ยังชื่นชม
สรรเสริญไม่ขาดปาก
แล้วศาสตร์อสูรน้อยเล่า?
สำหรับศาสตร์อสูรน้อยห้าร้อยวิชา เป็นวิชาบังคับที่อสูรทุกตนต้องฝึกปรือ ไม่ว่า
อสูรตนใด จะต้องสำเร็จศาสตร์อสูรน้อยห้าร้อยวิชาตั้งแต่ยังอยู่ในตระกูลของตน
ก่อนที่พวกมันจะเข้าศึกษาต่อในตำหนักศาสตร์อสูร กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ศาสตร์อสูร
น้อยเป็นวิชาความรู้ขั้นพื้นฐานที่สุดสำหรับการบำเพ็ญเพียรวิถีอสูร
ทว่า… …
พลานุภาพที่ปะทุขึ้นระหว่างฝ่ามือทั้งสองข้างนี้… …
ลำแสงเศษเสี้ยวสุดท้ายไหลออกจากมือซ้ายของจั่วม่อจนหมดสิ้น เข้าห่อหุ้มมือ
ขวาของมันไว้อย่างสมบูรณ์
ซู่ว แกรก!
จั่วม่อรู้สึกลำแสงเจิดจรัสระเบิดวาบตรงช่วงอกอย่างฉับพลัน พลังอำนาจที่เต็ม
ไปด้วยกลิ่นอายทำลายล้างก่อกำเนิดขึ้นในมือขวา ประหนึ่งสัตว์ร้ายมหึมาผู้โดดเดี่ยว
และเก่าแก่โบราณ พ่นลมหายใจที่แฝงไว้ด้วยกาลสมัยอันยาวไกล ยืนตระหง่านอย่าง
อหังการ ทอดตามองโลกหล้าใต้ฝ่าเท้าของมันอย่างเหยียดหยันดูแคลน
วิญญาณภูตนับพันนับหมื่นคล้ายกลายเป็นอัมพาตในบัดดล ภายในร่างเจดีย์อัน
สับสนอลหม่าน กาลเวลาคล้ายหยุดชะงักลงอย่างกะทันหัน
จากรุนแรงสุดขีด กลายเป็นเงียบสงบสุดขั้วในชั่วพริบตาเดียว ผูเยาเบิกตามอง
มือขวาของจั่วม่อดุจคนไร้วิญญาณ ในความเงียบสงัดเสมือนตายนี้ เสียงกระซิบรำพึง
ของมันได้ยินชัดเจนเป็นพิเศษ “… …ศาสตร์บำบวงแดนร้างกาลสมัย… …”
ทว่าจั่วม่อกลับไม่ได้ยินคำรำพึงของผูเยา มันกำลังตื่นตะลึงกับพลังสภาวะอันน่า
หวาดหวั่นขวัญผวาในมือตัวเอง มันคล้ายสูญเสียความสามารถในการขบคิดใคร่ครวญ
ไปอย่างสิ้นเชิง มือขวาของมันดูเหมือนกรีดวาบไปเบื้องหน้าโดยไม่เกี่ยวข้องใดกับ
ความคิดของมัน เห็นมือขวาข้างนั้นสะบัดวูบอย่างนุ่มนวลและเรียบง่าย ราวกับมัจฉา
สะบัดหางเบาๆ คราหนึ่ง
ท่ามกลางแสงสว่างเจิดจ้าบาดตา เงาที่เลือนรางอย่างยิ่งสายหนึ่งพวยพุ่งออก
จากมือขวาของจั่วม่อ ขยายพรวดพราดอย่างกะทันหัน มันดูคล้ายสัตว์ประหลาดตัว
หนึ่ง พลันอ้าปากสีเลือดกว้างใหญ่ คิดเขมือบกลืนวิญญาณภูตทั้งหมดที่อยู่ภายใน
เจดีย์
ภายในหมอกภูต เจดีย์น้อยซึ่งถูกเหล่าวิญญาณภูตห้อมล้อมทับถมจนมิด ทันใด
นั้นพลันปรากฏลำแสงเจิดจ้าสุดคณานับสาดพุ่งออกมา แรงดึงดูดแข็งกล้าสุด
ต้านทานกวาดออกมาจากภายในตัวเจดีย์ วิญญาณภูตนับหมื่นไม่สามารถหลบหนี
รอดพ้น ถูกดูดหายเข้าไปในเจดีย์ในรวดเดียว
ในเวลาเดียวกัน บรรยากาศเรียบง่ายเยือกเย็นแผ่ซ่านออกมาจากภายในตัว
เจดีย์
วิญญาณภูตที่ยังไม่ถูกดูดกลืนเข้าไปคล้ายหวาดหวั่นจนขวัญหนีดีฝ่อ แตกฮือ
หลบหนีออกไปทันที ราวกับมีสัตว์ประหลาดอันน่าขนพองสยองเกล้าอยู่ภายในเจดีย์
ในส่วนลึกของหมอกภูต เหล่าสัตว์ร้ายวิญญาณภูต ผู้อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร
ทันใดนั้นใบหน้าทอแววแตกตื่นพรั่นพรึง ล้วนพากันหมอบราบกับพื้น ไม่กล้ากระดิก
ตัวแม้แต่น้อย
จั่วม่อเวลานี้รู้สึกย่ าแย่ถึงที่สุด เหล่าวิญญาณภูตแม้ถูกเขมือบกลืนจนหมดสิ้น
แต่มันคล้ายรับประทานมากเกินไปจนเต็มแน่นล้นกระเพาะ อึดอัดขัดข้องอย่างบอก
ไม่ถูก แต่สิ่งที่ทำให้มันแตกตื่นจนขวัญหาย คือบรรดาวิญญาณภูตที่ถูกเขมือบกลืน
เหล่านี้กลับยังไม่ตาย เพียงแต่ถูกกักขังอยู่ภายในชั้นพลังแปลกประหลาดนี้เท่านั้น
หากพลังแปลกๆ ในมือขวาของมันสูญเสียการควบคุมเหล่าวิญญาณภูต พวกมัน
จะแห่เข้ามาฉีกเนื้อจั่วม่อกับเจดีย์น้อยอีกครั้ง!
“ศาสตร์อสูรน้อยหมายเลขหนึ่ง กับหมายเลขห้าร้อย ใช้รูปแบบทะลุผ่าน
โดยตรง”
สุ้มเสียงของผูเยามาถึงอย่างพอเหมาะพอดี จั่วม่อมือชะงักวูบหนึ่ง ความคิดแรก
ของมันคือนี่เป็นไปไม่ได้ ศาสตร์อสูรน้อยทั้งห้าร้อยวิชานั้นครอบคลุมศาสตร์อสูร
พื้นฐานแทบทั้งหมด หลายวิชาขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง หมายเลขหนึ่งกับหมายเลขห้า
ร้อย เป็นศาสตร์อสูรน้อยสองวิชาที่ไม่เข้ากันมากที่สุด และแทบจะขัดแย้งกันมาก
ที่สุดในบรรดาศาสตร์อสูรที่ตรงข้ามกันทั้งมวล
ศาสตร์อสูรน้อยที่ตรงกันข้ามเป็นคนละขั้ว ไฉนเลยจะร่ายออกมาพร้อมกันได้?
แต่ความคับขันอันตรายของสถานการณ์ไม่อนุญาตให้มันมีเวลาขบคิด หลังจาก
ชะงักไปวูบหนึ่ง มือของจั่วม่อก็กรีดวาดตามคำของผูเยาโดยไม่รู้ตัว
หมายเลยหนึ่ง… …หมายเลขห้าร้อย… …
ความรู้สึกแปลกพิสดารยากจะหาใดเสมอเหมือนแผ่ซ่านไปทั่ว จั่วม่ออึดอัด
ขัดข้องอย่างบอกไม่ถูก เมื่อครู่ร่ายศาสตร์อสูรหมายเลขเจ็ดสิบหกกับสามร้อยสิบสาม
พร้อมกัน ก็เรียกได้ว่าอึดอัดขัดข้องจนยากจะทานทน แต่หากเทียบกันแล้ว ความอึด
อัดขัดข้องในคราวนี้ถึงกับรุนแรงกว่าหลายเท่า
วิธีการบ้าบออันใด… …
จั่วม่อฝืนทนต่อความอึดอัดขัดข้องอันไร้ที่เปรียบ กัดฟันร่ายศาสตร์อสูรทั้งสอง
วิชาออกมาพร้อมกัน
ดวงตาสีเลือดของผูเยา จับจ้องไปยังลำแสงที่พัวพันกันอยู่เบื้องหน้าจั่วม่อตาไม่
กะพริบ กลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ทีท่าราวกับเกรงว่าลมหายใจของมันจะทำให้กลุ่มแสง
อันโอ่อ่าน่าลุ่มหลงนี้หวาดกลัว สองมือที่มักชมชอบซ่อนอยู่ในแขนเสื้อดำ ไม่ทราบว่า
ยืดออกมาจากในแขนเสื้อตั้งแต่เมื่อใด
สีหน้ามันแปลกประหลาดยิ่ง คล้ายเต็มไปด้วยความคาดหวัง แต่ก็ราวกับกำลัง
เผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ
ยิ่งแสงสว่างเจิดจ้าขึ้น ความอึดอัดขัดข้องก็ยิ่งแข็งกล้าขึ้นทุกขณะ จั่วม่อรู้สึก
ราวกับว่าร่างกายซีกซ้ายและซีกขวาของมันบิดสวนทางกันในทิศทางตรงกันข้าม
มันล่วงรู้ว่านี่เป็นความรู้สึกลวง ในเวลานี้มันเป็นเพียงเศษเสี้ยวดวงวิญญาณ
ร่างกายไฉนเลยจะบิดเบี้ยวเป็นเกลียวได้? แต่มันก็ทราบเช่นเดียวกันว่าความรู้สึก
ขัดแย้งสุดขั้วนี้คงอยู่อย่างแท้จริง นี่เป็นความขัดแย้งระหว่างกฏเกณฑ์แห่งฟ้าดินสอง
ประการ
ชั่วพริบตาที่ร่ายศาสตร์อสูรทั้งสองวิชาออกมา มันก็เห็นผิดท่าในทันที
ภายใต้ผลกระทบของสองกฏเกณฑ์แห่งฟ้าดินที่แตกต่างกันสุดขั้ว หากมัน
ประมาทสักเล็กน้อย อาจถูกบดขยี้เป็นผุยผงได้ทุกเมื่อ ภายใต้ความขัดแย้งระหว่าง
สองกฏเกณฑ์แห่งฟ้าดินพื้นฐานนี้ พลังจิตสำนึกของมันก็เปราะบางราวกับ
แผ่นกระดาษ จิตวิญญาณของมันหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันกับเศษเสี้ยวจิตสำนึก
ส่วนนี้ หากถูกทำลาย ผลลัพธ์ก็ไม่ต่างอันใดจากความตาย
อาการบาดเจ็บที่ยากจะรักษาเยียวยาที่สุด คือการบาดเจ็บในจิตวิญญาณ
อากุ่ยได้รับบาดเจ็บทางจิตวิญญาณ จนกลายเป็นมนุษย์หุ่นเชิดไม้ตนหนึ่ง มัน
จะต้องกลายเป็นเช่นเดียวกันกับนางหรือ?
เมื่อต้องเดิมพันด้วยความเป็นความตาย จั่วม่อคล้ายระเบิดพลังแฝงเร้นออกมา
จากที่ใดสักแห่ง พยายามบังคับตัวเองให้สงบใจลง
แต่ศาสตร์อสูรสองวิชาที่ตรงข้ามกันละขั้ว จะใช้รูปแบบทะลุผ่านโดยตรงผสาน
รวมกันได้อย่างไรเล่า?
เป็นไปไม่ได้… …เป็นไปไม่ได้อย่างสิ้นเชิง… …
พริบตาดุจประกายไฟ ความคิดมากมายนับไม่ถ้วนวาบผ่านในจิตใจ แต่ยังคงไม่
มีวิธีจัดการกับสองศาสตร์อสูรน้อยต่างขั้วที่อยู่ตรงหน้า ศาสตร์อสูรน้อยทั้งสองทั้ง
เรียบง่ายและทื่อด้าน ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงใดในพวกมัน ล้วนไม่อาจรอดพ้นจาก
ความเข้าใจของจั่วม่อไปได้ แต่ด้วยเหตุนี้เอง มันก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้มากขึ้นทุก
ขณะ
ทั้งสองเหมือนรถม้าสองคันที่วิ่งสวนทางกัน ยามนี้คิดดึงพวกมันมารวมกัน จะ
เป็นไปได้อย่างไรเล่า?
เป็นไปไม่ได้… …เป็นไปไม่ได้… …
จั่วม่อแตกตื่นจนขวัญหาย ศาสตร์อสูรน้อยสองวิชาเริ่มสำแดงความขัดแย้ง
ออกมา มันสามารถสัมผัสถึงทุกความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นระหว่างสองขุมพลังได้อย่าง
ชัดเจน สังหรณ์อันตรายยิ่งมายิ่งรุนแรงขึ้นทุกขณะ ประดุจกระบี่เล่มหนึ่งแขวนอยู่
เบื้องบนศีรษะ ตัวมันไม่อาจขยับเคลื่อนไหว และยามนี้ กลับปรากฏมุสิกเจ้ากรรม
กำลังกัดแทะเส้นเชือกที่แขวนกระบี่เล่มนั้นอย่างเมามัน
สงบใจ มันต้องสงบใจเอาไว้!
จั่วม่อแทบหยุดหายใจ พร่ าบอกตัวเองซ้ าๆ ให้สงบลง พยายามบังคับตัวเองให้
เยือกเย็นเข้าไว้
ทำอย่างไรดี… … ทำอย่างไรดี… …
ทันใดนั้น ประดุจอัสนีบาตพาดผ่านท้องนภา จั่วม่อพลันฉุกใจคิดถึงค่ายกลเวท
วิชาที่มันคิดค้นขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ในบรรดาเวทวิชาและเพลงกระบี่อันหลากหลาย
เหล่านั้น ย่อมต้องมีเวทวิชาและเพลงกระบี่มากมายที่ขัดแย้งกันและไม่อาจใช้งาน
ร่วมกันได้ แต่มันยังคงผสานรวมทั้งหมดเข้าด้วยกันได้สำเร็จ
ชุดค่ายกลเวทวิชาที่แตกต่างกันเหล่านี้ เป็นสิ่งที่มันคิดค้นขึ้นมาในการเดิมพัน
กับผูเยา เพื่อให้ได้มาซึ่งการแปลงร่างทั้งหกของสังขารปิศาจมหาทิวา
น่าเสียดายที่หลังจากได้รับการแปลงร่างทั้งหกของสังขารปิศาจมหาทิวา มันก็
เอาแต่คร่ าเคร่งฝึกปรือการแปลงร่างทั้งหก โยนค่ายกลเวทวิชาชุดนี้ไปทางด้านข้าง
แทน
จั่วม่อไม่มีเวลาให้สำนึกเสียใจ ว่าไฉนมันละเลยการฝึกปรือค่ายกลเวทวิชา
เหล่านี้ไปเสียได้ มันเร่งระดมความคิด พยายามนึกทบทวนดูว่าในคราวนั้น มันผสาน
รวมค่ายกลและเพลงกระบี่ที่ขัดแย้งกันเหล่านั้นเข้าสู่ค่ายกลได้อย่างไร
ทันใดนั้นมันก็จดจำได้ ว่ามันควบคุมเวทวิชาที่ขัดแย้งกันเหล่านั้นได้อย่างไร
จั่วม่อเพ่งจิตในบัดดล ไม่ใส่ใจความรู้สึกอันตรายที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ กัดฟันอด
กลั้นต่อทุกความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นระหว่างศาสตร์อสูรน้อยทั้งสองวิชา
ทันใดนั้นจิตสำนึกของมันพลันแบ่งออกเป็นสองส่วน ประหนึ่งแส้เรียวบางสอง
เส้น ใช้พลังอำนาจที่ตรงกันข้ามคนละสุดปลาย แทรกเข้าไปในลำแสงของศาสตร์อสูร
น้อยทั้งสองวิชา
การแปรเปลี่ยนอันพิสดารพลันอุบัติ!
สองพลังอำนาจที่เคยขัดแย้งกันอย่างรุนแรง พลันเริ่มหมุนวนสวนทางกันในทิศ
ทางตรงข้าม ด้วยรูปแบบอันแปลกประหลาด
จั่วม่อตากระจ่างวูบ ความขัดแย้งระหว่างศาสตร์อสูรน้อยทั้งสองเบาบางลง
ทันที ระยะห่างระหว่างลูกไฟสองดวงก็ร่นใกล้เข้ามา พวกมันราวกับไม่เคยขัดแย้งเป็น
ปรปักษ์กันมาก่อน กลับคล้ายฝาแฝดที่กำลังเข้ามาอยู่รวมกันเสียมากกว่า
จั่วม่อสองมือคล้ายกรีดวาดไปตามอำเภอใจ ประหนึ่งตกอยู่ภายใต้การควบคุม
ของสิ่งลี้ลับบางอย่าง ใช้รูปแบบทะลุผ่านโดยตรงออกมาอย่างช่ าชองชำนาญ
ขุมพลังที่ไม่กล้าแข็งสายหนึ่ง พลันพุ่งทะลุผ่านใจกลางของศาสตร์อสูรน้อยทั้ง
สองอย่างแม่นยำ
จั่วม่อรู้แจ้งในบัดดล
ดวงตาสีเลือดของผูเยาทอประกายลึกล้ าดั่งห้วงมหาสมุทร เหม่อมองพลัง
ประหลาดทว่าเคยคุ้นที่เบื้องหน้าจั่วม่ออย่างซึมเซา กระซิบแผ่วเบาดุจระบายลม
หายใจ
“ศาสตร์อัญเชิญปาฏิหาริย์!”
รูปลักษณ์ที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าจั่วม่อประดุจโม่หินอันแกร่งกร้าว ลูกไฟสองดวง
แบ่งออกเป็นสีขาวและสีดำอย่างชัดเจน ก่อเกิดแรงดึงดูดมหาศาลอย่างฉับพลัน แรง
ดึงดูดนี้ทรงพลังอำนาจเสียจนกระทั่งผูเยายังได้รับผลกระทบ ชุดยาวสีดำของมันถูก
ดึงดูดจนลู่ไปข้างหน้า ผูเยาดวงตาสีเลือดกระจ่างจ้า ทว่าทั้งร่างยังนิ่งงัน ไม่ขยับ
เขยื้อนเคลื่อนไหว
พลังประหลาดที่กักขังเหล่าวิญญาณภูตเอาไว้ ไม่ต่างจากแมวได้กลิ่นปลาย่าง
จู่ๆ ก็คึกคักเปี่ยมพลัง ขับดันวิญญาณภูตนับไม่ถ้วนไปยังโม่หินสีดำอันพิสดารในทันที
แสงสีขาวและแสงสีดำประดุจส่วนบนและส่วนล่างของโม่หิน บดขยี้วิญญาณภูต
มากมายสุดคณานับด้วยความเร็วอันน่าแตกตื่นสะท้านใจ
เหล่าวิญญาณภูตอันดุร้ายไม่มีเวลากระทั่งจะกรีดร้อง ก่อนจะถูกบดเป็นผุยผง
อย่างสมบูรณ์
จุดแสงสีขาวมากมายล่องลอยขึ้นจากโม่หิน
จั่วม่อฉุกใจคิด รีบโคจรพลังตามเคล็ดบำเพ็ญสูดปราณก่อนกำเนิด จุดแสงสีขาว
ไหลบ่ามาจากทุกทิศทางดุจห่าพิรุณกระหน่ าเท แย่งกันเข้าสู่ร่างจั่วม่อไม่ขาดสาย ใน
เวลาเดียวกัน จุดแสงสีขาวที่จั่วม่อไม่ได้สูบกลืน ก็ล่องลอยเข้าไปในลูกพลังแก่นปราณ
ห้าธาตุที่อยู่เบื้องบน
จั่วม่อทั่วร่างถูกห่อหุ้มด้วยจุดแสงสีขาวมากมาย จนถึงขั้นที่ไม่อาจมองเห็น
ร่างกายของมันได้ชัดตา
ผูเยาชุดยาวสีดำปลิวสะบัด ดวงตาสีเลือดจ้องมองจั่วม่อเขม็งนิ่งโดยไม่ละ
สายตา เพียงยืนรอคอยอย่างเงียบงัน ไม่เอ่ยคำใดออกมา
นกโง่ผู้แล่นพล่านไปทั่วผืนหมอกภูต พลันหันขวับไปในทิศทางหนึ่ง สายตาดุ
ร้ายเกรี้ยวกราดค่อยๆ อ่อนโยนลงทีละน้อย จนกระทั่งกลับคืนสู่ท่วงท่าเฉื่อยชาและ
เย่อหยิ่งถือดีตามเดิม นางหมุนตัว เดินกรีดกรายด้วยฝีเท้านกของนางอย่างไม่อนาทร
ร้อนใจ ไม่หลงเหลือรังสีฆ่าฟันเช่นเมื่อไม่กี่อึดใจที่ผ่านมาแม้แต่น้อย
สือผิ่นโลดทะยานไปด้วยมีดบินวงพระจันทร์ทมิฬดำที่เป็นเหมือนใบขวานมหึมา
ใบหน้าเล็กๆ ของมันพลันอึ้งงัน รู้สึกได้อย่างชัดเจนอยู่ในใจ พลันขี่มีดบินวง
พระจันทร์ทมิฬดำ หมุนตัวย้อนกลับไปโดยไม่ลังเล ความเร็วของมันพลันดีดพุ่งขึ้นไป
ถึงขีดสุดในไม่กี่อึดใจ ตัดผ่านหมอกภูตอย่างรุนแรง เสียงแหวกฝ่าอากาศกึกก้อง
กระหึ่ม
ภายในหมอกภูต เจดีย์น้อยถูกห่อหุ้มอยู่ในชั้นแสงสีขาวอ่อนจาง หมอกภูตรอบ
ข้างแหวกออกเป็นทาง
ในเวลาเดียวกัน จั่วม่อที่อยู่ภายในเจดีย์พลันลืมตาขึ้นอีกครั้ง
หมายเหตุ – แวะอ่านตรงนี้ก่อนครับ ตอนต่อไปจะได้เข้าใจมากขึ้น เกี่ยวกับ
ระบบถ่ายทอดวิชาความรู้ จะเห็นได้ว่าฝั่งซิวเจ่อจะเป็นรูปแบบสำนักหรือค่ายพรรค
ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเหมือนเป็นบ้าน ซือฟู่จะใกล้ชิดกับศิษย์มากกว่า จะสังเกตว่าการ
สอนของซือฟู่กับบรรดาศิษย์นี่ส่วนมากจะเป็นตัวต่อตัว สอนแบบใกล้ชิดทีละคน ส่วน
ฝั่งอสูรเหมือนจะใช้รูปแบบโรงเรียน นั่นก็คือ ตำหนักศาสตร์อสูรแต่ละแห่งเหมือน
โรงเรียนมัธยมหรือมหาวิทยาลัย ลูกศิษย์ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในตำหนัก แต่จะมา
เข้าคลาสเรียนตามเวลามากกว่า เหล่าซือจะเน้นสอนแบบชั้นเรียนที่มีศิษย์หลายคน
ดังนั้นเรื่องกฎระเบียบธรรมเนียมประเพณีความเข้มงวด ตำหนักศาสตร์อสูรจะไม่
เคร่งครัดเท่าสำนักของซิวเจ่อ ซือฟู่นั้นมีพระคุณดุจบิดามารดา แต่เหล่าซืออาจจะไม่
ลึกซึ้งถึงขนาดนั้น ส่วนฝั่งปิศาจนี่จะเน้นสายเลือดเป็นหลัก จุดถ่ายทอดวิชาความรู้ที่
สำคัญที่สุดก็คือเผ่าพันธุ์หรือตระกูลนั่นเอง ตระกูลที่อ่อนแอก็จะเป็นลูกน้องของ
ตระกูลที่แข็งแกร่งกว่า เพื่อหวังจะได้รับวิชามาพัฒนาตระกูลของตนต่อไป ดังนั้นเรื่อง
กฎระเบียบธรรมเนียมประเพณีความเข้มงวด เผ่าปิศาจจะเคร่งครัดที่สุด ไม่ต้องพูดถึง
พระคุณหรืออะไรทำนองนั้นแล้ว แต่จะเป็นการรับใช้ชั่วชีวิตกันเลยทีเดียว ดังจะเห็น
ได้ว่าเผ่าปิศาจจะชอบพูดถึงเรื่องความจงรักภักดีหรือการสัตย์สาบานมากกว่าอีกสอง
เผ่า
และเผื่อท่านใดยังไม่ทันสังเกต ในขณะที่ซิวเจ่อมีสี่มหาอำนาจ แต่ฝั่งอสูรกลับ
ปกครองอยู่ภายใต้รัฐบาลเผด็จการ เอ้ย ภายใต้สภาผู้อาวุโสที่ถือครองอำนาจ
เบ็ดเสร็จเด็ดขาดแต่เพียงกลุ่มเดียว จุดนี้ต่อไปจะเป็นประเด็นที่น่าสนใจไม่น้อย