สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 335 กำไร
เมื่อลืมตาขึ้นมา จั่วม่อในดวงตาทอแววปิติยินดี ผลกำไรคราวนี้อุดมสมบูรณ์กว่า
ที่มันคาดคิดเอาไว้มาก
วิญญาณภูตแต่ละดวงเมื่อถูกบดเป็นผุยผง จะหลงเหลือเพียงเศษเสี้ยว
แหล่งกำเนิดวิญญาณที่บริสุทธิ์ที่สุด แหล่งกำเนิดวิญญาณเช่นนี้เป็นสิ่งล้ าค่าที่ซิวเจ่อ
ทุกคนถวิลหา อยากได้มาครอบครอง ในชั่วพริบตานี้ เศษเสี้ยวจิตสำนึกของจั่วม่อ
ขยายตัวอย่างรุนแรงอย่างก้าวกระโดด
ลิ้มลองรสชาติอันชวนเคลิบเคลิ้มมึนเมา จั่วม่อคล้ายรับประทานอาหารเลิศรส
นอกจากความพึงพอใจอย่างล้นเหลือ ยังมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะลิ้มรสอีก
สักหน
อย่างไรก็ตาม เศษเสี้ยวความโลภนี้หมุนผ่านในใจมันแวบเดียว แล้วเลือนหายไป
มันห่วงกังวลกับสถานการณ์ของเจดีย์น้อยมากกว่า
ใบบรรดาเจ้าตัวเล็กทั้งหมด เจดีย์น้อยเชื่อฟังที่สุดและเป็นตัวที่จั่วม่อรักใคร่
เอ็นดูมากที่สุด แต่เมื่อหันไปมองลูกพลังแก่นปราณห้าธาตุเบื้องบนศีรษะ อดระบาย
ลมหายใจอย่างโล่งอกไม่ได้ เห็นลูกพลังแก่นปราณห้าธาตุหมุนคว้างอย่างต่อเนื่อง ไม่
มีที่สุดสิ้น ไม่ปรากฏร่องรอยของของความเฉื่อยช้าแข็งค้างเหมือนก่อนหน้านี้อีก
ทันใดนั้น แก่นปราณห้าธาตุอันเรียบง่ายทว่าลุ่มลึกปรากฏขึ้นในสายตามัน
ยังไม่ทันจะได้พินิจดูอย่างละเอียด จู่ๆ ลำแสงห้าสีสายหนึ่งโถมเข้ามาถึง
ตรงหน้าจั่วม่อ เป็นเจดีย์น้อยเอง
เห็นเจดีย์น้อยไม่ได้เป็นอันตรายใดๆ จั่วม่อยิ้มกว้างทันที คว้าร่างเจดีย์น้อย
กล่าวอย่างห่วงกังวล “บุตรอันประเสริฐ เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่!”
มันพบว่าเจดีย์น้อยคล้ายจะเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย นอกเหนือจากอ้วนกลม
มากยิ่งขึ้น ให้ความรู้สึกนุ่มนิ่มมากกว่าเดิม น้ าเต้าไขกระดูกห้าธาตุที่แขวนอยู่บน
ชายคาก็ยิ่งกลมมนกว่าแต่ก่อน ส่องแสงเป็นประกายแวววาว
เจดีย์น้อยคลอเคลียอยู่ในมือจั่วม่อ แล้วกลิ้งไปกลิ้งมาเพื่อยืนยันว่ามันสบายดี
ความคิดประจบประแจงอันสดใสร่าเริงผ่านเข้ามาในใจจั่วม่อ จั่วม่ออดแย้มยิ้ม
ไม่ได้ มันพบด้วยความประหลาดใจอย่างรวดเร็ว ว่าเจดีย์น้อยถึงกับสดใสร่าเริงและ
เฉลียวฉลาดกว่าแต่ก่อน! กระแสความคิดที่เจดีย์น้อยส่งผ่านมาถึงมัน ชัดเจนกว่าเดิม
และมีอารมณ์อันหลากหลายมากยิ่งขึ้น
ดูเหมือนว่าไม่ใช่แค่มันคนเดียวที่ได้รับประโยชน์ในครั้งนี้!
จากนั้นจั่วม่อกวาดตามองรอบข้างอีกครั้ง เมื่อมองไปยังแก่นปราณห้าธาตุอัน
บริสุทธิ์ที่เบื้องบน อดอุทานเบาๆ อย่างแปลกใจไม่ได้ จิตใจของมันเชื่อมโยงกับเจดีย์
น้อย ในสายตาของมัน เห็นแก่นปราณห้าธาตุบริสุทธิ์นี้ยิ่งโปร่งใส ภายในลูกพลังแก่น
ปราณธาตุทั้งห้า มีแก่นแกนใจกลางขนาดเท่าตะกร้าไม้ไผ่ แก่นแกนเหล่านี้กลับเป็นไข
กระดูกห้าธาตุ!
จั่วม่อพอพบเห็นพวกมัน อดน้ าลายไหลยืดไม่ได้ ช่างเป็นไขกระดูกห้าธาตุที่
ใหญ่โตกระไรปานนี้!
ไขกระดูกห้าธาตุเป็นวัตถุดิบชนิดที่หาได้ยากยิ่ง กระทั่งเศษเสี้ยวเล็กๆ ยังมี
มูลค่ามากมายมหาศาล
รู้สึกถึงความกระหายอยากในใจจั่วม่อ ไขกระดูกธาตุขนาดใหญ่ทั้งห้าลูกพลัน
ปรากฏขึ้นตรงหน้าในทันที จ้องมองลูกไขกระดูกธาตุขนาดมหึมาทั้งห้า หากบอกว่าไม่
อยากได้ ก็เป็นการหลอกลวงผู้คนแล้ว แต่เมื่อจั่วม่อเห็นเจดีย์น้อยที่น่ารักเชื่อฟังอยู่
ข้างกาย หัวใจก็อุ่นวาบ ความโลภสลายวับไป
จั่วม่อลูบหัวเจดีย์น้อยอย่างเอ็นดู กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “ประเสริฐ นำพวกมัน
กลับไปเถอะ พวกมันเป็นของเจ้า”
จั่วม่อปรารถนาไขกระดูกธาตุทั้งห้าลูกนี้ชัดๆ แต่กลับปฏิเสธ เจดีย์น้อยดูสับสน
งุนงงไม่เบา
“มีแต่ไขกระดูกห้าธาตุนี้เท่านั้น ที่สามารถช่วยให้เจ้าสร้างแหล่งกำเนิดปราณห้า
ธาตุขึ้นในอนาคต เมื่อเจ้ามีแหล่งกำเนิดปราณห้าธาตุ เจดีย์น้อยของเราจะแข็งแกร่ง
ยิ่งกว่าผู้ใด!”
เจดีย์น้อยไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่รู้สึกถึงความสุขของจั่วม่อ มันก็บินวนรอบๆ จั่วม่
ออย่างมีความสุขด้วย
ปัง!
ทันใดนั้นจั่วม่อรู้สึกแผ่นดินสะท้านโลกสะเทือน ต้องใจหายวาบ หรือว่า
วิญญาณภูตเหล่านั้นหวนกลับมาอีก?
มันรีบกวาดจิตสำนึกออกไปตรวจสอบ เพียงเพื่อพบว่าความวุ่นวายนี้เป็นฝีมือ
ของนกโง่
นกโง่คล้ายล่วงรู้ว่าจั่วม่อจับตามองอยู่ภายใน นางเหลือกตารอบหนึ่ง ไม่แยแส
สนใจจั่วม่อ ใช้ปากคาบเจดีย์น้อยขึ้นมา สะบัดปีก มุ่งหน้ากลับไปยังค่าย
ระหว่างทางนางพบพานสือผิ่น สือผิ่นเมื่อเห็นนกโง่คาบเจดีย์น้อยกลับมา
ใบหน้าค่อยทอแววโล่งใจเล็กน้อย แต่แล้วสีหน้ากลับกลายเป็นน่าเกลียดสุดทนดูใน
บัดดล เห็นนกโง่วาบผ่านไปราวกับสายฟ้าสายหนึ่ง หายวับไปกับตา
ความเร็วนี่มัน… …
ขบกรามกรอด สือผิ่นเร่งเร้าจันทร์เสี้ยวสีดำไปถึงขีดสุด ไล่ตามไปด้วยเรี่ยวแรง
ทั้งหมด แต่ยังคงไม่เห็นนกโง่แม้แต่เงาหลัง
คราวก่อนสือผิ่นยังไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ใต้กรงเล็บของนกโง่ แต่ความเร็วที่
นกโง่สำแดงออกมาในยามนี้ ทำให้มันแทบหายใจไม่ออก
ตระหนักถึงฝีมืออันห่างชั้นกันถึงเพียงนี้ น่าแปลกที่สือผิ่นไม่เพียงไม่ท้อแท้สิ้น
หวัง กลับกระตุ้นสัญชาตญาณต่อสู้ของมันขึ้นมาแทน!
หากกระทั่งนกตัวหนึ่งยังเอาชนะไม่ได้ มันจะไปถึงยอดเขาของระดับสิบได้
อย่างไร?
บนจันทร์เสี้ยวสีดำ สือผิ่นกำหมัดแน่น เม้มปากเป็นเส้นตรง ใบหน้าสีชมพูเต็ม
ไปด้วยความมุ่งมั่น
ในเวลาเดียวกัน นกโง่นำเจดีย์น้อยกลับไปถึงค่าย จั่วม่อถอยออกจากห้วงฌาน
สมาธิ เมื่อเศษเสี้ยวจิตสำนึกขนาดมหึมาย้อนกลับคืนเข้าสู่ร่าง ประหนึ่งกระแสน้ าอัน
เปี่ยมล้นสมบูรณ์ไหลบ่าลงสู่บ่อลึกอย่างฉับพลัน ปริมาณน้ าภายในบ่อพุ่งพรวดขึ้นใน
บัดดล
จั่วม่อรู้สึกสุขสบายจนแทบครวญครางออกมา
สามเท่า!
พลังจิตสำนึกภายในร่างมันเติบโตขึ้นถึงสามเท่า!
นี่เป็นปริมาณที่ทำให้จั่วม่อแทบสติฟั่นเฟือน เมื่อลืมตาขึ้น มันรู้สึกราวกับเพิ่ง
ผ่านความฝันอันมหัศจรรย์ รุดหน้าสามเท่าในชั่วข้ามคืน เรื่องราวที่เป็นไปไม่ได้เช่นนี้
มันกระทั่งฟังยังไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน อย่าว่าแต่จะเกิดขึ้นกับร่างกายตัวเอง
จั่วม่อรีบแล่นไปหาผูเยา “ผู เกิดอะไรขึ้น?”
ผูเยาสีหน้าสงบราบเรียบ ไม่ได้ดูแตกต่างไปจากเดิมแม้แต่น้อย เพียงเบ้ปาก
กล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า “ไม่มีใด เจ้าก็แค่ประสบโชควาสนาเท่านั้น”
แต่พอเห็นความกระตือรือร้นบนใบหน้าจั่วม่อ ผูเยาซึ่งไม่คิดจะพูดมากกว่านี้ จู่ๆ
คล้ายเห็นฉากที่จั่วม่อร่ายศาสตร์อสูรน้อยอยู่ตรงหน้ามัน ต้องขบคิดแวบหนึ่ง แล้ว
กล่าว “วิญญาณภูตถือกำเนิดจากเศษเสี้ยวดวงวิญญาณที่ยังหลงเหลืออยู่ สิ่งที่เจ้า
ดูดกลืนเข้าไปเป็นแหล่งกำเนิดวิญญาณของพวกมัน นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าพบเห็น
เรื่องราวเช่นนี้”
ผูเยาไม่ได้โป้ปด มีเพียงหมอกภูตที่ใหญ่โตมโหฬารปานนี้ จึงสามารถให้กำเนิด
วิญญาณภูตมากมายมหาศาลถึงเพียงนี้ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่เหนือล้ ากว่าจินตนาการ
ของผูเยาไปมาก
“ที่แท้วิญญาณภูตเหล่านี้สามารถหล่อเลี้ยงจิตสำนึกได้” จั่วม่อตาลุกวาบ “สิ่งที่
ดี! สิ่งที่ดี!”
ผูเยามองจั่วม่อ ย่อมล่วงรู้ว่าเจ้าเด็กร้ายกาจผู้นี้คิดอะไรอยู่ในใจ สำหรับผู้อื่น
วิญญาณภูตเหล่านี้อาจเป็นมหันตภัยร้ายแรง หากไม่ระมัดระวัง จิตใจของพวกมัน
อาจถูกกร่อนสลายได้ง่ายๆ คิดกลั่นเกลาวิญญาณภูตเหล่านี้ให้กลายเป็นแหล่งกำเนิด
วิญญาณบริสุทธิ์หาใช่เรื่องง่ายดายไม่ ถูกต้อง วิญญาณภูตถือกำเนิดขึ้นจากเศษเสี้ยว
จิตวิญญาณ แต่เศษเสี้ยวดวงวิญญาณที่หลงเหลือนี้ เป็นความยึดติดของผู้วายชนม์
เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกแง่ลบทุกประการ และหลังจากผ่านการเข่นฆ่าสังหาร
อย่างดุร้ายรุนแรงมานานปี พวกมันยิ่งกลายเป็นโหดเหี้ยมร้ายกาจและเป็นอันตราย
มากขึ้น
เหล่าตัวมหาประลัยเช่นนี้ ยังจะสามารถกลั่นเกลาได้ง่ายดายอยู่หรือ?
เว้นเสียแต่… …
ผูเยาเหม่อมองจั่วม่ออย่างซึมเซา แม้ว่ามันเคยคาดเดาและมุ่งหวังให้เป็นเช่นนี้
มาก่อน แต่เมื่อเห็นจั่วม่อร่ายศาสตร์บำบวงแดนร้างกาลสมัยด้วยสายตาตัวเอง ความ
แตกตื่นตระหนกที่มันได้รับ ยิ่งรุนแรงกว่าผู้ใดทั้งหมด
ทันใดนั้นผูเยาหมุนกลับ ชายตามองป้ายศิลาสุสาน
หลายสิ่งหลายอย่างก่อนหน้านี้ อันที่จริงเป็นเพียงการประลองกำลังด้วยโทสะ
อย่างหุนหันพลันแล่น ของมันกับป้ายศิลาสุสาน แต่ตอนนี้… …
ป้ายศิลาสุสานคล้ายเข้าใจความคิดของผูเยา พลังงานสีดำพลุ่งพล่านขึ้นใน
บัดดล!
จั่วม่อผู้กำลังจมอยู่ในความฝันอันเลิศล้ า พลันสังเกตเห็นความผิดปกติบนป้าย
ศิลา ชี้ไปทางป้ายศิลาสุสานอย่างแปลกใจ ถามด้วยสีหน้ากระหายใคร่รู้ว่า “มันทำ
อะไร?”
ผูเยาอารมณ์ดีขึ้นมาทันตา เหลือบมองป้ายศิลาแวบหนึ่ง หัวร่อฮี่ฮี่ “อ้อ มันเห็น
พลังจิตสำนึกของเจ้ารุดหน้าก้าวไกล จึงอดปลาบปลื้มยินดีไปด้วยไม่ได้”
“อ้อ!” จั่วม่อพยักหน้าทำท่าเข้าอกเข้าใจ จากนั้นถามว่า “ใช่แล้ว ผู สอง
กระบวนท่าที่เจ้าสอนข้าเมื่อครู่เรียกว่าอะไร? พวกมันร้ายกาจยิ่ง!”
มองหน้าจั่วม่อ ผูเยายิ่งรู้สึกดีกว่าเดิม สบายตามากกว่าเดิม มุมปากประดับ
รอยยิ้มร่าเริง หันไปยิ้มให้แก่ป้ายศิลาสุสาน
ก่อนหน้านี้ข้าไม่ได้แข่งขันกับเจ้า แต่ตอนนี้ … …
รอยยิ้มบนริมฝีปากเลือนหายไป ผูเยาหันกลับมามองจั่วม่อ เลิกคิ้วพลางถาม
“เป็นอย่างไร? พวกมันใช้งานได้ดีหรือไม่? เทียบกับสังขารปิศาจมหาทิวาคงไม่อ่อน
ด้อยกว่ากระมัง?”
“ไม่เลย ไม่อ่อนด้อยกว่าแม้แต่น้อย!” จั่วม่อถูมือพลางยิ้มประจบ
… … เจ้ายังไม่รู้เช่นเห็นชาติเดรัจฉานน้อยนี้อีกหรือ… …เจ้าเด็กร้ายกาจนี้ ผู้ใด
ให้น้ านมแก่มัน มันล้วนสามารถเรียกขานเป็นมารดาได้ทั้งหมด… …
ผูเยาภาคภูมิลำพองใจยิ่ง
… …แต่เส้นทางของข้า มักจะมีอนาคตมากกว่าเส้นทางของเจ้าเสมอ… …
… … เหล่าซือ ท่านคงปลาบปลื้มยินดีกระมัง… …
ความคิดมากมายวาบผ่านในใจของผูเยา
จั่วม่อค้นพบโดยไม่คาดคิด ว่าสีหน้าของผูเยากลายเป็นเคร่งขรึมจริงจังโดยไม่
รู้ตัว
“วิชานี้เรียกว่าศาสตร์บำบวงแดนร้างกาลสมัย” ผูเยากล่าวเสียงทุ้มลึก
“เช่นเดียวกันกับหัตถ์พันใบน้อย วิชานี้ประกอบด้วยศาสตร์อสูรชุดหนึ่ง คิดค้นโดย
อสูรฟ้าอีกผู้หนึ่ง… เหล่าซือของข้าเอง”
“เหล่าซือของเจ้า?” จั่วม่อตื่นตะลึงอย่างรุนแรง
ผูเยาหาได้ยากที่จะเล่าถึงอดีต และนี่เป็นครั้งแรกที่มันกล่าวถึงความเป็นมาของ
ตัวเอง
“มิผิด เหล่าซือของข้า!” ผูเยามีสีหน้าหวนรำลึก ยิ่งดูเคร่งขรึมกว่าเดิม ไม่
หลงเหลือทีท่าเฉื่อยชาอย่างที่เคยมี มันจ้องมองจั่วม่ออย่างจริงจัง “จั่วม่อ เจ้าแน่ใจ
หรือไม่ว่าต้องการร่ าเรียนวิชานี้?”
ท่าทีของผูเยาที่แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทำให้จั่วม่อรู้สึกไม่ชอบมาพากลกับ
เรื่องนี้
มันไม่ตอบตกลงในทันที แต่ถามอย่างใคร่รู้ว่า “ผู หากคิดร่ าเรียนศาสตร์บำบวง
แดนร้างกาลสมัย มีเงื่อนไขใดบ้าง?”
“นี่เรียบง่ายยิ่ง เจ้าจะต้องรับการสืบทอดของสาขานี้ต่อไป”
“สามารถแจกแจงให้เฉพาะเจาะจงกว่านี้หรือไม่?” จั่วม่อถามอย่างระมัดระวัง
“แจกแจง?” ผูเยางงงันวูบ มันไม่เคยคิดถึงปัญหาเรื่องการรับศิษย์มาก่อน จู่ๆ
ถูกจั่วม่อถามเช่นนี้ มันถึงกับอับจนถ้อยคำ ต้องเอียงคอ หวนคิดย้อนกลับไปถึงตอนที่
เหล่าซือรับมันเป็นศิษย์
“อืม นึกออกแล้ว ก่อนที่เจ้าจะรับศิษย์ของตัวเอง เจ้าจะต้องเดินทางไปยัง
ตำหนักศาสตร์อสูรแห่งแรกในภพอสูร จารึกนามของเจ้าเข้าไปในหออสูรฟ้าเสียก่อน”
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ผูเยาทันใดนั้นรู้สึกละอายใจอยู่บ้าง มันยังจดจำความหวังที่
เหล่าซือตั้งไว้กับมันได้ มันแม้กลายเป็นอสูรฟ้าตนหนึ่ง แต่เนื่องเพราะเหตุบาง
ประการ จดแล้วจนรอดก็ยังไม่บรรลุความหวังของเหล่าซือเสียที
(*อสูรฟ้าเป็นคำเรียกอสูรด่านลิ่วหลุน หรือด่านพลังที่หกของฝ่ายอสูร เทียบเท่า
ฝ่านซูของซิวเจ่อ เหนือล้ ากว่าจินตันสองด่าน)
ข้อเรียกร้องนี้ทำให้จั่วม่อประหลาดใจไม่น้อย
“อ้อ เจ้าไม่ต้องการให้ข้าสัตย์สาบานหรือ?
“ไม่จำเป็น”
“ไม่มีกฏเกณฑ์?”
“ไม่มี”
“ไม่มีข้อห้าม?”
“ไม่มี”
จั่วม่อยิ่งถามมากเท่าใด ยิ่งรู้สึกแปลกประหลาดมากขึ้นเท่านั้น สำนักนี้ อ้อ ใน
ความเข้าใจของมัน ตำหนักศาสตร์อสูรของผูเยาเป็นสำนักแห่งหนึ่ง ข้อกำหนดในการ
รับศิษย์เข้าสำนักของสำนักแห่งนี้เรียกได้ว่าต่ ามากจริงๆ สำหรับการเข้าสู่หออสูรฟ้า
จั่วม่อไม่คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญอันใด
รับศิษย์? เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องใดกับมัน หออสูรฟ้าอันใด สถานที่ผีสางที่ใดก็ไม่รู้
แต่จะไปยากอะไร ขอเพียงมันไม่รับศิษย์ เรื่องเหล่านี้ยังจะเกี่ยวข้องใดกับมัน?
สอบถามมาจนถึงตอนท้าย จั่วม่อยังคงไม่ค่อยเชื่อเรื่องนี้เท่าใด หรือว่าสำนัก
อสูรสามารถเข้าร่วมได้ง่ายดายปานนี้จริงๆ?
ในสำนักของซิวเจ่อ ศิษย์ทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบ แต่ละคนล้วนต้องรับใช้สำนัก
เพื่อแลกกับการได้รับผลประโยชน์
แต่สำนักของผูเยาไม่ได้ต้องการให้รับใช้สำนัก กลับสามารถได้รับผลประโยชน์
อีกด้วย นี่ยังจะไม่เรียกว่าแปลกประหลาดอีกหรือ!
คิดไปคิดมาเป็นเวลานาน จั่วม่อรู้สึกว่ายังเหลือความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว
นั่นคือสำนักของผูเยานี้ จะต้องเป็นสำนักเล็กๆ ที่น่าเวทนายิ่ง…
มีเพียงสำนักที่เล็กที่สุดและต่ าชั้นที่สุดเท่านั้น จึงสามารถกระทำการได้ตาม
อำเภอใจเช่นนี้ …. …
ฮะ ถุ้ยถุ้ยถุ้ย!
จั่วม่อเพิ่งนึกออกว่ายามนี้มันก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของสำนักนี้แล้ว ต้องรีบหยุดการ
ดูหมิ่นสำนักตัวเองทันที
อย่างไรก็ตาม จากเรื่องนี้มันค้นพบความแตกต่างอย่างสุดขั้วประการหนึ่ง
ป้ายศิลาสุสานมีสิ่งที่คล้ายสัตย์สาบานให้ต้องปฏิบัติตาม เป็นไปได้ว่าถือกำเนิด
จากสำนักใหญ่สักแห่ง ซึ่งเป็นเหตุให้มีกฏเกณฑ์ข้อบังคับมากมาย ส่วนสำนักของผูเยา
หลวมคลายเกินไป เห็นได้ว่าต้องเป็นสำนักเล็กๆ อย่างแน่นอน
“อ้อ จริงสิ หากร่ าเรียนศาสตร์บำบวงแดนร้างกาลสมัย ข้ายังสามารถฝึกปรือ
สังขารปิศาจมหาทิวาได้หรือไม่?”
จั่วม่อถามอย่างหน้าไม่อาย