สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 343 ผสานรวม
จั่วม่อเหน็ดเหนื่อยยิ่ง แต่กงซุนชาดูราวกับดื่มกินมาเต็มคราบ เจดีย์น้อยที่
ด้านข้างก็พึงพอใจยิ่ง ไม่ทราบเป็นเพราะเจดีย์น้อยถูกปลุกเร้าด้วยการตกปลาของ
จั่วม่อหรือไม่ เจ้าตัวเล็กทั้งสามกลับลอบติดตามร่องรอยมา เข้าร่วมแบ่งปัน
แหล่งกำเนิดวิญญาณกันในหมู่พวกมันอย่างสำราญใจ
เจ้าดำน้อยอิ่มหนำสำราญเป็นตัวแรก จากนั้นเป็นเจ้าเพลิงน้อย แต่ร่างอ้วนกลม
ของเจดีย์น้อยดูคล้ายซ่อนไว้ด้วยหลุมลึกไร้ก้นบึ้งหลุมหนึ่ง
รอจนใช้พลังจิตสำนึกไปจนเกลี้ยงฉาดทุกหยาดหยด จั่วม่อผู้น่าสงสารยังไม่ได้
กัดกินแม้แต่คำเดียว
เจดีย์น้อยตบร่างที่กลายเป็นอ้วนกลมขึ้นกว่าเดิมอยู่บ้างอย่างพึงพอใจ คลอ
เคลียอยู่ข้างกายจั่วม่อครู่หนึ่ง ก่อนจะแล่นออกไปเล่นต่อ
จั่วม่อกระทั่งเรี่ยวแรงจะสบถด่ายังไม่มี ทรุดร่างลงกับพื้น รีบเข้าสู่ห้วงฌาน
สมาธิ พลังจิตสำนึกของมันถูกรีดเค้นออกไปจนหมดสิ้นอย่างสมบูรณ์ สิบดาราใน
ทะเลแห่งจิตสำนึกของมันเริ่มหมุนคว้างอย่างแช่มช้า
การหมุนของดวงดาวทั้งสิบ ดูเหมือนจะทำให้ความว่างเปล่าเหนือทะเลแห่ง
จิตสำนึกส่องสว่างขึ้น ผูเยาเงยหน้าขึ้นมองดวงดาวที่หมุนคว้าง สีหน้าแปรเปลี่ยนใน
บัดดล
ยามนี้หากจั่วม่อสามารถมองเข้าไปภายในร่างกายตัวเอง มันจะต้องตื่นตะลึง
เมื่อพบว่าแสงดาวที่สาดส่องออกมาจากดวงดาวทั้งสิบในทะเลแห่งจิตสำนึก กำลัง
ผสานรวมเข้าไปในเลือดเนื้อของมัน
เศษเสี้ยวแสงสีทองพลันไหลบ่าออกมาจากเลือดเนื้อของจั่วม่อ เส้นแสงสีทอง
เหล่านี้บางเบาดุจเส้นผม แหวกว่ายอยู่ในเลือดเนื้ออย่างอิสระเสรี แสงสีทองเหล่านี้
แม้จะเล็กละเอียดยิ่ง แต่พวกมันเมื่อปรากฏออกมา ก็เต็มไปด้วยพลังสภาวะเฉียบขาด
ดุดัน ผูเยาแม้ล่วงรู้เกี่ยวกับสังขารปิศาจไม่มากนัก แต่มีด่านบำเพ็ญเพียรลึกล้ า กับ
แสงสีทองสุดอหังการที่อยู่ตรงหน้านี้ มันสามารถบอกได้ทันทีว่าพวกมันคือสิ่งใด
แสงสีทองคือแก่นพลังมหาทิวา! เป็นพลังสังขารซึ่งเกิดจากการฝึกปรือสังขาร
ปิศาจมหาทิวาของจั่วม่อ แก่นพลังมหาทิวาช่วยหล่อเลี้ยงสังขารเลือดเนื้อ ทำให้
ร่างกายแข็งแกร่งทรงพลังขึ้น ในยามนี้ เห็นแก่นพลังมหาทิวาประหนึ่งฝูงมัจฉาดุร้าย
กระสากลิ่นเลือด พากันดาหน้าเข้าหาจุดแสงดาวที่เพิ่งผสานรวมเข้าสู่เลือดเนื้อ
นี่มัน… …
ผูเยาแตกตื่นตระหนก หรือว่าแก่นพลังมหาทิวาคิดจะกลืนกินทรายดาว
จิตสำนึก?
ผูเยาอกสั่นขวัญแขวน สีหน้ากลายเป็นหนักอึ้ง สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา
อยู่นอกเหนือขอบเขตความเข้าใจของมัน มันแตกฉานศาสตร์อสูรทั้งมวล ในความรู้
ความเข้าใจของมัน วิถีบำเพ็ญเพียรมรรคาอสูรกับวิถีบำเพ็ญเพียรสังขารปิศาจแบ่ง
แยกกันอย่างชัดเจน ไม่เคยผสมรวมกันมาก่อน
ผู้ฝึกปรือสังขารปิศาจอาจสามารถใช้ศาสตร์อสูรบางวิชา หรืออสูรอาจสามารถ
ใช้วิชากระบี่ของซิวเจ่อบางกระบวนท่า นั่นเป็นเรื่องธรรมดา แต่กับเคล็ดวิชาบำเพ็ญ
เพียรซึ่งเป็นพลังงานหลักภายในร่างกาย ทั้งสามวิถีบำเพ็ญเพียรของแต่ละเผ่าพันธุ์
พลังปราณ พลังจิตสำนึกและพลังสังขาร ไม่สามารถผสานรวมกันได้!
ผู้ใดจะคาดคิด ว่าสองขุมพลังบำเพ็ญเพียรที่ผิดแผกแตกต่าง ถึงกับกำลังจะ
ผสานรวมกันต่อหน้าต่อตามัน!
เหตุการณ์ดูคลับคล้ายกับว่าแก่นพลังมหาทิวากำลังจะกลืนกินทรายดาว
จิตสำนึก แต่ผูเยามองเห็นได้ชัดตา ว่าทรายดาวจิตสำนึกเหล่านั้นก็หาได้ดิ้นรนต่อต้าน
แม้แต่น้อยไม่ มิเช่นนั้นภายในร่างกายของจั่วม่อ จะต้องกลับกลายเป็นสมรภูมิรบอัน
น่าหวาดหวั่นขวัญผวาไปในบัดดล
แก่นพลังมหาทิวาเหี้ยมหาญเด็ดขาด ทรายดาวจิตสำนึกลุ่มลึกสุดหยั่งคาด หาก
ทั้งสองฝ่ายทำสงครามกัน แน่นอนว่าจะต้องเป็นการต่อสู้อันดุเดือดเลือดพล่าน
นี่คือสิ่งที่ผูเยาห่วงกังวลมากที่สุด ในการคาดการณ์ของมัน ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดคือ
ทั้งสองฝ่ายอยู่ร่วมกันโดยสันติ ไม่ข้องเกี่ยวกัน ภายใต้การเฝ้าระวังตลอดเวลา มันยัง
ตระเตรียมวิธีแก้ไขไว้หลายประการ แต่สิ่งเดียวที่คิดไม่ถึงก็คือ แก่นพลังมหาทิวากับ
ทรายดาวจิตสำนึกไม่ได้ขัดแย้งกันแม้แต่น้อย แต่กลับดึงดูดกันและกันแทน
มันได้แต่เหม่อมองฉากมหัศจรรย์ดุจปาฏิหาริย์อย่างซึมเซา
หรือว่าพลังจิตสำนึกกับพลังสังขารปิศาจสามารถฝึกปรือบำเพ็ญเพียรร่วมกันได้
จริงๆ? แต่…แต่ในประวัติศาสตร์มิใช่ไม่เคยมีผู้ทดลองดู ทว่าไม่เคยมีผู้ใดประสบ
ความสำเร็จมาก่อน มันถึงกับรู้จักยอดอัจฉริยะมากมายที่ต้องมาตกตายภายใต้วิถีทาง
สายนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างอสูรปิศาจไม่เคยขาดจากกัน ทั้งสองฝ่ายเป็นมิตรที่ดี
ตลอดมา เนื่องเพราะพวกมันมีศัตรูร่วมกัน
ภายใต้การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมของสองเผ่าพันธุ์ ความคิดฝึกปรือพลัง
จิตสำนึกกับพลังสังขารร่วมกันย่อมบังเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ความคิดนี้เกิดขึ้นตั้งแต่
แรก เนิ่นนานจนนับปีไม่ถ้วนแล้ว แต่ยังไม่เคยมีผู้ใดฝึกปรือพลังจิตสำนึกกับพลัง
สังขารร่วมกันสำเร็จถึงขั้นสูงล้ ามาก่อน ทุกคนได้ข้อสรุปเดียวกัน ว่าการผสานรวม
สองขุมพลังจะปลอดภัยในด่านพลังด้านล่างเท่านั้น แต่หากผู้ใดฝึกปรือจนบรรลุด่าน
พลังที่สูงขึ้น อุปสรรคอันแข็งแกร่งระหว่างพลังทั้งสองจะยิ่งปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
เหตุที่ผูเยาไม่ห้ามปรามไม่ให้จั่วม่อฝึกปรือสังขารปิศาจมหาทิวา เนื่องเพราะใน
ขอบเขตด่านพลังนี้ พลังอันร้ายกาจของสังขารปิศาจมหาทิวานับเป็นยอดวิชา
ช่วยชีวิตอย่างแท้จริง เหตุผลอีกประการหนึ่งก็คือ ระดับพลังฝีมือของจั่วม่อในปัจจุบัน
ยังอ่อนด้อยเกินกว่าที่จะก่อให้เกิดปัญหาร้ายแรงใด
แต่ฉากเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้ามันนี้ ท้าทายความคาดหมายและ
ความรู้ความเข้าใจของผูเยาอย่างรุนแรง
แก่นพลังมหาทิวาเหล่านี้แม้มีจำนวนไม่มากนัก แต่ทุกเส้นสายล้วนทรงพลัง
อำนาจสุดเปรียบปาน ทว่าจุดแต้มของทรายดาวจิตสำนึก ก็มีเพียงอสูรที่ปลุก
จิตสำนึกที่สองสำเร็จเท่านั้น จึงสามารถให้กำเนิดออกมาได้ พวกมันต่างอหังการในที่
ทางของตน ไฉนเลยจะผสานรวมกันได้?
แต่กลับเป็นไปแล้วจริงๆ กระบวนการทั้งหมดกินเวลาถึงสามชั่วยามเต็ม จุดแสง
ดาวไหลออกมาจากหว่างคิ้วของจั่วม่อไม่ขาดสาย แก่นพลังมหาทิวาล่องมาจากทุกหน
ทุกแห่ง กลืนกินแสงดาวอย่างไม่คิดชีวิต แสงดาวที่ออกมาจากตรงหว่างคิ้วยิ่งมายิ่ง
เบาบางลงทุกขณะ รอจนแสงดาวจุดสุดท้ายถูกเขมือบกลืนลงไป แก่นพลังมหาทิวาก็
ถอยกลับเข้าไปในเลือดเนื้อดังเดิม
ในเวลานี้จั่วม่อลืมตาขึ้น ถอยออกจากห้วงฌานสมาธิ
ร่างกายของมันรู้สึกสุขสบายและอิ่มเอมอย่างบอกไม่ถูก พลังจิตสำนึกฟื้นฟู
อย่างสมบูรณ์ มันยังรู้สึกล้นปรี่อยู่บ้าง ราวกับว่าพลังจิตสำนึกยกระดับขึ้นอีกครั้ง
ร่างกายของมันเต็มไปด้วยกำลังวังชาอย่างเปี่ยมล้น หรือว่าสังขารปิศาจมหาทิวาก็
รุดหน้าไปด้วย?
จั่วม่อรู้สึกแปลกประหลาดยิ่ง เมื่อครั้งที่มันยังอยู่บนภูเขาสุญตา การฝึกปรือ
เคล็ดบำเพ็ญสูดปราณก่อนกำเนิดไม่ได้ให้ความรู้สึกอันรื่นรมย์สักเท่าใด แต่ยามนี้ ทุก
ครั้งที่โคจรพลังตามเคล็ดบำเพ็ญสูดปราณก่อนกำเนิด มันรู้สึกสุขสบายยิ่ง ทั้งยังเสพ
ติดอย่างแท้จริง ความแตกต่างระหว่างอดีตและปัจจุบันใหญ่โตเกินไป จนมันหวาด
วิตก ว่าวิถีบำเพ็ญเพียรของมันใช่มีที่ใดผิดพลาดหรือไม่
“ผู” จั่วม่อห่วงกังวลเล็กน้อย รีบไปหาผูเยาในทะเลแห่งจิตสำนึก “เกิดสิ่งใด
ผิดพลาดกับการบำเพ็ญเพียรของข้าหรือไม่?”
ผูเยาสีหน้าแปลกพิกล มันไม่ได้ตอบคำถามโดยตรง แต่ย้อนถามอย่างสนอก
สนใจว่า “เป็นไร? เจ้ารู้สึกว่ามีที่ใดไม่ถูกต้องหรือ?”
“ไม่ ไม่ใช่อย่างนั้น” จั่วม่อสั่นศีรษะ “เพียงแต่ข้ารู้สึกว่าการบำเพ็ญเพียร
กลายเป็นสุขสบายและน่ารื่นรมย์มากขึ้น หากการบำเพ็ญเพียรสุขสบายน่ารื่นรมย์ถึง
เพียงนี้ ผู้คนจะไม่ดื่มด่ ามึนเมากับการบำเพ็ญเพียรทุกวันหรอกหรือ?”
ในภูมิความรู้ของจั่วม่อ ความน่าเบื่อและความยากลำบากในการบำเพ็ญเพียร
หยั่งรากฝังลึกอย่างเหนียวแน่นมาก
ผูเยาสีหน้าขัดตาอยู่บ้าง วาจาของจั่วม่อฟังดูชวนคันไม้คันมือไม่น้อย แต่แม้ว่า
จะไม่พอใจ ทว่ามันก็สนใจเรื่องนี้มาก ฉวยโอกาสที่จั่วม่อเปิดประเด็นเอง รีบกล่าว
ตามน้ า “ลองให้ข้าตรวจดู”
เมื่อความแข็งแกร่งของจั่วม่อเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ หากจั่วม่อไม่อนุญาต ผูเยาก็ไม่
สามารถกระทำการตามอำเภอใจกับร่างกายของมันเหมือนแต่ก่อนอีก
หลังจากตรวจสอบอยู่นาน สีหน้าแปลกพิกลของผูเยายิ่งหนักหน่วงขึ้น จั่วม่อ
วิตกกังวลขึ้นมาทันที “มีปัญหาใด?”
“สังขารปิศาจมหาทิวาของเจ้า…เกือบจะสุกงอมครั้งแรกแล้ว!”
“สุกงอมครั้งแรก? สุกงอมจริงๆ? รวดเร็วถึงเพียงนี้เชียว?” จั่วม่องงงันวูบ
จากนั้นปลาบปลื้มยินดี การสุกงอมของสังขารปิศาจเป็นสัญลักษณ์การรุดหน้าของ
สังขารปิศาจ หลังจากการสุกงอมเสร็จสิ้นแต่ละครั้ง ความสมบูรณ์ของสังขารปิศาจจะ
ยกระดับขึ้นอีกขั้น สังขารปิศาจยิ่งผ่านการสุกงอมมากเท่าใด พลังก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น
มากเท่านั้น
ไม่ต้องแปลกใจที่มันรู้สึกแปลกประหลาด ที่แท้สังขารปิศาจมหาทิวากำลังจะสุก
งอม!
จั่วม่อแตกตื่นยินดียิ่ง มันคาดไม่ถึงว่าการสุกงอมครั้งแรกของสังขารปิศาจมหา
ทิวาจะมาถึงรวดเร็วถึงปานนี้ นอกเหนือจากยินดี ยังมีความประหลาดใจอยู่บ้าง มัน
ยังไม่ได้คร่ าเคร่งฝึกปรือสังขารปิศาจมหาทิวาเป็นเวลายาวนานสักเท่าใด แต่กลับ
กำลังจะได้เผชิญหน้ากับการสุกงอมครั้งแรกเสียแล้ว
สมกับที่เป็นสังขารปิศาจมหาทิวา สังขารปิศาจลำดับที่สองในบรรดาสังขาร
ปิศาจด่านถงหลิ่งทั้งมวล ไม่เพียงแต่ทรงพลังไร้คู่เปรียบ ยังง่ายต่อการฝึกปรืออีกด้วย
หากผูเยาทราบว่ายามนี้ในใจจั่วม่อกำลังครุ่นคิดอันใด มันจะต้องกระอักเลือด
จนตายเพราะความคั่งแค้นอย่างแน่นอน อย่าได้เห็นว่ามันดูผิวเผินไม่มีความรู้สึกใด
แต่ในใจกำลังบังเกิดระลอกอย่างรุนแรง ประดุจคลื่นยักษ์โหมซัดใส่
เรื่องที่บอกว่าสังขารปิศาจมหาทิวาของจั่วม่อกำลังจะเข้าสู่การสุกงอมครั้งแรก
นั้นจริงแท้แน่นอน แต่อีกครึ่งหนึ่งที่ผูเยาไม่ได้พูด นั่นก็คือ กระบวนการสุกงอมครั้ง
แรกไม่ใช่ว่ากำลังจะมาถึงในไม่ช้า แต่ได้เริ่มต้นขึ้นเรียบร้อยแล้วต่างหาก! แต่การสุก
งอมของสังขารปิศาจมหาทิวาหนนี้ แตกต่างจากการสุกงอมของสังขารปิศาจครั้งใดที่
มันรู้จักอย่างสิ้นเชิง
การสุกงอมของสังขารปิศาจเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด และอันตรายที่สุดสำหรับ
ปิศาจทุกตน เนื่องเพราะในเวลานั้น สังขารปิศาจจะทำลายตัวเอง ก่อเกิด จัดเรียง
และปรับปรุงตัวเองใหม่ หากประสบความสำเร็จ ความแข็งแกร่งของพวกมันจะ
เพิ่มพูนทวีคูณขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่หากล้มเหลว เช่นนั้นก็จบสิ้นแล้ว กระทั่ง
วิญญาณยังจะดับสลายไป ดังนั้นโดยปกติแล้ว ปิศาจจะมีความรู้สึกเฉียบไวต่อการสุก
งอมของสังขารปิศาจเป็นที่สุด เมื่อถึงเวลาที่จะเริ่มต้นกระบวนการสุกงอมของสังขาร
ปิศาจ พวกมันจะเสาะหาสถานที่ปลอดภัย เพื่อที่จะได้เสร็จสิ้นการสุกงอมอย่าง
ปลอดภัยและสมบูรณ์ที่สุด
แต่จั่วม่อกลับไม่ล่วงรู้ว่าสังขารปิศาจมหาทิวาของมันได้เริ่มต้นกระบวนการสุก
งอมไปแล้ว นี่ย่อมแฝงไว้ด้วยความนัยประการหนึ่ง นั่นก็คือ แก่นพลังมหาทิวาที่กลืน
กินทรายดาวจิตสำนึกเข้าไป ได้ทำการเปลี่ยนแปลงร่างกายของจั่วม่ออย่างเงียบเชียบ
กระทั่งเจ้าตัวยังไม่รู้สึกตัว กระบวนการสุกงอมที่ควรจะรุนแรงและอันตรายดังเช่นใน
เมืองอีกาทองคำคราวนั้น กลับกลายเป็นค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปในจังหวะที่เนิบช้าลง
มาก เนิบช้าเสียจนจั่วม่อเองยังไม่อาจค้นพบได้
เมื่อจังหวะของการเปลี่ยนแปลงเนิบช้าลง ความเสี่ยงก็ย่อมลดน้อยลง จนถึงจุด
ที่แทบไม่เป็นอันตรายแม้แต่น้อย ผูเยาเห็นได้ชัดเจนจะแจ้งยิ่ง ว่าจั่วม่อจะเสร็จสิ้น
การสุกงอมครั้งแรกอย่างสมบูรณ์โดยไม่ประสบปัญหาใดๆ เพียงแต่ต้องใช้เวลา
ยาวนานขึ้นบ้างเท่านั้น
ผูเยาทราบกระจ่างว่านี่หมายความว่าอย่างไร ในการฝึกปรือวิถีบำเพ็ญเพียรของ
สังขารปิศาจ อัตราการเสียชีวิตมากที่สุด อยู่ในช่วงของการสุกงอมนี้เอง นั่น
หมายความว่าจั่วม่อแทบจะไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงใดๆ ในการฝึกปรือสังขารปิศาจ
เลย… …
นี่น่าสะพรึงกลัวเกินไปแล้ว!
กระทั่งผูเยายังสีหน้าแปรเปลี่ยนอยู่บ้าง
จั่อม่อไม่ทันสังเกตความผิดปกติของผูเยา ในเมื่อเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ดี มันก็
คร้านจะครุ่นคิดมากความ มันเมื่อออกจากทะเลแห่งจิตสำนึก พบว่าเจดีย์น้อยเข้ามา
แนบตัวเองติดกับร่างมัน เจ้าเพลิงน้อยส่งเสียงร้องร่าเริงลอยวนอยู่รอบกายมัน
เจ้าดำน้อยหลับสนิทอยู่บนศีรษะอากุ่ย นกโง่นอนอย่างเกียจคร้านอยู่ข้างๆ
อากุ่ย
เงาสีดำเล็กๆ ร่างหนึ่งพุ่งออกมาจากหมอกภูต ราวกับลูกธนูหลุดออกจากแล่ง
มาถึงเบื้องหน้าจั่วม่อ มันคือสือผิ่น สือผิ่นเปี่ยมล้นด้วยเจตนาฆ่าฟัน จันทร์เสี้ยวสีดำ
ของมันเติบโตขึ้นเล็กน้อย จั่วม่ออดชมเชยไม่ได้ “สือผิ่นขยันขันแข็งจริงๆ!”
สือผิ่นเห็นได้ชัดว่าถูกคำชมของจั่วม่อกระตุ้นขวัญกำลังใจ รีบแหงนเงยใบหน้า
น้อยๆ ขึ้น ขณะที่จะเริ่มกล่าววาจา พลันเหลือบไปเห็นดวงตาที่ปิดสนิทของนกโง่หรี่
เป็นช่องแคบๆ สาดประกายวูบหนึ่ง มันสะท้านขึ้นทั้งร่าง คำพูดที่ขึ้นมาถึงริมฝีปาก
กลืนกลับลงท้องไปจนหมด
ในเวลานี้เอง เสียงประหลาดดังมาจากบนท้องฟ้า เห็นกลุ่มหมอกภูตรูปไข่ใบ
มหึมาพลันแตกกระจาย!
พลังสภาวะดุร้ายแหลมคมและกว้างใหญ่ไพศาลระเบิดออกมา กวาดวาบดุจ
พายุหมุนอันเกรี้ยวกราด
เจตจำนงกระบี่ที่แข็งแกร่งกระไรปานนี้!
จั่วม่อตะลึงงัน ม้าฝานอยู่ในกลุ่มหมอกลูกนั้น มันรีบเงยหน้ามองขึ้นไปบน
ท้องฟ้า เสาะหาเงาร่างของม้าฝาน เสียงกึกก้องกัมปนาทนี้ก่อกวนไปทั้งค่ายพัก ไม่ว่า
ค่ายจูเชวี่ยหรือค่ายเว่ยพากันชะงักการฝึกปรือ เงยหน้ามองท้องฟ้าเป็นตาเดียว
เจตจำนงกระบี่สุดไพศาลและดุร้ายกระหายเลือด ทำให้พวกมันสะท้านขึ้นเฮือก
หนึ่ง
เห็นม้าฝานอยู่ในสภาพน่าอเนจอนาถ เสื้อผ้าฉีกขาดเป็นริ้วๆ ทั้งร่างเปรอะไป
ด้วยบาดแผล เลือดไหลอาบร่าง แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนรู้สึกประหลาดใจ คือใบหน้ามัน
กลับสงบเยือกเย็นผิดธรรมดา คล้ายไม่รู้สึกเจ็บปวดแต่อย่างใด
มันลืมตาขึ้นช้าๆ
แม้ว่าอยู่ห่างไกลกันมาก จั่วม่อยังคงมองเห็นเค้าความปิติยินดีในแววตาของม้า
ฝานได้อย่างชัดเจน
มันใช่ประสบความสำเร็จหรือไม่?
จั่วม่อยังไม่ทันจะขบคิดให้ละเอียด เห็นร่างของม้าฝานร่วงดิ่งลงมาในบัดดล
ต้องหน้าเผือดสี ปีกแสงศูนยตาปรากฏขึ้นบนแผ่นหลังอย่างฉับพลัน จั่วม่อหายวับไป
จากจุดนั้น
แทบจะในเวลาเดียวกัน จั่วม่อปรากฎกายขึ้นตรงจุดที่ม้าฝานกำลังดิ่งลงมา คว้า
ร่างไร้สติของม้าฝานอย่างเหนียวแน่น ขยับวูบ กลับลงไปยังค่าย
เหตุเปลี่ยนแปลงนี้รวดเร็วเกินไป ประดุจฟ้าร้องไม่ทันอุดหู ทุกคนยังไม่ทันจะมี
ปฏิกิริยาใด จั่วม่อก็ถอยกลับมาถึงค่ายเรียบร้อยแล้ว
มันวางร่างม้าฝานลงบนพื้นอย่างระมัดระวัง เซี่ยซานตามติดมาด้วยใบหน้าห่วง
กังวล “ต้าเหริน ม้าฝานเป็นอย่างไรบ้าง?”
จั่วม่อตรวจสอบอย่างละเอียดรอบหนึ่ง ค่อยกล่าวว่า “ไม่เป็นไร มันเพียงหมด
สติจากความเหนื่อยล้า”
ทุกผู้คนค่อยปลดเปลื้องความกังวลลงในที่สุด
เวลาเดียวกัน ในส่วนลึกของผืนหมอกภูต เหวยเสิ้งชะงักเท้าอย่างกะทันหัน
ดวงตาเป็นประกาย “เจตจำนงกระบี่!”