สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 342 ศาสตร์อสูรน้อยของหนานเยว่
หนานเยว่เดินเข้าไปในตำหนักศาสตร์อสูรเหมือนเช่นเคย สีหน้าสงบราบเรียบ
ระหว่างทางพบพานสหายร่วมชั้นเรียนและสหายสนิทหลายคน ทุกคนพูดคุยทักทาย
แต่ไม่มีผู้ใดมีสีหน้าสบายใจเหมือนที่เคยมี บรรยากาศตึงเครียดอยู่บ้าง
เนื่องเพราะวันนี้เป็นวันทดสอบประจำปี ผลการสอบจะมีผลอย่างมากต่อชะตา
ชีวิตของพวกมันในอนาคต ตำหนักศาสตร์อสูรดอกบัวม่วงแม้ว่ามิใช่ตำหนักที่มี
ชื่อเสียง แต่ในอาณาจักรนี้ ยังนับว่ามีอิทธิพลพอตัว จึงไม่สามารถแยกออกจากการ
ทดสอบที่เข้มงวดได้
“อาเยว่!”
สุ้มเสียงอันคุ้นเคยร้องเรียกจากด้านหลัง ไม่ต้องหันไปดูก็รู้ว่าเป็นผู้ใด นางชะงัก
เท้า หมุนตัวกลับไปมอง กล่าวอย่างแปลกใจ “หง เจ้ามิใช่ว่าไม่ต้องทดสอบหรอก
หรือ? มาได้อย่างไร?”
(หง – สายรุ้ง)
สตรีนามหงเป็นสหายสนิทที่สุดของหนานเยว่ พวกนางรู้จักกันตั้งแต่เยาว์วัย
สนิทสนมกลมเกลียวกันเป็นที่สุด หงมาจากตระกูลเล็กๆ ที่รักสันโดษ แต่ตระกูลอสูร
อันลี้ลับนี้ มีฝีมือทางศาสตร์อสูรสายลวงตาโดยกำเนิด หงย่อมร่ าเรียนศาสตร์อสูร
เหล่านั้นมาแต่เล็กแต่น้อย ด้วยพรสวรรค์อันเด่นล้ าของนาง หงเป็นที่ต้องตาของเหล่า
ซือท่านหนึ่ง นับตั้งแต่นางเข้าสู่ตำหนักศาสตร์อสูรดอกบัวม่วง ก็ได้รับการยอมรับเป็น
ศิษย์ส่วนตัวแต่แรก
หงไม่จำเป็นต้องเข้ารับการทดสอบ หนานเยว่เมื่อเห็นนางปรากฏตัวขึ้น จึงอด
แปลกใจไม่ได้
หงสวมใส่อาภรณ์หลากสีสันสมดังนาม ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มเบิกบาน “ข้า
ย่อมต้องมาให้กำลังใจเจ้า ช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ ข้าจะพลาดได้อย่างไรเล่า?”
หนานเยว่ซาบซึ้งใจยิ่ง กล่าวว่า “ก็แค่การทดสอบครั้งเดียวเท่านั้น ไม่เห็นต้อง
กังวลใจถึงปานนี้”
“อืมอืม ด้วยฝีมือของอาเยว่ แน่นอนว่าต้องไม่มีปัญหาอยู่แล้ว” หงเต็มไปด้วย
ความมั่นอกมั่นใจ ทันใดนั้น นางทำเป็นลับๆ ล่อๆ ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ กระซิบว่า “ว่า
กันว่าคราวนี้มีต้าเหรินจากกองกำลังม่านซามาชมดูด้วย”
(ม่าน – เถาวัลย์, ไม้เลื้อย ซา –พืชหญ้าตระกูลต้นกกหรือหญ้าแห้วหมู)
“ต้าเหรินจากกองกำลังม่านซา?” หนานเยว่งงงันวูบ จากนั้นสีหน้าแปรเปลี่ยน
“ใช่กองกำลังม่านซาของปิงหลันต้าเหรินหรือไม่?”
(ปิงหลัน – กล้วยไม้น้ าค้างแข็ง)
หงพออกพอใจกับสีหน้าของหนานเยว่เป็นอย่างยิ่ง หัวร่อคิกคัก “นอกจากกอง
กำลังม่านซาของปิงหลันต้าเหริน ยังจะมีกองกำลังม่านซาอื่นใดอีกเล่า? เป็นไร?
หวั่นไหวใจแล้วหรือไม่?”
นอกจากการถูกยอมรับเป็นศิษย์ส่วนตัวของเหล่าซือแล้ว การเข้าสู่กองทหารยัง
เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี ในกองทหารมีศาสตร์อสูรที่มีประสิทธิภาพมากมาย ซึ่งไพร่
พลทหารสามารถเรียนรู้ได้ เมื่อสั่งสมความดีความชอบได้มากพอ ก็มีโอกาสเรียนรู้
ศาสตร์อสูรที่ลึกล้ ายิ่งขึ้น บัดนี้การสู้รบที่แนวหน้าคุกรุ่นรุนแรง ย่อมเป็นโอกาสดี
สำหรับการกระทำความดีความชอบ
หนานเยว่เพียงแย้มยิ้มไม่ตอบคำ หากนางไม่ได้พบพานต้าเหริน แน่นอนว่าต้อง
หวั่นไหวใจ แต่ยามนี้ นางไม่มีความคิดอื่นใด
สามารถติดตามต้าเหริน ถือเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่ของนางแล้ว!
เกี่ยวกับตัวตนของต้าเหริน นางแม้ไม่ทราบแน่ชัด แต่ไม่มีข้อสงสัยใดๆ ว่าต้าเห
รินมีความสัมพันธ์กับตระกูลเถิงแห่งสวรรค์แดนใต้ของนางอย่างลึกล้ า ในช่วงไม่กี่
วันที่ผ่านมา นางยิ่งมายิ่งเคารพเทิดทูนต้าเหรินมากขึ้นทุกขณะ นางรู้สึกได้อย่าง
ชัดเจน ว่าพลังฝีมือของตนกำลังรุดหน้าไปอย่างก้าวกระโดด
ศาสตร์อสูรน้อยที่ไม่มีผู้ใดเห็นอยู่ในสายตา ที่แท้ล้ าลึกถึงเพียงนี้!
ความสงบของหนานเยว่ทำให้หงคาดไม่ถึงอยู่บ้าง นางทำเสียงอืมในลำคอ หัน
มาเพ่งพิศสหายรักอย่างละเอียดอีกรอบ หนานเยว่ดูไม่ต่างจากปกติ ยังคงสวมอาภรณ์
เรียบง่ายกระฉับกระเฉง แต่เหมือนกับว่ามีบางสิ่งผิดแผกออกไป แต่หากถามว่าแปลก
พิเศษที่ใด? หงกลับไม่สามารถบอกได้ชัดเจน
“อาเยว่ ช่วงนี้มีเรื่องอันใดเกิดขึ้นหรือไม่?” หงพยายามซักถามอย่างค้างคาใจ
“ไม่มีใด” หนานเยว่สั่นศีรษะ เห็นท่าทีห่วงใยกังวลของหง นางหัวใจอุ่นวาบ
ลังเลอยู่ชั่วครู่ แต่ยังคงไม่ได้เล่าถึงผู้อาวุโสให้สหายรักฟัง หากไม่ได้รับอนุญาตจากต้า
เหริน นางก็ไม่กล้ากล่าววาจาวุ่นวายโดยไม่ระวัง
อย่างไรก็ตาม กองกำลังม่านซา… …
หากเป็นในอดีต เข้าร่วมกองกำลังม่านซาย่อมเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของนาง
บรรยากาศภายในตำหนักศาสตร์อสูรหนักหน่วงตึงเครียด ทั้งยังแฝงความ
ลุกลี้ลุกลนอยู่บ้าง ข่าวที่ว่าต้าเหรินจากกองกำลังม่านซาเดินทางมาร่วมชมดูการ
ทดสอบ ทำเอาเหล่าศิษย์ที่ต้องเข้าร่วมการทดสอบตื่นเต้นกังวลขึ้นมา กำลังกองม่าน
ซาเข้มแข็งยิ่ง ปิงหลันต้าเหรินยิ่งทรงพลังอำนาจสุดหยั่งถึง ทั้งยังงามสะคราญปาน
หยาดฟ้ามาดิน เป็นคนรักในฝันของศิษย์บุรุษนับไม่ถ้วน
สำหรับสตรีเผ่าอสูร สามารถเข้าสู่กองกำลังม่านซาก็เป็นวิถีทางที่ดีเยี่ยม
หลังจากนั้นไม่นาน หนานเยว่ในที่สุดได้ยลโฉมต้าเหรินที่เป็นตัวแทนจากกอง
กำลังม่านซา ต้าเหรินนางนี้รูปลักษณ์สูงสง่าเที่ยงธรรม งดงามไร้ที่เปรียบ กอรปด้วย
ท่วงท่าองอาจห้าวหาญ ดวงตาสีทองของนางดึงดูดใจเป็นพิเศษ ต้าเหรินนางนี้สมควร
มาจากตระกูลทอง ยืนอยู่บนเวที ให้ความรู้สึกแหลมคมกดดันไปทั่วห้อง
นางพบว่าพลังสภาวะนี้ยังเข้มแข็งกว่าเหล่าซือเกือบทั้งหมดในตำหนักศาสตร์
อสูรแห่งนี้เสียอีก บรรดาเหล่าซือของตำหนักศาสตร์อสูรแม้มีฝีมือศาสตร์อสูรลึกล้ า
กว่า แต่เมื่อเทียบกับอสูรนักรบที่ผ่านศึกมาจากแนวหน้า รังสีฆ่าฟันของพวกมันยัง
อ่อนด้อยกว่ามาก
ศิษย์หลายคนกลายเป็นยิ่งตื่นเต้นลิงโลด สามารถเข้าสู่กองทัพเช่นกองกำลัง
ม่านซาซึ่งเป็นที่รู้จักไปทั่วภพอสูร เป็นโอกาสที่หาได้ยากนัก โดยไม่ต้องปลุกปลอบให้
กำลังใจใดๆ อสูรทั้งหมดที่จะเข้าร่วมการทดสอบ ล้วนเปี่ยมล้นไปด้วยจิตวิญญาณ
แห่งการต่อสู้
การทดสอบเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางความคาดหวังและความพลุ่งพล่านใจเช่นนี้เอง
การทดสอบคราวนี้ดุเดือดเลือดพล่านกว่าในอดีตมาก แต่หนานเยว่ไม่ตื่นเต้น
กังวลแม้แต่น้อยตำหนักศาสตร์อสูรดอกบัวม่วงไม่ใช่ตำหนักที่มีชื่อเสียง คู่ต่อสู้ล้วน
เป็นใบหน้าที่คุ้นตา ไม่มีคนใหม่ที่ทำให้นางดวงตาเป็นประกายได้
ยิ่งไปกว่านั้น เหล่าศาสตร์อสูรอันแปลกใหม่ที่เคยทำให้นางตื่นเต้นมาก่อน ไม่
สามารถก่อให้เกิดระลอกใดในใจนางอีก
นางรู้สึกแปลกประหลาดยิ่ง
นี่เป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกแปลกๆ เช่นนี้ ศาสตร์อสูรพราวพร่างตระการตา
เหล่านั้น ในสายตานางยามนี้ กลับดูฟุ้งเฟ้อไร้สาระยิ่ง ระหว่างชมดู ในใจนางมักคอย
ครุ่นคิดตามอยู่ตลอดเวลา เพื่อแทนที่ศาสตร์อสูรอันโอ่อ่ากรีดกรายเหล่านี้นางสมควร
ผสานรวมศาสตร์อสูรน้อยแบบใดถึงจะดี
ความรู้สึกนี้ทำให้นางชมดูการประลองอย่างอึดอัดระคนเบื่อหน่ายไม่น้อย ก่อน
หน้านี้เมื่อได้ชมดูศาสตร์อสูรเหล่านี้ นางจะตื่นเต้นยินดีเป็นอย่างยิ่ง และพยายามจะ
ขบคิดทบทวนอยู่ในใจอย่างต่อเนื่อง แต่เวลานี้ไม่หลงเหลือความรู้สึกเช่นนั้นอีก
หนานเยว่ลอบเตือนตัวเองไม่ให้เย่อหยิ่งลำพองใจ เพียงเพราะนางได้เรียนรู้บาง
สิ่ง ก็ไม่ได้หมายความว่านางจะสามารถดูแคลนผู้ใดได้ นางพลันหวนนึกถึงในวันนั้นที่
ผู้อาวุโสอรรถาธิบายศาสตร์อสูรน้อยให้แก่นาง นางจดจำวาจาของผู้อาวุโสได้ทุกคำ
ยามนี้จึงทบทวนถ้อยคำเหล่านั้นในใจอย่างเพลิดเพลิน
ทันใดนั้น หงสะกิดเตือนนางจากด้านข้าง “อาเยว่ ถึงตาเจ้าแล้ว”
“อ้อ” หนานเยว่รับคำเบาๆ ดึงสติสัมปชัญญะกลับคืนมา มองไปยังสนาม
ทดสอบ รวบรวมสมาธิจิตใจ ทะยานร่างขึ้นสู่ลานประลอง
คู่ประลองของนางคือสือเจิ้ง นี่เป็นคู่ต่อสู้ที่คุ้นหน้าคุ้นตาผู้หนึ่ง สือเจิ้งมี
ประสบการณ์คล้ายคลึงกับนางเป็นอย่างยิ่ง มันก็บากบั่นพากเพียรอย่างหนักหน่วง
แต่ก็เป็นเช่นเดียวกัน ไม่มีเหล่าซือคนไหนต้องตามัน แต่มันอายุมากกว่าหนานเยว่ ทำ
ให้สถานการณ์ของมันยิ่งเลวร้ายกว่านางอีก
สือเจิ้งพอเห็นหนานเยว่ ในใจลอบปิติยินดี ศาสตร์อสูรที่มันเชี่ยวชาญ พอดีเป็น
ดาวข่มของหนานเยว่ในระดับหนึ่ง
“เริ่มได้!”
เหล่าซือที่เป็นผู้ตัดสินเปล่งเสียงให้สัญญาณ เห็นสือเจิ้งร่างสาดแสงสว่างไสว นี่
เป็นศาสตร์อสูรที่มันชำนาญที่สุด …กระแสศิลาจักรพรรดิ!
ตระกูลของสือเจิ้งเป็นอสูรศิลา (สือ – ก้อนหิน) มีฝีมือในศาสตร์อสูรสายศิลา
ตามธรรมชาติ
กระแสศิลาจักรพรรดิเป็นศาสตร์อสูรที่ร้ายกาจที่สุดของสือเจิ้ง กลุ่มแสงบนร่าง
มันสามารถเพิ่มพลังป้องกันอย่างมหาศาล เมื่อใช้ออกมาอย่างสมบูรณ์ สามารถ
ป้องกันการจู่โจมทำร้ายของศัตรูได้เป็นอย่างดี
แต่แล้วมันยังไม่ทันจะร่ายศาสตร์อสูรแล้วเสร็จ กลับเห็นแสงสว่างวาบขึ้นจาก
ฝ่ายตรงข้าม สือเจิ้งหางตากระตุก …เร็วเกินไปแล้ว!
หนานเยว่ร่ายศาสตร์อสูรเสร็จสมบูรณ์แล้ว!
แต่สือเจิ้งไม่ได้ตื่นตระหนก ศาสตร์อสูรยิ่งระดับสูงเท่าใด ยิ่งต้องใช้เวลาร่าย
ยาวนานเท่านั้น หนานเยว่ในเมื่อร่ายวิชาเสร็จสิ้นในชั่วพริบตา แน่นอนว่าจะต้องเป็น
ศาสตร์อสูรระดับต่ า ไม่มีทางหยุดยั้งกระแสศิลาจักรพรรดิของมันได้
สือเจิ้งเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นอย่างเปี่ยมล้น มันล่วงรู้ศาสตร์อสูรเพียงไม่กี่
กระบวนท่า แต่ด้วยเหตุนี้ กระแสศิลาจักรพรรดิของมันจึงทรงพลังกว่าศาสตร์อสูร
ระดับต่ าทั่วไปมาก จนยกระดับขึ้นไปอยู่ในขอบเขตของศาสตร์อสูรระดับกลาง
ขณะที่มันยังครุ่นคิดไม่ทันจบสิ้น ศาสตร์อสูรของหนานเยว่ก็กระทบถูกกลุ่มแสง
บนร่างของมันอย่างแม่นยำ
พลังสภาวะทั่วร่างของมันพลันแตกซ่านกระจัดกระจาย
นี่มัน… … ศาสตร์อสูรน้อย …หมอกหลอมละลาย!
พลังปราณศิลาอันจดจ่อรวมรั้งของมัน ทันใดนั้นหลวมคลายในบัดดล แทบหลุด
ออกจากการควบคุม สือเจิ้งตะลึงงัน ศาสตร์อสูรน้อยสามารถทำเช่นนี้ได้ด้วยหรือ?
เสียงอุทานหลากหลายดังขึ้นบนเวทีของผู้ชม ต้าเหรินจากกองกำลังม่านซา
ถึงกับตากระจ่างวูบ
สือเจิ้งแม้แตกตื่นแต่ไม่ลนลาน ศาสตร์อสูรน้อยก็เป็นเพียงแค่ศาสตร์อสูรน้อย
พลังของพวกมันมีจำกัดยิ่ง หากนางคิดว่าสามารถใช้ศาสตร์อสูรน้อยเหล่านี้ ทำให้มัน
เสียการควบคุมพลังปราณศิลา ก็นับว่าฝันเฟื่องเกินไปแล้ว
มันรีบเร่งเร้าพลังจิตสำนึก เสริมพลังการควบคุมของตน พลันได้ยินเสียง
เพียะเพียะเพียะ ติดต่อตามกันแทบเป็นเสียงเดียว สามศาสตร์อสูรของหนานเยว่ร่าย
ออกมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยระดับความเร็วที่มองไม่เห็นชัดตา ลำแสงสองดวงจู่โจมถูก
ร่างมัน อีกหนึ่งลำแสงกลับจู่โจมใส่พื้นใต้ฝ่าเท้าของมันแทน
ศาสตร์อสูรน้อย …บีบอัด!
ศาสตร์อสูรน้อย …แปรเปลี่ยนทองคำ!
สือเจิ้งกำลังเร่งเร้าพลังจิตสำนึก รวมรั้งพลังปราณศิลาเพื่อป้องกันการแตกซ่าน
สลายตัว คิดไม่ถึงว่าหนานเยว่แทนที่จะเร่งโจมตีให้ปราณศิลาของมันกระจัดกระจาย
ยิ่งขึ้น กลับยิงพลังบีบอัดเข้ามาช่วยหนุนเสริมการรวมรั้งของมันแทน พลังสองขุมพอ
ปะทะชนกัน ปราณศิลาก็หดตัวลงทันที ควบแน่น และแปรเปลี่ยนเป็นก้อนศิลาใน
บัดดล!
พริบตาดุจประกายไฟ บนร่างของสือเจิ้งพลันปรากฏชั้นเกราะศิลาบางๆ
ชั้นหนึ่ง
ชั่วพริบตาที่เกราะศิลาก่อตัวขึ้น ก็ถูกแปรเปลี่ยนทองคำจู่โจมตามมาอย่างแยบ
คาย เหมาะเจาะพอดีถึงที่สุด เห็นเกราะศิลาเปล่งแสงแวววามดุจโลหะ ราวกับว่า
กลายเป็นเกราะโลหะบางๆ ห่อรัดรอบกายของสือเจิ้งเอาไว้อย่างแน่นหนา
สือเจิ้งรู้สึกหายใจไม่ออก ทั้งร่างของมันถูกห้อมล้อม ตัดขาดออกจากภายนอก
อย่างสิ้นเชิง มันกัดฟันแน่น พยายามดูดซับปราณศิลาจากใต้ฝ่าเท้า ทันใดนั้นพลัง
มหาศาลขุมหนึ่งปะทุขึ้นมาจากใต้ร่าง มันไม่ทันล่วงรู้ว่าอะไรเป็นอะไร พลันหลุดลอย
ขึ้นจากพื้น ปลิวลิ่วไปทางหนึ่ง
คนอื่นๆ กลับชมดูฉากนี้ได้ชัดตา พวกมันเห็นสายน้ าอันเร่งร้อนลำหนึ่ง พวยพุ่ง
ขึ้นจากพื้นใต้ฝ่าเท้าของสือเจิ้ง โหมซัดใส่มันจนกระเด็นไปทางหนึ่ง นี่เป็นอีกหนึ่ง
ศาสตร์อสูรน้อยที่ทุกคนรู้จักคุ้นเคยกันดี …น้ าพุพวยพุ่ง!
สือเจิ้งที่ลอยลิ่วอยู่กลางอากาศ พลันถูกลำแสงอีกสายหนึ่งกระแทกใส่ ร่างชะงัก
ค้างกลางอากาศอย่างแปลกพิสดาร
ศาสตร์อสูรน้อย…แมงมุมรัดรึง!
ที่ชวนสะท้านใจยิ่งไปกว่านั้น เห็นสิบดรรชนีของหนานเยว่สว่างวาบ ราวกับ
ตะเกียงเล็กๆ สิบดวง
มองปราดเดียวก็ทราบ ทั้งสิบดรรชนีหน่วงรั้งพลังศาสตร์อสูรเอาไว้สิบสาย
ศาสตร์อสูรน้อย …หอกสายลม!
สือเจิ้งศีรษะลั่นอึงอล มันทราบว่ามันพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง ร่างกายของมันยังคง
ขยับไม่ได้ ถูกกักขังและตัดขาดจากพื้นดินด้วยชุดเกราะโลหะ ทำให้มันไม่สามารถดูด
ซับปราณศิลา ได้แต่ยืดคอรอรับการโจมตีแต่ฝ่ายเดียว พลังของหอกสายลมอาจไม่
รุนแรงเท่าใด แต่หอกสายลมสิบเล่มจู่โจมพร้อมกัน ยังสามารถทะลวงร่างมันได้มาก
เกินพอ
“ข้าแพ้แล้ว!”
สือเจิ้งสมองขาวว่างเปล่า ไม่รู้ด้วยซ้ าว่ากล่าวคำใดออกมา บรรดาผู้ชมส่งเสียง
วิพากษ์วิจารณ์ดังอื้ออึง การต่อสู้ที่เดิมทีพวกมันคิดว่าจะเป็นการประชันกันอย่าง
ดุเดือดของมังกรพยัคฆ์ กลับจบสิ้นลงอย่างง่ายดายด้วยวิธีการอันแปลกประหลาด
เช่นนี้
แปะแปะแปะ! บนเวทียกพื้น ต้าเหรินจากกองกำลังม่านซาปรบมือพลางผุดลุก
ขึ้นยืน กล่าวอย่างนิยมชื่นชม “ยอดเยี่ยม! แม่นางน้อย เจ้ายินดีเข้าร่วมกองกำลังม่าน
ซาหรือไม่?”
เสียงฮือฮาดังขึ้นในหมู่ผู้ชม สายตานับไม่ถ้วนจับจ้องมายังหนานเยว่เป็นตาเดียว
เต็มไปด้วยความอิจฉาเลื่อมใส
“ขอบคุณต้าเหรินเมตตา!” หนานเยว่ประสานมือคำนับอย่างอ่อนน้อม แล้วเงย
หน้าขึ้น ดวงตาใสกระจ่างดุจอัญมณี “แต่หนานเยว่ตั้งใจจะอยู่ในตำหนักอีกสักระยะ
ขอต้าเหรินโปรดอภัย”
หงกรีดร้องอะไรออกมาคำหนึ่งจากด้านข้างสนามประลอง นางเหม่อมองมอง
หนานเยว่อย่างไม่เชื่อสายตา และคิดว่าตัวเองหูเฝื่อนไป
ต้าเหรินจากกองกำลังม่านซานางนั้นแปลกใจไม่น้อย แต่นางไม่มีโทสะ เพียง
กล่าวเบาๆ ว่า “เช่นนั้นก็ลืมไปเถอะ” จากนั้นทรุดนั่งลงตามเดิม
แต่ใครที่พอมีสายตาอยู่บ้าง ย่อมสามารถมองเห็นความไม่พอใจของต้าเหรินนาง
นี้ได้ ทว่าบนสนามประลอง หนานเยว่คล้ายไม่ใส่ใจ ภายใต้สายตาแปลกๆ ของทุก
ผู้คน นางทะยานร่างลงจากสนามประลองอย่างสงบ
การทดสอบย่อมไม่ได้หยุดลงเพราะเหตุเล็กน้อยเพียงเท่านี้ จนกระทั่งจบสิ้นลง
กองกำลังม่านซาเลือกศิษย์ที่เข้าตาไปสามคน ต้าเหรินนางนี้ไม่รีรออันใด เมื่อเลือกคน
แล้วเสร็จ ก็นำพวกมันทั้งสามเหินร่างออกจากตำหนักศาสตร์อสูรดอกบัวม่วงไป
และหนานเยว่ผู้แสดงฝีมือสะท้านไปทั้งตำหนัก ก็กลับออกมาพบกับหง ผู้กำลัง
มีสีหน้าย่ าแย่และรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าอย่างรุนแรง