สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 345 สนามประลองในคุก
หนานเยว่นึกไม่ถึงว่าจะต้องมาพบหน้าสหายร่วมชั้นเรียนที่นี่ ต้องลอบคร่ า
ครวญอย่างหวนโหย นี่เป็นสถานการณ์ที่ไม่ดี นางมองต้าเหรินอย่างระมัดระวัง ในใจ
ลอบภาวนาว่าเรื่องนี้คงจะไม่ทำให้ต้าเหรินขุ่นข้องรำคาญ! นางเพิ่งเคยพบพานต้าเห
รินเป็นหนที่สอง ต้าเหรินมีอารมณ์เช่นไร นิสัยใจคอเป็นอย่างไร นางยังไม่ล่วงรู้แม้แต่
น้อย
อย่างไรก็ตาม นางเคยได้ยินว่าต้าเหรินหลายท่านไม่ชมชอบให้การเคลื่อนไหว
ของตนรั่วไหลออกไป
“ศิษย์หนานเยว่ ท่านนี้คือ?” สุ้มเสียงทุ้มลึกราบเรีนบพลันดังกังวานอยู่ในหูนาง
นางเงยหน้าขึ้นมอง พลันพบว่าสถานการณ์ยังเลวร้ายกว่าที่นางคิด นี่คือฉีเหล่า
ซือ! ฉีเป็นหนึ่งในเหล่าซือที่มาพบนางหลังจากการทดสอบ ต้องการรับนางเป็นศิษย์
ส่วนตัว ฉีเหล่าซือเกิดจากตระกูลไฟ มีฝีมือทางศาสตร์อสูรธาตุไฟอย่างหาตัวจับยาก
ในบรรดาเหล่าซือของตำหนัก พลังฝีมือของมันสามารถเบียดเสียดเข้าสู่ห้าลำดับแรก
ได้มากเกินพอ
เห็นอสูรมากหน้าหลายตาอยู่ตรงหน้า จั่วม่อรู้สึกได้เปิดหูเปิดตายิ่ง อสูรกลุ่มนี้มี
รูปร่างแตกต่างหลากหลาย ส่วนใหญ่ดูคล้ายมนุษย์ แต่มีอยู่สองตนที่โดดเด่นสะดุดตา
เป็นที่สุด หนึ่งในนั้นมีร่างกายเป็นต้นไม้สีเขียวสดชื่น รากมากมายเหมือนกับเท้าที่
คล่องแคล่วยืดหยุ่นผิดธรรมดา มันดูมีชีวิตชีวามาก กิ่งก้านสาขาราวกับแส้หยุ่นเหนียว
โบกสะบัดกลางอากาศ ส่วนอีกคนหนึ่งร่างกายสร้างขึ้นจากการรวมตัวกันของดอกไม้
หลายร้อยดอก ลอยอยู่ในอากาศ บางครั้งดอกไม้ก็กระจัดกระจาย เปลี่ยนแปลง
รูปร่างเป็นครั้งคราว
มองจากยามนี้ ไม่ทราบจะแยกเพศพวกมันด้วยวิธีใด?
คำถามอันลึกซึ้งนี้ เป็นปัญหากับจั่วม่ออยู่บ้าง
ผมสีแดงเพลิงของฉี รวมกับรูปโฉมประดุจราชสีห์ เมื่ออยู่ในกลุ่มตัวประหลาดนี้
กลับดูธรรมดาสามัญเสียจนไม่ดึงดูดความสนใจไปเลย แต่จั่วม่อก็สังเกตเห็นมัน
ในทันที เนื่องเพราะในหมู่อสูรกลุ่มนี้นับมันแข็งแกร่งที่สุด ทั้งยังไม่ใช่แข็งแกร่งกว่า
เพียงเล็กน้อย
พอฟังคำที่ฉีเรียกหนานเยว่ จั่วม่อพลันตระหนักถึงฐานะของฉีในทันที
“ท่านที่นับถือที่แท้เป็นเหล่าซือของหนานเยว่? อา เสียคารวะแล้ว ข้าเป็น
ลูกพี่ลูกน้องของหนานเยว่” จั่วม่อประสานมือ กล่าวอย่างยิ้มแย้ม
ลูกพี่ลูกน้อง?
คนทั้งหมดเหลียวมองจั่วม่อกับหนานเยว่สลับไปมาอยู่หลายรอบ สีหน้าของ
พวกมันกลายเป็นฉงนงงงวยในบัดดล
ความสามารถในการโป้ปดของต้าเหริน…น่าอนาถอย่างแท้จริง! หนานเยว่อับ
อายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี ไม่ว่ามองจากมุมไหน ต้าเหรินก็ไม่มีส่วนใดที่บ่งบอกว่า
เป็นคนตระกูลเดียวกับนางแม้แต่น้อย แต่ในเมื่อต้าเหรินกล่าวเช่นนี้ นางก็ได้แต่ฝืน
กล่าวคล้อยตาม “อา ใช่ใช่ ญาติห่างๆ ของข้าเอง”
ห่างๆ … อสูรทั้งหมดค่อยแสดงสีหน้าเข้าอกเข้าใจ
ฝีมือโป้ปดสุดอนาถเช่นนี้ได้แต่หลอกลวงเหล่าศิษย์ที่อ่อนต่อโลก แต่ไหนเลยจะ
ตบตาอสูรเฒ่ามากประสบการณ์ดังเช่นฉีได้? แต่ผู้อื่นเมื่อไม่ยินดีบ่งบอกความเป็นมา
ฉีก็ไม่กล่าวเปิดโปง
ทุกผู้คน ผู้ใดไม่มีความลับของตน?
“ท่านที่นับถือสบาย” ฉีประสานมือคารวะตอบอย่างสุภาพ พลังจิตสำนึกของ
จั่วม่อแม้ไม่สูงส่งเท่าตัวมันเอง แต่ยังเหนือล้ ากว่าบรรดาศิษย์เหล่านี้ เมื่อพิจารณาจาก
อายุอานามแล้ว เห็นได้ชัดว่าคนผู้นี้พรสวรรค์ไม่รวบรัดธรรมดา
พรสวรรค์อันยอดเยี่ยม… …
ฉีเริ่มหวั่นไหวใจ แสร้งถามอย่างเรื่อยเปื่อยว่า “มิทราบว่าท่านที่นับถือสังกัด
ตำหนักใด?”
“ข้าไม่ได้สังกัดตำหนักศาสตร์อสูร” จั่วม่อสั่นศีรษะ ตอบตามความสัตย์
ไม่ได้สังกัดตำหนักศาสตร์อสูร เหล่าอสูรย่อมไม่อาจเชื่อวาจานี้ได้
“ไฉนไม่?” อสูรต้นไม้โบกกิ่งก้านอย่างกระหายใคร่รู้ เจ้าผู้นี้ดูคล้ายเป็นบุคคล
อยากรู้อยากเห็นผู้หนึ่ง ถึงกับรีบออกมาถามเป็นคนแรก
“ข้ามีเหล่าซือคอยสั่งสอนอยู่แล้ว”
คำตอบของจั่วม่อเรียกเสียงพึมพำอย่างอิจฉาเลื่อมใส ตำหนักศาสตร์อสูรเป็น
สถานที่ที่ดีสำหรับอสูรทั่วไป แต่ศิษย์ส่วนตัวของเหล่าซือย่อมให้รับการชี้แนะมากกว่า
ฉีลอบผงกศีรษะ หนนี้จั่วม่อไม่ได้โป้ปดมดเท็จ
มันพลันฉุกคิดถึงห่วงโซ่ศาสตร์อสูรน้อยที่หนานเยว่สำแดงออกมาระหว่างการ
ทดสอบ หรือว่าจะเป็นลูกพี่ลูกน้องของนางผู้นี้สอนให้กับนาง? ฉียิ่งครุ่นคิดเท่าใด ยิ่ง
รู้สึกว่าเป็นไปได้มากเท่านั้น มันเคยสอนชั้นเรียนของหนานเยว่มาก่อน มีความเข้าใจ
ในตัวศิษย์ผู้นี้ดี ความมุ่งมั่นและมานะบากบั่นของหนานเยว่ไม่ต้องกล่าวถึง แต่
พรสวรรค์ของนางอาจเรียกได้ว่าดีอยู่บ้างเท่านั้น ผลงานที่เปล่งประกายในการ
ทดสอบครั้งล่าสุด ไม่ใช่ลักษณะของนาง
ฉีในที่สุดค่อยตระหนักว่าหนานเยว่ไฉนปฏิเสธคำเชิญของเหล่าซือทุกท่าน อาจ
เป็นไปได้ว่าเหล่าซือของลูกพี่ลูกน้องของนางผู้นี้ ได้เลือกนางเป็นศิษย์อีกคน
“ขอทราบนามสูงส่งของเหล่าซือของท่านได้หรือไม่?” ฉีถามอย่าง
เกรงอกเกรงใจ เพียงเห็นปลายยอดของภูเขาน้ าแข็งแวบหนึ่งก็มากเกินพอ ศาสตร์
อสูรน้อยอันน่าอัศจรรย์เหล่านั้น ทำเอาฉีถึงกับตื่นตะลึงอยู่เป็นนาน
“อ้อ มันเรียกว่าผู” จั่วม่อฉุกใจวูบ กล่าวออกมาตามตรง
ผู? ฉีทบทวนความทรงจำอย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่ไม่พบสิ่งใด ดูเหมือนไม่ใช่อสูร
ที่มีชื่อเสียงมากนัก
หนานเยว่พอฟัง แทบเหลือกตาตลบหนึ่ง ฝีมือโป้ปดมดเท็จของต้าเหรินน่า
อนาถเกินไปแล้ว! หนานเยว่เข้าใจว่านาม ‘ผู’ ที่จั่วม่อกล่าวออกมา เป็นเพียงกล่าว
ตอบไปอย่างส่งเดช ก็อสูรตนใดจะเรียกนามของเหล่าซือออกมาตรงๆ อย่างสบายๆ
เยี่ยงนี้กัน?
จริงดังคาด อสูรดอกไม้แค่นเสียงอย่างเย็นชา “หากไม่ต้องการบ่งบอกก็อย่าได้
กล่าวแล้ว ไยต้องโป้ปดมดเท็จ!”
อสูรตนอื่นๆ แสดงทีท่าเห็นพ้อง
จั่วม่อสับสนงุนงง แต่ไม่ได้โต้เถียงแก้ตัว มันฉวยโอกาสเข้าสู่ทะเลแห่งจิตสำนึก
เยาะเย้ยผูเยา “ผู เจ้าเป็นอสูรฟ้าจริงหรือไม่? ไฉนไม่มีอสูรตนใดรู้จักเจ้าเลย? เจ้าช่าง
น่าอนาถเกินไปแล้ว!”
ผูเยาสีหน้าขัดตาอย่างเห็นได้ชัด
ได้จัดการผูเยามารอบหนึ่ง กับเสียงแค่นอย่างเย็นชาของอสูรดอกไม้ จั่วม่อไม่ให้
ความสนใจแม้แต่น้อย
หนานเยว่ลอบเหลือบมองจั่วม่อ พลางครุ่นคิดในใจ ต้าเหรินฝีมือโป้ปดน่าอนาถ
อยู่บ้าง แต่โชคดีที่ใบหน้าของมันหนาพอสมควร
ฉีกลับไม่คิดว่าจั่วม่อโกหกพกลม มันเคยพบพานมหาอสูรที่ทรงพลังหลายตน
ทราบดีว่าอสูรมากมายมีนิสัยแปลกประหลาด และไม่ใส่ใจกับเรื่องปลีกย่อยเหล่านี้
อย่างไรก็ตาม มันไม่คิดเสียเวลาสนทนาไปมากกว่านี้ ดังนั้นกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า
“วันนี้ข้าพาพวกมันมาชมดูสนามประลองในคุก นี่ก็ล่าช้าไปมากแล้ว คงต้องขอตัว
อำลาไปก่อน”
จั่วม่อรีบประสานมือคารวะ ฉีฉุดลากเหล่าอสูรน้อยกลุ่มหนึ่ง หายตัวไปอย่าง
รวดเร็ว
หากจากพวกมันจากไปไกล จั่วม่อค่อยหันมาถามหนานเยว่ “สนามประลองใน
คุกคือสิ่งใด?”
หนานเยว่มีสีหน้าแปลกพิกลอยู่บ้าง ต้าเหรินไฉนไม่รู้จักสนามประลองในคุก?
นางไม่ค่อยเชื่อนัก อสูรอะไรกันไม่รู้จักสนามรบในคุก? แต่นางพยายามระงับความ
งุนงงสงสัยในใจ ตอบอย่างเรียบๆ ร้อยๆ ว่า “สนามประลองในคุกเป็นสถานที่สำหรับ
ฝึกการต่อสู้จริง ภายในมีค่ายกลอสูรอยู่มากมาย มีแต่ใช้ศาสตร์อสูรเท่านั้นจึงสามารถ
ทำลายได้”
“ค่ายกลอสูร?” จั่วม่อตาลุกวาบ แค่ประโยคนี้ก็สร้างความหวั่นไหวใจให้มันเป็น
อย่างยิ่ง ค่ายกลอสูร ดูจากนามสมควรเป็นค่ายกลที่เหล่าอสูรใช้งาน หากเทียบกับ
ค่ายกลยันต์ที่ซิวเจ่อใช้ ไม่ทราบว่าแตกต่างกันที่ใด?
มันกล่าวทันที “อ้อ รีบนำข้าชมดู”
หนานเยว่ยิ่งรู้สึกแปลกพิกลกว่าเดิม แต่ยังคงรับคำอย่างอ่อนน้อม “ทราบ
แล้ว!”
หกชั่วยามสำหรับจั่วม่อเป็นเวลานานพอสมควร มันไม่รีบไม่ร้อน ระหว่างทางก็
สอนศาสตร์อสูรให้แก่หนานเยว่ไปพร้อมกัน มันอธิบายถึงศาสตร์อสูรน้อยและการ
เปลี่ยนแปลงอันหลากหลายอย่างละเอียดยิบ ทั้งยังอธิบายว่าไฉนมันต้องแยกสลาย
ศาสตร์อสูร
หนานเยว่ได้เรียนรู้ไม่น้อย จนกระทั่งมาถึงสนามประลองในคุกโดยไม่รู้ตัว นี่เป็น
ครั้งแรกที่นางพบว่าเวลาผ่านไปเร็วยิ่ง
“ต้าเหริน ที่นี่คือสนามประลองในคุก!”
จั่วม่อเพ่งพิจารณาสนามประลองในคุกอย่างอยากรู้อยากเห็น มองมองปราด
เดียว มันก็ไม่อาจละสายตาได้อีก
เห็นแม่น้ าลำธารคดเคี้ยวนับไม่ถ้วนตัดไขว้สลับไปมา ถักประสานไหลผ่านความ
ว่างเปล่า ราวกับอุโมงค์ผลึกใสเหลือคณานับ ลำน้ าเหล่านี้บ้างไหลเร็วรี่ บ้างไหลแช่ม
ช้า บ้างนุ่มนวล บ้างไหลย้อนทวนกระแส เต็มไปด้วยสายน้ าแปลกพิสดารทุกประเภท
ในแม่น้ า บ้างมีพืชน้ าแปลกประหลาดหลากสีขึ้นอยู่แน่นขนัด บ้างมีฝูงมัจฉาสารพัดสี
แหวกว่ายอยู่ภายใน สายตาของจั่วม่อตกลงบนปลายักษ์ขนาดสามสิบจั้ง ที่อ้าปาก
มหึมาของมันอย่างดุร้ายกระหายเลือดเป็นครั้งคราว จั่วม่อหัวใจบีบแน่น
นอกเหนือจากแม่น้ าลำธาร สถานที่อื่นๆ ก็เต็มไปด้วยวัตถุประหลาดมากมาย
อย่างเช่นลูกพลังสายฟ้า ก้อนเมฆไฟและอื่นๆ สามารถพบเห็นได้ทุกหนทุกแห่ง
ค่ายกลอสูรอันร้ายกาจ!
หลังจากเพ่งพินิจอย่างถี่ถ้วน จั่วม่อรู้สึกมึนงงวิงเวียน ทั้งยังตื่นตระหนกสุด
ระงับ! ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ าลำธาร พืชน้ ามัจฉา ลูกพลังสายฟ้าหรือก้อนเมฆไฟ พวกมัน
ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของค่ายกลที่ใหญ่กว่า ไม่ว่าลงมือกับที่ใด จะกระทบถูกค่ายกลทั้ง
มวล
นี่คือขบวนค่ายกล ‘ชีวิต’ ขนาดมหายักษ์ ไม่ว่าส่วนใดของค่ายกลเกิดการ
เปลี่ยนแปลง จะเป็นเหตุให้ค่ายกลทั้งหมดเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
หลังจากสังเกตสังกาเป็นเวลานาน จั่วม่อหันกลับไปถามหนานเยว่ “ของสิ่งนี้
เล่นอย่างไร?”
“เล่น?” หนานเยว่สะกิดใจกับวิธีการถามแปลกๆ ของจั่วม่อ นางได้แต่ตอบว่า
“เพียงแค่เข้าไปก็พอ คุกนภาจรัสมีสนามประลองในคุกอยู่สามระดับ หากท่าน
สามารถผ่านเข้าสู่ระดับชั้นในสุด จะสามารถเข้าสู่คุกที่สองได้”
“คุกที่สอง?” จั่วม่อกระตือรือร้นอยากทดลองดูทันที คุกสิบนิ้วใช่มีสิบชั้น
หรือไม่? กระทั่งคุกแรกยังทำให้มันประหลาดใจได้ถึงเพียงนี้ ไม่ทราบว่าคุกที่สองจะ
น่าเล่นปานใด?
“มาๆ เรามาลองดูกันเถอะ!” กล่าวจบคำ มันก็ดึงหนานเยว่โถมเข้าไปด้านใน
หนานเยว่คิดไม่ถึง ต้าเหรินพอกล่าวว่าจะเข้าก็โถมเข้ามาในบัดดล นางเมื่อเห็น
สีหน้าตื่นเต้นลิงโลดของต้าเหริน อดคิดไม่ได้ หรือว่าต้าเหรินไม่เคยมาจริงๆ? นึกถึง
ตรงนี้ อดรีบกล่าวเตือนไม่ได้ “ต้าเหริน หากบุกฝ่าล้มเหลว จิตสำนึกอาจได้รับ
บาดเจ็บได้”
“ไม่เป็นไร”
วาจาของต้าเหรินยังไม่ทันจะกล่าวจบ หนานเยว่รู้สึกฉากเบื้องหน้าแปรเปลี่ยน
ไป กลายเป็นสีแดงฉาน!
แย่แล้ว นี่มันก้อนเมฆไฟ!
นางสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง ในสนามประลองในคุก ศาสตร์อสูรที่นาง
หวั่นเกรงที่สุดคือสิ่งของประเภทเมฆไฟนี้เอง
มังกรเพลิงตัวหนึ่งคล้ายกระสากลิ่นผู้รุกรานสองคน พกพาพลังสภาวะแผดเผา
อันเกรี้ยวกราด กระโจนเข้าหาคนทั้งสองอย่างหักโหม!
“น่าสนใจ!”
เสียงของต้าเหรินดังมาจากด้านข้าง หนานเยว่ในที่สุดค่อยจดจำได้ว่าต้าเหรินยัง
อยู่ข้างกายนาง หัวใจผ่อนคลายลงมากอย่างฉับพลัน
จั่วม่อรู้สึกน่าเล่นอย่างแท้จริง มังกรเพลิงตัวนี้สร้างขึ้นจากศาสตร์อสูรธาตุไฟ
เจ็ดวิชาเชื่อมประสานกัน ฝีมือแยบยลไม่น้อย ศาสตร์อสูรธาตุไฟทั้งเจ็ดล้วนเป็น
ศาสตร์อสูรน้อย ไม่ใช่ศาสตร์อสูรที่ซับซ้อน สิ่งที่ทดสอบคือความสามารถในการ
ตอบสนองของผู้ที่คิดผ่านด่าน
วิธีการรับมือมังกรไฟตัวนี้ ยามกะทันหันนึกได้มากมายหลายวิธี จั่วม่อเลือกวิธีที่
รวบรัดที่สุด
ศาสตร์อสูรน้อย … คมมีดวารี!
เห็นใบมีดโปร่งใสเล่มหนึ่งฟันใส่ใจกลางของมังกรไฟอย่างแยบคาย
ตูม!
มังกรไฟพลันแยกกระจายเป็นลูกไฟเจ็ดดวงในบัดดล จากนั้นแตกระเบิด
หนานเยว่ตาถลนแทบหลุดออกจากเบ้า นางเห็นศาสตร์อสูรน้อยที่ต้าเหรินเพิ่ง
ร่ายออกมาได้ชัดตา จากพลังสภาวะอันดุดันของมังกรไฟ เป็นที่คาดคำนวณได้ถึงพลัง
อันแข็งแกร่งของมัน แต่ต้าเหรินสามารถเอาชนะมังกรไฟได้หรือไม่ ข้อนี้นางไม่สงสัย
แม้แต่น้อย
หากทว่า…เพียงแค่คมมีดวารีหนึ่งกระบวนท่าเท่านั้น!
ไม่มีสิ่งใดแตกต่างไปจากคมมีดวารีที่นางสามารถร่ายออกมา นี่จะเป็นไปได้
อย่างไร… …. จะเป็นไปได้อย่างไร… ….
นางเหม่อมองกลุ่มสะเก็ดไฟที่สาดกระเซ็นไปทุกทิศทุกทางอย่างมึนงง
จั่วม่อสังเกตเห็นสีหน้าของหนานเยว่ ค่อยนึกได้ว่ามันมี ‘ผู้ติดตาม’ อยู่คนหนึ่ง
จึงอธิบายว่า “เจ้าจะต้องมองไปที่โครงสร้างของมังกรไฟ มันถูกสร้างศาสตร์อสูรธาตุ
ไฟเจ็ดวิชาเชื่อมประสานกัน หากเจ้าสามารถมองหาจุดเชื่อมต่อที่สำคัญ จะสามารถ
ประหยัดพลังงานได้ไม่น้อยทีเดียว”
ไม่มีเวลาให้มันพูดมากไปกว่านั้น ลูกศรสายฟ้าดอกหนึ่งพุ่งลิ่วมาถึงตรงหน้า
จั่วม่อในชั่วพริบตา
จั่วม่อกรีดดรรชนีขึ้นอย่างไม่รีบไม่ร้อน ลูกพลังน้ าโปร่งใสลูกหนึ่งปรากฏขึ้น
เบื้องหน้า
ศาสตร์อสูรน้อย…ลูกพลังวารี!
สายฟ้าปะทะลูกพลังน้ าอย่างถนัดถนี่ ทันใดนั้น บนพื้นผิวของลูกพลังน้ าปรากฏ
สายฟ้าปะทุออกมานับไม่ถ้วน เสียงดังซี่ซี่ไม่ขาดหู
“นี่ไม่มีลวดลายใด เพียงแค่ตอบสนองอย่างรวดเร็ว” จั่วม่อซัดลูกพลังน้ าที่ปก
คลุมไปด้วยชั้นพลังสายฟ้าไปทางหนึ่ง กล่าวอย่างไม่เร็วไม่ช้า “เมื่อร่ายศาสตร์อสูร
น้อย พื้นฐานที่สำคัญที่สุดคือความเร็ว”
วาจากล่าวยังไม่ทันขาดเสียง เห็นพืชน้ าแน่นขนัด กระหน่ าทิ่มแทงเข้ามาจาก
ทุกทิศทางอย่างดุดัน
จั่วม่อพลิกฝ่ามือวูบ ปรากฏมังกรเพลิงตัวหนึ่ง เหมือนกับตัวเมื่อครู่ไม่มีผิดเพี้ยน
ทว่ามังกรเพลิงตัวนี้ท่องทะยานอยู่รอบกายพวกมันทั้งสอง ไม่ว่าผ่านไปยังที่ใด ต้นพืช
น้ าอันแหลมคมล้วนถูกแผดเผาเป็นเถ้าธุลี
“เจ้าต้องเรียนรู้วิธีใช้… …”
มันมีท่วงท่าสภาวะของเหล่าซืออยู่บ้าง ลงมือไปพลาง สั่งสอนไปพลางอย่างสงบ
เยือกเย็น และเพลิดเพลินไปกับสายตาเทิดทูนบูชาของหนานเยว่ ในใจพึงพอใจจน
แทบตัวลอย
สิ่งที่จั่วม่อผู้กำลังสำราญใจคาดไม่ถึงก็คือ การโจมตีอย่างปลอดโปร่งสามครั้ง
ซ้อนของมัน ดูเหมือนจะปลุกให้สนามประลองในคุกที่เดิมสงบนิ่ง พลันตื่นขึ้นจากห้วง
นิทราอันยาวนาน!