สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 346 ศึกทลายคุก
“ลูกพี่ลูกน้องของหนานเยว่ดูแปลกพิกลโดยแท้” อสูรต้นไม้โบกกิ่งก้านอย่างเร่ง
ร้อน พ่นวาจาออกมารัวๆ ราวกับน้ าพุพ่นน้ า “ไม่ได้มีตรงไหนคลับคล้ายหนานเยว่
แม้แต่น้อย มองปราดเดียวก็ทราบว่ามิใช่ตัวดีอันใด ไฉนหนานเยว่มีลูกพี่ลูกน้องเช่นนี้
น่าประหลาดเสียจริง… …”
เสียงแค่นอย่างเย็นชาดังมาจากกลุ่มก้อนดอกไม้ที่ล่องลอยกลางอากาศ “หุบ
ปาก!”
“เป็นไร? เจ้าไม่คิดว่าแปลกหรือ?” อสูรต้นไม้งุนงงอยู่บ้าง “เจ้าแปลกมาก ไฉน
ไม่รู้สึกว่าเรื่องนี้แปลก? เจ้าไม่รู้สึกว่าแปลกจริงๆ… …”
ฉีรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าอย่างรุนแรง ตวาดเสียงต่ า “หุบปากเสียที!”
เสียงเจื้อยแจ้วของอสูรต้นไม้ชะงักลงทันควัน มันหุบปากเงียบอย่างเชื่อฟัง กับ
วาจาของเหล่าซือมันไม่กล้าไม่ใส่ใจ แต่หลังจากเงียบไปหลายอึดใจ มันสุดจะระงับ
ยับยั้งได้จริงๆ เริ่มพึมพำอีกครั้ง “แต่เหล่าซือ ท่านไม่เห็นว่ามันแปลกหรือ… …”
ทุกผู้คนอยากจะเป็นลม
ฉีไม่ทราบจะหัวร่อหรือร่ าไห้ดี อสูรต้นไม้ผู้นี้เป็นลูกหลานของสหายของมันผู้
หนึ่ง หากมีโอกาสมันก็มักจะนำอสูรต้นไม้น้อยติดตามไปด้วยเสมอ แต่เจ้าผู้นี้เป็นคน
ปากมาก ชอบพูดพล่ามไม่รู้กาลเทศะ เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นหรือจะ
เรียกว่าชอบสอดรู้อย่างรุนแรงก็ไม่ผิด หากถูกบางสิ่งสะกิดความสนใจขึ้นมา รับว่ากัด
ไม่ปล่อยจนกว่าจะรู้จะแจ้งกันไปข้าง
“สนามประลองในคุกอยู่ข้างหน้านี้แล้ว!” ฉีรีบหันเหหัวเรื่อง ชี้ไปยังฉากเบื้อง
หน้า เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของเจ้าต้นไม้ประหลาดนี้เสียที
จริงดังคาด อสูรต้นไม้หันไปสนใจสนามประลองในคุกทันที “สนามประลองใน
คุกที่แท้เป็นเช่นนี้เอง!”
อสูรตนอื่นๆ ไม่ได้ตื่นเต้นมากนัก หลายคนในกลุ่มเคยมาทดสอบกับสนาม
ประลองในคุกเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าผู้ใดเมื่อเข้ามายังนภาจรัสวารีไพศาล ย่อมต้องลอง
ทดสอบสนามประลองดูสักครา ต่อให้พวกมันไม่เข้มแข็งพอ สนามประลองในคุกก็
มิใช่ว่าจะต้องเดิมพันด้วยความเป็นความตายเสียหน่อย อย่างมากพวกมันก็เพียงแค่
ได้รับบาดเจ็บนิดหน่อยเท่านั้น หากโชคดี แม้แต่ปลายผมก็ไม่ถูกสะกิดเสียด้วยซ้ า
อสูรน้อยที่ขวัญกล้าบังอาจชมชอบสำรวจสนามประลองในคุก ศาสตร์อสูรที่อยู่
ในสนามประลอง เมื่อเทียบกับพื้นที่ส่วนอื่น เรียกได้ว่าแข็งแกร่งกว่าหลายส่วน ทั้งยัง
เหมาะสมสำหรับการต่อสู้จริง ที่สำคัญหากพวกมันคิดเข้าสู่คุกชั้นถัดไป พวกมัน
จะต้องผ่านสนามประลองในคุกเสียก่อน
“ไป ลองเข้าไปข้างใน” ฉีเห็นอสูรต้นไม้หันมาสนใจสนามประลองในคุก ค่อย
ระบายลมหายใจอย่างโล่งอก รีบพาทั้งหมดเข้าไปในสนามประลอง
ทันทีที่เข้าสู่สนามประลอง ฉากตรงหน้าก็แปรเปลี่ยนไปทันที อสูรต้นไม้โบกกิ่ง
ก้าน กล่าวด้วยอารมณ์ความรู้สึก “สถานที่อันแปลกประหลาดกระไรเช่นนี้… …”
แต่ในเวลานี้ย่อมไม่มีผู้ใดแยแสสนใจมัน อสูรตนอื่นๆ เคยเข้าทดสอบในสนาม
ประลองมาก่อน ยามนี้ล้วนจิตใจเขม็งตึงเครียด
ฉีเหล่าซือแม้อยู่ด้านข้าง แต่เพียงรับผิดชอบสั่งสอนชี้แนะ แน่นอนว่าหากเกิด
เหตุคับขันอันตราย เหล่าซือย่อมต้องลงมือปกป้องคุ้มครองพวกมัน อย่างไรก็ตาม ทุก
คนล้วนหวังจะเป็นศิษย์ส่วนตัวของฉีเหล่าซือ ย่อมไม่กล้าหย่อนยาน ทุกคนเริ่มทุ่มเท
สมาธิจิตใจไปกับการป้องกัน
แต่เนื่องจากพวกมันมีกันหลายคน แรงกดดันจึงไม่มากนัก พากันสงบใจรับมือ
ได้อย่างสบาย
“พวกเจ้า แยกย้ายกันออกไป” ฉีเหล่าซือเน้นเสียงทุ้มลึก
ได้ยินเช่นนี้ เหล่าอสูรน้อยกระจายตัวออกไปทันที เข้าสู่สภาวะเตรียมพร้อม
ต่อสู้ของตน สนามประลองในคุกเป็นสถานที่ฝึกต่อสู้จริง การหลบเลี่ยงหรือใช้เล่ห์กล
ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใด
ศาสตร์อสูรระดมโจมตีใส่พวกมันเป็นจังหวะ อสูรน้อยทั้งหมดทุ่มเทสมาธิจิตใจ
สิบสองส่วน ตอบโต้อย่างระมัดระวัง
“มังกรเพลิงเป็นศาสตร์อสูรธาตุไฟที่นิยมใช้กันทั่วไป ทรงอานุภาพไม่เบา
เหมาะสำหรับการใช้งานระยะยาว จุดสำคัญที่สุดสำหรับศาสตร์อสูรธาตุไฟเหล่านี้คือ
โครงสร้างของมัน การจัดเรียงโครงสร้างที่ผิดแผก จะให้กำเนิดมังกรเพลิงที่แตกต่าง
กันออกไป อย่างเช่นมังกรเพลิงตัวนี้ สร้างขึ้นจากศาสตร์อสูรน้อยหกชนิดที่แตกต่าง
กัน อ้อ เชื่อมประสานได้ไม่เลว”
ฉีใช้ฝ่ามือจับตัวมังกรไฟเอาไว้ ค่อยๆ แยกแยะไปทีละรายการอย่างเยือกเย็น
“พวกเจ้าจำเป็นต้องแตกฉานศาสตร์อสูรน้อย ในเรื่องนี้หนานเยว่โดดเด่นกว่า
ผู้ใด เจ้าต้องยึดถือนางเป็นแบบอย่าง”
อสูรน้อยอื่นๆ พอฟัง ก็พากันตั้งอกตั้งใจกว่าเดิม เห็นได้ชัดว่าคำยกย่องของฉี
เหล่าซือ สะกิดความคิดต่อสู้ของพวกมันขึ้น
“อย่าได้ลอกเลียนศาสตร์อสูรเหล่านี้”
วาจาของจั่วม่อทำให้หนานเยว่ประหลาดใจ อดถามไม่ได้ว่า “ไฉนไม่ให้ลอก
เลียน? ศาสตร์อสูรเหล่านี้ใช่ไม่ดีหรือไม่?”
ลำแสงสามสายดีดซัดออกจากมือจั่วม่อ ประหนึ่งปราณกระบี่คมกล้าสามเล่ม จู่
โจมเข้าไปในกลุ่มเมฆสายฟ้าก้อนโตเท่าภูเขา ภายในชั่วพริบตา กลุ่มเมฆสายฟ้า
คะนองก้องที่อัดแน่นไปด้วยสายฟ้ามหาประลัย พลันแตกระเบิดดุจฟองอากาศ สลาย
หายไปกับตา หนานเยว่ชมดูจนลูกตาแทบถลนออกจากเบ้า
“ศาสตร์อสูรแปรเปลี่ยนไม่สิ้นสุด หลากหลายมากมายเหลือคณานับ เพียง
ศาสตร์อสูรน้อยขั้นพื้นฐานที่สุดก็มีมากถึงห้าร้อยวิชาแล้ว นี่เป็นวิถีฝึกปรือพิเศษ
เฉพาะที่ไม่เหมือนผู้ใดในบรรดาวีถีฝึกปรือทั้งมวล ทราบหรือไม่ว่าปัจจุบันมีจำนวน
ศาสตร์อสูรมากเท่าใด? ไม่มีคน… … อ้อ ไม่ใช่ ไม่มีอสูรตนใดทราบชัด เพียงแค่ในนภา
จรัสวารีไพศาลแห่งนี้ ก็มีไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นวิชาแล้ว หากเจ้าเอาแต่ลอกเลียน เจ้าก็
ต้องถูกผู้อื่นจูงจมูกตลอดไป สุดท้ายจะเหน็ดเหนื่อยกับการแสวงหาไปเอง กล่าวอย่าง
รวบรัด เจ้าจะไม่มีวันเรียนรู้ได้หมดสิ้น!”
หนานเยว่เพิ่งเคยได้ยินได้ฟังแนวคิดอันหาญกล้าบ้าบิ่นเช่นนี้เป็นครั้งแรก ต้อง
เงี่ยหูฟังอย่างตั้งอกตั้งใจเป็นที่สุด เกรงว่าจะพลาดคำใดไป
“เราจะไม่ลอกเลียนวิชาเหล่านี้ แต่จะแยกสลายพวกมันแทน” จั่วม่อสุ้มเสียง
ราบเรียบเบาสบาย มือข้างหนึ่งไพล่หลัง สีหน้าเยือกเย็น มืออีกข้างเพียงดีดดรรชนี
เบาๆ ศาสตร์อสูรที่โจมตีเข้าหามันก็พลันสลายเป็นฝุ่นควันกลุ่มหนึ่ง ดูคล้ายจะช่วย
เป็นฉากประกอบคำอธิบายในมุมมองที่มันกล่าวถึง
“การเปลี่ยนแปลงของศาสตร์อสูรแม้นับไม่ถ้วนและไร้ที่สิ้นสุด แต่จะอย่างไรยัง
หนีไม่พ้นรูปแบบกฏเกณฑ์เฉพาะตัวบางประการ สิ่งที่เราต้องทำก็คือมองหารูปแบบ
กฏเกณฑ์เหล่านั้น เมื่อพบรูปแบบกฏเกณฑ์ เราจะสามารถสร้างศาสตร์อสูรของเรา
เอง เช่นนั้นเจ้าทราบหรือไม่ ว่าทำอย่างไรจึงสามารถคว้าจับรูปแบบกฏเกณฑ์ที่ซ่อน
อยู่เบื้องหลังศาสตร์อสูรอันหลากหลายไม่สิ้นสุดเหล่านั้นได้?”
“การแยกสลาย!” หนานเยว่โพล่งออกมา
“ถูกต้อง มิใช่กล่าวกันไว้หรอกหรือ? ผู้ที่รู้จักเจ้าดีที่สุด มักมิใช่สหายของเจ้า แต่
เป็นศัตรูของเจ้าต่างหาก วาจานี้นำมาใช้กับศาสตร์อสูรได้เช่นกัน อ้อ ก่อนอื่นเราต้อง
เป็นศัตรูของศาสตร์อสูรเสียก่อน”
“หนานเยว่เข้าใจแล้ว!” หนานเยว่รู้สึกราวกับเต็มไปด้วยความรู้แจ้ง ใบหน้า
สดใสเป็นประกาย ไม่เคยมีช่วงเวลาใด ที่นางจะกระจ่างแจ้งถึงเพียงนี้มาก่อน รู้สึกได้
อย่างชัดเจนและลึกล้ าว่าสามารถเกาะกุมเส้นชีพจรแห่งโชคชะตาของตนเองเอาไว้
มั่น!
เค้าความเคารพยำเกรงในสายตาหนานเยว่ บันดาลให้จั่วม่อสุขสำราญอย่าง
บอกไม่ถูก ราวกับว่าแช่ร่างอยู่ในน้ าพุร้อน ในทะเลแห่งจิตสำนึก ผูเยาอดไม่ได้ ต้อง
เยาะหยันสักครา “ตัวเองเพิ่งเรียนรู้ ยังไม่ทันเข้าใจกระจ่าง ก็สามารถนำมาขายต่อ
ให้แก่ผู้อื่นได้แล้ว ไม่เลว ไม่เลว”
แต่เห็นได้ชัดว่ามันยังประเมินความหนาของใบหน้าจั่วม่อต่ าทรามไป เจ้าผู้นี้หัว
ร่อฮี่ฮี่ ยืดอกอย่างภาคภูมิลำพอง “มิผิด ข้าก็คิดเช่นนั้น”
ผูเยาในที่สุดค่อยนึกออกว่าเสี่ยวม่อเกอคือคนที่สามารถอดทนต่อทุกสิ่ง การ
กล่าวถึงใบหน้ามัน ยังมิสู้เอ่ยถึงจิงสือ
อารมณ์สุขสำราญช่วยให้จั่วม่อลงมือประดุจเทพหนุนเสริม สองมือกรีดวาดพลิก
พลิ้ว ประดุจเมฆล่องน้ าไหล ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์อสูรที่ดุร้ายทรงพลังสักเท่าใด ยากจะ
เข้าสู่รัศมีสามสิบจั้งรอบกายมันได้
ขณะที่จั่วม่อกำลังเพลิดเพลินกับการเล่นสนุก ทันใดนั้นรอบข้างกลายเป็นเงียบ
เชียบ ศาสตร์อสูรทั้งหมดดูเหมือนจะหายไปอย่างกะทันหัน
เงียบสงัด เงียบสงัดเสมือนป่าช้า แม่น้ าลำธารทั้งหมดล้วนกลายเป็นเงียบกริบ
จั่วม่อขนหัวลุกซู่
สนามประลองพลันหยุดลงอย่างกะทันหัน เหล่าศิษย์ของฉีเหล่าซือหันมองหน้า
กันเลิ่กลั่ก
ฉีอุทานเบาๆ คำหนึ่ง ดวงตาเบิกกว้าง ส่องประกายประหลาด “ศึกทลายคุก?
พวกเจ้าช่างมีโชควาสนานัก วันนี้ถึงกับได้ชมดูฉากอันยิ่งใหญ่เป็นบุญตา!”
“ศึกทลายคุก!” บรรดาศิษย์ร้องอุทานอย่างตระหนก ทลายคุก คำนี้อสูรส่วน
ใหญ่ที่เข้ามาผจญภัยในคุกสิบนิ้วล้วนคุ้นหูกันดี แต่เกือบทั้งหมดก็แค่เคยได้ยินได้ฟัง
เท่านั้น นี่เป็นคำที่แฝงไว้ด้วยตำนานอันน่าเกรงขามบทหนึ่ง
ศึกทลายคุก หมายถึงการที่สนามประลองในคุกตรวจพบศัตรูที่สามารถข่มขู่
คุกคามต่อมัน จากนั้นสนามรบในคุกจะใช้พลังทั้งหมดของมัน เพื่อจัดการกับศัตรูผู้นั้น
ให้สิ้นซาก
ศึกทลายคุก การสรรค์สร้างหลังจากการทำลายล้าง
หากศัตรูผู้นั้นเป็นฝ่ายได้ชัยในศึกทลายคุกอันดุเดือดนี้ นภาจรัสวารีไพศาลจะ
ล่มสลาย แล้วถือกำเนิดขึ้นใหม่
นภาจรัสวารีไพศาลถูกสร้างขึ้นเมื่อสามร้อยปีก่อน ครั้งนั้นปรากฏมหาอสูรที่
แตกฉานศาสตร์สายธาตุน้ าผู้หนึ่ง ประสบชัยในศึกทลายคุกของคุกชั้นแรกแห่งนี้
ผู้ที่สามารถปลุกเร้าให้เกิดศึกทลายคุกได้ จะต้องเชื่อมโยงกับพลังอำนาจอัน
แข็งแกร่ง ทว่าก็มิใช่เสมอไปและไม่ใช่เงื่อนไขทั้งหมด มิเช่นนั้น ในช่วงสามร้อยปีมานี้
มีมหาอสูรที่ทรงพลังอำนาจมากมายผ่านทางมายังนภาจรัสวารีไพศาล แต่ก็ยังไม่เคย
มีผู้ใดกระตุ้นให้เกิดศึกทลายคุกมาก่อน
วันนี้ถึงกับมีใครบางคนปลุกเร้าให้เกิดศึกทลายคุกจริงๆ!
เสียงอุทานอย่างตื่นตะลึงดังอื้ออึงไปทั่วสนามประลองในคุก พวกมันไม่มีผู้ใดไม่
เข้าใจ ว่าฉากอันผิดธรรมดาเบื้องหน้านี้หมายถึงสิ่งใด
ข่าวการเปิดศึกทลายคุกแพร่สะพัดไปด้วยความเร็วอันน่าตระหนก ยามนี้ไม่
เพียงแต่ในสนามประลอง กระทั่งอสูรทุกตนในนภาจรัสวารีไพศาลล้วนถูกกระตุ้น
เตือน ราวกับสายน้ าถาโถม พวกมันไหลบ่าไปรวมกันยังสนามประลองเป็นจุดเดียว
ในเวลาเดียว ภายในคุกชั้นที่สองที่อยู่ถัดจากคุกชั้นแรก เห็นอสูรหลายตนเงย
หน้าขวับ สีหน้าตะลึงงัน ตามมาด้วยเงาร่างมากมายพุ่งวาบไปทางประตูคุก รวดเร็ว
อย่างน่าอัศจรรย์!
ศึกทลายคุก!
ศึกทลายคุกที่ไม่เคยปรากฏขึ้นตลอดสามร้อยปี!
“ต้าเหริน… …” หนานเยว่เสียงสั่นสะท้าน กวาดมองสนามประลองในคุกที่เงียบ
กริบดุจป่าช้าอย่างหวาดหวั่นพรั่นพรึง
“เจ้าต้องจดจำให้มั่น ไม่ว่าเมื่อไรก็อย่าได้สูญเสียความเยือกเย็นของเจ้า เจ้ายิ่ง
แตกตื่นลนลานเท่าใด ในสนามรบเจ้าก็ยิ่งตายเร็วเท่านั้น”
วาจาเตือนสติของต้าเหรินทำให้หนานเยว่ใบหน้าปรากฏเค้าละอายใจ “หนาน
เยว่เข้าใจแล้ว!”
นางหากขี้ขลาดตาขาวเช่นนี้ ต่อไปจะติดตามต้าเหรินได้อย่างไร?
ความประหวั่นพรั่นใจเบาบางลงมาก หนานเยว่เงยใบหน้าน้อยๆ ขึ้น สีหน้าเด็ด
เดี่ยวแน่วแน่
นางล่วงรู้เสียที่ไหน จั่วม่อยามนี้หนังศีรษะชาซ่านไปทั้งหัวแล้ว มันมี
ประสบการณ์ต่อสู้โชกโชน แม้ว่ารอบด้านจะเงียบสงัด ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหวใด แต่
บรรยากาศอันตรายกลับเพิ่มสูงขึ้นไม่หยุดยั้ง
“ผู เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่?” มันถามผูเยาอย่างระมัดระวัง
ผูเยาหรี่ตาสีแดงดุจโลหิต กล่าวเบาๆ สบายๆ ว่า “กับแค่สนามรบในคุก
อันจิ๊บจ๊อยเพียงเท่านี้ ยังจะสามารถเกิดเรื่องอันใดได้?”
“ไม่มีอะไรจริงๆ?” จั่วม่อไม่อยากเชื่อ
ผูเยาใบหน้าเยาะหยัน “นี่แค่คุกแรกเท่านั้น”
จั่วม่อพอฟังต้องชะงักกึก เปลี่ยนความคิดในบัดดล มิผิด นภาจรัสวารีไพศาลก็
เป็นเพียงแค่คุกแรกของคุกสิบนิ้วเท่านั้นเอง หากเป็นสถานที่อันตรายมากจริงๆ ก็คง
ไม่มีผู้คนเข้ามามากมายถึงเพียงนี้ มันจะต้องแตกตื่นลนลานไปไย? ต่อให้เคราะห์หาม
ยามร้ายเกิดเรื่องขึ้นจริงๆ จะอย่างไรยังคงไม่ถึงรอบของมัน
ปลอบประโลมตัวเองเช่นนี้ จิตใจมันค่อยสงบลง
ยังไม่ทันที่ก้อนหินในใจจะวางลง ทันใดนั้นพลังประหลาดขุมหนึ่งวาบผ่าน
หนานเยว่หายวับไปจากข้างกายมันโดยไม่มีเค้าลางล่วงหน้า
ไม่เพียงเท่านั้น ยกเว้นจั่วม่อคนเดียว อสูรทั้งหมดภายในสนามประลอง ล้วนถูก
พลังลึกลับขุมนี้ดีดออกจากสนามประลองในคุกจนหมดสิ้น
อสูรหลายตนที่ถูกเคลื่อนย้ายออกจากลานประลอง ยังคงมีสีหน้าสับสนงุนงง
แต่เมื่อพวกมันพบว่า บริเวณรอบๆ สนามประลองในคุกกำลังแน่นขนัดไปด้วยเหล่า
อสูร ต้องสะดุ้งขึ้นเฮือกหนึ่ง
แต่ในเวลานั้น ไม่มีอสูรตนใดสนใจพวกมัน ทุกสายตาล้วนจับจ้องไปยังสนาม
ประลองในคุก
เห็นในสนามประลอง ไม่ว่าแม่น้ าลำธารที่พาดผ่านความว่างเปล่า ลูกพลัง
สายฟ้า หรือกลุ่มเมฆไฟ ล้วนหายไปสิ้น พวกมันเห็นเพียงร่างของบุรุษผู้หนึ่ง ยืนนิ่งอยู่
ตรงใจกลางสนามประลองในคุก
อสูรทั้งหมดพากันเบิ่งตากลมกว้าง ปรารถนาจะยลโฉมคนผู้นั้นให้ชัดตา อสูรที่
สามารถเปิดศึกทลายคุก แน่นอนว่าจะต้องมีอนาคตอันยาวไกลไร้ที่สิ้นสุด!
แต่ในบรรดาทั้งหมด มีเพียงฉีเหล่าซือกับขบวนของมันที่จ้องมองจนตาแทบถลน
ออกจากเบ้า อสูรต้นไม้โบกกิ่งก้านอย่างตื่นเต้น “ลูกพี่ลูกน้องประหลาด! นั่นคือ
ลูกพี่ลูกน้องประหลาดคนนั้น!”
ฉีดวงตาสาดประกายวาบ ในใจบังเกิดระลอกคลื่นมหึมา ในอดีตเหล่าอสูรที่เคย
เปิดศึกทลายคุก ล้วนกลายเป็นมหาอสูรผู้เกรียงไกร ที่สามารถทิ้งรอยประทับอันลึก
ล้ าไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของเผ่าอสูร
คนที่ดูธรรมดาสามัญผู้นี้ ที่แท้ร้ายกาจถึงเพียงนี้จริงๆ?
ชั่วพริบตาที่หนานเยว่ถูกดีดออกไป จั่วม่อพลันเข้าใจในบัดดล เรื่องราวทั้งหมด
นี้ มุ่งเป้ามาที่มัน!
อีกฝ่ายเมื่อมีความสามารถถึงเพียงนี้ แน่นอนว่าจะไม่ปล่อยให้มันมีโอกาสออก
จากสนามประลองในคุก!
มันหลงกลแล้ว!
มีใครบางคนกล้าวางแผนกับเกอ!
โทสะของจั่วม่อพลุ่งพล่านทะยานฟ้า ความดื้นรั้นถูกกระตุ้นออกมา เส้นเลือดที่
ลำคอเขียวปูดโปน ใบหน้าบิดเบี้ยวเกรี้ยวกราด ถลกแขนเสื้อขึ้น กัดฟันกรอดๆ ด้วย
เจตนาฆ่าฟัน สบถออกมาเป็นภาษาวิบัติของท้องถิ่นของตงฝู
“ไสหัวเข้ามาเถอะ เจ้าหนู!*”
(*คำภาษาจีนที่ใช้ตรงนี้ อ่านว่าเบบี้ แปลว่าต่ าช้า, น่ารังเกียจ พ้องเสียงกับคำ
Baby หรือเจ้าหนูในภาษาอังกฤษ เป็นมุขเล่นคำของผู้เขียน)