สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 351 ลมหายใจวารีของพันธารา
เพียะ เพียะ เพียะ… …
เสียงแตกระรัวเร่งร้อนดังกึกก้องโดยไม่มีเค้าลางล่วงหน้า อาศัยตำแหน่งที่สอง
หัตถ์ของจั่วม่อจุ่มลงในนำเป็นจุดเริ่มต้น ลำนำแตกปะทุถล่มทลายอย่างรุนแรง แผ่
กระจายไปทั่วทั งสองฝั่งแม่นำด้วยความเร็วชวนสะท้านใจ เมื่อการแตกปะทุลามไปถึง
สุดปลายทั งสองข้าง ตูม ด้วยแรงระเบิดรุนแรงสะเทือนฟ้า แม่นำทั งสายก็ระเบิดเป็น
ฟองเล็กละเอียดขาวพร่างปานหิมะ
ร่างของจั่อม่อถูกกลืนหายไปในบัดดล ภายใต้คลื่นละอองนำและฟองเล็ก
ละเอียดเหล่านี
คลื่นฟองเล็กละเอียดเสมือนเกล็ดหิมะอ่อนนุ่ม เหินร่อนตามอำเภอใจ แฝงไว้
ด้วยความงามอันโศกซึ งประการหนึ่ง
ฉากอันงามซึ งตรึงตรานี จะประทับลงกลางใจของเหล่าสตรีเผ่าอสูรที่เฝ้าชมดู
ตราบชั่วนิรันดร์ ท่ามกลางความว่างเปล่าอันเงียบงันเดียวดาย ท้องฟ้าเกลื่อนกล่นไป
ด้วยเกล็ดหิมะโปรยปลิว เป็นภาพที่ชวนให้ลุ่มหลงงมงายฉากหนึ่ง
ไม่ใช่เพียงแค่บรรดาอสูรสาวเยาว์วัย กระทั่งเหล่าบุรุษเผ่าอสูรที่เทิดทูนบูชาพลัง
อำนาจ ยังสะท้านสะเทือนด้วยฉากอันทรงพลังและโศกซึ งนี
อย่างไรก็ตาม พวกมันฟื้นตัวจากความตะลึงลานอย่างรวดเร็ว คุกนภาจรัสวารี
ไพศาลที่เงียบสงัดเหมือนป่าช้า ดูเหมือนจะระเบิดขึ นอย่างกะทันหัน คลื่นเสียงดังอื อ
อึงกลบกลืนอสูรทั งมวล แต่ละคนไม่ได้ยินคำพูดของผู้อื่น กระทั่งวาจาของตัวเองยัง
ไม่ได้ยิน แต่พวกมันยังคงกรีดร้องตะโกนก้องด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดหวั่นจนสุด
จะระงับยับยั ง
“สวรรค์! ข้าเพิ่งจะเห็นสิ่งใดกันแน่? ผู้ใดสามารถบอกข้าได้บ้าง?”
“บ้าเกินไปแล้ว! บ้าเกินไปแล้ว!”
“เป็นไปไม่ได้ นี่เป็นไปไม่ได้! นี่คือศาสตร์อสูรธาตุนำของเชียนหลิวต้าเหริน!
ศาสตร์อสูรธาตุนำ… …ของเชียนหลิวต้าเหริน… …” บุรุษเผ่าอสูรผู้หนึ่งโคลงศีรษะไป
มา รำพึงรำพันพลางจ้องมองสนามประสองอย่างงุนงง
เหลิ่งเยวี่ยกับชางเจิ งเหม่อมองสนามประลองดุจคนสูญเสียวิญญาณ เรี่ยวแรง
กำลังของพวกมันคล้ายถูกสูบออกไปทั งหมด ไม่หลงเหลือกระทั่งเรี่ยวแรงจะกล่าว
วาจา
เมื่อเทียบกับความไม่อยากจะเชื่อและแตกตื่นตระหนกของอสูรบุรุษ เหล่าอสูร
สาวกลับตื่นเต้นเร้าใจอย่างบอกไม่ถูก
“โอ้ หล่อเหลากระไรปานนั น! ผู้ใดทราบบ้างว่าบุรุษผู้นี เป็นใคร? ข้าจะไม่ปล่อย
ให้มันหลุดมือไปได้ อา หล่อเหลากระไรปานนี น่าลุ่มหลงยิ่งนัก!” อสูรสาวโฉมงาม
นางหนึ่งกล่าวด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ
“งดงามเหลือเกิน มันจะต้องเป็นอสูรที่มีอารมณ์สุนทรีย์นัก!” สตรีอสูรอีกนาง
หนึ่งดวงตาลุ่มหลงงมงาย ใบหน้าเคลิ มฝัน
หนานเยว่ที่กำลังตื่นเต้นยินดี พอฟังถ้อยคำประดานี ถึงกับแตกตื่นจนขวัญหนีดี
ฝ่อ นางสะท้านขึ นทั งร่าง ขนลุกชี ชันทั่วร่าง จากนั นนางอดคิดไม่ได้ หากต้าเหรินได้
ยินเข้า ไม่ทราบจะทำสีหน้าเยี่ยงไร
ความคิดเหลวไหลนี วาบผ่านในใจนาง ก่อนจะหายไปทันที นางพยายามระงับ
สติอารมณ์ แล้วเริ่มหวนนึกทบทวนศาสตร์อสูรน้อยที่ต้าเหรินเพิ่งจะร่ายออกมา นาง
นับว่าคุ้นเคยกับศาสตร์อสูรน้อยเป็นอย่างยิ่ง ขอเพียงแค่ได้เห็น ก็สามารถระบุได้ทันที
ว่าเป็นศาสตร์อสูรน้อยวิชาใด
แต่บรรดากลุ่มแสงที่ห่อหุ้มอยู่บนสองหัตถ์ของต้าเหรินเมื่อครู่ ผิดแผกจาก
ศาสตร์อสูรน้อยที่นางเคยเห็นมาก่อนอย่างสิ นเชิง หรือว่าต้าเหรินใช้ศาสตร์อสูรวิชา
ใหม่ๆ?
ข้อสงสัยนี วาบผ่านในใจนาง
แต่แล้วหนานเยว่สั่นศีรษะ สัญชาตญาณของนางบอกว่าต้าเหรินยังคงใช้ศาสตร์
อสูรน้อย นางแม้ไม่รู้จักแสงแปลกพิสดารเหล่านั น แต่พวกมันดูคล้ายคุ้นเคยอยู่บ้าง
ทันใดนั นดวงตานางเบิกกว้าง นึกถึงความเป็นไปได้ประการหนึ่ง
หากว่าศาสตร์อสูรน้อยถูกร่ายออกมาด้วยความเร็วที่มากพอ จนทะลุทะลวง
อุปสรรคทั่วไปเล่า… …
ศาสตร์อสูรธาตุนำของเชียนหลิวต้าเหรินถูกพิชิตโดยราบคาบ ความแตกตื่น
ตระหนกที่บรรดาอสูรได้รับ ยังรุนแรงกว่าคราวศาสตร์อสูรธาตุไฟที่พ่ายแพ้ไปก่อน
หน้านี มาก ครั งที่ก่อตั งคุกนภาจรัสวารีไพศาลขึ นมา เชียนหลิวต้าเหรินยังเยาว์วัยนัก
หากทว่าอสูรหนุ่มกลางสนามประลองผู้นั น ก็เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่อสูรที่อายุมากแต่อย่าง
ใด
หลังจากได้ชัยในศึกทลายคุก เชียนหลิวต้าเหรินก็ถูกขนามนาม นภาจรัสพัน
ธารา
เป็นที่คาดคำนวณได้ ไม่ว่าอสูรหนุ่มในสนามประลอง ท้ายที่สุดแล้วจะได้ชัยใน
ศึกทลายคุกครั งนี หรือไม่ แต่หลังจากการต่อสู้จบสิ นลง อสูรหนุ่มผู้ลึกลับนี ก็จะยังโด่ง
ดังสะท้านไปทั่วภพอสูรอยู่วันยันค่ า
ก่อนหน้านี ทุกผู้คนรู้สึกว่าจั่วม่อยโสโอหังเกินไป ที่กล้าท้าทายศาสตร์อสูรธาตุ
นำของเชียนหลิวต้าเหริน แต่บัดนี หลายคนถึงกับกำลังครุ่นคิดอย่างจริงจัง ว่าจั่วม่อ
สมควรมีโอกาสได้ชัยไม่น้อย
การปะทะดุเดือดช่วงสั นๆ ช่วยให้พวกมันตระหนักว่าบุรุษหนุ่มลึกลับในสนาม
ประลองผู้นี มีศักยภาพไม่ด้อยไปกว่าคงหมิงเชียนหลิวแม้แต่น้อย
โลกนี บ้าไปแล้วอย่างแท้จริง
ตำนานที่มีอยู่แต่ในเรื่องเล่าของวีรบุรุษ กำลังเกิดขึ นต่อหน้าต่อตาพวกมันจริงๆ
ความรู้สึกคล้ายฝันกลางวันนี บันดาลให้อสูรมากมายหัวหมุนงุนงงไปหมด
ฉีเหล่าซือฝืนยิ มขมขื่น ในปากมีรสชาติขมปร่า มันทราบว่าลูกคิดรางแก้วของ
มันล้มคะมำไม่เป็นท่า มันไม่อาจคาดเดาได้ว่าลูกพี่ลูกน้องของหนานเยว่ผู้นี ที่แท้
บรรลุถึงระดับชั นใด แต่พลังอำนาจที่สำแดงออกมาคราวนี ต่อให้เทียบกับคงหมิง
เชียนหลิวเมื่อครั งกระโน้น เกรงว่าไม่อ่อนด้อยกว่าแม้แต่น้อย
ยอดอัจฉริยะที่มีอนาคตไร้ขีดจำกัดผู้นี อาศัยตำหนักศาสตร์อสูรดอกบัวม่วง
เล็กๆ ไหนเลยจะรองรับเอาไว้ได้?
“ลูกพี่ลูกน้องแปลกๆ ไม่ใช่แค่แปลก ถึงกับมีพรสวรรค์อยู่บ้าง!” อสูรต้นไม้
ชมเชยอย่างไม่สนใจอันใด ราวกับสิ่งที่มันเพิ่งชมดูเป็นการประลองธรรมดาในตำหนัก
ของพวกมัน
ดอกไม้ทุกดอกบนร่างของอสูรต้นไม้พลิกตลบขึ นพร้อมกัน ราวกับดวงตานับไม่
ถ้วนเหลือกขึ นตลบหนึ่งอย่างพร้อมเพรียง
อสูรอื่นๆ ในกลุ่มไม่อาจทานทนให้อสูรต้นไม้แสดงพฤติกรรมลำเส้นได้ ตวาดขึ น
พร้อมกัน “หุบปาก!”
ก่อนหน้านี พวกมันรู้สึกว่าพฤติกรรมของจั่วม่อเต็มไปด้วยความไม่ประมาณตน
แต่ยามนี ในหัวใจของพวกมัน จั่วม่อได้สำแดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่ามันมีที่ถือดี
เพียงพอ ทะยานขึ นสูงถึงจุดที่พวกมันต้องเทิดทูนบูชา ในความเห็นของพวกมัน
กระทั่งผู้อาวุโสตำหนักของตำหนักศาสตร์อสูรดอกบัวม่วงยังไม่มีคุณสมบัติพอจะ
วิพากษ์วิจารณ์จั่วม่อ อย่าว่าแต่อสูรต้นไม้ที่ไม่รู้ความ? ไฉนเลยจะกล่าววาจาอวดโอ่
โอหังเช่นนี ได้?
อสูรต้นไม้โบกกิ่งก้านเป็นพัลวันอย่างประหลาดใจ “พวกเจ้าไม่คิดเหมือนกัน
หรือ? แปลกมาก! มีฝีมืออยู่บ้าง! แปลกจริงๆ! พวกเจ้าไฉนแปลกเสียยิ่งกว่า
ลูกพี่ลูกน้องแปลกๆ อีก… …”
ถึงตอนนี กระทั่งอสูรอื่นๆ ที่ตระเตรียมจะเย้ยหยันอสูรต้นไม้ พอเห็นเช่นนี ต้อง
พากันถอยกรูดไปทันที
การโต้เถียงกับคนไม่รู้ความผู้นี ไยมิใช่หาเรื่องปวดเศียรเวียนเกล้าใส่ตัวเอง?
ก่อนที่ฟองขาวดุจหิมะอันเล็กละเอียดจะหายไป พลันเกิดระเบิดต่อเนื่องดัง
ระรัวขึ นอีกหน ชั นฟองขาวหิมะเล็กละเอียดสาดซัดไปทั่ว ดึงดูดความสนใจของ
บรรดาอสูรอีกครั ง เสียงระเบิดเร่งร้อนไม่ขาดหู ชั นฟองหิมะขาวละเอียดหนาแน่นปก
คลุมไปทั่วสนามประลอง ไม่มีอสูรตนใดสามารถมองเห็นเงาร่างของจั่วม่อได้ชัดตา
แต่การระเบิดต่อเนื่องไม่สิ นสุด เพียงพอจะยืนยันได้ว่าจั่วม่อยังคงอยู่ในสนาม
ประลอง
จั่วม่อโถมทะยานไปทุกทิศทุกทาง ดวงตาแดงฉาน ขู่คำรามประดุจสัตว์ร้ายคลุ้ม
คลั่ง หากพบพานลำนำใด จะกระโจนเข้าใส่ทันที
เข่นฆ่าทำลายจนมึนเมา มันค้นหาแม่นำลำธารสายถัดไปโดยไม่รู้จักเหน็ด
เหนื่อย ยังคงแยกสลายไม่หยุดยั ง ยิ่งช่ าชองชำนาญขึ น ประสิทธิภาพเพิ่มพูนทวีคูณ
ขึ นทุกขณะ หลังจากนั นสักครู่ มันเริ่มสามารถระบุจุดอ่อนและจู่โจมทำลายได้ก่อนที่
การตอบโต้ระลอกแรกจะมาถึงเสียอีก นี่เหมือนกับการแก้ปัญหา ถึงแม้ว่าหัวข้อ
ปัญหาจะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แต่มันเมื่อกลายเป็นคุ้นเคย ความสามารถเพิ่มขึ น
ความคิดกระจ่างชัดเจนมากขึ น ย่อมกลายเป็นสะดวกดายขึ นเป็นธรรมดา
มันไม่คิดไว้หน้าผู้ใด ในใจมีเพียงความคิดเดียวเท่านั น
เจ้ากล้าทำร้ายเกอ ตายเสียให้หมด ตาย ตาย!
ทำลายล้าง ทำลายล้าง ทำลายล้างให้สิ นซาก!
บรรดาแม่นำลำธารที่ตัดไขว้พาดผ่านนภา ทยอยระเบิดเป็นฟองขาวหิมะเล็ก
ละเอียดไม่ขาดสาย
รอจนแม่นำสายสุดท้ายถูกแยกสลาย จั่วม่อถลึงตากว้างท่ามกลางฟองขาวหิมะ
อันพลุ่งพล่านปั่นป่วน กวาดตามองไปรอบๆ มันต้องการค้นหาเป้าหมายถัดไป
จิตสำนึกยื่นขยายออกไป มันจู่ๆ ก็พบว่าแม่นำทั งหมดดูเหมือนจะถูกทำลายไปหมด
สิ นแล้ว
ถูกทำลายหมดแล้ว?
ไม่มีสิ่งใดหลงเหลืออยู่อีกแล้ว?
ฟองเล็กละเอียดเย็นเฉียบปกคลุมใบหน้าของมัน อุณหภูมิอันเดือดพล่านใน
ศีรษะค่อยลดต่ าลงอย่างช่วยไม่ได้ ไฟโทสะในใจคล้ายระบายออกไปมากมาย จั่ว
ม่อเผยสีหน้าไม่ยินยอมพร้อมใจ การแยกสลายทำให้มันเบิกบานสำราญใจเหลือจะ
กล่าว
ขณะที่มันกำลังเพลิดเพลิน เป้าหมายก็หายไปหมด
แต่แล้วทันใดนั น พลังสภาวะอบอุ่นอ่อนโยนขุมหนึ่งผุดขึ นจากความว่างเปล่า
ฟองขาวหิมะเล็กละเอียดที่โปรยปรายสาดซัดไปทั่ว คล้ายจู่ๆ ก็กลายเป็นมีชีวิตชีวา
ขึ นมา ความเร็วของพวกมันค่อยๆ ลดน้อยลง จนกระทั่งหยุดนิ่งอยู่กลางอากาศธาตุ
พลังสภาวะนี ไม่อาจเรียกได้ว่าแข็งแกร่ง ไม่มีเค้าความเฉียบขาดอหังการที่
สามารถพิชิตโลกหล้า มันอบอุ่นอ่อนโยน แต่ไม่กระจ่างชัด ทั งยังหนาหนักสุดเปรียบ
ปาน ประหนึ่งมหาสมุทรไร้ที่สิ นสุด กว้างใหญ่ไพศาลจนน่าประหวั่นพรั่นพรึง ภายใต้
สภาวะอบอุ่นอ่อนโยนและกว้างใหญ่ไพศาลนี เศษเสี ยวความมีชีวิตชีวาประดุจดวง
อาทิตย์แรกกำเนิด คล้ายค่อยๆ เพิ่มสูงขึ นจากใต้นำ
ชั่วพริบตาที่พลังสภาวะปรากฏขึ น มันก็ครอบคลุมไปทั่วทั งนภาจรัสวารีไพศาล
ปกคลุมบรรดาอสูรทั งมวลในนภาจรัสวารีไพศาล
“นี่ใช่ลมหายใจวารีหรือไม่?” เหลิ่งเยวี่ยเอื อมมือออกไป ราวกับจะไขว่คว้าพลัง
สภาวะขุมนี พลางพึมพำกับตัวเอง
ถึงตอนนี บรรดาอสูรที่ฝึกปรือศาสตร์อสูรธาตุนำสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง พวกมัน
กางแขนแผ่กว้าง ราวกับต้องการโยนตัวเองรวมเข้าไปในพลังสภาวะสุดไพศาลนี
ส่วนบรรดาอสูรที่ฝึกปรือศาสตร์อสูรธาตุไฟดังเช่นฉีเหล่าซือ คล้ายนั่งอยู่บน
กระดานเข็ม ชั นเหงื่อบางๆ ท่วมใบหน้าโดยไม่รู้ตัว
ลมหายใจวารี เป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดพลัง เป็นความเข้าใจที่บังเกิดขึ นหลังจาก
ศาสตร์อสูรธาตุนำฝึกปรือถึงระดับชั นที่ลึกลำสุดหยั่ง ศาสตร์อสูรน้อยซึ่งเป็นพื นฐานมี
มากมายหลากหลายวิชา ศาสตร์อสูรธาตุนำของอสูรแต่ละตนจึงผิดแผกแตกต่างกัน
ไป ดังนั นลมหายใจวารีที่พวกมันบรรลุความเข้าใจ ย่อมแปลกแยกกันออกไปด้วย
อสูรที่บรรลุลมหายใจวารี เมื่อร่ายศาสตร์อสูรธาตุนำ พลังอำนาจย่อมยิ่งใหญ่ไพศาล
กว่าศาสตร์อสูรธาตุนำธรรมดาทั่วไปมาก
เมื่อระดับพลังบำเพ็ญเพียรลึกลำขึ น ความเข้าใจในลมหายใจวารีจะแปรเปลี่ยน
ไปเรื่อยๆ ยิ่งความเข้าใจในลมหายใจวารีสมบูรณ์แบบมากเท่าใด ความเข้าใจใน
ศาสตร์อสูรธาตุนำก็ยิ่งลึกลำมากเท่านั น
การเข้าใจลมหายใจวารี เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญที่สุดสำหรับการฝึกปรือศาสตร์
อสูรธาตุนำสู่ระดับความเข้าใจอันลึกลำ อสูรนับไม่ถ้วนใช้เวลาหลายสิบปีฝึกปรือ
ศาสตร์อสูรธาตุนำ แต่ยังไม่มีปัญญาเข้าใจลมหายใจวารีได้
เชียนหลิวต้าเหรินเข้าใจลมหายใจวารีตั งแต่ยังเยาว์วัย ไม่ใช่เรื่องแปลก
ประหลาดหรือเหนือคาดคิดมากเกินไป แต่คุณลักษณะที่ลมหายใจวารีของเชียน
หลิวต้าเหรินสำแดงออกมา กลับบันดาลให้อสูรทุกตนหวาดหวั่นยำเกรง
กว้างใหญ่ไพศาล เต็มไปด้วยชีวิตชีวา!
อสูรที่ยิ่งมีฝีมือในศาสตร์อสูรธาตุนำมากเท่าใด เวลานี ยิ่งหัวใจเต้นกระหน่ ารัว
เร็วขึ นเท่านั น กฏเกณฑ์แห่งฟ้าดินชั นสูงเช่นนี ไม่ใช่ว่าสมควรปรากฏเฉพาะในบรรดา
อสูรเฒ่าที่บำเพ็ญเพียรมานานหลายร้อยปีหรอกหรือ?
กระทั่งจั่วม่อยังแตกตื่นตะลึงลาน
มันมีฝีมือทางเวทวิชาธาตุนำเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าเวทวิชาธาตุนำกับศาสตร์อสูร
ธาตุนำจะแตกต่างกันอย่างสิ นเชิง แต่แหล่งกำเนิดของนำไม่แตกต่าง พลังสภาวะนี
ไม่ได้สยบฟ้าดิน แต่บริสุทธิ์เหลือล้น
และแล้วความรู้สึกอันตรายอย่างที่ไม่เคยพบพานมาก่อน พลันอัดแน่นอยู่ในทุก
รูขุมขนของจั่วม่อ
มันไม่ใช่สามเณรน้อยที่เพิ่งจะออกท่องเที่ยวอีกแล้ว ลมหายใจวารีพอปรากฏขึ น
มันก็ตระหนักถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่แฝงเร้นอยู่ภายใต้ผิวหน้าอันแสนสงบและ
อบอุ่นนี
ประดุจอ่างนำเย็นเทราดจากศีรษะจดปลายเท้า เย็นเฉียบไปถึงขั วหัวใจ
จั่วม่อพลันรู้สึกว่า เบื องหน้าพลังสภาวะสุดไพศาลที่เต็มไปด้วยพลังชีวิตนี ตัวมัน
เล็กกะจ้อยร่อยไม่ต่างอันใดกับฝุ่นธุลี
เล็กกะจ้อยร่อยไม่ต่างอันใดกับฝุ่นธุลี… …
ดวงตาที่ยังคงแดงฉานไม่เลือนหายของจั่วม่อ ทันใดนั นสว่างวาบเสมือนเปลว
เทียนเล็กๆ ส่องมาจากที่ไกลโพ้น มันเงยหน้าขึ น มองตรงไปข้างหน้า สายตาแน่วแน่
ราวกับจะเจาะทะลวงชั นฟองขาวเล็กละเอียดอันหนาทึบ
มันจู่ๆ ก็แย้มยิ มออกมา ด้วยท่วงท่าสภาวะของยอดฝีมือไร้ผู้ต้าน เต็มไปด้วย
ความเฉื่อยชา ไม่อินังขังขอบ
รอยยิ มกว้างขึ นเรื่อยๆ จนแทบถึงใบหู เผยให้เห็นฟันขาวกระจ่าง เป็นระเบียบ
และคมกริบ สุ้มเสียงที่เปล่งออกมากลับตรงข้ามกับความนุ่มนวลของรอยยิ ม เป็น
เสียงเค้นลอดไรฟัน เต็มไปด้วยความดุร้ายอย่างไม่ปิดบัง
“เกอเกลียดคนที่ไม่รู้จักเลิกรามากที่สุด!”
เจตนาฆ่าฟันล้นทะลัก จั่วม่อเริ่มการกระทำอันเสียสติของมัน
แสงสีทองวาบขึ นบนแผ่นหลัง เห็นปีกโปร่งใสสีทองจางๆ คู่หนึ่งปรากฏขึ น เส้น
ใยสีทองนับไม่ถ้วนไต่ขึ นจากปลายเท้าของจั่วม่อ จวบจนกระทั่งปกคลุมไปทั่วทั งสอง
ขา เส้นใยสีทองพลันรัดแน่นราวกับผูกมัดขาของมันเอาไว้
ปีกแสงศูนยตา เท้าอีกาทองคำ!
ชั่วพริบตาเดียวกัน สายฟ้าแกร่งจำนวนมากปรากฏขึ นอย่างกะทันหัน ลอย
วนรอบกายจั่วม่อ ถักทอเป็นตาข่ายสายฟ้าหนาแน่นปากหนึ่ง
สายฟ้าแกร่งภูตหยาง!
สายฟ้าแกร่งภูตหยางหนึ่งร้อยแปดสาย!
หลังจากเสร็จสิ นกระบวนการเหล่านี จั่วม่อแม้แต่หน้าก็ไม่เงยขึ น สองมือเริ่มเล็ง
ตรงไปข้างหน้า ค่อยๆ ยกขึ นด้วยท่าทีหนักหน่วงกินแรง!
บทที่ 351 ลมหายใจวารีของพันธารา
เพียะ เพียะ เพียะ… …
เสียงแตกระรัวเร่งร้อนดังกึกก้องโดยไม่มีเค้าลางล่วงหน้า อาศัยตำแหน่งที่สอง
หัตถ์ของจั่วม่อจุ่มลงในนำเป็นจุดเริ่มต้น ลำนำแตกปะทุถล่มทลายอย่างรุนแรง แผ่
กระจายไปทั่วทั งสองฝั่งแม่นำด้วยความเร็วชวนสะท้านใจ เมื่อการแตกปะทุลามไปถึง
สุดปลายทั งสองข้าง ตูม ด้วยแรงระเบิดรุนแรงสะเทือนฟ้า แม่นำทั งสายก็ระเบิดเป็น
ฟองเล็กละเอียดขาวพร่างปานหิมะ
ร่างของจั่อม่อถูกกลืนหายไปในบัดดล ภายใต้คลื่นละอองนำและฟองเล็ก
ละเอียดเหล่านี
คลื่นฟองเล็กละเอียดเสมือนเกล็ดหิมะอ่อนนุ่ม เหินร่อนตามอำเภอใจ แฝงไว้
ด้วยความงามอันโศกซึ งประการหนึ่ง
ฉากอันงามซึ งตรึงตรานี จะประทับลงกลางใจของเหล่าสตรีเผ่าอสูรที่เฝ้าชมดู
ตราบชั่วนิรันดร์ ท่ามกลางความว่างเปล่าอันเงียบงันเดียวดาย ท้องฟ้าเกลื่อนกล่นไป
ด้วยเกล็ดหิมะโปรยปลิว เป็นภาพที่ชวนให้ลุ่มหลงงมงายฉากหนึ่ง
ไม่ใช่เพียงแค่บรรดาอสูรสาวเยาว์วัย กระทั่งเหล่าบุรุษเผ่าอสูรที่เทิดทูนบูชาพลัง
อำนาจ ยังสะท้านสะเทือนด้วยฉากอันทรงพลังและโศกซึ งนี
อย่างไรก็ตาม พวกมันฟื้นตัวจากความตะลึงลานอย่างรวดเร็ว คุกนภาจรัสวารี
ไพศาลที่เงียบสงัดเหมือนป่าช้า ดูเหมือนจะระเบิดขึ นอย่างกะทันหัน คลื่นเสียงดังอื อ
อึงกลบกลืนอสูรทั งมวล แต่ละคนไม่ได้ยินคำพูดของผู้อื่น กระทั่งวาจาของตัวเองยัง
ไม่ได้ยิน แต่พวกมันยังคงกรีดร้องตะโกนก้องด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดหวั่นจนสุด
จะระงับยับยั ง
“สวรรค์! ข้าเพิ่งจะเห็นสิ่งใดกันแน่? ผู้ใดสามารถบอกข้าได้บ้าง?”
“บ้าเกินไปแล้ว! บ้าเกินไปแล้ว!”
“เป็นไปไม่ได้ นี่เป็นไปไม่ได้! นี่คือศาสตร์อสูรธาตุนำของเชียนหลิวต้าเหริน!
ศาสตร์อสูรธาตุนำ… …ของเชียนหลิวต้าเหริน… …” บุรุษเผ่าอสูรผู้หนึ่งโคลงศีรษะไป
มา รำพึงรำพันพลางจ้องมองสนามประลองอย่างงุนงง
เหลิ่งเยวี่ยกับชางเจิ งเหม่อมองสนามประลองดุจคนสูญเสียวิญญาณ เรี่ยวแรง
กำลังของพวกมันคล้ายถูกสูบออกไปทั งหมด ไม่หลงเหลือกระทั่งเรี่ยวแรงจะกล่าว
วาจา
เมื่อเทียบกับความไม่อยากจะเชื่อและแตกตื่นตระหนกของอสูรบุรุษ เหล่าอสูร
สาวกลับตื่นเต้นเร้าใจอย่างบอกไม่ถูก
“โอ้ หล่อเหลากระไรปานนั น! ผู้ใดทราบบ้างว่าบุรุษผู้นี เป็นใคร? ข้าจะไม่ปล่อย
ให้มันหลุดมือไปได้ อา หล่อเหลากระไรปานนี น่าลุ่มหลงยิ่งนัก!” อสูรสาวโฉมงาม
นางหนึ่งกล่าวด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ
“งดงามเหลือเกิน มันจะต้องเป็นอสูรที่มีอารมณ์สุนทรีย์นัก!” สตรีอสูรอีกนาง
หนึ่งดวงตาลุ่มหลงงมงาย ใบหน้าเคลิ มฝัน
หนานเยว่ที่กำลังตื่นเต้นยินดี พอฟังถ้อยคำประดานี ถึงกับแตกตื่นจนขวัญหนีดี
ฝ่อ นางสะท้านขึ นทั งร่าง ขนลุกชี ชันทั่วร่าง จากนั นนางอดคิดไม่ได้ หากต้าเหรินได้
ยินเข้า ไม่ทราบจะทำสีหน้าเยี่ยงไร
ความคิดเหลวไหลนี วาบผ่านในใจนาง ก่อนจะหายไปทันที นางพยายามระงับ
สติอารมณ์ แล้วเริ่มหวนนึกทบทวนศาสตร์อสูรน้อยที่ต้าเหรินเพิ่งจะร่ายออกมา นาง
นับว่าคุ้นเคยกับศาสตร์อสูรน้อยเป็นอย่างยิ่ง ขอเพียงแค่ได้เห็น ก็สามารถระบุได้ทันที
ว่าเป็นศาสตร์อสูรน้อยวิชาใด
แต่บรรดากลุ่มแสงที่ห่อหุ้มอยู่บนสองหัตถ์ของต้าเหรินเมื่อครู่ ผิดแผกจาก
ศาสตร์อสูรน้อยที่นางเคยเห็นมาก่อนอย่างสิ นเชิง หรือว่าต้าเหรินใช้ศาสตร์อสูรวิชา
ใหม่ๆ?
ข้อสงสัยนี วาบผ่านในใจนาง
แต่แล้วหนานเยว่สั่นศีรษะ สัญชาตญาณของนางบอกว่าต้าเหรินยังคงใช้ศาสตร์
อสูรน้อย นางแม้ไม่รู้จักแสงแปลกพิสดารเหล่านั น แต่พวกมันดูคล้ายคุ้นเคยอยู่บ้าง
ทันใดนั นดวงตานางเบิกกว้าง นึกถึงความเป็นไปได้ประการหนึ่ง
หากว่าศาสตร์อสูรน้อยถูกร่ายออกมาด้วยความเร็วที่มากพอ จนทะลุทะลวง
อุปสรรคทั่วไปเล่า… …
ศาสตร์อสูรธาตุนำของเชียนหลิวต้าเหรินถูกพิชิตโดยราบคาบ ความแตกตื่น
ตระหนกที่บรรดาอสูรได้รับ ยังรุนแรงกว่าคราวศาสตร์อสูรธาตุไฟที่พ่ายแพ้ไปก่อน
หน้านี มาก ครั งที่ก่อตั งคุกนภาจรัสวารีไพศาลขึ นมา เชียนหลิวต้าเหรินยังเยาว์วัยนัก
หากทว่าอสูรหนุ่มกลางสนามประลองผู้นั น ก็เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่อสูรที่อายุมากแต่อย่าง
ใด
หลังจากได้ชัยในศึกทลายคุก เชียนหลิวต้าเหรินก็ถูกขนามนาม นภาจรัสพัน
ธารา
เป็นที่คาดคำนวณได้ ไม่ว่าอสูรหนุ่มในสนามประลอง ท้ายที่สุดแล้วจะได้ชัยใน
ศึกทลายคุกครั งนี หรือไม่ แต่หลังจากการต่อสู้จบสิ นลง อสูรหนุ่มผู้ลึกลับนี ก็จะยังโด่ง
ดังสะท้านไปทั่วภพอสูรอยู่วันยันค่ า
ก่อนหน้านี ทุกผู้คนรู้สึกว่าจั่วม่อยโสโอหังเกินไป ที่กล้าท้าทายศาสตร์อสูรธาตุ
นำของเชียนหลิวต้าเหริน แต่บัดนี หลายคนถึงกับกำลังครุ่นคิดอย่างจริงจัง ว่าจั่วม่อ
สมควรมีโอกาสได้ชัยไม่น้อย
การปะทะดุเดือดช่วงสั นๆ ช่วยให้พวกมันตระหนักว่าบุรุษหนุ่มลึกลับในสนาม
ประลองผู้นี มีศักยภาพไม่ด้อยไปกว่าคงหมิงเชียนหลิวแม้แต่น้อย
โลกนี บ้าไปแล้วอย่างแท้จริง
ตำนานที่มีอยู่แต่ในเรื่องเล่าของวีรบุรุษ กำลังเกิดขึ นต่อหน้าต่อตาพวกมันจริงๆ
ความรู้สึกคล้ายฝันกลางวันนี บันดาลให้อสูรมากมายหัวหมุนงุนงงไปหมด
ฉีเหล่าซือฝืนยิ มขมขื่น ในปากมีรสชาติขมปร่า มันทราบว่าลูกคิดรางแก้วของ
มันล้มคะมำไม่เป็นท่า มันไม่อาจคาดเดาได้ว่าลูกพี่ลูกน้องของหนานเยว่ผู้นี ที่แท้
บรรลุถึงระดับชั นใด แต่พลังอำนาจที่สำแดงออกมาคราวนี ต่อให้เทียบกับคงหมิง
เชียนหลิวเมื่อครั งกระโน้น เกรงว่าไม่อ่อนด้อยกว่าแม้แต่น้อย
ยอดอัจฉริยะที่มีอนาคตไร้ขีดจำกัดผู้นี อาศัยตำหนักศาสตร์อสูรดอกบัวม่วง
เล็กๆ ไหนเลยจะรองรับเอาไว้ได้?
“ลูกพี่ลูกน้องแปลกๆ ไม่ใช่แค่แปลก ถึงกับมีพรสวรรค์อยู่บ้าง!” อสูรต้นไม้
ชมเชยอย่างไม่สนใจอันใด ราวกับสิ่งที่มันเพิ่งชมดูเป็นการประลองธรรมดาในตำหนัก
ของพวกมัน
ดอกไม้ทุกดอกบนร่างของอสูรต้นไม้พลิกตลบขึ นพร้อมกัน ราวกับดวงตานับไม่
ถ้วนเหลือกขึ นตลบหนึ่งอย่างพร้อมเพรียง
อสูรอื่นๆ ในกลุ่มไม่อาจทานทนให้อสูรต้นไม้แสดงพฤติกรรมลำเส้นได้ ตวาดขึ น
พร้อมกัน “หุบปาก!”
ก่อนหน้านี พวกมันรู้สึกว่าพฤติกรรมของจั่วม่อเต็มไปด้วยความไม่ประมาณตน
แต่ยามนี ในหัวใจของพวกมัน จั่วม่อได้สำแดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่ามันมีที่ถือดี
เพียงพอ ทะยานขึ นสูงถึงจุดที่พวกมันต้องเทิดทูนบูชา ในความเห็นของพวกมัน
กระทั่งผู้อาวุโสตำหนักของตำหนักศาสตร์อสูรดอกบัวม่วงยังไม่มีคุณสมบัติพอจะ
วิพากษ์วิจารณ์จั่วม่อ อย่าว่าแต่อสูรต้นไม้ที่ไม่รู้ความ? ไฉนเลยจะกล่าววาจาอวดโอ่
โอหังเช่นนี ได้?
อสูรต้นไม้โบกกิ่งก้านเป็นพัลวันอย่างประหลาดใจ “พวกเจ้าไม่คิดเหมือนกัน
หรือ? แปลกมาก! มีฝีมืออยู่บ้าง! แปลกจริงๆ! พวกเจ้าไฉนแปลกเสียยิ่งกว่า
ลูกพี่ลูกน้องแปลกๆ อีก… …”
ถึงตอนนี กระทั่งอสูรอื่นๆ ที่ตระเตรียมจะเย้ยหยันอสูรต้นไม้ พอเห็นเช่นนี ต้อง
พากันถอยกรูดไปทันที
การโต้เถียงกับคนไม่รู้ความผู้นี ไยมิใช่หาเรื่องปวดเศียรเวียนเกล้าใส่ตัวเอง?
ก่อนที่ฟองขาวดุจหิมะอันเล็กละเอียดจะหายไป พลันเกิดระเบิดต่อเนื่องดัง
ระรัวขึ นอีกหน ชั นฟองขาวหิมะเล็กละเอียดสาดซัดไปทั่ว ดึงดูดความสนใจของ
บรรดาอสูรอีกครั ง เสียงระเบิดเร่งร้อนไม่ขาดหู ชั นฟองหิมะขาวละเอียดหนาแน่นปก
คลุมไปทั่วสนามประลอง ไม่มีอสูรตนใดสามารถมองเห็นเงาร่างของจั่วม่อได้ชัดตา
แต่การระเบิดต่อเนื่องไม่สิ นสุด เพียงพอจะยืนยันได้ว่าจั่วม่อยังคงอยู่ในสนาม
ประลอง
จั่วม่อโถมทะยานไปทุกทิศทุกทาง ดวงตาแดงฉาน ขู่คำรามประดุจสัตว์ร้ายคลุ้ม
คลั่ง หากพบพานลำนำใด จะกระโจนเข้าใส่ทันที
เข่นฆ่าทำลายจนมึนเมา มันค้นหาแม่นำลำธารสายถัดไปโดยไม่รู้จักเหน็ด
เหนื่อย ยังคงแยกสลายไม่หยุดยั ง ยิ่งช่ าชองชำนาญขึ น ประสิทธิภาพเพิ่มพูนทวีคูณ
ขึ นทุกขณะ หลังจากนั นสักครู่ มันเริ่มสามารถระบุจุดอ่อนและจู่โจมทำลายได้ก่อนที่
การตอบโต้ระลอกแรกจะมาถึงเสียอีก นี่เหมือนกับการแก้ปัญหา ถึงแม้ว่าหัวข้อ
ปัญหาจะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แต่มันเมื่อกลายเป็นคุ้นเคย ความสามารถเพิ่มขึ น
ความคิดกระจ่างชัดเจนมากขึ น ย่อมกลายเป็นสะดวกดายขึ นเป็นธรรมดา
มันไม่คิดไว้หน้าผู้ใด ในใจมีเพียงความคิดเดียวเท่านั น
เจ้ากล้าทำร้ายเกอ ตายเสียให้หมด ตาย ตาย!
ทำลายล้าง ทำลายล้าง ทำลายล้างให้สิ นซาก!
บรรดาแม่นำลำธารที่ตัดไขว้พาดผ่านนภา ทยอยระเบิดเป็นฟองขาวหิมะเล็ก
ละเอียดไม่ขาดสาย
รอจนแม่นำสายสุดท้ายถูกแยกสลาย จั่วม่อถลึงตากว้างท่ามกลางฟองขาวหิมะ
อันพลุ่งพล่านปั่นป่วน กวาดตามองไปรอบๆ มันต้องการค้นหาเป้าหมายถัดไป
จิตสำนึกยื่นขยายออกไป มันจู่ๆ ก็พบว่าแม่นำทั งหมดดูเหมือนจะถูกทำลายไปหมด
สิ นแล้ว
ถูกทำลายหมดแล้ว?
ไม่มีสิ่งใดหลงเหลืออยู่อีกแล้ว?
ฟองเล็กละเอียดเย็นเฉียบปกคลุมใบหน้าของมัน อุณหภูมิอันเดือดพล่านใน
ศีรษะค่อยลดต่ าลงอย่างช่วยไม่ได้ ไฟโทสะในใจคล้ายระบายออกไปมากมาย จั่ว
ม่อเผยสีหน้าไม่ยินยอมพร้อมใจ การแยกสลายทำให้มันเบิกบานสำราญใจเหลือจะ
กล่าว
ขณะที่มันกำลังเพลิดเพลิน เป้าหมายก็หายไปหมด
แต่แล้วทันใดนั น พลังสภาวะอบอุ่นอ่อนโยนขุมหนึ่งผุดขึ นจากความว่างเปล่า
ฟองขาวหิมะเล็กละเอียดที่โปรยปรายสาดซัดไปทั่ว คล้ายจู่ๆ ก็กลายเป็นมีชีวิตชีวา
ขึ นมา ความเร็วของพวกมันค่อยๆ ลดน้อยลง จนกระทั่งหยุดนิ่งอยู่กลางอากาศธาตุ
พลังสภาวะนี ไม่อาจเรียกได้ว่าแข็งแกร่ง ไม่มีเค้าความเฉียบขาดอหังการที่
สามารถพิชิตโลกหล้า มันอบอุ่นอ่อนโยน แต่ไม่กระจ่างชัด ทั งยังหนาหนักสุดเปรียบ
ปาน ประหนึ่งมหาสมุทรไร้ที่สิ นสุด กว้างใหญ่ไพศาลจนน่าประหวั่นพรั่นพรึง ภายใต้
สภาวะอบอุ่นอ่อนโยนและกว้างใหญ่ไพศาลนี เศษเสี ยวความมีชีวิตชีวาประดุจดวง
อาทิตย์แรกกำเนิด คล้ายค่อยๆ เพิ่มสูงขึ นจากใต้นำ
ชั่วพริบตาที่พลังสภาวะปรากฏขึ น มันก็ครอบคลุมไปทั่วทั งนภาจรัสวารีไพศาล
ปกคลุมบรรดาอสูรทั งมวลในนภาจรัสวารีไพศาล
“นี่ใช่ลมหายใจวารีหรือไม่?” เหลิ่งเยวี่ยเอื อมมือออกไป ราวกับจะไขว่คว้าพลัง
สภาวะขุมนี พลางพึมพำกับตัวเอง
ถึงตอนนี บรรดาอสูรที่ฝึกปรือศาสตร์อสูรธาตุนำสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง พวกมัน
กางแขนแผ่กว้าง ราวกับต้องการโยนตัวเองรวมเข้าไปในพลังสภาวะสุดไพศาลนี
ส่วนบรรดาอสูรที่ฝึกปรือศาสตร์อสูรธาตุไฟดังเช่นฉีเหล่าซือ คล้ายนั่งอยู่บน
กระดานเข็ม ชั นเหงื่อบางๆ ท่วมใบหน้าโดยไม่รู้ตัว
ลมหายใจวารี เป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดพลัง เป็นความเข้าใจที่บังเกิดขึ นหลังจาก
ศาสตร์อสูรธาตุนำฝึกปรือถึงระดับชั นที่ลึกลำสุดหยั่ง ศาสตร์อสูรน้อยซึ่งเป็นพื นฐานมี
มากมายหลากหลายวิชา ศาสตร์อสูรธาตุนำของอสูรแต่ละตนจึงผิดแผกแตกต่างกัน
ไป ดังนั นลมหายใจวารีที่พวกมันบรรลุความเข้าใจ ย่อมแปลกแยกกันออกไปด้วย
อสูรที่บรรลุลมหายใจวารี เมื่อร่ายศาสตร์อสูรธาตุนำ พลังอำนาจย่อมยิ่งใหญ่ไพศาล
กว่าศาสตร์อสูรธาตุนำธรรมดาทั่วไปมาก
เมื่อระดับพลังบำเพ็ญเพียรลึกลำขึ น ความเข้าใจในลมหายใจวารีจะแปรเปลี่ยน
ไปเรื่อยๆ ยิ่งความเข้าใจในลมหายใจวารีสมบูรณ์แบบมากเท่าใด ความเข้าใจใน
ศาสตร์อสูรธาตุนำก็ยิ่งลึกลำมากเท่านั น
การเข้าใจลมหายใจวารี เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญที่สุดสำหรับการฝึกปรือศาสตร์
อสูรธาตุนำสู่ระดับความเข้าใจอันลึกลำ อสูรนับไม่ถ้วนใช้เวลาหลายสิบปีฝึกปรือ
ศาสตร์อสูรธาตุนำ แต่ยังไม่มีปัญญาเข้าใจลมหายใจวารีได้
เชียนหลิวต้าเหรินเข้าใจลมหายใจวารีตั งแต่ยังเยาว์วัย ไม่ใช่เรื่องแปลก
ประหลาดหรือเหนือคาดคิดมากเกินไป แต่คุณลักษณะที่ลมหายใจวารีของเชียน
หลิวต้าเหรินสำแดงออกมา กลับบันดาลให้อสูรทุกตนหวาดหวั่นยำเกรง
กว้างใหญ่ไพศาล เต็มไปด้วยชีวิตชีวา!
อสูรที่ยิ่งมีฝีมือในศาสตร์อสูรธาตุนำมากเท่าใด เวลานี ยิ่งหัวใจเต้นกระหน่ ารัว
เร็วขึ นเท่านั น กฏเกณฑ์แห่งฟ้าดินชั นสูงเช่นนี ไม่ใช่ว่าสมควรปรากฏเฉพาะในบรรดา
อสูรเฒ่าที่บำเพ็ญเพียรมานานหลายร้อยปีหรอกหรือ?
กระทั่งจั่วม่อยังแตกตื่นตะลึงลาน
มันมีฝีมือทางเวทวิชาธาตุนำเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าเวทวิชาธาตุนำกับศาสตร์อสูร
ธาตุนำจะแตกต่างกันอย่างสิ นเชิง แต่แหล่งกำเนิดของนำไม่แตกต่าง พลังสภาวะนี
ไม่ได้สยบฟ้าดิน แต่บริสุทธิ์เหลือล้น
และแล้วความรู้สึกอันตรายอย่างที่ไม่เคยพบพานมาก่อน พลันอัดแน่นอยู่ในทุก
รูขุมขนของจั่วม่อ
มันไม่ใช่สามเณรน้อยที่เพิ่งจะออกท่องเที่ยวอีกแล้ว ลมหายใจวารีพอปรากฏขึ น
มันก็ตระหนักถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่แฝงเร้นอยู่ภายใต้ผิวหน้าอันแสนสงบและ
อบอุ่นนี
ประดุจอ่างนำเย็นเทราดจากศีรษะจดปลายเท้า เย็นเฉียบไปถึงขั วหัวใจ
จั่วม่อพลันรู้สึกว่า เบื องหน้าพลังสภาวะสุดไพศาลที่เต็มไปด้วยพลังชีวิตนี ตัวมัน
เล็กกะจ้อยร่อยไม่ต่างอันใดกับฝุ่นธุลี
เล็กกะจ้อยร่อยไม่ต่างอันใดกับฝุ่นธุลี… …
ดวงตาที่ยังคงแดงฉานไม่เลือนหายของจั่วม่อ ทันใดนั นสว่างวาบเสมือนเปลว
เทียนเล็กๆ ส่องมาจากที่ไกลโพ้น มันเงยหน้าขึ น มองตรงไปข้างหน้า สายตาแน่วแน่
ราวกับจะเจาะทะลวงชั นฟองขาวเล็กละเอียดอันหนาทึบ
มันจู่ๆ ก็แย้มยิ มออกมา ด้วยท่วงท่าสภาวะของยอดฝีมือไร้ผู้ต้าน เต็มไปด้วย
ความเฉื่อยชา ไม่อินังขังขอบ
รอยยิ มกว้างขึ นเรื่อยๆ จนแทบถึงใบหู เผยให้เห็นฟันขาวกระจ่าง เป็นระเบียบ
และคมกริบ สุ้มเสียงที่เปล่งออกมากลับตรงข้ามกับความนุ่มนวลของรอยยิ ม เป็น
เสียงเค้นลอดไรฟัน เต็มไปด้วยความดุร้ายอย่างไม่ปิดบัง
“เกอเกลียดคนที่ไม่รู้จักเลิกรามากที่สุด!”
เจตนาฆ่าฟันล้นทะลัก จั่วม่อเริ่มการกระทำอันเสียสติของมัน
แสงสีทองวาบขึ นบนแผ่นหลัง เห็นปีกโปร่งใสสีทองจางๆ คู่หนึ่งปรากฏขึ น เส้น
ใยสีทองนับไม่ถ้วนไต่ขึ นจากปลายเท้าของจั่วม่อ จวบจนกระทั่งปกคลุมไปทั่วทั งสอง
ขา เส้นใยสีทองพลันรัดแน่นราวกับผูกมัดขาของมันเอาไว้
ปีกแสงศูนยตา เท้าอีกาทองคำ!
ชั่วพริบตาเดียวกัน สายฟ้าแกร่งจำนวนมากปรากฏขึ นอย่างกะทันหัน ลอย
วนรอบกายจั่วม่อ ถักทอเป็นตาข่ายสายฟ้าหนาแน่นปากหนึ่ง
สายฟ้าแกร่งภูตหยาง!
สายฟ้าแกร่งภูตหยางหนึ่งร้อยแปดสาย!
หลังจากเสร็จสิ นกระบวนการเหล่านี จั่วม่อแม้แต่หน้าก็ไม่เงยขึ น สองมือเริ่มเล็ง
ตรงไปข้างหน้า ค่อยๆ ยกขึ นด้วยท่าทีหนักหน่วงกินแรง!